โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หลายประเทศในสหภาพยุโรปร่วมขบวน ประกาศงดใช้วัคซีน AstraZeneca ชั่วคราว

Businesstoday

เผยแพร่ 17 มี.ค. 2564 เวลา 01.45 น. • Businesstoday

เยอรมนี อิตาลี ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และไซปรัส ร่วมขบวนกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปงดฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของบริษัท AstraZeneca เป็นการชั่วคราว หลังจากพบว่ามีผลข้างเคียงทำให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนบางรายมีอาการเลือดไหลไม่หยุด ลิ่มเลือดแข็งตัว และเกล็ดเลือดต่ำ

ประเทศเดนมาร์กเป็นประเทศแรกที่ประกาศงดใช้วัคซีนของ AstraZeneca เป็นการชั่วคราวตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนประเทศไอร์แลนด์ นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ และไอซ์แลนด์ ระบุว่าจะรอข้อสรุปจากองค์กรยาของสหภาพยุโรป (European Medicine Agency (EMA)) เกี่ยวกับกรณีการเกิดอาการลิ่มเลือดแข็งตัวอย่างรุนแรงในกลุ่มประชาชนผู้รับวัคซีนของ AstraZeneca และอาการข้างเคียงอื่นๆ ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในวันพฤหัสบดีนี้ว่าวัคซีนดังกล่าวมีความปลอดภัยและความเสี่ยงมากน้อยเพียงไร

อย่างไรก็ดีองค์การยาของสหภาพยุโรปได้ออกมายืนยันเมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้ว่ายังไม่พบหลักฐานความเชื่อมโยงระหว่างวัคซีนและรายงานผลข้างเคียงอาการลิ่มเลือดแข็งตัวแต่อย่างใด และยังคงให้คำแนะนำเน้นย้ำจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าแต่ละประเทศควรเดินหน้าการจัดฉีดวัคซีนดังกล่าวต่อไป เนื่องจากวัคซีนมีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงที่กล่าวถึงหลายเท่า

การประกาศระงับการจ่ายวัคซีนของบริษัท AstraZeneca เป็นการชั่วคราวในหลายประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปกำลังกลายเป็นประเด็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อแผนการแจกจ่ายวัคซีนในยุโรป ซึ่งเป็นปัญหาเพิ่มเติมนอกเหนือจากปัญหาวัคซีนขาดแคลนและปัญหาความยุ่งยากอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปต่างต้องเร่งรับมือกับยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้การประกาศระงับการจ่ายวัคซีนดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของวัคซีนจากสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นทั้งประเทศต้นทางและเป็นประเทศแรกที่อนุมัติให้มีการใช้งานวัคซีนของ AstraZeneca ได้

นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าการออกคำสั่งงดการฉีดวัคซีนเป็นการชั่วคราวเพื่อทำการตรวจสอบถึงประสิทธิภาพและความเป็นไปได้ในการเกิดผลข้างเคียงตามที่กล่าวมาย่อมทำให้เกิดความลังเลในการฉีดวัคซีนในอนาคตและเกิดความกังวลในประสิทธิภาพและผลข้างเคียง ถึงแม้ว่าผลการทดสอบเพิ่มเติมอาจไม่พบหลักฐานความเชื่อมโยงระหว่างวัคซีนของ AstraZeneca กับผลข้างเคียงเกี่ยวกับอาการลิ่มเลือดแข็งตัวก็ตาม

กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่กำลังรอคอยความหวังที่จะได้รับจัดส่งวัคซีนของ AstraZeneca จำนวน 3 พันล้านโดสตามข้อตกลงซื้อขายที่ได้ทำไว้ก่อนหน้านี้ ต่างมีความกังวลถึงผลข้างเคียงและประสิทธิภาพของวัคซีน หลังจากที่ประเทศฝั่งยุโรปหลายประเทศมีคำสั่งระงับใช้วัคซีนดังกล่าวเป็นการชั่วคราวเนื่องจากพบผลข้างเคียงอาการลิ่มเลือดแข็งตัว

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กล่าวสะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับผลข้างเคียงและประสิทธิภาพของวัคซีน โดยยังคงย้ำว่าให้แต่ละประเทศที่มีวัคซีนของ AstraZeneca ควรเดินหน้าจัดฉีดวัคซีนตามปกติ เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียชีวิตที่ไม่จำเป็นจากการติดเชื้อโรคโควิด-19 ในขณะเดียวกันองค์การอนามัยโลกยังคงกำลังติดตามรายงานเกี่ยวกับอาการลิ่มเลือดแข็งตัว แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่พบหลักฐานความเชื่อมโยงกับวัคซีน

บริษัท AstraZeneca ซึ่งร่วมมือกับมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดในการวิจัยและพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ระบุว่ากลุ่มประชากรในสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรที่ได้รับวัคซีนจำนวน 17 ล้านคนมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีอาการลิ่มเลือดแข็งตัว เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประชากรทั่วไปในประเทศอื่นๆ ที่ได้รับวัคซีน และผลการทดสอบวัคซีนกับประชากรเป็นวงกว้างไม่ได้แสดงผลที่น่ากังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงในการเกิดอาการลิ่มเลือดแข็งตัวแต่อย่างใด

ขณะที่นานาประเทศในแถบยุโรปต่างแสดงความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนและมีการสั่งงดฉีดวัคซีนของบริษัท AstraZeneca เป็นการชั่วคราว รัฐบาลของประเทศออสเตรเลียได้ออกมายืนยันถึงความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพของวัคซีน และระบุว่าประเทศออสเตรเลียไม่มีแผนที่จะระงับการฉีดวัคซีนดังกล่าว โดยประชากรส่วนใหญ่จากประชากรทั้งสิ้น 25 ล้านคนจะได้รับวัคซีนของ AstraZeneca ซึ่งจะเริ่มผลิตในประเทศจำนวน 50 ล้านโดส ตั้งแต่สิ้นเดือนมีนาคมนี้เป็นต้นไป ส่วนวัคซีนอีก 4 ล้านโดสที่รัฐบาลออสเตรเลียสั่งเข้ามาโดยตรงจากบริษัท AstraZeneca ได้เริ่มฉีดให้กับประชาชนตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...