โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไม่ทดลองในสัตว์ได้ไหม? ทิศทางใหม่ของวิจัยที่อาจไม่มีสัตว์ต้องเจ็บตัว

The MATTER

เผยแพร่ 27 ก.พ. 2561 เวลา 12.22 น. • Byte

มีสัตว์ถูกทดลอง 100 ล้านตัวต่อปี เราจะไม่ทดลองในสัตว์ได้ไหมนะ?

'สัตว์ทดลอง' เป็นผู้รับไม้แรกของความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ จะสำเร็จหรือล้มเหลวนั้น พวกมันก็ต้องเสียสละอยู่ดีทั้งขึ้นทั้งล่อง ทั้ง หนู กระต่าย แมว นก สุนัข ลิง ฯลฯ ทุกวันนี้มีการถกเถียงกันอยู่ตลอดถึงจริยธรรมในวิจัยที่ใช้สัตว์ทดลองเป็นเครื่องมือ จากที่เราใช้พวกมันมาเป็นร้อยๆ ปี แต่การถกเถียงชักร้อนระอุขึ้นในระยะหลัง เมื่อนักวิจัยกลุ่มหนึ่งเริ่มเห็นแล้วโน้มว่า “เราอาจจะไม่ต้องใช้พวกมันก็ได้นี่!”

มีการตั้งคำถามถึงกระบวนการทดลองในแง่มุมที่ค่อนไปทางทารุณสัตว์เพราะพวกมันไม่ได้เต็มใจด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ถูกนำมาศึกษาชีววิทยาขั้นพื้นฐานหรือหลักการเกิดโรค แม้ที่ผ่านมา สัตว์ทดลองสร้างความก้าวหน้าให้กับโลกการแพทย์จนสาธยายคุณความดีไม่หมด แต่มันก็เหมือนทดลองในส้มแล้วไปเทียบกับผลแอปเปิล การทดลองในสัตว์ไม่ได้ผลแม่นยำจนนำมาเทียบกับมนุษย์ได้ทุกครั้งไป เพราะสิ่งมีชีวิตล้วนมีความแตกต่างในเชิงกายภาพที่เรายังรู้จักได้ไม่หมด

เทรนด์วิจัยที่จะไม่ทำร้ายสัตว์เพื่อวิทยาศาสตร์เกิดขึ้นได้อย่างไร  ถ้าไม่ใช้สัตว์แล้วจะใช้อะไรแทน และเป็นไปได้จริงหรือ? พบกับข้อนำเสนอต่างๆ ที่อาจทำให้สัตว์ไม่ต้องเจ็บปวดเพราะใครอีก

ข้อเท็จจริงที่ 1 สัตว์ถูกทดลอง 100 ล้านตัวต่อปี 95% คือหนู

นักกิจกรรมเพื่อสวัสดิภาพสัตว์พยายามกระตุ้นเตือนแวดวงวิทยาศาสตร์มาตลอด แม้ฟังตอนแรกจะเป็นเรื่องจุกจิกกวนใจ แต่นักวิจัยรุ่นใหม่ๆ ก็รับฟังเช่นกัน พวกเขาจึงหากระบวนการใหม่ๆ ที่จะเป็นโมเดลอันเชื่อถือได้แทนสัตว์ทดลอง ทุกๆ ปีจะมีสัตว์ถูกทดลองกว่า 100 ล้านตัวต่อปี (ทั่วโลก) ส่วนใหญ่สัตว์ทดลองถูกเพาะพันธุ์ในสภาพแวดล้อมปิดเพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ในจำนวนนี้ 95% เป็นเหล่าหนู นก และปลา เนื่องจากมีวงจรชีวิตสั้น เพาะพันธุ์ได้เร็ว ระยะหลังมีการห้ามทดลองกับ 'ลิง' ในสหรัฐอเมริกา แต่ก็มีข้อมูลว่า ลิงยังถูกทดลองอยู่อีกกว่า 60,000 ตัวต่อปีทั่วโลก

แม้ดูเหมือนทารุณ แต่สัตว์ทดลองได้เปิดพื้นที่ใหม่ๆ ให้กับวิทยาศาสตร์ในช่วงศตวรรษที่ 19 อันเป็นช่วงที่ชีววิทยากำลังเบ่งบานคึกคัก หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur) ผู้บุกเบิกจุลชีววิทยา ศึกษากลไกการก่อโรคในมนุษย์จนร้องอ๋อ เมื่ออิทธิพลของจุลชีพขนาดจิ๋วที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าก่อโรคได้ สู่การพัฒนาวัคซีนรักษาโรคพิษสุนัขบ้า ศึกษากลไกอินซูลินในการรักษาผู้ป่วยเบาหวาน และการค้นพบ 'เพนิซิลลิน' ที่รักษาการติดเชื้อจากแบคทีเรียก็มาจากการทดลองในหนู หรือการเปลี่ยนถ่ายไตครั้งแรกๆ ก็เริ่มในสุนัขและหมูเช่นกัน รวมไปถึง HIV ที่ศึกษาในลิง โรคพาร์กินสันก็ยังศึกษาในหนูและลิง น้องๆ ทำมาเยอะ บอกเลย!

