โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพยนตร์

11 หนังน่าดูของ 'แกะดำ' แห่งวงการหนังเกาหลี 'คิม คี-ด็อค'

BT Beartai

อัพเดต 13 ธ.ค. 2563 เวลา 02.02 น. • เผยแพร่ 12 ธ.ค. 2563 เวลา 19.16 น.
11 หนังน่าดูของ 'แกะดำ' แห่งวงการหนังเกาหลี 'คิม คี-ด็อค'

ก่อนจะจบปี 2020 อันหนักหน่วงนี้ก็มีข่าวให้เศร้ากันอีกแล้วกับการสูญเสียผู้กำกับชาวเกาหลีใต้ ‘คิม คี-ด็อค’ (Kim Ki-duk) ผู้ที่เป็นเสมือน “แกะดำ” ของวงการหนังเกาหลีที่เสียชีวิตด้วยภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อโควิด-19 ระหว่างทำเรื่องขอพำนักอาศัยเป็นพลเมืองถาวร และเตรียมถ่ายทำหนังเรื่องใหม่ที่ประเทศลัตเวีย

คิม คี-ด็อค ไม่เคยได้รับการศึกษาด้านภาพยนตร์มาก่อน ไม่ได้เรียนทำหนังในระบบ ไม่เคยทำงานในกองถ่ายหรือเป็นผู้ช่วยผู้กำกับของใคร และไม่เคยสนใจในภาพยนตร์มาก่อนแต่ว่าเป็นคนที่ชอบงานศิลปะและรักที่จะทำงานวาดภาพ จนถึงขนาดที่ทำงานเก็บเงินเพื่อเดินทางไปใช้ชีวิตอยู่ที่ปารีสและวาดภาพขายตามท้องถนน จนในวันหนึ่งได้ดูหนังเรื่อง Silence of the Lambs และหนังฝรั่งเศสเรื่อง The Lover on the Bridges ของ Leos Carax ในโรงภาพยนตร์จนเกิดแรงบันดาลใจกลับมาบ้านเกิดและเขียนบทภาพยนตร์ส่งประกวดจนได้ทำหนังเรื่องแรกที่มีชื่อว่า Crocodile ในปี ค.ศ.1996 และทำหนังเรื่อยมาจนกลายมาเป็นหนึ่งในผู้กำกับคนสำคัญของโลกใบนี้ในที่สุด

คิม คี-ด็อค

ด้วยความที่หนังของ คิม คี-ด็อค มีทั้งความรุนแรง เรื่องราวทางเพศ ความดำมืด ความแปลก เพี้ยน พิลึกพิลั่น แตกต่างจากหนังเกาหลีทั่วไปจึงทำให้หนังของเขานั้นไม่ประสบความสำเร็จในประเทศของตัวเองเลย แต่กลับได้เสียงตอบรับที่ดีจากต่างแดนจนได้รับรางวัลการันตีมามากมายจากเทศกาลภาพยนตร์ทั่วโลก ด้วยงานที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นและเรื่องราวที่สะท้อนแง่มุมแปลกใหม่ของสังคมเกาหลีใต้ที่หาดูไม่ได้จากงานของผู้กำกับท่านอื่นจึงทำให้ชื่อเสียงของเขาดังกระฉ่อนในหมู่นักดูหนังอาร์ตทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่บ้านเราที่น่าชื่นใจว่ามีแผ่นหนังของคิม คี-ด็อคทำออกมาขายแบบถูกลิขสิทธิ์มากมายหลายเรื่องและกลายเป็น rare item ไปแล้วในทุกวันนี้

