โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศิลปะเพื่อโลกที่ดีขึ้น! รู้จักกับ "น้ำน้อย" หญิงที่ใช้ศิลปะในทุกบทบาทของชีวิต

LINE TODAY

เผยแพร่ 04 มี.ค. 2564 เวลา 04.54 น. • @mint.nisara

ความสุขของผู้หญิงคนนี้คือการได้อยู่กับศิลปะและการได้วาดภาพ ความสุขของเธอจะพองโตมากขึ้นหากศิลปะของเธอได้สร้างประโยชน์ให้กับผู้อื่นไปพร้อมกันด้วย เธอคือ น้ำน้อย – ปรียศรี พรหมจินดา ผู้หญิงที่เป็นทั้งนักวาดภาพประกอบ คุณครู และผู้อยู่เบื้องหลังการจัดทำสื่อการเรียนการสอนของเด็กที่บกพร่องทางการเรียนรู้ วันนี้ LINE TODAY ได้มาคุยกับเธอ เกี่ยวกับโลกของความสุขที่มีศิลปะเป็นองค์ประกอบหลักและเรื่องราวการเดินทางของน้ำน้อยในฐานะนักศิลปะจิตอาสากับโปรเจคท์ต่าง ๆ 

เป็นบทสทนาประมาณชั่วโมงกว่า ๆ แต่ก็ทำให้เรามีความสุขไปทั้งวันด้วยเรื่องราวดี ๆ ของผู้หญิงคนนี้ ลองมารู้จักเธอให้มากขึ้นกัน!

น้ำน้อย – ปรียศรี พรหมจินดา

“คนชอบคิดว่าเราเป็นฟรีแลนซ์ เป็นศิลปินอิสระอะไรอย่างนี้ อาจจะด้วยลุคหรือบุคลิก แต่จริง ๆ แล้วเราทำงานประจำเป็น strategic planner ของบริษัทที่ทำสื่อการเรียนการสอน ที่เราดูเป็นหัวข้อเฉพาะนิดนึงเรียกว่า “การศึกษาพิเศษของเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้” ซึ่งคนก็จะงงว่า “ทำงานประจำด้วยเหรอ” (หัวเราะ) 

เราทำงานประจำจันทร์ถึงศุกร์นี่ล่ะ แต่ด้วยความที่เป็นคน alert คึก ดีด และด้วยความที่งานประจำมันก็มีความเครียดอะเนาะ แถมเราก็เป็นโรคแบบว่า “ฉันต้องมีความสุขอะ” ก็เลยพยายามที่จะหาอย่างอื่นมาเติมเต็มตัวเอง มันเลยทำให้เรามีจ็อบอื่น ๆ งอกเพิ่มขึ้นมา ซึ่งนั่นก็คือการวาดภาพประกอบและการเป็นคุณครูกับอาจารย์พิเศษ”

บทบาทที่ 1 : ‘นักวาดภาพประกอบ’ ที่เกิดขึ้นพร้อมวิกฤต

“เหตุการณ์ที่ทำให้เราเริ่มวาดรูป ๆ แรกก็คือตอนน้ำท่วมปี 54 เราเป็นเด็กต่างจังหวัด โตมาในจังหวัดอยุธยาซึ่งเป็นดินแดนแห่งน้ำท่วม เพราะฉะนั้นน้ำท่วมถือว่าเป็นอะไรที่ปกติมาก ๆ สำหรับเรา อย่างช่วงลอยกระทงเนี่ย ไม่ต้องไปไหนไกลเลย ก็ลอยกันหน้าบ้าน เปิดประตูใหญ่หน้าบ้านก็มีเรือแจวพายเข้ามาได้เลย ซึ่งตอนนั้นด้วยความที่เป็นเด็กอยู่ เราก็รู้สึกว่าน้ำท่วมเป็นเรื่องที่สนุกสนานมาก รู้สึกว่าการได้ทำกับข้าวบนชั้น 2 หน้าห้องน้ำคือเรื่องน่าตื่นเต้นทุกครั้ง (หัวเราะ) แต่พอโตมา เรารู้ว่ามันเป็นเรื่องที่น่าเครียดมากกว่าสนุก ตอนปี 54 ที่เขากลับมาอีกครั้ง คราวนี้มาใหญ่เลยและมาทั้งประเทศด้วย ในฐานะที่เราเป็นเหมือนศิษย์เก่าน้ำท่วม เราก็เลยมีวิธีการรับมือกับมันมากกว่าคนอื่น ๆ 