ข้อเท็จจริงที่ 2 สัตว์ทดลองยังเป็นโมเดลที่ไม่แม่น

นักวิทยาศาสตร์ที่คลุกคลีกับสัตว์ทดลองก็เห็นด้วย เพราะสัตว์ทดลองที่พวกเขาเลี้ยงไม่ได้มอบผลการทดลองที่น่าชื่นใจอย่างที่หวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอนาคตข้างหน้าที่จะต้องแม่นยำและซับซ้อนขึ้นเรื่อย แม้สัตว์ทดลองจะเป็นเครื่องมือที่ทำให้เราได้ยาทรงประสิทธิภาพมากมายที่กินในทุกวันนี้ แต่ส่วนหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ ผลที่ได้ค่อนข้าง 'ถูกเบี่ยงเบนหลายประการ'

Thomas Hartung นักพิษวิทยาจากศูนย์ Center to Alternative Animal Testing  ที่พยายามใช้กลยุทธ์อื่นแทนสัตว์ทดลองชี้ว่า ประชาคมโลกเริ่มมีการจำกัดจำนวนการใช้สัตว์ทดลองในหลายๆ สถาบันแล้ว ตั้งแต่ยุโรป อิสราเอล อินเดีย ที่แบนการใช้สัตว์ทดลองในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางถาวร (อังกฤษเป็นประเทศแรกที่แบน ตั้งแต่ปี 1989) และหลังจากนั้นก็เริ่มบังคับใช้กับญาติไพรเมตอันใกล้ชิดของเรา คือ 'เหล่าลิง' เพื่อไม่ให้พวกมันถูกใช้ในเชิงการแพทย์ที่อาจทำให้บาดเจ็บ ให้ทดลองได้เพียงการศึกษาพฤติกรรมแบบ Non-Invasive เท่านั้น

FDA เห็นดังนั้นจึงเริ่มพิจารณาทางเลือกอื่นๆ ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าแทนสัตว์ผู้น่าสงสาร

ข้อเท็จจริงที่ 3 การทดลองในสัตว์ล้มเหลวด้วยอัตราส่วน 9 ต่อ 10

เราไม่ได้ใช้เพียงจริยธรรมมาตัดสินว่าจะใช้อะไร หรือไม่ใช้อะไร การทดลองเพื่อหายารักษาโรคมะเร็งที่เราได้ผลการทดลองในสัตว์อย่างดีเลิศโดยเฉพาะอย่างยื่งในหนู กลับล้มเหลวเมื่อนำไปใช้กับมนุษย์ในอัตราส่วน 9 ต่อ 10 เลยทีเดียว และยาที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท 100 ตัว ได้ผลจริงๆ แค่ 2 ตัวเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การทดลองในสัตว์สมควรถูกตำหนิ เพราะมีปัจจัยซับซ้อนที่ทำให้มันไม่เข้ากับมนุษย์

บางโรคหายากอย่าง โรคประหลาด Aicardi-Goutieres Syndrome ที่ทำให้สมองของคุณสูญเสีย White Matter และแคลเซียมที่ทำให้สมองทำงานล้มเหลว กลับไม่พบในหนูหรือลิง ทั้งๆ ที่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งคู่ แต่เซลล์โรคกลับเติบโตได้ในสมองมนุษย์ได้อย่างพิสดาร แน่นอน มันไม่ใช่โรคที่พบได้บ่อย แต่มันมีอยู่!

Donald Ingber จากสถาบัน Wyss Institute ในรั้วฮาร์วาร์ด นำเสนอกระบวนการ Biologically Inspired Engineering เป็นวิทยาศาสตร์แขนงใหม่ ใช้พัฒนาเครื่องมือทางวิศวกรรมเพื่อประโยชน์ในการศึกษาทางชีววิทยา การแพทย์ อุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม และอาจเปลี่ยนกระบวนการทดลองในสัตว์ไปตลอดกาล

ข้อเท็จจริงที่ 4 ใช้เทคโนโลยีทดแทนด้วยการเอาเซลล์มนุษย์มาอยู่บนชิป

ถ้าจะศึกษาในมนุษย์ ทำไมไม่ใช้มนุษย์ซะเลยล่ะ! ใช่แล้ว ยังไงมนุษย์ก็เป็นโมเดลที่ดีที่สุด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะจับมาทดลองเลย ในขั้นแรกๆ ของงานวิจัย จึงมีความเป็นไปได้ที่เราจะเลี้ยง 'เซลล์มนุษย์' แล้วนำมาคู่กับชิปคอมพิวเตอร์ที่เรียกตรงตัวว่า Organ-on-a-chip นักวิจัยจะเลี้ยงเซลล์ต้นแบบ (Stem Cell) ของมนุษย์โดยให้เติบโตบนไมโครชิปเพื่อเลียนแบบการทำงานของอวัยวะที่คุณต้องการ ซึ่งเปิดพื้นที่ให้นักวิจัยทำอะไรได้เยอะมากกว่าการทดลองในสัตว์

