โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

The Secret of Perfect Taste เปิดเผยความลับเบื้องหลังการเสิร์ฟ Hoegaarden ที่ส่งต่อมากว่า 500 ปี

The MATTER

อัพเดต 27 ม.ค. 2563 เวลา 10.20 น. • เผยแพร่ 27 ม.ค. 2563 เวลา 23.00 น. • Branded Content

คุณรู้จัก  ‘Hoegaarden’ ไหม?

ถ้าหากรู้จัก ปกติแล้วคุณเรียกชื่อแบรนด์วีทเบียร์หรือ ‘เบียร์ขาว’ ของเบลเยียมนี้ว่าอย่างไร

1.โฮการ์เด้น

2.โอการ์เด้น

3.ฮูการ์เด้น

การออกเสียงที่ถูกต้องที่สุดจริงๆ คือการอ่านแบบข้อ 3 หรือ ‘ฮู-การ์-เด้น’ นั่นเอง แต่ไม่ว่าคุณจะเคยเรียก Hoegaarden ด้วยชื่อแบบไหนมาก่อน เราเชื่อว่ารสชาติและรสสัมผัสอันเป็นเอกลักษณ์ที่คุณได้เคยลิ้มลองย่อมไม่ผิดเพี้ยนกันอย่างแน่นอน เพราะ Hoegaarden ได้พิสูจน์คุณภาพและความสม่ำเสมอของรสชาติมายาวนานกว่า 500 ปี! และในปัจจุบันวีทเบียร์แบรนด์นี้ก็ได้กลายเป็นวีทเบียร์ยอดขายอันดับ 1 ของโลก จำหน่ายมากกว่า 80 ประเทศทั่วโลกเลยทีเดียว

วันนี้ The MATTER จึงอยากพาผู้อ่านท่องไปในประวัติศาสตร์เพื่อไขความลับที่มาที่ไปของ Hoegaarden ว่ามีจุดกำเนิดมาจากไหน และต้องทำอย่างไรถึงจะลิ้มรสได้อย่างครบถ้วนถูกต้องที่สุด!

นักบวชผู้คิดค้นรสชาติเบียร์ขาวอันแสนพิเศษ

ราวปีค.ศ.1445 ยามที่ประเทศเบลเยียมยังอยู่ในอาณานิคมของประเทศเนเธอร์แลนด์ เบียร์ Hoegaarden ได้ถือกำเนิดขึ้น ‘ครั้งแรก’ โดยฝีมือของ ‘นักบวช’ ประจำหมู่บ้าน Hoegaarden ซึ่งตั้งอยู่ในเมือง Flanders ไม่ห่างไกลจาก Brussels เมืองหลวงของเบลเยียมในปัจจุบันมากนัก

เป็นที่รู้กันดีว่าในยุคสมัยนั้นนักบวชในศาสนาคริสต์คือนักต้มเบียร์มือฉมัง โบสถ์หลายๆ แห่งในยุโรปมีพื้นที่ซึ่งเป็นโรงต้มเบียร์พ่วงอยู่ด้วย ซึ่งการผลิตเบียร์ของนักบวชไม่ใช่เรื่องผิดศีลหรือผิดธรรมนองคลองธรรมแต่อย่างใด เพราะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบในการทำพิธีทางศาสนาในหลายๆ โอกาสอยู่แล้ว

นอกจากนี้การต้มเบียร์ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยให้โบสถ์สามารถหารายได้เล็กๆ น้อยๆ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาศาสนาได้ ประกอบกับในช่วงเวลานั้นประวัติศาสตร์ยุโรปในยุคกลางเต็มไปด้วยสงครามและการฆ่าฟัน ความตายและโรคระบาดจึงเป็นของที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาหารและเครื่องดื่มหลายอย่างจึงเกิดการปนเปื้อนและไม่สะอาด บางพื้นที่ของสงครามการเลือกดื่มเบียร์ซึ่งเป็นน้ำที่ผ่านการต้มจึงปลอดภัยกว่า

