รีวิว Asus Zenfone 5 ม้ามืดตัวจริง ดีจนน้ำตาไหลในราคานี้
ถ้าย้อนไปเมื่อไม่กี่ปีก่อนในช่วงที่ Asus Zenfone ออกมาใหม่ๆ ใช้ชิป Intel Atom ยุคนั้นถือเป็นยุคทองของ Zenfone เลยนะครับ เพราะสามารถทำสมาร์ทโฟนราคาประหยัดที่มีประสิทธิภาพดีออกมาได้ แต่หลังจากที่ Intel ออกจากตลาดสมาร์ทโฟนไป ชื่อของ Zenfone ก็เริ่มจางหายไปจากตลาด อาจเพราะไม่สามารถทำราคาได้ดีแบบเดิม และวงการสมาร์ทโฟนนั้นแข่งขันกันรุนแรง งัดเทคโนโลยีมาสู้กันหนักมากจน Asus ไม่อาจงัดความสามารถเด่นออกมาสู้ได้ทัน แต่สำหรับ Zenfone 5 รุ่นล่าสุดประจำปี 2018 เรากล้าบอกเลยว่า Zenfone กลับมาแล้ว Asus ได้สร้างสมาร์ทโฟนที่มีเทคโนโลยีน่าทึ่งในราคาแค่หมื่นต้นๆ (ถ้าซื้อในช่วง Pre-Order พร้อมรหัสลูกค้า Asus เก่าจะได้ราคาไม่ถึงหมื่นด้วยซ้ำ) เป็นสมาร์ทโฟนระดับกลางที่เราประทับใจมากที่สุดตั้งแต่รีวิวมาในปีนี้เลย
Technology Asset ของ Asus คือจุดแข็งของ Zenfone 5
สำหรับคอคอมพิวเตอร์เราคงรู้จักแบรนด์ Asus กันมานานมาก เพราะเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ภายในคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก จอภาพ อุปกรณ์เครือข่าย และอุปกรณ์เทคโนโลยีอีกมากมาย ด้วยความที่ Asus สร้างผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีมานาน จึงมี Technology Asset หรือสินทรัพย์เทคโนโลยีและความรู้ต่างๆ มากมาย จึงบรรจงยัดเทคโนโลยีเหล่านี้ลงใน Zenfone 5 ครับ
พูดให้เห็นภาพ Zenfone 5 คือเอาบอดี้และเทคโนโลยีตัวท็อปของ Asus มาใส่ซีพียูกลาง เพื่อขายในราคากลางๆ
แล้วเทคโนโลยีของ Asus ที่อยู่ใน Zenfone 5 นั้นมีอะไรบ้าง ไปไล่กันเลยครับ
จอคือหน้าต่างของสมาร์ทโฟน Zenfone 5 ให้จอดีมาก
- จอของ Zenfone 5 เป็นหนึ่งในจอที่เราชอบมากที่สุดในสมาร์ทโฟนประจำปีนี้ เพราะให้สีสันสดใส ให้ Contrast สูง ดูหนังก็สวย ใช้แอปก็รู้สึกคม
- จอสามารถปรับสีอัตโนมัติตามสภาพแวดล้อมได้ มีโหมดเปิดหน้าจอค้างเพื่อเครื่องรู้ว่าเรายังมองหน้าจออยู่
- ไม่มีฟิล์มแถมมาให้ ซึ่งไปตามหาเองก็แอบหายากสำหรับรุ่นนี้
ก่อนจะรีวิวเราก็ทราบสเปกของจอ Super IPS ขนาด 6.2 นิ้วตัวนี้มาว่าให้ความละเอียด FullHD+ 2246 x 1080 pixel คือเป็นหน้าจอยาวพร้อมรอยแหว่งตามสมัยนิยม (ซึ่งสามารถเปิดรอยแหว่งได้ใน Setting) ให้พื้นที่หน้าจอต่อตัวเครื่อง 90% แต่ที่พิเศษในสเปกนี้คือรองรับขอบเขตสีระดับ DCI-P3 100% ที่ใช้ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ด้วย ซึ่งหมายความว่าจอนี้จะแสดงสีสันได้เยอะกว่าจอทั่วไป