วันที่เกิดเหตุคือจะไปช่วยแม่ยกของหนีน้ำแต่สุดท้ายก็ไม่ทัน น้ำพัดเข้าบ้าน พัดเอาพวกรูปถ่ายตั้งแต่เด็ก ๆ รูปตอนรับปริญญาและอีกหลาย ๆ อย่างไปหมด เหมือนทั้งชีวิตเราฟู่..หายไปกับสายน้ำเลย วันนั้นก็เลยเริ่มต้นวาดรูป ๆ แรก จุดประสงค์ก็คือเราต้องการแชร์ข้อมูลกับเพื่อน ๆ ว่า เฮ้ย น้ำท่วมอะ สบ๊าย วิธีรับมือต้องทำยังไงบ้าง การย้ายสัตว์เลี้ยงต้องทำยังไง เราก็แชร์ลงในเฟซบุคแล้วกฎว่าคนก็แชร์ต่อออกไปเยอะมาก เราก็รู้สึกว่ามันดีนะที่อย่างน้อยสิ่งที่เราวาดเล่น ๆ มันช่วยคนอื่นได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เราไม่ใช่คนเก่ง เราไม่ได้มีแรงเยอะ ๆ ไปยกกระสอบทรายหรืออุ้มวัวทั้งตัวหนีน้ำได้ แต่เราเอาสิ่งที่ถนัดมาใช้ในการช่วยในสิ่งที่ช่วยได้ และมันก็รู้สึกดีมาก ๆ เลย”

บทบาทที่ 2 : ‘คุณครูศิลปะ’ ที่หยุดตัวเองไม่ได้!

“เรามีกรุ๊ปในเฟซบุคที่ชื่อว่า “นักวาดใจดี” ตั้งขึ้นมาเพื่อที่จะรวบรวมรุ่นพี่รุ่นน้องที่อยากรับงานวาดภาพและอยากทำงานจิตอาสาด้วยกัน เป็นคอมมิวนิตี้เล็ก ๆ ของเราที่ชวนกันไปทำอะไรดี ๆ อย่างเช่นค่ายศิลปะตามโรงเรียนต่าง ๆ ซึ่งการทำค่ายคือแล้วแต่เวลาว่างของพวกเราแต่ก็พยายามจะทำแบบสม่ำเสมอ 

ล่าสุดไปที่จังหวัดตรัง เรารู้จักกับรุ่นน้องที่ไปเป็นครูที่นั่น เป็นโรงเรียนขยายโอกาส ซึ่งจริง ๆ แล้วเขามีสอนแค่ป.1-ป.6 แต่ก็เปิดสอนถึงม.3 ด้วยสำหรับเด็ก ๆ ที่อยากเรียนต่อ น้องก็บอกว่าที่นี่มีปัญหาตรงที่เด็กไม่ค่อยมีแพสชั่นกัน รู้สึกว่าตัวเองอยู่โรงเรียนรองไม่ใช่โรงเรียนอันดับต้น ๆ เรียนไปก็สู้เขาไม่ได้ ป.6 จบแล้วก็เลิกเรียน เขาเลยอยากให้เราไปช่วยตรงนี้ เราก็เลยจัดคลาสเพื่อช่วยแก้ปัญหาเบื้องต้น ชี้ให้เขาเห็นว่าการเรียนมันสำคัญ มันมีอาชีพอะไรที่เป็นไปได้โดยการใช้ศิลปศึกษา 