เสน่ห์ในหนังของคี-ด็อคนั้นมีอยู่หลายประการ อย่างแรกคือ ตัวละครของคิม คี-ด็อค มักเป็นคนชายชอบของสังคม คนไร้บ้าน แมงดา โสเภณี คนที่โดนกดขี่ และตลอดทั้งเรื่องตัวละครเหล่านี้ไม่พูดกันเลย หากพูดกันก็น้อยมาก ทุกอย่างถ่ายทอดผ่านการแสดงออกทางสีหน้าและท่าทางของตัวละคร รวมไปถึงการกระทำที่เพี้ยน แปลก แหวกตรรกะของมนุษย์มนา ประการต่อมาตัวละครนำส่วนใหญ่ในหนังของคิม คี-ด็อคนั้นเป็นผู้หญิงแต่เป็นผู้หญิงที่ให้ภาพที่แตกต่างจากสาวเกาหลีที่เราเห็นในสื่อทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นในหนังรักโรแมนติกหรือศิลปินสาว K-POP ก็ตาม ผู้หญิงในหนังของคี-ด็อคคือผู้หญิงที่ทนทุกข์และตกอยู่ในวังวนของความรุนแรงและการกระทำทางเพศจากผู้ชายที่ ดุ ดิบ เถื่อน โหดร้าย ซึ่งจะแตกต่างจากภาพลักษณ์ของโอปป้ารูปหล่อที่เราเห็นอยู่ด้วยเช่นกัน ส่วนเรื่องราวในหนังของคิม คี-ด็อคนั้นก็ดำเนินไปอย่างเรียบง่ายแต่กลับแฝงไว้ด้วยองค์ประกอบของความพิสดาร มหัศจรรย์พันลึก ซึ่งหากใครได้ชมสักเรื่องแล้วก็อดไม่ได้ที่จะไปตามหาเรื่องอื่น ๆ มาดูด้วยอย่างแน่นอน

คิม คี-ด็อค สร้างหนังเรื่องแรกในชีวิตคือ Crocodile ในปี 1996 และจากนั้นก็ทำหนังมาเรื่อย ๆ ในอัตราที่น่าทึ่งเฉลี่ยปีละเรื่อง บางปีก็มีถึงสองเรื่องด้วยกัน และล้วนแล้วแต่เป็นหนังดีมีคุณภาพที่ได้รับการยอมรับ เพื่อเป็นการรำลึกถึงคิม คี-ด็อค ผู้กำกับที่ได้ฝากผลงานภาพยนตร์อันเปี่ยมไปด้วยคุณค่า เราจึงขอคัดเลือกหนังดี ๆ ของเขามา 11 เรื่องเพื่อแนะนำคอหนังให้ได้รู้จักกับงานดี ๆ ของ คิม คี-ด็อคกันครับ

Birdcage Inn (1998)

Birdcage Inn เป็นหนังเรื่องที่ 3 ของคิม คี-ด็อค เป็นเรื่องราวของ ‘จิน-อา’ เด็กสาวในวัยนักศึกษาซึ่งแทนที่จะได้ร่ำเรียนในมหาวิทยาลัยดี ๆ แต่กลับต้องระหกระเหเร่ร่อนมาทำงานขายบริการในโรงแรมเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่ถูกขนานนามว่า ‘โรงแรมกรงนก’  ณ ที่แห่งนี้เธอได้พบกับ ‘เฮ-มี’ เด็กสาวในวัยเดียวกันซึ่งเป็นลูกสาวเจ้าของโรงแรม ชีวิตของทั้งคู่นั้นช่างแตกต่างกัน คนหนึ่งคือสาวบริการ อีกคนคือนักศึกษาอนาคตไกล แต่ในความต่างนั้นหนังได้นำเสนอให้ผู้ชมได้เห็นถึงสาระสำคัญอันแสดงให้เห็นถึงความเท่าเทียมกันของคนและความเข้าอกเข้าใจในมนุษยธรรมได้อย่างลึกซึ้ง โดยใช้การดำเนินเรื่องแบบ Female Twin Narrative ซึ่งก็คือการดำเนินเรื่องผ่านตัวละครนำหญิง 2 คนซึ่งตัวละครทั้งสองต่างมีความสัมพันธ์และเป็นดังกระจกเงาสะท้อนซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ในหนังยังได้มีงานศิลปะของเอกอน ชีเลอ (Egon Schiele) จิตรกรชาวออสเตรียซึ่งเป็นศิลปินคนโปรดของคิม คี-ด็อค เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเป็นสัญญะสื่อถึงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครและใจความของหนังได้เป็นอย่างดี หนังเรื่องนี้ได้เข้าชิงภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเทศกาล AFI Fest ประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย

ภาพวาดของเอกอน ชีเลอในหนังเรื่อง Birdcage Inn

The Isle (2000) – รักเจ็บลึก

หนังเรื่องที่ 4 ของคิม คี-ด็อค เล่าเรื่องราวของ ‘ฮี-จิน’ หญิงสาวผู้ดูแลบ้านพักกลางน้ำที่ให้บริการตกปลาแก่แขกผู้มาเที่ยว (รวมไปถึงบริการทางเพศด้วย) เธอได้ตกหลุมรัก ‘ฮุน-ชิก’ ชายหนุ่มที่หนีคดีมา จนมีความสัมพันธ์กันแบบซาโดมาโซคิสม์และลุ่มหลงเขาเสียจนต้องเอาเบ็ดเกี่ยวอวัยวะเพศเพื่อเรียกร้องให้เขากลับมาหาเธอ เป็นหนังรักเจ็บลึกชวนเหวอในแบบฉบับของคิม คี-ด็อคอย่างแท้จริง (ชื่อไทยเข้ากับหนังมากเพราะพอได้ดูฉากนั้นแล้วก็คิดเลยว่าคงจะเจ็บลึกจริง ๆ  )

The Isle เป็นตัวอย่างที่ดีของเอกลักษณ์ประการหนึ่งในหนังของ คิม คี-ด็อค นั่นคือการที่เรื่องราวมักจะดำเนินเรื่องในสถานที่ที่เดียว และมักเป็นสถานที่ที่ห่างไกลร้างไร้ผู้คนเสมือนเป็นการสร้างโลกชายขอบของตัวละครขึ้นมา อย่างในเรื่องนี้ก็คือแพกลางทะเลสาบซึ่งให้บรรยากาศที่ทั้งงดงามและลึกลับในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ The Isle ยังเป็นหนังเรื่องแรกที่มีตัวละครนำหญิงแบบเดี่ยว ๆ ที่โดดเด่นและถูกสร้างให้เป็นตัวละครใบ้ที่ไม่พูดอะไรเลยตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งการสร้างตัวละครที่ไม่พูดนี้คิม คี-ด็อคได้แรงบันดาลใจมาจากตอนที่ได้ดูหนังพูดฝรั่งเศสของ Leos Carax ที่ปารีสและพบว่าตัวเองสามารถเข้าถึงและเข้าใจในตัวหนังได้เป็นอย่างดีทั้ง ๆ ที่ไม่เข้าใจภาษาฝรั่งเศสเลย ทำให้เขาเชื่อว่าหนังนั้นมีภาษาของตัวเองและพัฒนาแนวคิดนี้จนเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองในที่สุด

The Isle ได้รับรางวัลชนะเลิศภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเทศกาลหนังแฟนตาซี บรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม และได้ถูกคัดเลือกให้ไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิซ ประเทศอิตาลี (ซึ่งในเวลาต่อมาภาพยนตร์เรื่อง Pietà (2012) ก็ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมสิงโตทองคำจากเวทีนี้ในที่สุด) ว่ากันว่าในวันที่ฉายหนังเรื่องนี้ที่เวนิซมีผู้ชมบางคนถึงขนาดเป็นลมหรือไม่ก็อ้วกพุ่งกลางโรงหนังกันเลย

Bad Guy (2001) – โคตรเลวในดวงใจ

‘ฮัน-กิ’ แมงดาหนุ่มที่ตกหลุมรัก ‘ซุน-วา’ นักศึกษาสาวจนตัดสินใจล่อลวงเธอมาเพื่อเป็นโสเภณีเพื่อที่จะได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น (นี่มันพล็อตอะไรกันเนี่ย!) หนังมีฉากเปิดสุดประทับใจ เปิดมาด้วยพระเอกที่แต่งชุดดำทะมึนแล้วเดินกินไส้กรอก (ที่หน้าตาเหมือนไส้กรอกอีสานบ้านเรา) ก่อนที่จะไปนั่งข้าง ๆ นักศึกษาสาวและตัดสินใจจูบเธออย่างดุเดือดโดยไร้ซึ่งสัญญาณใด ๆ แต่แล้วก็โดนสาวเจ้าตบหน้าและถ่มถุยไปหนึ่งที (คาดว่าเธอคงโกรธและเหม็นไส้กรอกที่ชายหนุ่มเพิ่งทานไป)

