โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ปกติแต่ไม่ธรรมดา! จับตา 8 พฤติกรรมผู้บริโภคยุค New Normal ไม่เชื่ออินฟลูเอนเซอร์ โพสต์น้อยลง คิดมากขึ้น-ไม่เสพสื่อเดิม-หาข้อมูล #Twitter

Positioningmag

อัพเดต 20 ก.ย 2561 เวลา 03.13 น. • เผยแพร่ 19 ก.ย 2561 เวลา 09.55 น.

นับตั้งแต่ “Facebook” เป็นที่รู้จักของคนไทยเมื่อ 10 ปีก่อน ถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุค “โซเชียลมีเดีย” ที่สร้างอิทธิพลกับผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมใหม่ๆ ตามมาในหลากหลายรูปแบบ 

บางพฤติกรรมเพิ่งเกิดขึ้นมาได้เพียง3-5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในยุคนั้นก็ถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ใหม่ และไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในเมืองไทย แต่วันนี้พฤติกรรมเหล่านั้นกลายเป็นเรื่องปรกติหรือNew Normal กับผู้บริโภคไปแล้ว

แล้ว“New Normal” คืออะไร? มีประโยชน์อย่างไรต่อการสื่อสารของนักการตลาดบ้าง วรวิลสนเจริญผู้อำนวยการแผนกวางแผนกลยุทธ์มีเดียคอม(ประเทศไทย) ได้เปิดเผยผลวิจัย เจาะลึกอิทธิพลโซเชียลมีเดีย ต่อการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนไทยในปี2561 ที่ทำขึ้นร่วมกับ คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ภายในงาน“MediaCom Blink_live Thailand”

วรวิลบอกว่าเรารู้ว่าผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การรักษาแบบเดิมไว้ยากมาก เพราะมีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ทำให้แบรนด์อะแวร์เนส(Brand Awarenes)”เป็นที่รับรู้กับผู้บริโภค ไม่ใช่สิ่งเดียวที่ควรต้องทำอีกแล้ว ถึงหลายๆ แบรนด์ผู้บริโภครู้จัก มีTop Of Mind เกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่ยุคนี้ต้องสร้าง“engagement" **หรือการปฏิสัมพันธ์กับผู้บริโภค ให้มากกว่าแค่สร้างอะแวร์เนส

“เมื่อ3-4 ปีก่อน โซลเชียลมีเดียมีหน้าที่ในการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้สื่อของผู้บริโภค เช่น ใช้Line ติดต่อเรื่องงาน หรือ หาช่องทางใหม่ๆ ในการหาเงิน และดูละครย้อนหลังผ่านYoutube เป็นต้น แต่ปัจจุบันไม่ได้มีเพียงพฤติกรรมที่เปลี่ยน หากวิธีคิดก็เปลี่ยนไปด้วย”

โดยสิ่งที่พบในงานวิจัยและวิธีคิดก็เปลี่ยนไปได้กลั่นออกมาเป็นความจริง5 ข้อดังนี้

1. ความสำเร็จต้องเร็วขึ้น

เมื่อก่อนจะประสบความสำเร็จได้ต้องใช้เวลาไต่เต้าจากตำแหน่งที่เล็กไปสู่ต่ำแหน่งที่ใหญ่กว่า แต่วันนี้ความสำเร็จช้าไม่ได้แล้ว* *ต้องเร็วเท่านั้น

เนื่องจากผู้บริโภคเห็นความสำเร็จของคนอื่นผ่านสื่อโซเชียลมีเดียจึงอยู่กับที่ไม่ได้แล้วต้องหาวิธีที่จะประสบความสำเร็จให้เร็วขึ้นซึ่งที่สุดแล้วสามารถให้รางวัลกับตัวเองและครอบครัวได้มากขึ้น

2. ไม่มีคำว่าอาชีพอยู่ในพจนานุกรม

ผู้บริโภคไม่ได้สนใจคำว่า“อาชีพ อีกแล้ว แต่คำที่เข้ามาบรรจุในพจนานุกรมแทนคือคำว่า“จ็อบ” ที่จะเข้ามาขยับรายได้ ดังนั้น1 คนไม่ได้มีงานทำแค่อย่างเดียว เพราะรายได้จากงานเดียวไม่เพียงพอ และต้องการวางแผนอนาคตในระยะยาว การมีจ็อบที่2 ที่3 สร้างความมั่นใจให้กับพวกเขาได้มากกว่า

ส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดพฤติกรรมอย่างนี้มาจากรายการต่างๆเช่นอายุน้อยร้อยล้านหรือชี้ช่องรวยพอเห็นบ่อยเข้าก็มองว่ารอบตัวมีโอกาสให้ไปเต็มไปหมดคนนั้นทำได้คนนี้ทำได้ทำไมฉันจะไม่ทำ