หลังจากได้ทดลองใช้ Zenfone 5 เราพอใจคุณภาพจากจอตัวนี้มากนะครับ มันให้สีสันสดใส Contrast ของภาพก็ดี สังเกตได้จากอินเทอร์เฟซหรือหน้าตาแอปต่างๆ ที่คมชัด ชัดเจน เมื่อดูภาพ ดูวิดีโอก็จะรู้สึกว่าจอมันน่ามองว่ามือถือเครื่องอื่นๆ ซึ่งเรายกให้จอของ Zenfone 5 เป็นจอมือถือที่เราชอบที่สุดตัวหนึ่งประจำปีนี้ พอๆ กับจอของ Sony Xperia XZ2 เลย
หน้าปรับแต่งสีหน้าจอของ Zenfone 5
ความลับของจอตัวนี้คือเทคโนโลยี Splendid ที่มีในโน้ตบุ๊กหรือจอมอนิเตอร์หลายตัวของ Asus ซึ่งช่วยปรับภาพให้สดใส นอกจากนี้ตัวจอยังสามารถปรับอุณหภูมิสีอัตโนมัติให้ภาพเป็นโทนอุ่นหรือโทนเย็นโดยพิจารณาจากสภาพแวดล้อมอีกด้วย (เหมือนที่ iPhone ทำได้) และยังมีฟีเจอร์เสริม Smart Screen On ที่ใช้กล้องหน้าและ AI ช่วยวิเคราะห์ว่าเราจ้องมองจออยู่รึเปล่า ถ้ามันเห็นว่าเรายังมองจออยู่ ก็จะยืดระยะเวลาการดับจอออกไป
ส่วนเรื่องจอแหว่งของ Zenfone 5 ก็ถือว่าจัดการได้ดีครับ ค่ามาตรฐานของระบบ วิดีโอจะไม่ไปแสดงผลทับรอยแหว่งของจอ แม้ว่าเราจะซูมวิดีโอใน Youtube ไปจนสุดก็จะไม่ไปทับรอยแหว่ง Netflix ก็เช่นกันแสดงผลได้หลบรอยแหว่งดีมาก แต่ถ้าต้องการภาพเต็มตาสุดๆ ก็สามารถเปิดใช้โหมด Full Screen จริงๆ ได้ คราวนี้วิดีโอจะวิ่งไปทับรอยแหว่งด้านบนแล้ว นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถปิด-เปิดการแสดงรอยแหว่งได้จาก Settings ด้วย
ข้อติอย่างเดียวอย่างเดียวในส่วนหน้าจอของ Zenfone 5 คือมันไม่มีฟิล์มกันรอยติดมาด้วย (ในเครื่องที่เราทดสอบ) ซึ่งสำหรับมือถืออินดี้แบบนี้ ผู้ใช้ก็น่าจะเหนื่อยตามหาฟิล์มกันรอยสักหน่อยครับ (น่าจะต้องสั่งจากอินเทอร์เน็ตกันเป็นหลัก) หรือไม่ก็ต้องให้ร้านตัดฟิล์มพิเศษให้
ดีไซน์เอกลักษณ์ของตระกูล Zenfone
- ดีไซน์เรียบหรูดูดี มีเอกลักษณ์ของตระกูล Zenfone
- งานประกอบดีรู้สึกว่าเครื่องพรีเมี่ยม
- แต่น่าจะมีสีเครื่องเด่นๆ สักสีที่แตกต่างจากตลาด
มือถือตระกูล Zenfone จะมีดีไซน์เอกลักษณ์ ฝาหลังสะท้อนแสงเป็นวงๆ มาหลายรุ่นแล้วนะครับ ซึ่งใน Zenfone 5 ก็เหมือนกัน ฝาหลังที่เป็นกระจกนั้นดีไซน์ให้สะท้อนแสงออกมาเป็นวง รวมกันที่จุดศูนย์กลางบริเวณเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ซึ่งในแง่ความสวยงามนั้นก็แล้วแต่คนชอบนะครับ แต่เราวิจารณ์ได้ในแง่งานประกอบที่ออกมาเนี๊ยบดีมาก สัมผัสของตัวเครื่องแข็งแรง จับแล้วรู้สึกมีน้ำหนัก เป็นของที่มีราคา ขอบเครื่องหนากำลังดีแล้วเป็นอลูมิเนียมที่เจียโค้งเข้ากับฝ่ามือ เวลาจับถือจึงรู้สึกกระชับ เกาะมือดี ไม่ลื่นหลุดไปง่ายๆ
