โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

กรุงเทพฯ ชีวิตดี ๆ ที่ลงตัวมีอยู่จริง...เหรอ?

PPTV HD 36

อัพเดต 10 ส.ค. 2561 เวลา 13.06 น. • เผยแพร่ 10 ส.ค. 2561 เวลา 08.51 น.
สโลแกน “ชีวิตดี ๆ ที่ลงตัว” ซึ่งสามารถมองเห็นได้ชัดตามสกายวอล์คย่านใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร ได้กลายเป็นวลีล้อเลียนในโลกโซเชียลมีเดียถึงการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ที่อาจจะไม่ได้ดีและลงตัวอย่างชื่อ แต่ประชาชนมากมายกลับต้องพบเจอกับปัญหาหลายอย่างซึ่งเรื้อรังมานานและไม่มีทีท่าว่าจะถูกแก้ไขได้สำเร็จเสียที

รถติด…ชะตากรรมของคนกรุง

แน่นอนว่า มหากาพย์อมตะตลอดกาลของกรุงเทพฯ ย่อมหนีไม่พ้น “ปัญหารถติด” ที่วัน ๆ หนึ่งอาจต้องเสียเวลาในการเดินทางเพื่อไปเรียนหรือไปทำงานนานนับชั่วโมง ข้อมูลออนไลน์จากนิตยสารชื่อดังอย่าง ฟอร์บส ระบุว่า กรุงเทพฯ มีประชากรรวม 15 ล้านคน และค่าเฉลี่ยเวลาที่ใช้เดินทางบนท้องถนนมากกว่าปกติคือ 232 ชั่วโมงต่อปี ส่งผลให้สำนักสถิติบางแห่งจัดอันดับกรุงเทพฯ ว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่มีรถยนต์แออัดมากที่สุดในโลก

โดยถนน 10 สายในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ได้รับการสำรวจจาก INRIX ว่าติดขัดและแออัดที่สุด ได้แก่ อันดับ 10 – ถนนรามอินทรา /อันดับ 9 – ถนนเกษตร-นวมินทร์ / อันดับ 8 – ถนนลาดพร้าว / อันดับ 7 – ถนนรามคำแหง / อันดับ 6 – ถนนเพชรบุรี / อันดับ 5 – ถนนแยกแคราย / อันดับ 4 – ถนนพระราม 4 / อันดับ 3 – ถนนสาทร / อันดับ 2 – ถนนรัชดาภิเษก / และอันดับ 1 – ถนนพหลโยธิน

ซึ่งเมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2561 ที่ผ่านมานี้เริ่มมีการก่อสร้างอีกหนึ่งโครงการเพื่อ “ชีวิตที่ลงตัว” บนถนนลาดพร้าว นั่นคือโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลืองช่วงลาดพร้าว-สำโรง โดยปิดช่องจราจรพิเศษบนถนนลาดพร้าวไป 1 ช่องจราจร เหลือเพียงฝั่งละ 2 ช่องจราจรเท่านั้น ซึ่งการปิดช่องจราจรนี้จะต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 ปี จนกว่าโครงการจะแล้วเสร็จ

(อ่านเพิ่ม : ทำใจ 3 ปี!! ปิดถนนลาดพร้าวฝั่งละ 1 ช่องทาง สร้างรถไฟฟ้าสายสีเหลือง )

ผลลัพธ์คือทำให้การเดินรถบริเวณถนนลาดพร้าวขาออก เคลื่อนตัวได้ช้า และมีปริมาณรถสะสมต่อเนื่อง กระทบไปถึง ถนนวิภาวดีรังสิต ถนนพหลโยธิน ถนนพระรามเก้า เป็นเหตุให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน และออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงโครงการนี้กันอย่างกว้างขวาง พร้อมตั้งคำถามว่า หลังโครงการนี้เสร็จสิ้นการจราจรบริเวณนี้จะดีขึ้นเพราะคนหันไปใช้รถไฟฟ้าจริงหรือไม่ เป็นการเรียกร้องให้ภาครัฐต้องลงมาจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจังมากขึ้น

