โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศาลอุทธรณ์ ลดโทษคุก โมนา ฆ่าฝังดิน น้องน้ำ แม่เหยื่อทุกข์ ไร้การขอโทษ

Khaosod

อัพเดต 06 ต.ค. 2563 เวลา 04.49 น. • เผยแพร่ 06 ต.ค. 2563 เวลา 04.30 น.
ศาลอุธรณ์ ลดโทษคุก โมนา ฆ่าฝังดิน น้องน้ำ แม่เหยื่อทุกข์ ไร้การขอโทษ

ศาลอุทธรณ์ ลดโทษคุก "โมนา" ฆ่าฝังดิน "น้องน้ำ" สาวใช้ จากตลอดชีวิตเหลือ 20 ปี แม่เผยเจ้าตัวยังไม่รู้สึกผิด ขออัยการยื่นฎีกา

วันที่ 6 ต.ค.2563 ที่ห้องพิจารณา 703 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.3966/2560 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.กฤษณา หรือ โมนา สุวรรณพิทักษ์ อดีตผู้เข้าประกวดนางงาม จ.เพชรบุรี, น.ส.ปรารถนา หรือ เม้า ท้วมทรัพย์ เพื่อนสนิทรุ่นน้อง และ นายปราโมทย์ สุวรรณพิทักษ์ น้องชายและอดีตผู้ใหญ่บ้าน เป็นจำเลยที่ 1-3 ฐาน

ร่วมกันช่วยเหลือผู้อื่นไม่ให้ต้องรับโทษอาญาหรือรับโทษน้อยลง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 184 และจำเลยที่ 1 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 คดีนี้มารดาผู้ตายยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนด้วยเป็นเงิน 1,465,776 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีด้วย

เกาะติดข่าว กดติดตามไลน์ ข่าวสด

เพิ่มเพื่อน

อัยการโจทก์ยื่นฟ้องสรุปความผิดได้ว่า เมื่อช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค.2555 น.ส.จริยา หรือ น้องน้ำ อายุ 15 ปีเศษ ได้มาทำงานเป็นสาวรับใช้ ให้กับ น.ส.กฤษณา จำเลยที่ 1 ที่บ้านพัก หมู่บ้านกลางกรุงรัชวิภา แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กทม. โดยช่วงต้นเดือน เม.ย.-วันที่ 12 เม.ย.2555 จำเลยที่ 1 ได้ใช้กระป๋องสเปรย์ ยาวประมาณ 1 ฟุต ทุบตีที่ศีรษะ น.ส.จริยา หลายครั้งซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญได้รับแรงกระแทก และยังใช้ท่อต่อพลาสติก เครื่องดูดฝุ่นทุบตีบริเวณต้นขา และใช้ที่หนีบผมขณะที่ยังมีความร้อนจี้ตามลำตัวจนได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงแก่ความตาย

ศาลอุทธรณ์ ลดโทษคุก “โมนา” ฆ่าฝังดิน “น้องน้ำ” สาวใช้ จากตลอดชีวิตเหลือ 20 ปี

ศาลอุทธรณ์ ลดโทษคุก "โมนา" ฆ่าฝังดิน "น้องน้ำ" สาวใช้ จากตลอดชีวิตเหลือ 20 ปี

จากนั้น วันที่ 15 เม.ย.2555 จำเลยที่ 2-3 ร่วมกัน เคลื่อนย้ายศพใส่ท้ายรถกระบะเดินทางไปที่ ต.หนองโสน อ.เมือง จ.เพชรบุรี ขุดหลุมฝังศพผู้ตายที่ใต้ต้นตาลข้างบ้านพักจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1-2 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 20 ก.พ.2562 ว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ตามมาตรา 288 ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตและชดใช้ค่าเสียหายให้มารดาผู้ตาย ที่ต้องขาดไร้อุปการะจากบุตรสาวที่เสียชีวิต รวมทั้งค่าปลงศพ เป็นเงินทั้งสิ้น 1,065,776 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีที่ผิดนัดชำระ นับตั้งแต่วันที่มารดาผู้ตายยื่นคำร้องให้ชดใช้ตั้งแต่วันที่ 5 มี.ค. 2555 เป็นต้นไป

ส่วนจำเลยที่ 2-3 มีความผิดฐานร่วมกันช่วยเหลือผู้อื่นไม่ให้ต้องรับโทษอาญาหรือรับโทษน้อยลง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 184 ให้จำคุกคนละ 2 ปี คำให้การของจำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสวนมีประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้างลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกไว้ 1 ปี 4 เดือน สำหรับจำเลยที่ 3 รับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี โดยไม่รอการลงโทษ

 