Bad Guy นำแสดงโดย โช แจ-ฮย็อน ที่มาพร้อมมาด โหด ดุ ดิบ เป็นคนที่ดูไม่เป็นมิตรและไม่น่าเข้าไปคบหาสมาคมด้วยประการทั้งปวง แต่เวลาที่เขาได้เฝ้ามองหญิงสาวที่เขาหลงรักแล้ว แววตาของเขากลับบริสุทธิ์และอ่อนโยน หนังเรื่องนี้ใช้เอกลักษณ์เดิมด้วยการให้ตัวละครตัวนี้ไม่พูด (จริง ๆ แล้วพูดได้แต่มีเหตุผลบางประการที่ทำให้ตัวละครเลือกที่จะไม่พูดซึ่งเกี่ยวข้องกับรอยแผลเป็นรอยใหญ่ที่ลำคอของเขาซึ่งผู้ชมจะได้รู้สาเหตุในตอนท้าย ๆ ของเรื่อง) การที่ตัวละครไม่พูดนั้นได้ช่วยขับเน้นการกระทำ สีหน้าและท่าทางของตัวละครให้โดดเด่นและมีพลังมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ใน Bad Guy ก็ยังมีการใช้ภาพวาดของเอกอน ชีเลอมาเป็นแรงบันดาลใจในการจัดองค์ประกอบภาพเพื่อสื่อความหมายอีกด้วย

การจัดองค์ประกอบภาพจากแรงบันดาลใจในภาพวาดของเอกอน ชีเลอ

นอกจากนี้ ซอ วอน (Seo Won) นักแสดงนำหญิงจากหนังเรื่องนี้ยังได้รับรางวัล Grand Bell Awards ของเกาหลีใต้ อีกทั้งหนังยังถูกคัดเลือกให้ไปฉายในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลินประเทศเยอรมนีอีกด้วย

Spring, Summer, Fall, Winter… and Spring (2003) – วงจรชีวิต กิเลสมนุษย์

หนังที่สงบและลุ่มลึกที่สุดของคิม คี-ด็อค เรื่องราวของเณรน้อยที่อาศัยอยู่กับพระชรา ณ กุฏิกลางน้ำท่ามกลางขุนเขา ชีวิตของทั้งคู่หมุนเวียนเปลี่ยนถ่ายไปตามฤดูกาล ก่อกำเนิด ซุกซน ลุ่มหลงในตัณหาราคะ เรียนรู้สัจธรรมแห่งวัฏฏะแลฤดูกาลผ่านรสชาติของชีวิต

ความดีงามของหนังเรื่องนี้คือ ปรัชญาอันลุ่มลึกที่หนังได้ฝากเอาไว้บนการดำเนินเรื่องที่เรียบง่ายผ่านแต่ละฤดูกาลของธรรมชาติและฤดูกาลของชีวิต ฤดูใบไม้ผลิเป็นตัวแทนของวัยเยาว์ที่ยังเขลาและซุกซน ฤดูร้อนแทนความร้อนรุ่มในตัณหาราคะของหนุ่มสาว ฤดูใบ้ไม้ร่วงแทนความโรยรา ผิดหวัง และการจากลา ส่วนฤดูหนาวคือช่วงเวลาแห่งการทบทวนความเป็นมาของชีวิตเพื่อแตกยอดอ่อนแห่งความรู้ในฤดูใบไม้ผลิของวงรอบถัดไป เพื่อพบกับการก่อกำเนิดใหม่อีกครั้ง และทั้งหมดถูกถ่ายทอดผ่านท่วงทำนองที่งดงามและองค์ประกอบทางภาพยนตร์ที่สอดประสานเรียงร้อยอย่างกลมกล่อมลงตัวราวกับบทกวีชั้นดี