Zenfone 5 นั้นมี 2 สีนะครับคือ Meteor Silver หรือสีเงิน แล้วก็ตัวที่เรารีวิวอยู่นี้คือ Midnight Blue สีน้ำเงินเข้มมากๆ จนคล้ายกับสีดำมากกว่า ซึ่งตัวกระจกทั้งหน้าหลังก็เป็นแบบ 2.5D คือเจียขอบกระจกให้โค้งรับพอดีกับบอดี้เครื่อง เวลาลูบผ่านทำให้รู้สึกว่ากระจกกับเครื่องเชื่อมต่อเป็นชิ้นเดียวกัน
สรุป Zenfone 5 แม้ว่าจะไม่มีสีเด่นๆ ที่แตกต่างอย่างคู่แข่ง หรือดีไซน์แปลกกว่ามือถือในตลาด แต่ก็ได้งานออกแบบเอกลักษณ์ของ Zenfone มา และงานประกอบดี จึงถือว่าสอบผ่านเรื่องรูปลักษณ์ครับ
ระบบเสียงของ Zenfone 5 ลำโพงดีมาก!
- Zenfone 5 มีลำโพงสเตอริโอที่ตัวเครื่อง ให้เสียงดังและมีรายละเอียดเสียงดีมาก ถ้ายังดังไม่พอก็มี Outdoor mode ให้ใช้อีก
- ยังมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 mm แถมมี DTS Headphone X ช่วยปรับ Sound Stage ของเสียงและ AudioWizard ช่วยจูนหูฟังให้เหมาะกับหูเรา
- แต่ถึง Zenfone 5 จะให้เสียงที่ดีมาก แต่มือถือที่มีชิป DAC ดีๆ ก็ยังให้เสียงดีกว่านี้ และยังสู้ DAC ต่อภายนอกไม่ได้นะจ๊ะ มันคนละชั้นกันอยู่
ลำโพงท้ายเครื่องและช่องหูฟังของ Zenfone 5
Zenfone 5 นั้นมาพร้อมลำโพงสเตอริโอนะครับ แถมไม่ใช่แค่มีลำโพงคู่แต่มือถือราคาหมื่นหน่อยๆ ตัวนี้กลับให้ลำโพงที่ดีมาก ให้เสียงมีรายละเอียด แยกมิติซ้าย-ขวาได้ดี และมีเบสมากกว่าลำโพงมือถือทั่วไป (บอกว่ามีเบสสำหรับสมาร์ทโฟนคือมีนิดๆ นะ อย่าคิดว่าจะได้เบสเยอะระดับลำโพง Bluetooth ภายนอก) ในโหมดปกติเมื่อเร่งลำโพงไปจนสุด ก็ถือว่าให้เสียงดังกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไปแล้ว แต่ Zenfone 5 ยังมี Outdoor Mode สำหรับเร่งเสียงให้ดังขึ้นไปอีกสำหรับใช้นอกบ้าน แม้ว่าการเปิดโหมดนี้จะทำให้รายละเอียดเสียงลดลง แต่ก็ถือว่า Zenfone 5 สามารถสร้างความบันเทิงกับกลุ่มเพื่อนได้ดีครับ ซึ่งก็ต้องยกเครดิตให้ลำโพงชุดใหม่ของ Asus และชิปแอมป์ตัวใหม่ NXP 9874
ในส่วนของการฟังเพลงผ่านหูฟัง Zenfone 5 ก็ยังมีพอร์ต 3.5 mm ให้ต่อหูฟังได้ง่ายๆ ไม่ต้องใช้หัวแปลงพอร์ต USB-C ให้วุ่นวาย และมีโหมดปรับเสียงให้เลือกใช้เพียบ! ตั้งแต่ DTS Headphone X ที่ปรับความกว้างของ Sound stage ได้ตามใจคนฟัง และมีโปรไฟล์หูฟังดังๆ หลายรุ่นให้เลือกตามรุ่นที่เราใช้ จะได้เสียงที่จูนมาจนเหมาะสมที่แล้ว