ถอดรหัส 4 กลยุทธ์การปั้นแบรนด์ “นิตยาไก่ย่าง” 25 ปีกับเป้า “พันล้าน”
เจาะ 4 กลยุทธ์เคลื่อนการเติบโต “นิตยาไก่ย่าง” สลัดภาพ “ร้านอาหารครอบครัว” สร้างจุดยืนเป็นให้แบรนด์ 'อาหารไทยอีสานรสชาติมหาชน' ที่เข้าถึงได้ง่าย ตั้งเป้าขยายฐานธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ พร้อมแตะหลักรายได้ 1,000 ล้านบาท ภายในปี 2568
11 พฤศจิกายน 2568 - นายภเดช กันตจินดา กรรมการบริหารร้านนิตยาไก่ย่าง ระบุว่า จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมา บริษัทมั่นใจในการบรรลุเป้าหมายการทำรายได้แตะ 1,000 ล้านบาท ภายในปี 2568 (2025) การวางรากฐานทางธุรกิจที่แข็งแกร่งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการขยายกิจการในอนาคต ทั้งในตลาดภายในประเทศและโอกาสในการรุกตลาดต่างประเทศ ซึ่งจะยกระดับให้แบรนด์ก้าวสู่การเป็นผู้เล่นระดับภูมิภาคในอุตสาหกรรมร้านอาหารไทย
โดยมีการเติบโตของรายได้ที่โดดเด่นในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา โดยมีอัตราการเติบโตสูงถึง 56.9 % จากรายได้ 628 ล้านบาทในปี 2564 (2021) เป็น 986 ล้านบาทในปี 2567 (2024) ปัจจุบันบริษัทมีสาขาทั้งสิ้น 31 สาขา ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล การเติบโตดังกล่าวเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงความสามารถในการขยายฐานลูกค้าและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพในภาวะตลาดที่มีการแข่งขันสูง
ความสำเร็จของนิตยาไก่ย่างไม่ได้มาจากรสชาติอาหารเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการนำ 4 กลยุทธ์สำคัญมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
1. อาหารไทยอีสานรสชาติมหาชน (Winning Zone) - การกำหนดตำแหน่งทางการตลาด
กลยุทธ์นี้มุ่งเน้นการสร้างจุดยืนที่แข็งแกร่งในตลาดอาหารไทยอีสาน ซึ่งเป็นหนึ่งในหมวดอาหารที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทย โดยมีข้อมูลสนับสนุนจากแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ชั้นนำที่ชี้ว่า "ส้มตำ" เป็นเมนูที่มีการค้นหาสูงสุดอันดับต้น ๆ การกำหนดตำแหน่งทางการตลาดให้เป็น "Comfort Food รสชาติมหาชน" คือหัวใจของกลยุทธ์นี้
- ความเข้าถึงง่ายและรับประทานได้ในชีวิตประจำวัน: อาหารไทยอีสานเป็นตัวเลือกที่ผู้บริโภคสามารถรับประทานได้ทุกวันโดยไม่ต้องรอโอกาสพิเศษ (Everyday Meal) นิตยาไก่ย่างตอบโจทย์ความถี่ในการบริโภคสูงนี้ โดยเน้นการสร้างความผูกพันกับลูกค้าในมื้ออาหารปกติ
- การปรับสมดุลรสชาติ (Flavor Balancing): นิตยาไก่ย่างได้พัฒนารสชาติให้ "ถึงเครื่องแต่กลมกล่อม" ไม่เน้นความเผ็ดร้อนจัดจ้านจนเกินไป (Non-Aggressive Flavor) เพื่อให้เป็นรสชาติที่เป็นกลาง (Neutral Taste) ที่สามารถรับประทานได้ทุกเพศทุกวัย และผู้คนที่มีความชอบด้านรสชาติที่แตกต่างกันสามารถร่วมโต๊ะอาหารเดียวกันได้อย่างสะดวกสบาย ถือเป็นการขยายฐานลูกค้ากลุ่มกว้าง (Mass Market Appeal)
2. ความพิถีพิถันในการผลิต (Craftsmanship) - การบริหารจัดการคุณภาพและมาตรฐาน
การรักษามาตรฐานคุณภาพของอาหารอย่างสม่ำเสมอเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ซึ่งนิตยาไก่ย่างใช้กลยุทธ์ด้านความพิถีพิถันใน 3 มิติหลัก
- การคัดสรรวัตถุดิบพรีเมียม (Premium Sourcing): บริษัทให้ความสำคัญกับการใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงสุด โดยมีการระบุแหล่งที่มาและชนิดของวัตถุดิบอย่างเฉพาะเจาะจง เช่น เห็ดเผาะพันธุ์ฝ้ายจากภาคเหนือ, ข้าวเหนียวเขี้ยวงูจากเชียงราย, และการใช้กุ้งแห้งจากประมงเรือเล็ก การเลือกซื้อวัตถุดิบที่มีคุณภาพนี้ยังเชื่อมโยงกับการสนับสนุนชุมชนผู้ผลิตในท้องถิ่น (Local Sourcing) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