(อ่านเพิ่ม : “ประวิตร”สั่ง ตั้งคณะทำงานแก้ปัญหาจราจรวิกฤต )

ด้าน ผศ.ดร.ธนพันธ์ ไล่ประกอบทรัพย์ อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า โครงการก่อสร้างขนส่งมวลชนขนาดใหญ่นี้ขาดวิสัยทัศน์ในระยะยาว “ณ ปัจจุบัน มีสร้างสร้างขนส่งมวลชนใหญ่ ๆ พร้อมกัน โดยคาดหวังว่าอีก 4-5 ปี เมื่อสร้างเสร็จ การขนส่งจะลงตัวเพราะเป็นเครือข่ายใยแมงมุม แต่แน่ใจหรือว่าคนกรุงเทพฯ จะมาใช้ขนส่งมวลชน”

ผศ.ดร.ธนพันธ์ มองว่าระบบขนส่งมวลชนปัจจุบันจะอยู่ตามจุดสำคัญในเมือง แต่ประชาชนยังคงอาศัยอยู่ในตรอกซอกซอย การเดินทางมาที่สถานีจึงลำบาก จึงตั้งคำถามว่าการบริหารจัดการหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร

รถไฟฟ้ามาหา…แล้วยังไง

อีกหนึ่งปัญหาคนกรุงที่สืบเนื่องมาจากปัญหารถติดคือ “รถไฟฟ้าบีทีเอส” โดยเหตุผลแรกเริ่มที่มีระบบรถไฟฟ้าเกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อปี 2542 นั่นคือเพื่อแบ่งเบาภาระบนท้องถนนและทำให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นจากแสนต้น ๆ ต่อวันในปี 2542 มาเป็นกว่า 6 แสนคนต่อวัน ช่วงครึ่งปี 2561 ที่ผ่านมา เป็นผลให้การบริการเกิดความแออัด ไม่ทันใจ

ประกอบกับในช่วงครึ่งปีนี้เองที่ปัญหาของรถไฟฟ้าบีทีเอสเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง สร้างความเดือดร้อนและอารมณ์ที่หงุดหงิดให้แก่ผู้โดยสาร โดยเฉพาะในช่วงเดือนมิถุนายน ที่ระบบอาณัติสัญญาณรถไฟฟ้าบีทีเอสขัดข้องอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 25 มิถุนายน 2561 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเร่งด่วนที่ประชาชนกำลังจะเดินทางไปทำงาน โดยเกิดเหตุขบวนรถเข้าและออกสถานีล่าช้า รวมถึงหยุดนิ่งกลางทางหลายครั้งตลอดทั้งวัน ทำให้ประชาชนที่ใช้บริการร่วมกันแสดงความไม่พอใจผ่านแฮชแท็ก #ยกเลิกสัมปทานBTS ในทวิตเตอร์

( อ่านเพิ่ม : เกิดอะไรขึ้นบ้างเมื่อ "บีทีเอส" ขัดข้องตลอดสัปดาห์ )

สถานการณ์ความหัวร้อนของประชาชนยังคงถูกทวีตและเผยแพร่ออกไปเป็นวงกว้างอย่างต่อเนื่องเมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2561 ปรากฏว่าบัญชีทางการของรถไฟฟ้าบีทีเอส @BTS_Skytrain เกิดขัดข้องจนผู้โดยสารต้องผันตัวมารายงานสถานการณ์กันเอง

และเหตุการณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2561 ได้มีคลิปวิดีโอเหตุการณ์ความผิดพลาดของรถไฟฟ้าบีทีเอสเผยแพร่ออกมา โดยในวิดีโอเป็นภาพขณะประตูของขบวนรถไฟฟ้าเปิดค้างระหว่างที่รถกำลังเคลื่อนตัว สร้างความหวาดเสียวแก่ผู้พบเห็น และเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปจนถึงตำหนิการทำงานของรถไฟฟ้าบีทีเอส

( อ่านเพิ่ม : โซเชียลแห่แชร์ ภาพประตูบีทีเอสเปิดระหว่างรถวิ่ง)

