โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

เปิดคำพิพากษา ศาลปกครองสูงสุด ชี้ คำสั่งให้ บิ๊กโจ๊ก ออกจากราชการไว้ก่อน ชอบด้วยกม.

MATICHON ONLINE

อัพเดต 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายกฟ้องในคดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้ก่อน

เมื่อวันที่ 9 มกราคม ที่ศาลปกครองสูงสุด ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ แจ้งวัฒนะ ศาลปกครองสูงสุดได้อ่านผลแห่งคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ ที่ ฟ.117/2567 หมายเลขแดงที่ ฟ.2/2569 ในคดีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ 1 คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ ที่ 2 นายกรัฐมนตรี ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ) ที่ 178/2567 ลงวันที่ 18 เมษายน 2567 ให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้ก่อน คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ) เรื่องแดงที่ อธ. 33/2567 ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2567 ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีและประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (นายกรัฐมนตรี) ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2567 ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ศาลปกครองสูงสุด โดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 106/2567 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2567 ให้ผู้ฟ้องคดี มาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น ผู้ฟ้องคดียังคงดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อยู่เช่นเดิมและยังคงเป็นข้าราชการตำรวจตามนิยามในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ผู้ฟ้องคดีจึงยังอยู่ในบังคับบัญชาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามมาตรา 63 (2 ) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงมีอำนาจออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้ก่อน และแม้พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ จะดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีอาวุโสลำดับที่ 2 ถัดจากผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 อาจเสนอชื่อให้ ก.ตร. ให้ความเห็นชอบแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

แต่ในการคัดเลือกข้าราชการตำรวจผู้มีคุณสมบัติดังกล่าว นอกจากจะต้องคำนึงถึงลำดับอาวุโสแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ยังต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถ โดยเฉพาะประสบการณ์ในงานสืบสวนสอบสวนหรืองานป้องกันปราบปรามประกอบ ทั้งยังต้องพิจารณาผลงาน ศักยภาพ และความประพฤติประกอบกันและยังต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.ตร. อีกชั้นหนึ่ง

พฤติการณ์ดังกล่าวจึงยังไม่พอที่จะทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ รักษาราชการแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะทำการพิจารณาทางปกครองเพื่อมีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยไม่เป็นกลาง ดังนั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจพิจารณาทางปกครองเรื่องดังกล่าวได้โดยไม่ต้องห้ามตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเป็นคำสั่งตามข้อ (1) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2540 ) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 จึงเป็นกรณีเข้าข้อยกเว้น ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่จำต้องให้โอกาสผู้ฟ้องคดีได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนก่อนออกคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 30 วรรคสอง (6) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่178/2567ลงวันที่ 18 เมษายน 2567 ให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้ก่อน ไม่ใช่การดำเนินการที่ต้องมีข้อเสนอแนะ ของคณะกรรมการสอบสวนก่อนตามมาตรา 120 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 แต่เป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 131 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่บัญญัติให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีอำนาจสั่งให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการไว้ก่อนได้ ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีข้อเสนอแนะของ คณะกรรมการสอบสวนก่อนก็ตาม ส่วนกรณีที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 177/2567 ลงวันที่ 18 เมษายน 2567 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน โดยไม่ได้ดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงก่อนนั้น ตามมาตรา 117 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2564 ประกอบกับ กฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสืบสวนข้อเท็จจริง พ.ศ.2556 ข้อ 3 และข้อ 31 กำหนดให้ หากผู้บังคับบัญชาเห็นว่ามีพฤติการณ์หรือพยานหลักฐานเพียงพอจะเชื่อได้ว่า ข้าราชการตำรวจผู้ใดมีมูลอันควรถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ผู้บังคับบัญชาย่อมมีดุลพินิจในการที่จะดำเนินการทางวินัยโดยการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยข้าราชการตำรวจผู้นั้น โดยไม่ต้องดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงก่อนก็ได้

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลอาญาออกหมายจับผู้ฟ้องคดี หมายจับที่ 1396/2567 ลงวันที่ 2 เมษายน 2567 ระบุข้อความว่าผู้ฟ้องคดี ต้องหาว่ากระทำผิดฐาน สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงตามสมควรแก่การตั้งเรื่องกล่าวหาในความผิดทางวินัย อันเป็นกรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่า ผู้ฟ้องคดีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงโดยไม่ต้องดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงก่อน

เมื่อผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการตำรวจระดับสูง มีหน้าที่และอำนาจในการรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน รวมทั้งป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา แต่ผู้ฟ้องคดีกลับตกเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำผิดอาญาในฐานความผิดดังกล่าวเสียเอง ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนและภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างร้ายแรง อันถือเป็นความผิดเกี่ยวกับ ความประพฤติหรือพฤติการณ์อันไม่น่าไว้วางใจ แม้ผู้ฟ้องคดีจะไม่ได้ปฏิบัติราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ผู้ฟ้องคดียังดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ถึงจะไม่มีอำนาจบังคับบัญชาสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาโดยตรงแต่ยังคงมีอำนาจเหนือผู้ใต้บังคับบัญชา และอาจเข้าไปมีอิทธิพลต่อการพิจารณาทางวินัยและในคดีอาญาหรือเข้ายุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานในทางคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงมีเหตุผลอันสมควรเชื่อได้ว่า หากให้ผู้ฟ้องคดีคงอยู่ในหน้าที่ราชการอาจเกิดความเสียหายแก่ราชการ ซึ่งถือเป็นเหตุที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะพิจารณาสั่งพักราชการผู้ฟ้องคดีได้ตามข้อ 3 (1) ของกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ. 2547 ประกอบกับเมื่อพิจารณาพฤติการณ์ที่เป็นเหตุให้มีการสอบสวนทางวินัยผู้ฟ้องคดีแล้วเห็นได้ว่า กรณีดังกล่าวมีข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้องหลายนาย โดยอยู่ต่างสังกัดกันและข้อเท็จจริงในคดีที่เกี่ยวข้องมีความสลับซับซ้อนจึงย่อมเห็นได้ว่า การสอบสวนพิจารณาเรื่องดังกล่าวจะไม่แล้วเสร็จไปโดยเร็ว อันเป็นกรณีที่ผู้บังคับบัญชาจะสั่งให้ข้าราชการตำรวจผู้ถูกกล่าวหาออกจากราชการไว้ก่อนก็ได้ ตามข้อ 8 วรรคหนึ่ง ของกฎ ก.ตร. ดังกล่าว คำสั่งผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้ก่อน โดยระบุเหตุผลประการหนึ่งว่า ถ้าให้คงอยู่ในหน้าที่ราชการอาจเกิดความเสียหายแก่ราชการได้ จึงเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ข้อ 3ของกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ. 2547 แล้ว และยังฟังไม่ได้ว่ามีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้ก่อนโดยไม่สุจริต

ดังนั้น คำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่178/2567ลงวันที่ 18 เมษายน 2567 จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เรื่องแดงที่ อธ. 33/2567ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2567 ซึ่งอาศัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเช่นเดียวกันกับคำสั่งดังกล่าว รวมทั้งประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ข้าราชการตำรวจพ้นจากตำแหน่ง ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2567 อันเป็นผลสืบเนื่องจากคำสั่งดังกล่าว จึงชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน

พิพากษายกฟ้อง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดคำพิพากษา ศาลปกครองสูงสุด ชี้ คำสั่งให้ บิ๊กโจ๊ก ออกจากราชการไว้ก่อน ชอบด้วยกม.

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...