Samaritan Girl (2004) – บาปรัก บาดลึก

Samaritan Girl เล่าถึง 2 สาวเพื่อนซี้ ‘ยอ-จิน’ และ ‘แจ-ยอง’ ที่ต้องการรวบรวมเงินเพื่อไปเที่ยวยุโรปด้วยกัน แจ-ยองคือเด็กสาวที่มาพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้มเปี่ยมความบริสุทธิ์ผู้มีความเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่าการมีเซ็กส์นั้นคือการมอบความสุขให้กับผู้อื่น ดั่งเช่น ‘วสุมิตรา’ โสเภณีอินเดียที่หากชายใดได้ร่วมรักกับเธอแล้วนั้นจะสามารถเข้าถึงและบรรลุซึ่งธรรมอันล้ำเลิศได้ ด้วยเหตุนี้เธอจึงตัดสินใจใช้ร่างกายของเธอมอบความสุขให้กับชายหนุ่มเพื่อแลกกับเงินที่จะได้ใช้ท่องเที่ยวด้วยกันกับยอ-จิน ลูกสาวตำรวจเพื่อนรักของเธอที่ทำหน้าที่ในการดูต้นทาง แต่แล้ววันหนึ่งความผิดพลาดก็ได้เกิดขึ้นจนเป็นเหตุให้แจ-ยองต้องถึงกับเสียชีวิต ยอ-จินจึงตัดสินใจไถ่บาปในครั้งนี้ด้วยการไปมีเซ็กส์กับลูกค้าทุกคนของเพื่อนรักของเธอ จนพ่อผู้เป็นตำรวจเริ่มสงสัยถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับลูกสาวอันนำไปสู่การคลี่คลายในความสัมพันธ์อันมีช่องว่างระหว่างทั้งคู่ในที่สุด

หนังเรื่องนี้ได้ถ่ายทอดปัญหาเรื่องโสเภณีเด็กได้เป็นอย่างดีและสะท้อนภาพของปัญหาออกมาให้คนเป็นผู้ปกครองได้ใคร่ครวญครุ่นคิดว่าจะดูแลและเป็นที่พึ่งพิงทางกายและใจให้กับลูกของตัวเองได้อย่างไรเพื่อลดปัญหาต่าง ๆ นานาที่จะเกิดขึ้นกับเยาวชนได้

และ Samaritan Girl ได้ทำให้คิม คี-ด็อคได้รับรางวัลครั้งสำคัญในเส้นทางการเป็นผู้กำกับนั่นคือ รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลินประเทศเยอรมนี

3-Iron (2004) – ชู้รัก พิษลึก

‘เท-ซุก’ ชายหนุ่มไร้บ้านที่ขี่มอเตอร์ไซต์ตามหาบ้านที่ไม่มีใครอยู่ด้วยการใช้โบรชัวร์ติดไว้ที่ประตูบ้าน หากโบรชัวร์นั้นมันยังอยู่เหมือนเดิมแสดงว่าบ้านนั้นไม่มีคนอยู่ (อย่างน้อยก็สักพักนึง) และเขาก็จะเข้าไปอยู่อย่างเงียบ ๆจัดการซ่อมแซมสิ่งของที่เสียหายในบ้านหลังนั้น ซักผ้าซักผ่อนให้ และเซลฟี่คู่กับรูปภาพเจ้าของบ้าน วันหนึ่งเท-ซุกได้เข้าไปอยู่ในบ้านหลังโตแห่งหนึ่งที่เขาคิดว่าไม่มีคนอยู่ แต่แท้ที่จริงแล้วมี ‘ซุน-วา’ หญิงสาวผู้บอบช้ำทั้งร่างกายและจิตใจจากการมีสามีที่ชอบใช้อำนาจบาตรใหญ่และไร้ซึ่งความอ่อนโยนกับเธอ ซุน-วาได้ตัดสินใจเดินทางไปกับเท-ซุกผ่านพบรายละเอียดในแต่ละบ้านที่ได้ทำให้ผู้ชมอย่างเราครุ่นคิดถึงความหมายของคำว่าครอบครัว ในตอนกลางเรื่องหนังฉีกไปในทางที่ชวนเหวอและทำให้คนดูต้องอุทานในใจว่าเรื่องมันมาถึงจุดนี้ได้ไงวะเนี่ย !! ไม่อยากสปอยล์อยากรู้ต้องดูเองครับ

3-Iron เป็นหนังที่สะท้อนปัญหาความรุนแรงภายในครอบครัวออกมาได้อย่างมีเสน่ห์และแปลกใหม่ หนังเรื่องนี้มีชื่อเกาหลีว่า ‘Bin-Jip’ แปลว่า บ้านที่ไร้ผู้อยู่อาศัย ซึ่งเป็นชื่อที่สื่อถึงหัวใจของหนังที่ว่าด้วยเรื่องความหมายของคำว่าบ้านและครอบครัว ส่วน 3-Iron ซึ่งเป็นชื่อสากลของหนังนั้นคือชื่อของไม้กอล์ฟเบอร์สามซึ่งเป็นไม้ที่ถูกลืมและไม่ค่อยจะถูกนำมาใช้เท่าไหร่ในการเล่น เปรียบกับตัวละครเท-ซุกและซุน-วาที่มีความสำคัญแต่ไม่มีความหมายในสายตาของผู้อื่น  