การสร้างรถไฟฟ้าสายสีเหลืองช่วงลาดพร้าว-สำโรงที่กำลังเป็นประเด็นว่าทำให้รถติดอยู่ในขณะนี้คือรถไฟฟ้าสายใหม่ที่กำลังจะมาถึงประชาชนในกรุงเทพฯ แต่เราไม่อาจรู้ได้ว่า หลังการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์และเปิดให้บริการ ปัญหาที่เกิดขึ้นบนท้องถนนจะหมดไป หรือปัญหาทางเทคนิคของระบบรถไฟฟ้าบีทีเอสจะเกิดขึ้นอีก ต้องติดตามในอีก 4-5 ปีข้างหน้า ว่าชีวิตของคนกรุงเทพฯ จะ “ลงตัว” กว่าที่เป็นอยู่ได้หรือไม่

ขณะที่ ผศ.ดร.ธนพันธ์ ได้ให้ความเห็นว่า “เวลาใช้รถไฟฟ้าต้องสะดวกกว่าใช้รถ ทั้งในแง่ของการเดินทาง วิธีการจ่ายค่าโดยสาร และค่าใช้จ่ายไม่สูงเกินไปนัก สิ่งที่เกิดคือปัญหาการบริหารจัดการเชิงเทคนิค” ซึ่งส่งผลต่อทัศนคติของประชาชนต่อระบบขนส่งมวลชน

“เมื่อมีความรู้สึกและประสบการณ์มองว่าขนาดเริ่มต้นยังไม่ไหว แล้วระยะยาวจะเป็นอย่างไร คนกรุงเทพฯ มีความรู้สึกและภาพที่ไม่ค่อยดี จึงไม่แน่ใจว่ามันจะดีขึ้น ต้องดูว่าจะบริหารจัดการระยะยาวอย่างไร” อาจารย์คณะรัฐศาสตร์กล่าว และแนะให้ภาครัฐพิจารณาการเชื่อมโยงเครือข่ายการเดินทางทั้งหมดให้ดีและสะดวกกว่านี้ เพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว

ต้องยืนรอรถเมล์อย่างไร้ความหวังไปอีกนานแค่ไหน

ในขณะที่ประชาชนบางกลุ่มกำลังหัวฟัดหัวเหวี่ยงกับการรอรถไฟฟ้าไปทำงาน ก็ยังมีอีกหลายคนที่ประสบชะตากรรมคล้ายกัน ต่างตรงที่พวกเขาเหล่านั้นกำลังยืนรอ “รถเมล์” ระบบขนส่งสาธารณะที่ได้ชื่อว่าถูก เร็ว แรง แซงทุกโค้ง และที่สำคัญคือชอบ “ขาดช่วง”

รถเมล์ในกรุงเทพมหานคร แรกเริ่มเกิดในปี 2450 และใช้กำลังม้าลากจูงไม่ต้องอาศัยน้ำมันเชื้อเพลิง แล้วพัฒนามาใช้รถที่อาศัยน้ำมันเชื้อเพลิง จนเกิดพ่อค้ากิจการรถเมล์หลายราย จนในเดือนกันยายน 2518 ได้รวมรถโดยสารประจำทางในกรุงเทพมหานคร เป็นบริษัทเดียว เรียกว่า "บริษัทมหานครขนส่ง จำกัด” และกลายมาเป็นองค์การของรัฐที่ชื่อว่า "องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ" เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2519 ในที่สุด

เรียกได้ว่าเป็นระบบขนส่งที่มีมาอย่างยาวนานคู่กับกรุงเทพมหานคร อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันแต่ไม่มีในอดีตคือปริมาณรถที่เพิ่มขึ้นและการจราจรที่ติดขัด ทำให้บ่อยครั้งรถเมล์มักจะขาดช่วงและหายไปเป็นเวลานาน ผู้โดยสารจึงต้องใช้เวลาในการรอรถเมล์สายที่ต้องการมากกว่าปกติ ถึงขนาดที่เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา ได้มีสมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ตั้งกระทู้เล่าปัญหาการรอรถเมล์นานเกือบ 3 ชั่วโมง ซึ่งทาง ขสมก. ได้ออกมาชี้แจงว่ารถเมล์ทั้ง 2 เส้นทาง วิ่งตามปกติ แต่อาจเป็นเพราะการจราจรที่ติดขัด และจากการสำรวจความคิดเห็นจากสมาชิกเพจเฟซบุ๊ก PPTV HD36 พบว่า มีผู้ที่รอรถเมล์นานสูงสุด 3-5 ชั่วโมง