‘เปลือกส้มและเมล็ดผักชี’ วัตถุดิบในสูตรลับพิเศษที่ได้มาจากนักเดินทาง

ชาว Dutch คือกลุ่มพ่อค้าและนักเดินทางที่เก่งกาจ พวกเขาเดินทางไปหลากหลายแห่งในโลกและมักจะนำวัตถุดิบต่างๆ โดยเฉพาะเครื่องเทศชนิดใหม่ๆ ที่พบเจอกลับไปยังประเทศบ้านเกิด นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ ‘สูตร’ การต้มเบียร์ของโบสถ์แต่ละแห่งในยุคสมัยนั้นหลากหลายและแตกต่างกันไป

แต่สูตรของ Hoegaarden นั้น นอกจากจะมียีสต์และข้าวสาลีตามรูปแบบการผลิตเบียร์ปกติแล้ว จะต้องมีส่วนผสมพิเศษเป็น

1.เปลือกส้ม Curacao และ 2.เมล็ดผักชี  ซึ่งในอดีตส่วนผสมทั้งสองชนิดนี้ ได้ถูกนำมาทดลองในการต้มเบียร์หลายต่อหลายครั้งเพื่อหาความลงตัวของรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ จนในที่สุดก็ได้สูตรที่ยอดเยี่ยมที่สุด ซึ่งทำให้ Hoegaarden ได้รับความนิยมจากนักดื่มทั่วโลกต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

Hoegaarden หมู่บ้านแห่งเบียร์

หมู่บ้าน Hoegaarden เป็นหมู่บ้านรุ่มรวยด้วยรสชาติเบียร์หลากชนิด โดยเฉพาะในช่วงศตวรรษที่ 19 Hoegaarden เป็นดั่งเมืองหลวงของการผลิต เพราะในเวลานั้นมีโรงหมักเบียร์ถึง 13 แห่ง และโรงกลั่นอีก 9 แห่ง ตั้งอยู่ในพื้นที่ของหมู่บ้านแห่งนี้

ทว่าในเวลาต่อมาไม่นานนักโรงเบียร์แต่ละแห่งก็ต้องปิดตัวลง ปี 1957 โรงเบียร์แห่งสุดท้ายในหมู่บ้านที่ชื่อ Tomsin ก็ได้หยุดกิจการ ทำให้หมู่บ้าน Hoegaarden ในตอนนั้นเงียบเหงาอยู่หลายปีเลยทีเดียว

การกลับมาเกิดใหม่ของ Hoegaarden โดยคนส่งนม ‘ปิแอร์ เซลิส’

หลังจากรสชาติของเบียร์ขาว Hoegaarden ห่างหายไปนานถึง 10 ปี นายปิแอร์ เซลิส อดีตคนส่งนมที่ได้เติบโตมาในแถบหมู่บ้าน  Hoegaarden เขาเป็นชายหนุ่มที่คลุกคลีอยู่กับโรงเบียร์ การหายไปของเบียร์ที่มีรสชาติคุ้นเคยทำให้เขาก็ได้มีความคิดที่จะรื้อฟื้นสูตรของเบียร์ในตำนานนี้กลับมาอีกครั้ง

ปิแอร์ เซลิส จึงค่อยๆ นำสูตรดั้งเดิมของเบียร์ Hoegaarden ที่นักบวชเคยได้คิดค้นขึ้นกลับมาทดลองผลิตอีกครั้ง จนได้สูตรที่ลงตัวในรสชาติและรสสัมผัส ซึ่งยังคงส่วนผสมที่เป็นเอกลักษณ์อย่างเมล็ดผักชีและเปลือกส้ม Curacao การกลับมาในครั้งนี้ของวีทเบียร์แห่ง Hoegaarden ต้องเจอกับการแข่งขันของเบียร์ประเภทอื่นๆ ที่กำลังเป็นที่นิยมของตลาดอย่างเบียร์ลาเกอร์