และที่ฟีเจอร์ที่ไม่ค่อยเห็นในสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ คือ AudioWizard ผู้ใช้สามารถใส่หูฟังแล้วค่อยๆ ปรับระดับเสียงตามย่านต่างๆ ตามที่แอปแนะนำ เพื่อให้เสียงออกมาเหมาะกับหูของคนฟังมากที่สุด ซึ่งลองฟังปิดกับเปิดโหมดนี้ดู รู้สึกเลยว่าเสียงที่ผ่านการปรับแต่งโดย Audio Wizard นั้นสดใสขึ้นมาก ส่วนถ้าใครต้องการปรับ EQ ก็สามารถปรับได้ในนี้เช่นกันครับ
ปรับ EQ ของเสียงแบบ Preset พร้อมเลือกโหมด DTS ใน AudioWizard
หน้าจูนโปรไฟล์เสียง ให้เสียงที่ออกจากหูฟังเหมาะสมกับเรา
ส่วนการฟังไร้สายด้วย Bluetooth นั้นเนื่องจากว่า Zenfone 5 ใช้ Android 8 แล้ว ก็สามารถเลือก Codec ได้หลากหลายทั้ง AAC, aptX HD รวมถึง LDAC ครับ ก็มั่นใจว่าเสียงที่ส่งไปหาหูฟังหรือลำโพงไร้สายจะเป็นสัญญาณที่มีคุณภาพที่สุดที่อุปกรณ์ตัวนั้นจะรองรับได้
แต่เดี๋ยวใครอ่านรีวิวนี้แล้วจะคาดหวังกับเสียงของ Zenfone 5 มากเกินไป คือในส่วนของลำโพงสเตอริโอที่ตัวเครื่อง เรายอมรับเลยว่าดีเป็นเบอร์ต้นๆ ของโลกมือถือตอนนี้แล้ว แต่เสียงที่ผ่านช่อง 3.5 mm ออกมา อาจจะยังสู้มือถือที่มีชิป DAC ดีๆ ไม่ได้ และยังเอาไปเทียบกับการต่อ DAC ภายนอกไม่ได้นะครับ มันคนละชั้นกันอยู่
ประสิทธิภาพของ Zenfone 5
Zenfone 5 รุ่นปี 2018 นี้ใช้หน่วยประมวลผลระดับกลางคือ Snapdragon 636 ซึ่งเป็นชิปที่แรงกลางๆ แต่ Asus เคลมว่าเป็นชิปที่ประหยัดพลังงานมาก มาพร้อมแรม 4 GB แบบ LPDDR4X และหน่วยความจำในตัวเครื่อง 64 GB
ในส่วนของการใช้งานทั่วไปนั้นลื่นไหลทั้งหมดครับ facebook, LINE หรือการท่องเว็บไม่มีอาการกระตุกให้เห็น สลับแอปได้รวดเร็ว และเนื่องจากว่าเป็นซีพียู Snapdragon จึงสามารถเล่นเกมอย่าง ROV ในโหมดกราฟิกสูงได้ลื่นไหลดีครับ
ซึ่งในจุดนี้ Asus เคลมว่ามีเทคโนโลยี 2 ตัวที่ช่วยเร่งประสิทธิภาพของเครื่องอยู่คือ AI Boost ที่ระบบจะปรับแต่งความเร็วซีพียูอัตโนมัติ และ OptiFlex ที่เรียนรู้การใช้งานว่าเราเรียกใช้แอปไหนบ่อย แล้วเลือกแอป 4 ตัวที่จะปรับแต่งหน่วยความจำให้เปิดแอปได้รวดเร็วขึ้นด้วย เข้าใจว่า OptiFlex คือการเก็บส่วนหนึ่งของแอปไว้ในหน่วยความจำ ทำให้โหลดได้รวดเร็วขึ้น
คะแนนจาก Geekbench 4.2 ของ Zenfone 5
คะแนนจาก AndroBench ของ Zenfone 5
ที่นี้มาดูคะแนนเป็นตัวเลขกันบ้าง ผลทดสอบจาก GeekBench 4.2 ได้คะแนนไปราว 4800 คะแนน ก็ให้ประสิทธิภาพดีกว่า Snapdragon 821 นะครับ ส่วน 3Dmark ได้คะแนนไป 946 ก็ถือว่ากลางๆ ไม่ได้แรงมาก และประสิทธิหน่วยความจำจาก AndroBench อยู่ที่ 275 MB/s ก็เป็นความเร็วในระดับ eMMC นะครับ ต้องเป็น Zenfone 5z ถึงจะใช้หน่วยความจำความเร็วสูง UFS