( อ่านเพิ่ม : ร้องไห้เพราะรอรถเมล์ : ไทยแลนด์ โอนลี่)

แน่นอนว่านี่เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อวิถีชีวิตของประชาชนในกรุงเทพฯ และเป็นเรื่องที่หลายคนให้ความสำคัญ แต่ด้วยปัญหาการจราจรสะสมที่หนาแน่นดังที่กล่าวถึงไว้ในหัวข้อแรกทำให้พอจะอนุมานได้ว่าปัญหาการรอรถเมล์นานกว่าที่ควรจะเป็นนี้ยากที่จะแก้ไขได้ในเร็ววัน เพราะตราบใดที่รถยังเต็มถนนอยู่ ชีวิตดี ๆ ของเหล่าผู้โดยสารรถเมล์สาธารณะก็คงจะไม่มีวันมาถึง

บาทวิถีนี้เป็นของใคร

“บาทวิถี” หรือทางเท้าที่ประชาชนมักใช้เดินสัญจรกันไปมาในกรุงเทพฯ นั้น ถือได้ว่าเป็นส่วนสำคัญต่อชีวิตของชาวกรุง เพราะหากไม่มีทางเท้า ประชาชนคงต้องลงไปเดินบนถนนซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต

อย่างไรก็ตาม ชีวิตไม่ยอมให้เราใช้ทางเท้าได้สะดวกสบายขนาดนั้น เพราะการเดินบนทางเท้าในกรุงเทพฯ ไม่ต่างอะไรจากการเล่นเกม ระหว่างทางจากจุดเริ่มต้นไปจนถึงจุดหมายล้วนเต็มไปด้วยกับดักอันแสนอันตราย

ไม่ว่าจะเป็นทางเท้าที่ชำรุด บางจุดเป็นรู บางจุกแผ่นหินกระดกสูง ประกอบกับเมื่อมีฝนตกน้ำท่วมขังจะทำให้ประชาชนมองไม่เห็นลักษณะพื้นที่เดินอยู่ ส่งผลให้เกิดอันตรายหากเดินไปแล้วสะดุดขึ้นมา

(อ่านเพิ่ม : ประชาชนโวยอิฐปูทางเท้าหน้า ม.รามฯ ชำรุดหวั่นเกิดอันตราย)

หรือแม้แต่กรณีที่เพิ่งมีการถกเถียงกันไปล่าสุดกับเหตุการณ์ที่มีวินรถจักรยานยนต์สาธารณะได้เฉี่ยวชนนักศึกษาบริเวณหน้าสถาบันการบินพลเรือน เขตจตุจักร เป็นเหตุให้ทางสถาบันการบินฯ ทำการติดตั้งแผงเหล็กขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้มีรถจักรยานยนต์ขึ้นมาวิ่งบนทางเท้า แต่กลับกลายเป็นสิ่งกีดขวางให้แก่ประชาชนผู้สัญจรไปมาจนได้มีการถอดออกในที่สุด

( อ่านเพิ่ม : “แผงกั้นฟุตปาธ” สกัดวินมอเตอร์ไซค์ได้จริง?)