แต่ด้วยความมุ่งมั่นในการนำ ‘รสชาติดั้งเดิม’ มานำเสนอกับนักดื่ม เซลิส ยังยืนยันที่จะผลิตเบียร์ขาวที่ ‘แตกต่าง’ จากตลาดเบียร์ในยุคนั้น ด้วยความสม่ำเสมอและคุณภาพของเบียร์ ที่อดีตคนส่งนมนี้ได้ปรุงอย่างพิถีพิถัน ในเวลาต่อมา Hoegaarden ก็ได้จับจองพื้นที่ในตลาดเบียร์และเป็นที่นิยมของคนทั่วโลก ด้วยรสชาติแบบเดียวกับที่นักบวชเคยได้จดสูตรไว้

เบียร์ขาวไม่ได้ทำมาจากมอลต์!

ถ้าพูดถึง ‘วีทเบียร์’ หรือ ‘เบียร์ขาว’ หลายคนอาจไม่คุ้นหู เพราะในเมืองไทยเราอาจไม่ได้มีตัวเลือกในการลิ้มลองเบียร์ชนิดนี้เท่าไรนัก แต่ถ้าเป็นในตลาดโลกเบียร์ขาวถือว่าเป็นเบียร์ยอดนิยมชนิดหนึ่งที่จะต้องมีติดตู้แช่ของทุกร้าน ซึ่งเบียร์ขาวที่ได้สร้างชื่อเสียงมากจนเป็นที่นิยมของคนทั้งโลกก็คงหนีไม่พ้นเบียร์ Hoegaarden วีทเบียร์สัญชาติเบลเยียม

โดยปกติแล้วเบียร์จะผลิตขึ้นมาโดยมีส่วนประกอบหลักอยู่ 4 อย่างด้วยกัน 1.มอลต์ 2.ยีสต์ 3.น้ำ 4.ฮ็อพ ซึ่งเบียร์ขาวจะมีความแตกต่างตรงแทนที่จะใช้มอลต์เป็นวัตถุดิบหลัก การทำเบียร์ขาวจะใช้ข้าวสาลีแทน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็คือกลิ่นหอมและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงสีสันที่จะมีความ ‘ขาว’ กว่าเบียร์ชนิดอื่นๆ ที่เป็นที่มาของชื่อเรียกเบียร์จากข้าวสาลีชนิดนี้

เทคนิคการเสิร์ฟ Hoegaarden -The 6 Steps Perfect Serve ที่ส่งต่อกันมากว่า 500 ปี

นอกจากสูตรพิเศษในการผลิตที่ทำให้ Hoegaarden หรือ ฮูการ์เด้น มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์จนโด่งดังไปทั่วโลกแล้ว ยังมีเคล็ดลับและเทคนิคพิเศษอยู่เบื้องหลังการ ‘ดื่ม’ ที่จะช่วยดึงรสชาติของเบียร์ออกมาได้อย่างเต็มที่ด้วย ซึ่งเคล็ดลับนี้เป็นหนึ่งในสิ่งที่สืบทอดกันมาถึง 500 ปี โดยมีชื่อเรียกว่า ‘The 6 Steps Perfect Serve’

The 6 Steps Perfect Serve คือวิธีและขั้นตอนการตระเตรียม Hoegaarden ให้พร้อมดื่มอย่างถูกต้องที่สุด ซึ่งวันนี้เราจะมาแจกแจงทุกขั้นตอนอย่างละเอียด ตั้งแต่การเตรียมแก้ว การริน การจัดการกับฟองเบียร์ เพื่อการดื่มด่ำรสชาติและคุณค่าแห่งเครื่องดื่มอันมีประวัติศาสตร์ยาวนานชนิดนี้

ต้องดื่มผ่านแก้ว ‘หกเหลี่ยม’

คุณเคยได้ยินชื่อของแก้วทรง ‘HEXAGONAL’ ไหม?