ก็ไปเจอเด็กคนนึงอยู่ป.5 เขาบอกเราว่าตั้งใจว่าจะไม่เรียนต่อ พอถามว่าทำไม เราก็ไปเจอปัญหาบางอย่างที่เราช่วยแก้ไม่ได้หรอก เพราะมันคือปัญหาในครอบครัวเขา พอหลังจากที่กิจกรรมวันนั้นจบ เขาก็เดินมาหาเราถามว่า “ครู ๆ ครูจะมาอีกไหม” เราก็ถามเขากลับไปว่า “อยากให้ครูมาอีกไหมล่ะ ทำไมถึงถามว่าจะมาอีกหรือเปล่า” เขาก็บอกประมาณว่า “ถ้าครูกลับมาอีก ผมจะเรียนต่อ ที่เรียนไปวันนี้มันสนุกดีนะ” ซึ่งกิจกรรมที่เราให้เขาทำคือสมุดบันทึกความฝัน วาดรูปออกมาว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไรและเขาไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน เราก็เลยแหย่กลับไปว่าถ้าครูกลับมาไม่ได้ปีหน้าแต่มาอีกปีเลยจะได้เจอกันไหม เขาก็นั่งนับนิ้วว่าตัวเองจะต้องอยู่ม.1 ในตอนนั้นแล้ว แล้วก็บอกว่า “งั้นเรียนก็ได้ จะได้เจอครูและผมอยากเป็นตำรวจท่องเที่ยวขึ้นมาจริง ๆ แล้ว” 

พอได้ยินแบบนั้นมันฟินเรามาก ๆ เลยเพราะมันคือการที่เราได้เปลี่ยนทัศนคติของใครสักคนในทางที่ดีขึ้นหรือช่วยเปลี่ยนความคิดที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตของเด็กคนนึงไปเลยจากกิจกรรมแค่ 20-30 นาที ถึงเราไม่ได้มีกำลังส่งเขาให้เรียนต่อแต่สิ่งที่เราให้เขาได้คือการเปลี่ยนความคิดให้ดีขึ้น และพอเราเจออะไรแบบนี้ ก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกอยากกลับไปทำอีก เพราะมันก็จะต้องมีเด็กประมาณนี้ในที่อื่น ๆ อีกแน่ ๆ มันทำให้เรารู้สึกว่าเราหยุดไม่ได้”

บทบาทที่ 3 : ‘นักวาดจิตอาสา’ กับมวลความสุขที่แผ่ขยาย

“มีอีกครั้งนึงที่เราไปช่วยวาดตึกในโรงพยาบาลเด็ก แล้วตรงที่เราวาดนั้นน่ะเป็นกำแพงหน้าห้องของเด็กที่มีปัญหาเรื่องระบบทางเดินอาหาร ระหว่างที่วาดอยู่วันแรกก็มีเด็กคนนึงที่เดินผ่านมา ตัวน้องเองโดนโกนหัวและมีเส้นอะไรไม่รู้วาดอยู่เต็มไปหมด เขาก็เดินมาขอเราให้ช่วยระบายสีตรงนั้นตรงนี้ให้ดูหน่อยได้ไหม ตรงนี้เป็นสีชมพู ขอตรงนั้นเป็นสีเหลืองได้ไหม มาช่วยเราเลือกสี เราก็ได้ๆๆ เดี๋ยวพี่ลองระบายให้ดูนะ ก็ช่วยกันวาด ช่วยกันระบายกันไป น้องเขาก็มีความสุขมาก ๆ เพราะสีสวยถูกใจเขา 

พออาทิตย์ถัดมา เราก็กลับไปนั่งระบายสีที่เดิม ก็เจอน้องคนเดิมอีก เขาก็มาช่วยเราเลือกสีเหมือนครั้งแรก เราก็วาด ๆๆ ใช้เวลากับน้อง แต่พออีกอาทิตย์นึง เรากลับไปอีกครั้ง คราวนี้ไม่เจอน้องแฮะ ก็เลยถามพี่พยาบาลว่าน้องไม่อยู่หรอคะวันนี้ คำตอบของพี่พยาบาลก็คือ “น้องไปแล้วค่ะ” เราถึงได้รู้ว่าเส้น ๆ ที่วาดอยู่บนหัวน้องคือจุดที่ต้องผ่าตัดและเขาป่วยเป็นโรคในสมอง เราก็เลยรู้สึกว่าอย่างน้อยศิลปะของเราก็เป็นความสุขสุดท้ายก่อนที่น้องจะจากไป มันยิ่งย้ำเลยว่าฉันหยุดทำงานพวกนี้ไม่ได้”