ระบบกล้องพร้อมเลนส์มุมกว้างของ Zenfone 5
ภาพจากกล้องหลักของ Zenfone 5
ภาพจากกล้องมุมกว้างของ Zenfone 5
กล้องหลังของ Zenfone 5 นั้นใช้ระบบกล้องคู่แบบเลนส์หลักเป็นเลนส์ปกติ และเลนส์รองเป็นเลนส์มุมกว้างนะครับ กล้องตัวหลักก็สเปกเทพใช่เล่น ให้ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล f/1.8 โดยใช้เซ็นเซอร์ Sony IMX363 ขนาดพิกเซล 1.4 µm ก็ให้ความยาวโฟกัสเทียบเท่าเลนส์ 24 mm นะครับ หรือให้มุมภาพกว้าง 86 องศา ซึ่งกล้องตัวนี้มาพร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหว OIS แบบ 4 แกนที่ชดเชยการสั่นไหวได้ 4 Stop ครับ
ส่วนกล้องตัวรองนั้นมีความละเอียด 8 ล้านพิกเซล f/2.2 ให้มุมภาพกว้าง 120 องศา หรือเทียบเท่าความยาวโฟกัส 12 mm ก็ถือว่ากว้างมาก แม้อยู่ในห้องแคบๆ ก็สามารถเก็บภาพมาได้ทั้งหมด
คุณภาพภาพจากกล้องหลังของ Zenfone 5 ถือว่าโอเคมากสำหรับสมาร์ทโฟนราคานี้นะครับ กล้องมี AI ช่วยประมวลผลแยกซีนได้ 16 ซีน เช่นถ่ายภาพคน ถ่ายภาพอาหาร ถ่ายกลางคืน ถ่ายดอกไม้ ถ่ายทะเล เพื่อปรับภาพให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ ก็ให้ผลลัพธ์ออกมาดี โฟกัสภาพได้รวดเร็ว นอกจากนี้ยังสามารถถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอได้ด้วยจากทั้งกล้องหลังและกล้องหน้า ซึ่งก็ให้การเบลอหลังที่ดีระดับหนึ่ง อาจจะยังไม่ได้เนี๊ยบมากนะครับ
ส่วนโหมดถ่ายภาพอื่นๆ ที่ Zenfone 5 มีมาให้ก็ครบโหมดหลักๆ ที่ใช้กันนะครับ เช่นการถ่าย Panorama ถ่ายภาพให้ออกมาเป็น GIF ถ่าย Slow-motion รวมถึง Time Lapse ส่วนโหมดโปรนั้นสามารถเลือกเซฟเป็น RAW file ได้ และสามารถปรับระยะโฟกัส ความเร็วชัตเตอร์ตั้งแต่ 32 วินาทีถึง 1/10000 วินาทีได้ ส่วน ISO ดันสูงสุดได้ 3200 และปรับ White Balance ได้เป็นองศาเคลวินครับ ซึ่งก็ครบถ้วนความต้องการแหละ
ส่วนกล้องมุมกว้างตัวรองนั้นก็ให้ภาพที่ใช้ได้ครับ จุดเด่นคือให้ภาพมุมกว้างมากจริงๆ เหมาะสำหรับถ่ายในห้องแคบๆ หรืออยากได้มุมมองภาพพิเศษที่กล้องทั่วไปให้ไม่ได้ ให้อารมณ์ภาพป่องๆ แบบเลนส์ตาปลา แต่ก็ต้องเข้าใจว่าคุณภาพจากกล้องตัวนี้จะสู้กล้องตัวหลักไม่ได้นะครับ ไม่เหมาะกับการถ่ายกลางคืนเลย แล้วก็ไม่มีโฟกัสอัตโนมัติด้วย เพราะงั้นเราก็แนะนำให้ใช้กล้องมุมกว้างเฉพาะตอนที่ต้องการมุมกว้างจริงๆ ครับ ถ่ายภาพอื่นๆ ให้ใช้กล้องหลักให้หมด