เชื่อว่าหลายคนอาจจะยังไม่เคยได้ยิน เพราะถ้านึกถึงแก้วที่ใช้สำหรับดื่มเบียร์ หลายคนอาจนึกถึงแก้วทรงกลม ไม่ว่าจะเป็นทรงกลมสูงๆ หรือทรงกลมอ้วนๆ แต่แก้วที่เหมาะสำหรับการดื่ม Hoegaarden อย่างแท้จริงคือแก้ว HEXAGONAL หรือชื่อภาษาไทยคือแก้วทรงหกเหลี่ยมนี่แหละ เหตุผลก็เพราะว่า…

การดื่มเบียร์ให้มีรสชาติที่ดีควรดื่มขณะที่มีอุณหภูมิต่ำ แต่การที่เราใช้มือจับแก้วขึ้นมาดื่มนั้นอุณหภูมิของมือคนเราจะค่อยๆ ทำให้แก้วอุ่นขึ้น เมื่อแก้วอุ่นขึ้นน้ำในแก้วก็จะมีอุณหภูมิสูงขึ้นตามไปด้วย การใช้แก้วหกเหลี่ยมคือการออกแบบที่มาช่วยแก้ปัญหานี้ เพราะมุมเหลี่ยมของแก้วจะทำให้มือของเรามีหน้าสัมผัสกับแก้วน้อยลง และส่งผลให้เครื่องดื่มในแก้วมีความเย็นนานขึ้น

อีกเคล็ดลับหนึ่งที่เกี่ยวกับอุณหภูมิของแก้วก็คือ ก่อนที่จะเสิร์ฟเบียร์ Hoegaarden ควรนำแก้วหกเหลี่ยมไปแช่เย็นให้ตัวแก้วมีความเย็นจัดเสียก่อน และขณะที่รินเบียร์ลงไป ก็ควรใช้มือจับบริเวณก้นแก้วเพื่อให้ความร้อนจากมือไม่ทำให้เบียร์เสียรสชาติ

นอกจากนี้แก้วทรงหกเหลี่ยมของ Hoegaarden ยังมีลักษณะของปากแก้วที่กว้าง ทำให้ยามที่ดื่มด่ำเบียร์จะสามารถรับกลิ่นหอมของวัตถุดิบต่างๆ ไปพร้อมกันได้เป็นอย่างดี ระหว่างที่จิบเบียร์ชนิดนี้ผ่านแก้ว HEXAGONAL คุณจึงจะได้รับทั้งรสและกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของเบียร์จากเบลเยียมแบรนด์นี้อย่างเต็มที่

พิถีพิถันในคุณภาพตั้งแต่หยดแรก

เมื่อคุณมีแก้วที่สมบูรณ์แบบแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเทเบียร์ลงแก้ว เทคนิคเล็กๆ ที่ลืมไม่ได้คือการปล่อยน้ำเบียร์ที่ค้างอยู่ในหัวจ่ายออกก่อนครู่หนึ่ง เพื่อปล่อยเบียร์ส่วนที่เจอความร้อนทิ้งออกไป ก่อนจะสอดแก้ว HEXAGONAL เข้าไปรับน้ำเบียร์สดใหม่จากถัง เพื่อการลิ้มรสวีทเบียร์แบบฉบับเบลเยียมอย่างเต็มรสชาติ

เอียงแก้ว 45 องศา

ขณะที่น้ำเบียร์สดใหม่ค่อยๆ ไหลรินออกมาจากหัวจ่ายเบียร์ลงสู่แก้ว เทคนิคพิเศษที่ไม่ควรลืมก็คือการเอียงแก้วในลักษณะ 45 องศาเพื่อให้ของเหลวไหลลื่นลงไปโดยไม่เกิดฟองมากนัก และที่สำคัญคืออย่าให้หัวจ่ายเบียร์แตะโดนแก้วหรือสัมผัสกับเครื่องดื่ม เพราะมิฉะนั้นอาจทำให้รสชาติของเบียร์เปลี่ยนแปลงได้