โดยในความคิดเห็นของ ผศ.ดร.ธนพันธ์ ได้ชี้ให้เห็นว่า “จักรยานยนต์ที่วิ่งบนฟุตปาธ เพราะขี้เกียจไปกลับรถไกล เลยเกิดการละเมิดกฎหมายขึ้น แต่ถ้าคิดอีกด้านก็คือ มันมีปัญหาในการออกแบบพื้นที่หรือเปล่า ทำไมจึงไม่สามารถออกแบบถนนสาธารณะให้เหมาะสมกับรถจักรยานยนต์ได้”

อย่างไรก็ตาม การต่อสู้ระหว่างประชาชนที่ต้องการทวงคืนทางเท้าคืนมากับบรรดารถจักรยานยนต์ที่ต้องการประหยัดต้นทุนในการให้บริการยังคงดำรงอยู่ในสังคมกรุงเทพฯไม่เสื่อมคลายไปไหน และคำถามที่ว่า “ทางเท้าจริง ๆ แล้วเป็นของใคร” นั้น แม้จะมีคำตอบที่ทุกคนสามารถพร้อมใจกันตอบได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันเป็นปัญหาที่ยังไม่มีทางแก้ไขอันชัดเจนออกมา

เดินข้ามสะพานลอยวิบาก

และหากประชาชนในกรุงเทพฯ คิดว่าการเดินอยู่บนพื้นบาทวิถีเป็นเรื่องลำบากแล้ว ขอเชิญพบกับปัญหาล่าสุดที่เพิ่งเป็นกระแสในโลกออนไลน์กับการ “เดินข้ามสะพานลอยวิบาก” เนื่องจากมีสายเคเบิลพาดระหว่างทางขึ้นสะพานลอย เป็นเหตุให้ประชาชนผู้สัญจรไปมาต้องแสดงความสามารถทางกายในการ “ก้ม หลบ มุด” ออกมาเพื่อที่จะข้ามไปยังอีกฝั่งของถนนให้ได้

ซึ่งเหตุการณ์สายเคเบิลกีดขวางบนสะพานลอยนี้เกิดขึ้นบริเวณหน้าวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ถนนอรุณอมรินทร์ ซอย 6 เขตธนบุรี โดยมีสาเหตุมาจากการประสานงานที่ผิดพลาด แต่ล่าสุดได้มีการตัดสายเคเบิลเจ้าปัญหาดังกล่าวออกไปแล้ว

(อ่านเพิ่ม : ตัดแล้ว! สายเคเบิลพาดสะพานลอย หน้าวัดกัลยาณมิตร–กฟน.ชี้แจงไม่ใช่สายไฟฟ้า)

จะเห็นได้ว่าชีวิตในกรุงเทพฯ นี้เต็มไปด้วยปัญหาและอุปสรรคจำนวนมากที่ไม่อาจทำให้ชีวิตของพวกเขา “ลงตัว” ได้อย่างที่สโลแกนบอกไว้

ผศ.ดร.ธนพันธ์ ได้ให้ความหมายวลี “ชีวิตดี ๆ ที่ลงตัว” ไว้ว่า “ต้องเป็นลักษณะที่เมืองสอดรับกับความต้องการของประชาชนที่อยู่ในกรุงเทพฯ สอดรับทั้งในแง่ของการใช้ชีวิต สอดรับในแง่ของการดำเนินชีวิต การที่จะให้คนรู้สึกว่า “ชีวิตดี ๆ ที่ลงตัว” กับพื้นที่ตรงนี้ได้ เรื่องของโครงสร้างพื้นฐานต้องอำนวยความสะดวกให้กับคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ” ซึ่งการจะไปถึงจุดนั้นได้ อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ระบุว่าต้องมี 1.การบริหารจัดการที่ต่อเนื่อง 2.วิสัยทัศน์และการวางแผนระยะยาว และ 3.รับฟังความคิดเห็นของประชาชน

“ชีวิตดีๆ ที่ลงตัว” จะมาถึงใน 5 ปี 10 ปี หรืออีก 20 ปี สิ่งหนึ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้คือเราต้องอยู่กับมัน และภาวนาอย่างแรงกล้าให้ผู้มีอำนาจเข้ามาจัดการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง เพื่อที่ว่าสักวันหนึ่งในอนาคต เราจะได้อาศัยอยู่ในเมืองที่ชีวิต “ลงตัว”    จริง ๆ เสียที

 

ติดตามข่าววันนี้ได้ที่นี่ >>> https://www.pptvhd36.com/special/ข่าววันนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...