โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เด็กเก็บบอล : อำลา "อัษฎางค์ ปาณิกบุตร" การจากไปของ "จิ้งเหลนไฟ"

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 19 พ.ค. 2563 เวลา 08.36 น. • เผยแพร่ 19 พ.ค. 2563 เวลา 08.36 น.

นับว่าเป็นเรื่องน่าเศร้าอีกครั้งสำหรับวงการฟุตบอล เมื่อต้องสูญเสียอดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทยชื่อดัง เจ้าของฉายา “จิ้งเหลนไฟ” อย่าง *อัษฎางค์ ปาณิกบุตร* ซึ่งลื่นล้มในห้องน้ำที่บ้านพักตัวเอง เสียชีวิตไปด้วยวัย 81 ปี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

อัษฎางค์ ปาณิกบุตร คืออดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทยชื่อดังคนหนึ่ง ที่หลังจากเลิกเล่นฟุตบอลแล้วได้ผันตัวไปเป็นอาจารย์ ก้าวไปถึงการเป็น *คณบดีรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง* ก่อนที่จะเกษียณและเป็นนักวิจารณ์ วิเคราะห์ด้านการเมืองที่เก่งที่สุดในเมืองไทยคนหนึ่ง

ประวัติของอัษฎางค์ ปาณิกบุตร เป็นชาวกรุงเทพมหานคร เกิดเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2482 เติบโตในชุมชนใกล้ๆ *สนามกีฬาแห่งชาติ (ศุภชลาศัย)* จบการศึกษาระดับประถมที่โรงเรียนเทศบาลวัดช่างแสง

ก่อนสอบเข้าศึกษาในระดับมัธยมศึกษาที่ *โรงเรียนเทพศิรินทร์* โรงเรียนชื่อดังที่โดดเด่นด้านกีฬาฟุตบอล

 

ด้วยความที่อัษฎางค์เป็นเด็กที่ชื่นชอบฟุตบอล และเริ่มเตะฟุตบอลตั้งแต่อายุ 8 ขวบ ดังนั้น เส้นทางของเขาในวงการลูกหนังจึงเริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนเข้าไปเรียนที่เทพศิรินทร์นั่นเอง

เริ่มติดทีมของโรงเรียน และเป็นคู่ซ้อมแปบอลให้กับสุชาติ มุทุกันต์ ซึ่งเป็นนักฟุตบอลที่มีชื่อเสียงมากในเวลานั้น

จนกระทั่งอยู่ ม.8 ระหว่างที่เล่นอยู่ในสนามศุภชลาศัย ก็มีผู้ใหญ่มาสอบถามว่าต้องการจะเล่นฟุตบอลพระราชทานถ้วยน้อยหรือไม่

จนสุดท้ายก็ได้เล่นให้กับทีมช่างก่อสร้างอุเทนถวาย ลงแข่ง *ฟุตบอลถ้วย ข* เก็บประสบการณ์มาและย้ายไปเล่นให้กับทีมศิษย์เก่าเทพศิรินทร์

จากนั้น อัษฎางค์ได้ไปศึกษาต่อที่ *มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์* เมื่อ พ.ศ.2501 และเริ่มติดทีมชาติไทยในชุดเยาวชน ไปแข่งขันฟุตบอลเยาวชนแห่งเอเชีย ครั้งที่ 1 ที่ประเทศมาเลเซีย ร่วมทีมกับ ดร.วิชิต แย้มบุญเรือง (อดีตประธานไทยพรีเมียร์ลีก)

และยังมีเพื่อนซี้อย่างสุพจน์ พานิช (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) ที่เคยเล่นร่วมกันสมัยอยู่โรงเรียนเทพศิรินทร์ อยู่ในทีมชุดเดียวกันด้วย

การได้ติดทีมเยาวชนทีมชาติไทยตอนนั้น กลายเป็นจุดเริ่มต้นในทีมชาติของอัษฎางค์ ปาณิกบุตร เพราะว่าจากนั้นก็สามารถไต่เต้าจนขึ้นมาติดทีมเยาวชนรุ่นยู-19, ยู-23 ไปจนถึงชุดใหญ่

และยังสังกัดทีมสโมสรธนาคารกรุงเทพอีกด้วย

 

ตํานาน “จิ้งเหลนไฟ” เคยเล่าถึงชีวิตตัวเองให้กับ “มติชน” เอาไว้ว่า ตอนเด็กๆ ที่เริ่มเล่นฟุตบอลก็ได้เจอกับต่างชาติที่มาแข่งขันก็ให้เป็นเด็กเก็บบอลอยู่หลังประตู คอยดูเขาเล่น เราก็นำเอาเทคนิคที่เขาใช้มาฝึกฝนด้วยตัวเอง