3. Role Model ไม่ใช่เจ้าสัวแต่คือคนธรรมดา

มุมมองต่อ“ต้นแบบ(Role Model) ในชีวิตก็เปลี่ยนไปเดิมอาจมองเป็นบุคคลระดับเจ้าสัวหรืออากู๋แต่ปัจจุบันเชื่อว่าคนธรรมดาก็สามารถประสบความสำเร็จได้ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานที่ดีมากก่อนรวยล้นฟ้าแต่ใช้โอกาสร้างรายได้

จากตัวอย่างที่ได้พบเห็นเช่นเจ้น้ำที่ขายเสื้อผ้าผ่านไลฟ์สดโดยมองว่าเป็นคนที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์สร้างโอกาสที่นำมาซึ่งรายได้หรือ“พี่ซาน” ปัทมพร ปรีชาวุฒิเดช ยูทูปเบอร์จากSunbeary Channel ที่เดิมจบบัญชีมาเป็นพนักงานแล้วไม่ชอบจึงออกมาเป็นยูทูปเบอร์ซึ่งผู้บริโภคมองว่ามีความกล้าที่จะทำและตั้งใจจนมีรายได้ที่เลี้ยงตัวเอง

นอกจากนี้ยังมี“ต็อบเถ้าแก่น้อย” ที่ใช้ความมุ่งมั่น ปั้นตัวเองจากที่ไม่มีอะไร จนบริษัทขึ้นสู่หลักพันล้าน หรือ“สิงห์ - วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ที่ใช้ความชอบในการท่องเที่ยว ออกไปเจอโลกใหม่ๆ ผลักดันให้ทำรายการ เถื่อนTravel

คนเหล่านี้คือตัวอย่างของคนที่ใช้ความชอบหรือสิ่งที่ตัวเองรักกล้าทำในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้าลองทำสิ่งที่ชอบจนก่อให้เกิดรายได้จากความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆและมีแพชชั่น

4. ความสำเร็จวัดที่อิสระ

ในอดีตตัวชีวัดความสำเร็จอยู่ที่การมีทรัพย์สินเงินทองบ้านรถยนต์เป็นของตัวเองแน่นอนวันนี้ทุกคนก็ยังตอบว่า  “เงิน” ยังมีความสำคัญแต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือถ้ามีเงินแล้วไม่มีเวลาไม่มีอิสรภาพไม่มีประสบการณ์ชีวิตยังไม่ถือว่าประสบความสำเร็จ

สังเกตได้เลยเดี๋ยวนี้มีคอนเทตน์ที่ดึงดูดให้คนออกไปใช้ชีวิตหรือเที่ยวมากยิ่งขึ้นเช่นเพจแนะนำตั๋วโปรราคาถูก, ไปเที่ยวเวียนามภายใต้งบ5,000, ตามรอบกินในเมืองต่างๆ หรือแม้กระทั่งการพาไปชมสิ่งที่พวกเขาไม่เคยสัมผัส เช่น การนั่งเครื่องบินชั้นFirst Class หรือโรงแรมหรู5 ดาวในต่างประเทศ

กลายเป็นว่าสิ่งเหล้านี้สร้างให้เกิดความคิดที่ชี้ไปถึงการมีชีวิตจะประสบความสำเร็จได้ต้องทำสิ่งเหล่านี้ซึ่งไม่ได้บ่งบอกถึงการพักผ่อนเท่านั้นแต่เป็นการบอกว่าฉันมีเวลามีอิสระภาพในการใช้ชีวิตที่เราเจออีกทั้งการเที่ยวไม่ได้เป็นเรื่องของการผักผ่อนแต่ยังให้ไอเดียธุรกิจใหม่ๆด้วย

5. โพสต์น้อยลงคิดมากขึ้น

เมื่อก่อนประสบความสำเร็จก็จะฉลองกับครอบครัวเพื่อนคนใกล้ชิดแต่ปัจจุบันต้องโพสต์ในโซเชียลมีเดียว

มีผลวิจัยบอกว่าเดี๋ยวนี้คนโพสต์ลงโซเชียลมีเดียน้อยลงเช่นสเตตัสในFacebook ซึ่งเมื่อก่อนโพสโพต์แบบเวิ่นเว่อทั่วไป ดีใจ เสียใจ บ่น โมโห ไม่มีความสุข ก็โพสต์ในนี้หมด เดี๋ยวนี้เลือกสิ่งที่จะโพสต์เพื่อไม่ให้เพื่อนเกิดความรำคาญ

อีกทั้งแต่ละแพลตฟอร์มก็จะใช้ไม่เหมือนกันFacebook จะแชร์ข้อมูลต่างๆ ไม่ค่อยโพสต์เรื่องส่วนตัว ส่วนInstagram จะเป็นเรื่องของไลฟ์สไตล์

รู้จัก8 พฤติกรรม“New Normal”

นอกจากพฤติกรรมของผู้บริโภคไม่เหมือนในอดีตแล้วงานวิจัยชิ้นนี้ยังพบพฤกรรม“New Normal” ซึ่งสามารถจำแนกได้เป็น8 ข้อ ได้แก่