ต่อมาอัยการโจทก์และจำเลยที่ 1-2 ยื่นอุทธรณ์ จำเลยที่ 3 ไม่ยื่น วันนี้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้เบิกตัว น.ส.กฤษณา หรือ โมนา จำเลยที่ 1 จากทัณฑสถานหญิงกลางมาศาล ส่วน น.ส.ปรารถนา จำเลยที่ 2 และนายปราโมทย์ จำเลยที่ 3 เดินทางมาศาล

ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว จำเลยที่ 1-2 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีพยานเบิกความว่าจำเลยที่ 1 มีอารมณ์ร้าย เคยมีชาวพม่ามาทำงานรับใช้แล้วถูกทำร้าย 2 คน ก่อนออกไป โดยเห็นจำเลยที่ 1 ใช้กระป๋องสเปรย์ตีผู้ตาย ภายหลังได้เรียกให้พยานดูผู้ตายเสียชีวิตในครัว พบร่างกายมีรอยไหม้

พยานเห็นจำเลยทั้งสามนำศพผู้ตายไปฝัง และมีพยานอีกรายเห็นจำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้ตายถึงแก่ความตาย เมื่อมีการนำศพไปขอให้วัดเผาศพ วัดไม่เผาให้เนื่องจากไม่มีใบมรณบัตร ศาลอุทธรณ์เห็นว่าพยานโจทก์ทั้งสองเบิกความเชื่อมโยงกันเป็นขั้นตอนเกี่ยวกับการทำร้ายผู้ตาย การขอเผาศพ และฝังศพสอดคล้องกัน ไม่มีเหตุโกรธเคืองปรักปรำจำเลย เชื่อว่าเบิกความไปตามความจริง

ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างไม่ได้ทำร้ายผู้ตาย แต่ผู้ตายหนีหายไปนั้น จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การนี้ในชั้นสอบสวน โดยให้การว่าผู้ตายเสียชีวิตที่กรุงเทพฯ และจำเลยที่ 1-2 ให้การซัดทอดกันไปมาว่าอีกฝ่ายทำร้าย จึงเป็นการอ้างเลื่อนลอย ไม่หักล้างพยานหลักฐานโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสามนำศพไปฝัง

จากการตรวจกระดูกผู้ตาย พบกระดูกกรามหลุด แตกหักก่อนตาย จากการถูกตีศีรษะรุนแรง และไม่นำส่งโรงพยาบาล จำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นถึงแก่ความตาย มีความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยเจตนา จำเลยที่ 2 ผู้ฝังศพ ย่อมมีความผิดฐานร่วมกันช่วยเหลือผู้อื่นไม่ให้ต้องรับโทษอาญา ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย แต่เห็นว่าศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 1 หนักเกินไป จึงแก้ไขให้เหมาะสม

นางจันทิรา ศรีศักดิ์ มารดาน้องน้ำ บุตรสาวที่เสียชีวิต

นางจันทิรา ศรีศักดิ์ มารดาน้องน้ำ บุตรสาวที่เสียชีวิต

สำหรับประเด็นอุทธรณ์เห็นสมควรลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษหรือไม่ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าโทษจำเลยที่ 2-3 เหมาะสมแล้ว การปกปิดการตายช่วยจำเลยที่ 1 ให้ไม่รับโทษ ทำให้มารดาผู้ตายทุกข์ทรมาน ถึงแม้จำเลยไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน และจำเลยที่ 3 ชดใช้ค่าเสียหายแล้ว ก็ไม่มีเหตุรอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก น.ส.กฤษณา หรือโมนา จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 20 ปี ส่วน น.ส.ปรารถนา และนายปราโมทย์ จำเลยที่ 2-3 โทษเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (จำคุก 1 ปี 4 เดือน และ 1 ปี)

ภายหลัง นางจันทิรา ศรีศักดิ์ มารดาน้องน้ำ บุตรสาวที่เสียชีวิต กล่าวว่า ส่วนตัวแม่พอใจที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิตมากกว่า เพราะถึงตอนนี้จำเลยที่ 1 ก็ยังไม่ได้รู้สึกสำนึกผิดกับการกระทำของตัวเอง แม้กระทั่งตอนที่อยู่ในห้องพิจารณา จำเลยที่ 1 ก็ยังดูนิ่งเฉย และไม่ได้เดินเข้ามาพูดคุยหรือขอโทษแม่แต่อย่างใด

นางจันทิรา กล่าวต่อว่า อีกทั้งยังอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาอีกด้วย ซึ่งวันนี้ศาลอุทธรณ์ก็ลดโทษเหลือจำคุก 20 ปี แม่เห็นว่าโทษเบาเกินไปกับความผิด เพราะการที่เขาทำร้ายจนลูกสาวเสียชีวิตแล้วยังเอาศพไปฝังนั้น โดยไม่บอกให้รู้ แม่ต้องติดตามหาลูกสาวและมีความทุกข์ทรมานมากเหลือเกิน จึงอยากขอให้อัยการยื่นฎีกา เพื่อให้ศาลได้พิพากษาตัดสินอีกครั้ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...