มาดูส่วนกล้องหน้ากันบ้าง ให้ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล f/2.0 มุมมองภาพกว้าง 84 องศา เทียบกับเลนส์ 24 mm นะครับ มีความสามารถพิเศษในการแต่งหน้าให้สวยได้ ทำหลังเบลอก็ได้ แถมยังสามารถไลฟ์ขึ้น facebook หรือ Youtube แบบหน้าสวยผ่านโหมด BeautyLive ในแอป Selfie Master ได้ด้วย เหมาะมากสำหรับใครที่หามือถือไปจัดไลฟ์แล้วอยากได้หน้าสวยๆ อยู่
Zenimoji เปลี่ยนหน้าเป็นตัวการ์ตูนได้
Zenfone 5 ก็ถ่ายวิดีโอได้ไม่ธรรมดา
อีกเรื่องที่เราประทับใจเกี่ยวกับกล้องของ Zenfone 5 มากคือมันสามารถถ่ายวิดีโอได้สูงสุดที่ความละเอียด 4K แถมยังมีระบบป้องกันภาพสั่นไหว EIS ทำให้ลดการสั่นของมือเวลาถ่ายวิดีโอได้เป็นอย่างดี ซึ่งก็สามารถซูมดิจิตอลระหว่างถ่ายได้นะครับ แต่ซูมไม่นุ่มนัก กระตุกๆ หน่อย แต่ไม่สามารถซูมสลับเลนส์ระหว่างถ่ายวิดีโอได้ เช่นถ้าเริ่มถ่ายวิดีโอจากกล้องหลัก แล้วอยากซูมเอาท์ไปเยอะๆ โดยสลับเป็นกล้องมุมกว้าง อันนี้ทำไม่ได้นะครับ ต้องเริ่มถ่ายจากกล้องมุมกว้างตั้งแต่แรก ลองดูวิดีโอตัวอย่างกันเลย
ตัวอย่างวิดีโอจากกล้องหน้า
ส่วนเรื่องที่เราไม่ชอบจากกล้องตัวนี้ก็มีเหมือนกัน คือประสิทธิภาพกล้องยังหน่วงอยู่บ้างนะครับ เวลาเปลี่ยนโหมดเร็วๆ อาจจะต้องรอกันบ้าง ก็หวังว่าเฟิร์มแวร์ใหม่ๆ ตรงนี้ไปบ้าง แล้วก็กล้องมุมกว้างกับกล้องหน้านั้นถ่ายวิดีโอได้แค่ 1080p นะครับ จะมีกล้องหลักตัวเดียวที่ถ่าย 4K ได้ แถม 2 กล้องนี้ไม่มีระบบ Auto focus ด้วย
ตัวอย่างภาพจาก Zenfone 5
ฟีเจอร์พิเศษของ Zenfone 5
Zenfone 5 ที่ใช้ ZenUI 5 นั้นใส่ความสามารถพิเศษเข้ามาหลายอย่างมาก ดังนี้
- Selfie Master แอปพิเศษสำหรับการถ่าย Selfie ให้มีลูกเล่นมากขึ้น แต่งหน้าสวยออก facebook live ได้ แถมใส่หน้ากากเป็นตัวต่างๆ เพื่อเซฟเป็นวิดีโอแชร์ออกไปได้ (แบบเดียวกับ Animoji ของแอปเปิ้ล แต่ Zenfone เรียก Zenimoji)
- Game Genie ช่วยปรับแต่งประสบการณ์การเล่นเกม สามารถไลฟ์การเล่นเกมสดๆ ออกไปยัง youtube หรือ twitch ได้
- Safeguard เมื่อเปิดใช้ ผู้ใช้จะสามารถกดปุ่ม Power 3 ครั้งเพื่อส่งสัญญาณ SOS ไปยังคอนแทกที่ตั้งไว้ได้ หรือฟีเจอร์ Report Location ที่กดเพื่อเปิดการส่งตำแหน่งที่อยู่ไปยังคอนแทกที่เลือก
- AI Ringtone ระบบจะวิเคราะห์เสียงรอบตัวเพื่อปรับเสียงเรียกเข้าให้มีระดับความดังเหมาะสม เช่นระบบตรวจแล้วว่าอยู่ในผับเสียงดังๆ ก็จะเร่งเสียง Ringtone ให้ดังที่สุด เพื่อให้ผู้รับได้ยิน