1. ไม่ใช่ทุกคนที่จะเชื่อ“อินฟูเอ็นเซอร์ ถึงจะมีข้อดีที่สร้างความน่าสนใจให้กลุ่มผู้บริโภค แต่ยังส่วนใหญ่ก็ไม่เชื่อว่าอินฟูเอ็นเซอร์ ใช้สินค้าที่โพสต์จริงๆ เพราะปัจจุบันมีข้อมูลเต็มไปหมดในโลกออนไลน์ เกิดเป็นการเปรียบเทียบข้อมูลขึ้น

2. แต่ก่อนผู้บริโภคจะค้นหาข้อมูลสินค้า ในหน้าเว็บไซย์ของแบรนด์และพันทิป แต่วันนี้ผู้บริโภคหาข้อมูลจากแฮ็ทแท็กในTwitter ด้วยมองว่าเป็นReal User Content หรือReal Review เช่น#ไว้รีวิวห้ามขายของโว้ยย

นอกจากนี้เวลาจะไปเที่ยวก็จะค้นในInstagram ก่อน เพื่อสร้างความมั่นใจ ไปแล้วถ่ายรูปสวยแน่ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นพฤติกรรมที่กำลังบ่งบอกถึงผู้บริโภค ที่ใช้โซเชียลมีเดียเป็นหนึ่งในตัวยืนยันข้อมูล

3. เคยมีความเชื่อที่ว่าคนไทยไม่ชอบเขียนรีวิว แต่จากการเติบโตของโซเชียลคอมเมิร์ซกลับกลายเป็นว่าข้อมูลที่ได้จากผู้บริโภคด้วยกันเป็นสิ่งที่เชื่อถือได้พร้อมกับมองว่าเมื่อรีวิวมีประโยชน์ต่อตัวเองก็น่าจะมีประโชยน์ต่อคนอื่นจึงเขียนรีวิวบนเว็บไซต์ของโซเชียลคอมเมิร์ซมากขึ้น

4.Facebook Live กลายเป็นช่องทางที่คนใช้หันมาใช้ขายสินค้าเพิ่มมากขึ้น โดยมักจะพีคในช่วง2-4 ทุ่ม เนื่องจากผู้บริโภคมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง เวลาดูแล้วสนุกทั้งตัวคนขายที่มาเอ็นเตอร์เทน และการแข่งขันประมูลสินค้า จนเกิดเป็นพฤติกรรมที่อยากจะซื้อ ถึงจะใส่ได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ก็ยังมีช่องทางที่ขายต่อได้

5. ถึงอีคอมเมิร์ซจะเติบโตแต่“ความน่าเชื่อถือ” ยังเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญ โดยวิธีที่ยังไวใจทีสุด คือการรับสินค้าก่อนแล้วค่อยจ่ายเงิน

6. โฆษณาแบบดั้งเดิมได้ความสนใจน้อยลง ด้วยผู้บริโภคเห็นโฆษณาในโซเชียลมีเดียใจก็จะอยู่ที่ปุ่มข้าม เนื่องจากไม่อยากดูอยากข้ามไปเลย แต่จริงๆ แล้วก็ยังมีโฆษณาบางชิ้นที่ต้องการดูจนจบ ไทยประกันชีวิต, K PLUS และเงินติดล้อการทำโฆษณาจึงต้องมีวิธีเปลี่ยนแปลงและพลิกแพลงไปเรื่อยๆ

7. มีผู้บริโภคไม่สนว่าใครจะเป็นคนทำคอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์หรือเอเจนซี่ ตราบใดที่มีประโชย์ก็จะยอมดู เช่น เนื้อหาประเภทHow to

8. ผู้บริโภคจะไม่กลับไปเสพสื่อในรูปแบบเดิมอีกต่อไป เช่น การฟังวิทยุจากหน้าปัดก็เปลี่ยนไปเป็นJoox หรือYoutube ส่วนทีวีก็หันไปดูYoutube หรือLine TV  ไม่จำเป็นต้องไปเฝ้าหน้าจอเสมอไป

แต่ก็มีข้อยกเว้นบางคอนเทนต์ที่สร้างอิทธิพลที่ทำให้ผู้บริโภคหันกลับมาเฝ้าหน้าจอโดยตะต้องมีกระแสจากโซเชียลเข้ามาเกียวข้องเช่นเมีย2018 ,บุพเพสันนิวาส และThe Face Thailand เนื่องจากต้องการดูแบบเรียลไทม์ ตาดูทีวี มือก็พิมพ์Twitter ไปด้วย จึงรู้สึกสนุกกว่า รายการประเภทกีฬาด้วย

ไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคไม่ได้ดูทีวี แต่เลือกที่จะรับรู้บางคอนเทนต์ที่สนใจ และจำเป็นต้องดูเรียลไทม์จริงๆ เท่านั้น ซึ่งก็มาพร้อมอรรถรสที่มากกว่า

ท้ายสุดแบรนด์สามารถเข้าไปเชื่อมต่อกับผู้บริโภคผ่านการทำคอนเทนต์ใน4 เรื่อง ได้แก่ ความงาม, สุขภาพ, ประสบการชีวิต และความมั่นคั่ง.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...