“เรื่องที่น่าจดจำคือ ฟุตบอลไทยได้ไป *โอลิมปิกเกมส์* เป็นครั้งแรก เมื่อปี ค.ศ.1956 ที่เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย คือตอน พ.ศ.2499 ทีนี้พวกเขาไม่มีคู่ซ้อมเลยเอาเด็กสนามกีฬาไปซ้อมด้วย ไม่น่าเชื่อว่าตอนนั้นผมในวัย 17 ปี จะได้เคยเป็นคู่ซ้อมให้กับสุชาติ มุทุกันต์ ซึ่งเป็นนักฟุตบอลที่ดังมากในสมัยนั้น”

อัษฎางค์ยังเล่าต่อว่า บรรยากาศในแคมป์ทีมชาติ ตอนนั้นอายุแค่ 19 ปี ยังเป็นเด็กหัวเกรียนอยู่ ไม่มีโค้ชก็ต้องดูแลกันเอง

พวกรุ่นพี่ก็มักบอกให้ผมเตะไปข้างหน้าอย่าเลี้ยง แต่ผมดูฝรั่งเล่นเยอะก็พยายามเลี้ยง ครองบอล ส่งไม่ให้เสีย เลยโดนจับนั่งสำรอง

แต่เราไม่สนใจและเล่นสไตล์ของเรามาตลอดจนได้รับการยอมรับ แต่ก่อนผมเล่นแรง เกเร มึงเตะมากูเตะไป พักครึ่งก็ออกมาสูบบุหรี่ แต่วันหนึ่งเราได้มีโอกาสปรึกษากับ *นพ.ประกอบ บุรพรัตน์* เขาก็เตือนเราว่าสูบบุหรี่ไม่ดีนะ มันทำให้เหนื่อยเร็ว

พอเราติดทีมชาติมันมีความหมายมาก เพราะเป็นเรื่องยาก จึงเลิกบุหรี่ทันทีเพื่อจะทำให้ตัวเองเก่งขึ้น พร้อมกับปรับตัวเองใหม่ เล่นตามกติกา และเลิกเล่นตุกติก

“เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ เป็นความภูมิใจครั้งแรกของเรา ทำให้เรารู้สึกว่าเป็นคนสำคัญมีคนมาเชียร์ มาให้กำลังใจ ดังนั้น เราต้องฟิต เลยกลายเป็นคนที่วิ่งเยอะที่สุดในทีมจนเป็นฉายาจิ้งเหลนไฟ ตอนนั้นตัดสินใจว่าอย่างอื่นไม่เอาเลย ให้ฟุตบอลเป็นหลัก หางานทำเพื่อเล่นฟุตบอล และเรียนหนังสือให้จบ จากนั้นก็ตัดสินใจเลิกเล่นทีมชาติเมื่อตอนอายุ 28 ปี แล้วก็ไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา”

 

กลับมาจากสหรัฐก็ได้สมัครเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เพราะกำลังหาคนสอนอาชญาวิทยาอยู่เลยได้เป็นอาจารย์ในคณะนิติศาสตร์ เพราะสมัยนั้น รัฐศาสตร์ถือว่าเป็นสาขาในคณะนิติศาสตร์ จนมีการตั้งคณะรัฐศาสตร์ ก็ได้เป็นอาจารย์ประจำคณะ จนกลายเป็นคนที่มีความรู้ความเข้าใจในด้านนี้

ดร.วิชิต แย้มบุญเรือง เพื่อนสนิทของอัษฎางค์ ปาณิกบุตร ได้พูดถึงการจากไปของเพื่อนซี้ว่า อัษฎางค์เป็นคนซีเรียส จริงจังเสมอ มีระเบียบวินัยในตัวเองดีมากๆ ใครที่วินัยไม่ดีก็จะโดนด่าตรงๆ เลย

อย่างไรก็ตาม เขาก็เป็นคนน่ารัก เข้ากับทุกคนได้ดี มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย

“ตอนเขาเลิกเล่นบอลไปเรียนต่อ ผมก็ไปเรียนต่อเหมือนกัน จนกลับมาเจอกันอีกก็มีโอกาสไปกินข้าวกัน ไปตีเทนนิสกันอยู่บ้างตามประสาเพื่อนเก่า ผมไม่แปลกใจที่เขาไปโด่งดังกับการวิพากษ์วิจารณ์การเมือง เพราะสมัยเขาเล่นบอลเขาก็พวกชอบแสดงความคิดเห็น คิดอะไรพูดอย่างนั้นเลย เขาเป็นคนตรงไปตรงมา จนกระทั่งเขามาจากไป ผมยังรู้สึกใจหาย” ดร.วิชิตกล่าว

ก็นับว่านี่คือการสูญเสียครั้งสำคัญของวงการฟุตบอลไทย และวงการการเมืองไทยด้วยเช่นกัน

ดังนั้น ผู้เขียนจึงขอร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของอัษฎางค์ ปาณิกบุตร มา ณ โอกาสนี้…

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...