บทบาทที่ 4: ‘นักแก้ปัญหา’ ด้วยศิลปะ

“ตอนที่มันมีประเด็นเรื่องเสือดำ เรารู้สึกว่าสิ่งที่ควรจะต้องทำอันดับแรกเลยก็คือการปลูกจิตสำนึกเด็ก แล้วทำยังไงกับมันได้บ้าง เพราะมันก็เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก โอเค งั้นเราทำอะไรกับสิ่งที่เราถนัดละกันก็คือศิลปศึกษา ก็เลยรวมตัวกับน้อง ๆ ในแก๊งค์ Jaidee Artist คิดขึ้นมาว่าอยากจะสอนเด็กในเรื่องของธรรมชาติ เรื่องของสัตว์ป่า จะทำยังไงให้เขารู้สึกว่าถ้ามันไม่มีสิ่งนี้ มันจะกระทบกับชีวิตยังไง ได้ผลสรุปก็คือการทำเป็นสมุดกิจกรรมศิลปะเหมือนสมุดระบายสี ก็ให้เพื่อน ๆ สมาชิกช่วยกันวาด คนละตัวสองตัว ประกอบกันจนเป็นเล่มแล้วก็พิมพ์ขึ้นมา 2,000 กว่าเล่ม ส่งไปที่โรงเรียนหรือศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งไม่รู้จะได้ผลมากน้อยแค่ไหนแต่อย่างน้อยเราก็ดีใจที่ได้ทำ”

“ศิลปะช่วยให้มนุษย์เป็นมนุษย์" 

เราถามน้ำน้อยทิ้งท้ายเอาไว้ว่าในฐานะที่เธอเป็นคนที่คลุกคลีกับศิลปะมานาน เธอคิดว่าศิลปะสำคัญอย่างไร" คำตอบของน้ำน้อยก็คือ "ศิลปะทำให้คนเป็นคน" เป็นประโยคสั้น ๆ ที่ฟังแล้วก็ทำให้เราต้องคิดตาม เธออธิบายเพิ่มเติมว่า

"มันต้องแยกกันก่อนระหว่างศิลปะกับการศึกษาศิลปะ ถ้าพูดในเชิงของศิลปะ เรามองว่ามันทำให้คนไม่กลายเป็นหุ่นยนต์อะ และทุกคนก็ต้องการมัน มันไม่มีหรอกที่แยกกันชัดเจนว่าเธอสายวิทย์นะ ฉันสายศิลป์นะ จริง ๆ แล้วมันก็ต้องควบคู่กันไป เราเชื่อว่าคนที่ทำงานในสายวิทย์ สายธุรกิจก็ต้องการศิลปะในชีวิตเช่นกัน มันไม่สามารถแยกได้หรอกว่าคุณเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือนวัตกรแล้วศิลปะไม่จำเป็น 

จริง ๆ แล้วศิลปะทำหน้าที่ให้กับมนุษย์ในแต่ละช่วงชีวิตต่างกัน ช่วงที่เป็นเด็กน้อย ศิลปะเป็นเครื่องมือที่ทำให้เด็กคนนึงพร้อมแบบรอบด้านผ่านหนังสือภาพ นิทานหรือของเล่น ศิลปะช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่และช่วยหล่อหลอมมนุษย์ให้พร้อมสำหรับการเติบโต พอเข้าโรงเรียน ศิลปะกลายเป็นวิชาการที่เราต้องเรียนรู้แล้ว ทั้งนาฏศิลป์ ทัศนศิลป์ ดนตรี ทั้งหมดนี้คือกระบวนการสร้างคนที่สำคัญนะในความคิดของเรา”

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคอมมิวนิตี้ "นักวาดใจดี" ได้ที่เฟซบุค www.facebook.com/groups/JaideeArtist

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...