- การใช้ระบบครัวกลาง (Central Kitchen System): การพัฒนาระบบครัวกลางมีบทบาทสำคัญในการรองรับการขยายสาขาอย่างรวดเร็ว โดยระบบนี้ช่วยให้สามารถควบคุมคุณภาพวัตถุดิบและกระบวนการปรุงอาหารเบื้องต้นให้ได้มาตรฐานเดียวกัน ก่อนส่งไปยังสาขาต่าง ๆ ซึ่งเป็นกลไกหลักในการรักษาเสถียรภาพของรสชาติ
- การควบคุมมาตรฐานการปฏิบัติงาน (Standard Operating Procedure - SOP): บริษัทได้พัฒนา SOP ที่เป็นเอกลักษณ์และเข้าใจง่าย เพื่อให้มั่นใจว่าทุกขั้นตอนการปรุงในทุกสาขามีคุณภาพและรสชาติที่สม่ำเสมอ การจัดการ SOP ที่มีประสิทธิภาพนี้ช่วยลดความผันผวนของสินค้า (Product Variation) และเอื้อต่อการฝึกอบรมพนักงานใหม่ได้อย่างรวดเร็ว
3. ความสัมพันธ์ที่แนบแน่น (Bonding Business) - การบริหารทรัพยากรบุคคลและวัฒนธรรมองค์กร
นิตยาไก่ย่างสร้างความมั่นคงทางธุรกิจจากภายใน โดยเน้นการสร้างความผูกพัน (Bonding) ระหว่างผู้บริหารและพนักงานภายใต้แนวคิด "ครอบครัว"
- การสร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบครอบครัว: ผู้บริหารให้ความสำคัญกับการดูแลและปฏิบัติต่อพนักงานเสมือนคนในครอบครัว มีการปลูกฝังความเชื่อในการทำธุรกิจที่ดี และส่งเสริมให้ผู้บริหารเข้าใจถึงการทำงานในระดับปฏิบัติการ (Hands-on Management) ตั้งแต่การเสิร์ฟอาหารไปจนถึงงานในครัว เพื่อให้เข้าใจปัญหาและความต้องการของพนักงานอย่างแท้จริง
- การรักษาพนักงานที่มีคุณภาพ (Staff Retention): ความผูกพันและวัฒนธรรมองค์กรที่เท่าเทียมทำให้พนักงานรุ่นแรก ๆ ยังคงทำงานกับบริษัทอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลดีต่อความรู้และทักษะที่สะสม (Institutional Knowledge) และนำไปสู่การบริการที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ
4. การขยายสาขาที่เข้าใจลูกค้า (Location) - กลยุทธ์การบริหารทำเลที่ตั้ง
การเลือกทำเลที่ตั้งสาขาอย่างมีกลยุทธ์เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการดำเนินงาน (Operational Efficiency) และมูลค่าการซื้อต่อบิล (Average Check Value)
- เน้นทำเลที่ตั้งบนถนนเส้นขาออกและแหล่งชุมชน: บริษัทเลือกทำเลที่ตั้งสาขาบนถนนสายหลักที่มุ่งหน้าออกจากตัวเมือง เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ขับรถออกนอกเมืองมักมีความเร่งรีบน้อยกว่า และมีโอกาสในการแวะรับประทานอาหารที่ใช้เวลานาน (Leisure Dining) นอกจากนี้ การเลือกทำเลในแหล่งชุมชนหนาแน่น (Residential Areas) แทนย่านสำนักงาน (Office Zones) เน้นการรองรับลูกค้ากลุ่มครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน ซึ่งมีการใช้จ่ายต่อโต๊ะสูงกว่าและใช้เวลานานกว่าการรับประทานอาหารมื้อเร่งด่วน
- โครงสร้างพื้นที่รองรับลูกค้ากลุ่มใหญ่: การมีที่จอดรถที่กว้างขวางและเส้นทางเข้า-ออกที่ชัดเจนถูกกำหนดเป็นมาตรฐานของทำเลที่ตั้ง เพื่อรองรับลูกค้าที่มาเป็นกลุ่มและใช้เวลารับประทานอาหารนาน ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้าเป้าหมาย
- ประสิทธิภาพการหมุนเวียนโต๊ะ (Table Turnover Rate): การวางกลยุทธ์ทำเลในแหล่งชุมชนส่งผลให้ทราฟฟิกของร้านไม่กระจุกตัวอยู่แค่ช่วงเวลาเร่งด่วน ส่งผลให้อัตราการหมุนเวียนโต๊ะเฉลี่ยสูงถึง 4 เทิร์นต่อวัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่บ่งชี้ถึงความสามารถในการสร้างรายได้ต่อพื้นที่สูง
- การบูรณาการช่องทางออนไลน์-เดลิเวอรี่ (Omnichannel Integration): ควบคู่ไปกับการขยายสาขาแบบมีหน้าร้าน บริษัทได้พัฒนาช่องทางออนไลน์และบริการเดลิเวอรี่อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อตอบสนองต่อพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะหลังช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ช่องทางนี้ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและเป็นส่วนสำคัญในการสร้างรายได้