- Twin App ใช้แอปอย่าง facebook, instagram, LINE, Messenger, Youtube, Twitter ได้ 2 บัญชีในเครื่องเดียว
- หน้าล็อกสกรีนแสดงสภาพอากาศได้ด้วย เมื่อฝนตกก็จะมีฝนให้เห็นบน Wallpaper ของเรา
แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ Zenfone 5 ที่ใช้ ZenUI 5 มีแอปติดเครื่องน้อยกว่าเดิมมาก ตัดแอปของ Asus ออกไปเยอะมากเพื่อใช้แอปมาตรฐานของ Google เอง จึงไม่มีพวกเบราวเซอร์ซ้ำซ้อน หรือแอปปฏิทิน 2 ตัวในเครื่อง ขนาดแอปเล่นเพลง mp3 ยังไม่มีมาให้เล่น ก็ไปดาวน์โหลดแอปที่ชอบจาก Play Store เอาเอง
สรุปประสบการณ์การใช้งาน Zenfone 5 ในชีวิตจริง
หลังจากเราใช้ Zenfone 5 เป็นสมาร์ทโฟนเครื่องหลักมาได้ประมาณ 2 สัปดาห์ก็สรุปประสบการณ์การใช้งานได้ดังนี้ครับ
- เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่อยู่ด้านหลังทำงานได้รวดเร็วดี และสามารถสแกนใบหน้าได้ด้วย แต่เราไม่ชอบสแกนใบหน้าเลยไม่ได้ลองใช้ อิอิ
- Zenfone 5 แบตเตอรี่ 3300 mAh แชร์ Hotspot เป็นชั่วโมงยังรอดไปจนจบวัน แถมรองรับมาตรฐานการชาร์จ USB-PD ผ่านพอร์ต USB-C ด้วย สามารถเอาอแดปเตอร์มาตรฐาน USB-PD อื่นๆ อย่างของ Macbook มาชาร์จเร็วได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ PowerMaster คอยดูแลสารพัดเรื่องแบตเตอรี่ให้มีอายุการใช้งานยาวนาน
- รองรับทั้ง Wifi 5 GHz และสามารถแชร์ Hotspot เป็น 5 GHz ได้ด้วย
- GPS ทำงานได้แม่นยำ Google Maps สามารถระบุตำแหน่งถูกต้องแม้รถวิ่งใต้ทางด่วน ไม่มีอาการจุดกระโดด หันผิดทิศ
- เครื่องรองรับ 2 ซิม Standby ได้พร้อมกัน แต่ซิมที่สองต้องเลือกระหว่างเป็นซิมหรือใส่ MicroSD (ใส่ได้สูงสุด 2 TB)
- แต่เท่าที่ทดสอบมา เครื่องยังไม่รองรับทั้ง VoLTE และ VoWifi ในไทย คงต้องรอการอัปเดทซอฟต์แวร์ต่อไป
สรุป Zenfone 5 สมาร์ทโฟนที่น่าจับตามองในปีนี้
ต้องยอมรับว่าการกลับมาคราวนี้ของ Asus จัดเต็มจริงๆ ทำให้แบรนด์ Zenfone กลับมาน่าจับตาอีกครั้งหลังจากเงียบไปหลายปี แต่ก็ต้องติดตาม Asus ต่อไปว่ามือถือดีขนาดนี้ จะสามารถกระจายช่องทางการจัดจำหน่ายได้รวดเร็วแค่ไหน เพราะนอกจากช่องทางออนไลน์ที่ Asus ใช้ Shopee เป็นหน้าร้านหลัก ช่องทางตามร้านมือถือก็เป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญเหมือนกันครับ
ถ้าเจอ Zenfone 5 วางให้ทดลองที่ไหน ลองเข้าไปสัมผัสดูนะครับว่าหน้าจอและลำโพงของ Zenfone ตัวนี้ทำให้คุณประทับใจได้แค่ไหน
Zenfone 5 เจ๋งขนาดนี้ เอาไปเลยป้ายทอง!
เจ๋งแบบนี้ เอาไปเลย น่าซื้อมาก!