ชิปแต่ละอันสามารถเป็นไต ตับ กระดูก ปอด ลำไส้ ซึ่งมีขนาดเพียงเมโมรีสติกของกล้องถ่ายรูป ที่ภายในจำลองหลอดเลือดของมนุษย์ให้ใกล้เคียงธรรมชาติที่สุด ทำให้มันได้ทั้งแรงดันเลือด หรือกลไกแรงกระทำต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเซลล์ และเมื่อเอาชิปทั้งหมดมาต่อกัน ก็จะได้ร่างมนุษย์พร้อมสำหรับการทดลองอันล้ำหน้า

ที่ผ่านมา Organ-on-a-chip สามารถจำลองการเกิดโรคปอดบวมน้ำ โรคความดันหลอดเลือดปอดสูง กระเพาะอาหารอักเสบ ด้วยการนำเซลล์ของผู้ป่วยมาเพาะเลี้ยงได้เลย ทำให้สามารถทดลองในสิ่งที่เคยถูกห้ามทดลองกับมนุษย์ อาทิ ผลกระทบการถูกสารกัมมันตรังสีเป็นเวลานาน หรือภาวการณ์อดอาหารของเซลล์ที่จำลองในทารก

ข้อเท็จจริงที่ 5 ใช้ 3D Printer จำลองอวัยวะจิ๋ว

สถาบัน Wake Forest Institute for Regenerative Medicine เห็นกระแสของเทคโนโลยี 3D Printer มาสักระยะ เป็นไปได้หรือไหมที่เราจะพิมพ์อวัยวะให้ใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุดขึ้นมาใช้ ทำให้มันมีขนาดเล็กลง แต่ไม่สูญเสียศักยภาพในการทดลอง พวกเขาจึงนำเซลล์กระเพาะปัสสาวะและไตของมนุษย์ โดยเอาเซลล์มาเลี้ยงแล้วขึ้นรูปแบบพิมพ์ 3 มิติ คล้ายการ 'ย่อส่วน' มาเป็นโมเดลที่เล็กลง

สามารถนำอวัยวะเหล่านี้มาทดสอบความเป็นพิษในรูปแบบต่างๆ ได้ เช่น นักวิจัยอาจพิมพ์ชิ้นหูมนุษย์ขึ้นมาสักใบ จากนั้นลองให้มันติดเชื้อดูว่าจะมีปฏิกิริยาอย่างไรโดยที่ไม่ต้องทดลองกับใบหูคนจริงๆ เพราะที่ผ่านมาการทดลองด้านพิษวิทยาล้วนทำในสัตว์ทดลอง ซึ่งก็ไม่ได้แม่นยำเท่ากับทดลองในมนุษย์อยู่ดี

อวัยวะทดแทนสัตว์ทดลองกำลังมีทิศทางแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้เปลี่ยนแบบหุนหันพลันแล่นไปเสียทั้งหมด

ข้อเท็จจริงที่ 6 ไม่หรอก! วิทยาศาสตร์ไม่สามารถขาดสัตว์ทดลองได้

ไม่ว่าเราจะหาวิทยาการต่างๆ มาทดแทนการใช้สัตว์ทดลองมากมายเท่าไหร่ แต่เราจะไม่มีทางหยุดใช้พวกมันได้อย่างถาวร โดยเฉพาะการศึกษา 'พฤติกรรม' ของสัตว์ทดลอง (behavior study) ที่ได้รับผลกระทบจากโรค จะมีการแสดงออกทางท่าทางอย่างไรเมื่อพวกมันป่วย ง่วงซึม ไม่อยากอาหาร เก็บตัว หรือดุร้ายต่อสมาชิกในฝูงมากขึ้น พฤติกรรมที่ซับซ้อนเหล่านี้ยังไม่มีโมเดลจำลองใดๆ มาอธิบายได้แจ่มชัดเท่ากับการทดลองในสัตว์จริงๆ ถึงแม้เราจะใช้เซลล์ต้นกำเนิดบางชนิดของมนุษย์มาทดลอง ก็อาจไม่ตอบสนองต่อยาได้ดีเท่ากับสิ่งมีชีวิตที่ยังมีลมหายใจ มีความรู้สึกนึกคิด และแสดงออกอย่างซับซ้อนกว่าที่เรารู้

แต่ความพยายามทดแทนสัตว์ทดลองหาใช่ความสูญเปล่า การลดจำนวนการใช้สัตว์ทดลองลงอย่างน้อยเพียง 20% ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว การที่สังคมตั้งคำถามเชิงจริยธรรมกับสัตว์ทดลองมากขึ้นในทุกกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ไม่ใช่การขัดแข้งขัดขาต่อความก้าวหน้า แต่เป็นการร่วมกันค้นหา Solution ที่ยั่งยืนขึ้นต่อทุกชีวิตที่มีความหมายในโลกนี้

อ้างอิงข้อมูลจาก

Johns Hopkins University Center for Alternatives to Animal Testing

caat.jhsph.edu

Animals and Alternatives in Testing: History, Science, and Ethics

caat.jhsph.edu/publications/animal_alternatives

Wake Forest Institute for Regenerative Medicine

www.wakehealth.edu

Illustration by Waragorn Keeranan

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...