เมื่อระดับของเบียร์สูงขึ้นมาแล้วพอสมควร ให้หมุนแก้วจาก 45 องศา ตั้งเป็นแนวตรง จากนั้นค่อยๆ ลดระดับของแก้วให้ต่ำลง เพื่อให้น้ำเบียร์ได้สัมผัสกับอากาศและเกิดเป็นฟองขึ้น โดยวิธีการที่เหมาะสมที่สุดคือจะต้องรินให้เกิดฟองเบียร์หนา 3 เซนติเมตร หรือราวๆ สองนิ้วที่แนบชิดติดกัน เพราะฟองเบียร์นี้นอกจากจะทำให้ได้สัมผัสรสชาติที่แท้จริงของ Hoegaarden ยังช่วยป้องกันไม่ให้อากาศเข้าไปสัมผัสกับตัวเบียร์โดยตรงด้วย

การรินเบียร์ล้นแก้วคือเรื่องต้องห้าม!

เมื่อรินเบียร์จนได้ปริมาณที่พอดีกับแก้วหกเหลี่ยมแล้ว ตรวจสอบให้แน่ใจว่าฟองที่ปกคลุมพื้นผิวของน้ำเบียร์มีความหนาราว 3 เซนติเมตรจริงๆ ก่อนจะปิดหัวจ่ายแล้วชักแก้วออกมาอย่างรวดเร็ว เพราะการรินเบียร์จนล้นแล้วเปรอะเปื้อนไปทั้งแก้วจะทำให้สุนทรียะในการดื่มด่ำลดลง

ใช้ที่ปาดฟองเก็บรายละเอียดสุดท้าย

หลังจากหยุดการรินเบียร์แล้ว ฟองบริเวณด้านบนอาจจะยังฟูฟ่องได้อีกหลายวินาทีบางครั้งก็ฟูขึ้นมาจนเลยปากแก้ว หากเป็นเช่นนั้นลองใช้ที่ปาดฟองเข้ามาช่วยแก้ปัญหาดู โดยการเอียงแก้ว 45 องศาอีกครั้งแล้วใช้ที่ปาดฟองจัดการกับฟองส่วนเกิน โดยเฉพาะฟองเม็ดใหญ่ๆ ที่จะทำให้รูปลักษณ์หน้าตาของเบียร์ไม่สวยงาม

เสิร์ฟด้วยความมั่นใจในรสชาติของ Hoegaarden

เมื่อของเหลวภายในแก้วสมบูรณ์แบบแล้ว ขั้นตอนก่อนที่จะนำเสิร์ฟก็คือการทำความสะอาดแก้ว HEXAGONAL ด้านนอกให้สะอาดปราศจากคราบเบียร์หรือฟองที่ล้นออกมา จากนั้นจึงนำเครื่องดื่มพร้อมที่รองแก้วไปเสิร์ฟให้กับคนที่กำลังรอดื่มด่ำวีทเบียร์อายุครึ่งศตวรรษนี้ โดยมีเกร็ดเล็กๆ อย่างสุดท้าย คือจะต้องหันสัญลักษณ์ของเบียร์  Hoegaarden ให้คนที่กำลังจะดื่มได้เห็นก่อน เพื่อทำให้เขาได้เห็นความสมบูรณ์แบบที่มีเบื้องหลังเป็นความพิถีพิถันมากมายตามแบบฉบับของ Hoegaarden ที่ยังคงสืบทอด ‘The Secret of Perfect Taste’ มาจนถึงทุกวันนี้

Content by Kanapol Wongwisetpaiboon

Illustration by Suthawee Chotrattanasak

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...