หนังเรื่องนี้แค่เห็นโปสเตอร์เชื่อว่าทุกคนก็คงอยากดูแล้วเพราะมันช่างล้ำลึกเหลือร้าย และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่คิม คี-ด็อคได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมแต่เปลี่ยนเวทีมาได้ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิซประเทศอิตาลี

The Bow (2005) – ปรารถนา เปิดหัวใจ

ชายชราที่เลี้ยงต้อยเด็กสาวไว้เพื่อหวังจะแต่งงานกับเธอเมื่อเธออายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ ทั้งคู่ใช้ชีวิตร่วมกันบนเรือเล็ก ๆ กลางทะเลที่ให้บริการล่องเรือและตกปลาแก่นักท่องเที่ยวโดยมีบริการพิเศษคือ การยิงธนูเพื่อทำนายอนาคตจากเด็กสาว ทั้งคู่ใช้ชีวิตด้วยกันอย่างสงบสุขมาเป็นเวลานานจนเกือบจะถึงวันวิวาห์ แต่แล้วไอ้หนุ่มหล่อจากเมืองกรุงก็เข้ามาทำให้ฝันหวาน ๆ ของชายชราเป็นอันต้องพังทลาย

The Bow เป็นหนังอีกเรื่องที่เรื่องราวเกิดขึ้นบนสถานที่เล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งในที่นี้ก็คือบนเรือลำเล็ก ๆ กลางนาวากว้างใหญ่มีตัวละครไร้ชื่อที่เราเรียกว่า ชายชรา เด็กสาว และเด็กหนุ่มเป็นผู้ดำเนินเรื่อง หนังสะท้อนให้เห็นภาพความสัมพันธ์ที่ทับซ้อนกันระหว่างการเป็นคนรัก-การเป็นพ่อ การใช้อำนาจ-และการให้อิสระ หนังให้แง่คิดของการเป็นคนรักที่ดีและในขณะเดียวกันก็ให้แง่คิดของการเป็นผู้ปกครองที่ดีด้วยเช่นกัน ความเรียบง่ายของหนังได้เปิดพื้นที่ให้เราเข้าไปตั้งคำถามลึกซึ้งของชีวิต นอกจากนี้ในหนังเรื่องนี้เรายังจะได้เห็นวัฒนธรรมการแต่งงานของเกาหลีที่มีการแต่งกายด้วยชุดฟัลอด (Hwarot) อันเป็นชุดแต่งงานตามธรรมเนียมดั้งเดิมของเกาหลีที่ใส่กันมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์โกรยอและโชซอนอีกด้วย

Time (2006) – เวลา ความรัก และเราสอง

ถ้าพูดถึงเกาหลีใต้แล้วก็ย่อมนึกถึงการทำศัลยกรรม คิม คี-ด็อคผู้ทำหนังสะท้อนสังคมไหนเลยจะละเลยเรื่องประเด็นการทำศัลยกรรมไปได้ Time เป็นหนังที่พูดถึงเรื่องศัลยกรรมในสไตล์ชวนเหวอแบบคิม คี-ด็อค โดยเล่าเรื่องของ ‘เซ-ฮี’ หญิงสาวที่กำลังประสบปัญหาความรักจืดจางกับแฟนหนุ่มของเธอที่คบหากันมานานวันแล้ว เธอเริ่มรู้สึกว่าความสวยของเธอไม่อาจมัดใจชายหนุ่มได้เธอจึงตัดสินใจไปทำศัลยกรรมใบหน้าโดยไม่บอกชายคนรักของเธอ และแล้วเมื่อเธอกลับมาเขาก็จำเธอไม่ได้และตกหลุมรักเธอคนใหม่แทน การกลับกลายเป็นว่าเธอยิ่งเจ็บปวดมากกว่าเดิมเพราะเธอรู้สึกอิจฉาตัวเองและรู้สึกว่ากำลังถูกนอกใจจากชายคนรักและตัวเองที่มีใบหน้าใหม่ เพราะเธอไม่รู้แล้วว่าคนที่แฟนหนุ่มของเธอชอบนั้นคือตัวของเธอเองรึเปล่า

Time ได้สะท้อนถึงความย้อนแย้งของอัตตาและตัวตนได้อย่างลึกซึ้ง สิ่งใดกันแน่ที่บ่งบอกความเป็นตัวเรา ที่ใบหน้าหรือว่าสิ่งใดกันแน่ นอกจากนี้ ‘เวลา’ อันเป็นชื่อของหนังยังสะท้อนให้เราได้เห็นถึงสัจธรรมสำคัญของชีวิตที่ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงและเปลี่ยนผันตามกาลเวลาที่สิ่งต่าง ๆ รวมถึงความสัมพันธ์นั้นไม่อาจดำรงอยู่ได้ดังเดิม มนุษย์อย่างเราจึงควรที่จะเรียนรู้ที่จะอยู่กับเวลาอย่างมีความสุข

Breath (2007)

Breath เป็นเรื่องราวของหญิงสาวที่มีชื่อว่า ยอน ซึ่งจับได้ว่าสามีของเธอกำลังนอกใจ เธอผิดหวังเสียใจและไม่รู้จะทำอะไรแล้ว จนได้พบกับข่าวของนักโทษคนหนึ่งที่พยายามฆ่าตัวตายหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ เธอจึงตัดสินใจที่จะไปพบกับเขาที่เรือนจำ ยอนรู้สึกว่าการได้พบกับ ‘จางจิน’ นักโทษหนุ่มเป็นการเยียวยาบาดแผลในจิตใจของเธอ สำหรับนักโทษหนุ่มแล้วยอนเป็นเสมือนแสงสว่างที่เข้ามาในห้องหับอันมืดมิดในชีวิตของเขา สำหรับยอนแล้วนักโทษหนุ่มก็เป็นเสมือนกับภาพในอดีตของชายคนรักที่ช่วยเยียวยาบาดแผลในจิตใจจากการถูกนอกใจของเธอได้ นักโทษหนุ่มรับบทโดย ‘จางเจิ้น’ นักแสดงชื่อดังชาวไต้หวัน ซึ่งจางเจิ้นนั้นไม่สามารถพูดภาษาเกาหลีได้แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรเพราะว่าคิม คี-ด็อคได้สร้างตัวละครตัวนี้ให้เงียบงันไม่พูดอะไรตามสไตล์ของเขาอยู่แล้ว

Dream (2008)

ใน Dream คิม คี-ด็อคได้นักแสดงหนุ่มชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่น ‘โจ โอดางิริ’ มารับบทนำคู่กับ ‘อี นา-ยอง’ นักแสดงสาวชาวเกาหลี ในหนังเรื่องนี้ได้มีประเด็นร้อนแรงเกิดขึ้นเมื่อมีฉากหนึ่งที่สร้างอันตรายต่ออี นา-ยองจนเกือบถึงแก่ชีวิต ซึ่งสิ่งนี้ได้สร้างความรู้สึกผิดเป็นปมในใจของคิม คี-ด็อคจนมันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในภาพยนตร์สารคดีเรื่อง ‘Arirang’ ของเขาในเวลาต่อมา

Dream เป็นเรื่องราวของความผูกพันและการเชื่อมโยงกันอย่างมหัศจรรย์ระหว่างหนุ่มญี่ปุ่นและสาวเกาหลีที่ความฝันของฝ่ายหนึ่งนั้นจะส่งผลให้เกิดเป็นเรื่องจริงในชีวิตของอีกฝ่ายจนเป็นเรื่องเป็นราวในที่สุด ปรัชญาเรื่องของทวิลักษณ์ได้ถูกนำมาใช้ในหนังเรื่องนี้อย่างชัดเจนไม่ว่าจะเป็น หยิน – หยาง ดำ-ขาว ความฝัน-ความจริง รวมไปถึง ญี่ปุ่น-เกาหลี  ทำให้หนังเรื่องนี้สามารถตีความได้ในหลายมิติ และทำให้เราให้อภัยกับความเซอร์ของหนังอย่างการที่โจ โอดางิริพูดภาษาญี่ปุ่นคุยกับตัวละครอื่น ๆ ที่พูดภาษาเกาหลีได้อย่างรู้เรื่อง เพราะนี่คงเป็นความตั้งใจของคิม คี-ด็อค ที่ชี้ชวนให้เราตีความควาหมายที่ซ่อนเอาไว้ในหนัง และหนังเองก็ได้ซุกซ่อนสัญญะเอาไว้มากมายให้คนรักหนังได้แกะได้แงะกันอย่างสนุก

Pietà (2012)

หนังรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมสิงโตทองคำจาก เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิซ ว่าด้วยเรื่องของ ‘ลี คัง-โด’หนุ่มทวงหนี้นอกระบบสุดเถื่อนที่ไร้หัวใจที่ใช้ชีวิตโดดเดี่ยวเพียงลำพังเพราะแม่ทิ้งเขาไปตั้งแต่ยังเด็ก แต่แล้ววันหนึ่งก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาในชีวิตและบอกเขาว่าเธอคือแม่ที่ทอดทิ้งเขาไป ตอนแรกชายหนุ่มไม่เชื่อและทำเลวร้ายกับเธอต่าง ๆ นานาแต่ต่อมาหัวใจของเขาก็เริ่มอ่อนโยนลงและเปิดรับผู้หญิงคนนี้เข้ามาในชีวิตของเขา แต่ดูเหมือนว่ามีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ในความสัมพันธ์ของทั้งคู่ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของชายหนุ่มไปตลอดกาลตัวหนังได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานประติมากรรม ‘ปิเอตา’ ของมีเกลันเจโลที่เป็นรูปพระแม่มารีย์ประคองร่างพระเยซูที่เพิ่งอัญเชิญลงจากกางเขนซึ่งเป็นสิ่งที่ยั่วล้อกับความสัมพันธ์ของตัวละครหลักในหนังเรื่องนี้

Pietà ยังเป็นหนังที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของ คิม คี-ด็อค ได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าหลายคนน่าจะชอบใจหนังเรื่องก่อน ๆ ของเขามากกว่า แต่ดูเหมือนว่า Pietà  ได้มาในช่วงเวลาที่ชื่อเสียงของคิม คี-ด็อคนั้นอยู่ในระยะสุกงอมอีกทั้งตัวหนังยังตั้งคำถามเชิงศีลธรรมได้อย่างลุ่มลึก มันจึงสมควรที่จะได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมสิงโตทองคำจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิซซึ่งถือว่าเป็นรางวัลใหญ่ที่สุดเท่าที่เขาเคยได้รับมา

หนังของคิม คี-ด็อค ถึงแม้จะมีรสชาติแปลกแปร่งจากหนังเกาหลีโดยทั่วไปและมีความรุนแรงที่อาจทำให้ผู้ชมหลายคนรู้สึกยี้ได้ในหลาย ๆ ครั้ง แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อเราใส่ใจดูหนังของเขาเราจะพบว่าความรุนแรง เรื่องราวทางเพศ และความแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นในหนังของคิม คี-ด็อคนั้นมีสาระสำคัญบางอย่างซ่อนอยู่ ซึ่งมันได้ทำหน้าที่กระตุ้นให้เรามองความจริงในมุมมองที่แตกต่าง ก่อนที่จะพบว่ามีความจริงบางอย่างซ่อนอยู่ในหลืบมุมที่เราละเลยไปและเมื่อสิ่งนั้นได้เกิดขึ้นความมืดมนในหนังของเขากลับกลายเป็นแสงสว่างที่ส่องให้เราได้เข้าใจในเพื่อนมนุษย์และได้ขบคิดถึงสัจธรรมของชีวิตนี้ได้เป็นอย่างดี

หากใครสนใจเรื่องราวของคิม คี-ด็อคและหนังของเขาสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในหนังสือ ‘คิม คี-ด็อค แกะดำของหนังเกาหลี’ โดย คันฉัตร รังสีกาญจน์ส่อง และ วิทยานิพนธ์เรื่อง ‘ภาพสะท้อนของสตรีเกาหลีจากการสร้างตัวละครนำหญิงในภาพยนตร์ของ คิม คี-ด็อค’ โดย ธีรพงศ์ เสรีสำราญ สามารถเข้าไปโหลดมาอ่านได้จากฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์อิเล็กทรอนิกส์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครับ

R.I.P. ‘KIM – KI-DUK’ (1960-2020)

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...