โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า ตลาดกังวลสงครามการค้าจีน-สหรัฐ

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 09 ก.ค. 2561 เวลา 11.37 น.

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคน 2561 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (9/7) ที่ 33.12/13 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (6/7) ที่ 33.16/18 บาท/ดอลลาร์ โดยค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวอ่อนค่าในวันศุกร์หลังสหรัฐประกาศบังคับใช้มาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน โดยสหรัฐได้เรียกเก็บภาษี 25% ต่อสินค้านำเข้าจากจีนจำนวนกว่า 800 รายการ คิดเป็นมูลค่า 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่จีนตอบโต้ด้วยการเรียกเก็บภาษี 25% ต่อสินค้านำเข้าจากสหรัฐในวงเงินเท่ากัน ซึ่งครอบคลุมถึงสินค้าการเกษตร ยานยนต์ และผลิตภัณฑ์ทางทะเล โดยมีผลบังคับใช้ในวันเดียวกัน นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนในวงเงินสูงกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเกือบเท่ากับมูลค่าสินค้าที่สหรัฐนำเข้าจากจีนทั้งหมดในปีที่แบ้ว หากจีนยังคงตอบโต้และไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องของสหรัฐ ส่งผลให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของสงครามการค้า นอกจากนี้กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรเพิ่มขึ้นมากกว่าคาดในเดือน มิ.ย. โดยเพิ่มขึ้น 213,000 ตำแหน่ง จากที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 195,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานปรับสูงขึ้นสู่ระดับ 4.0% ขณะเดียวกันตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงานเพิ่มขึ้น 5 เซนต์/ชั่วโมง หรือ 0.2% ในเดือน มิ.ย. ซึ่งทำให้มีการคาดการณ์เกี่ยวกับแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 4 ครั้งในปีนี้ลดลง ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 33.08-33.16 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 33.14/16 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับค่าเงินยูโรวันนี้ (9/7) เปิดตลาดที่ระดับ 1.1751/52 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาด (6/7) ที่ 1.1707/08 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรได้รับปัจจัยหนุนจากการที่นักลงทุนเข้าซื้อเก็บกำไร อีกทั้งตัวเลขยอดค้าปลีกของอิตาลีเพิ่มขึ้นเกินคาดที่ 0.8% ในเดือน พ.ค. นอกจากนี้นักลงทุนยังคงวิตกกังวลต่อสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน โดยนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง ของจีนกล่าวต่อที่ประชุมสุดยอดกับผู้นำยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกในวันเสาร์ว่าจีนยังคงเปิดโอกาสสำหรับการทำการค้ากับต่างชาติ และผลักดันการขยายความสัมพันธ์กับยุโรปตะวันออก และจะดำเนินการปฏิรูปอื่น ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) และประเทศอื่น ๆ ที่ต้องการเข้าร่วมอียู ในช่วงบ่ายมีตัวเลขดุลการค้าของเยอรมนีซึ่งปรับขึ้นเป็น 19.7 พันล้านยูโร โดยยอดส่งออกเพิ่มขึ้น 1.8% และยอดนำเข้าเพิ่มขึ้น 0.7% ในเดือน พ.ค. ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจเยอรมนียังคงอยู่ในภาวะแข็งแกร่งถึงแม้ว่ามีความขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐ ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1747-1.1780 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1766/68 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับค่าเงินเยนวันนี้ (9/7) เปิดตลาดที่ระดับ 110.45/46 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (6/7) ที่ระดับ 110.63/64 เยน/ดอลลาร์ กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยยอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 1.94 ล้านล้านเยน (1.756 หมื่นล้านดอลลาร์) ในเดือน พ.ค. ทำสถิติดุลการค้าติดต่อกันเป็นเดือนที่ 47 โดยแบ่งเป็นค่าสินค้ามูลค่า 3.04 แสนล้านเยน และด้านการบริการ 4.2 หมื่นล้านเยน นอกจากนี้นายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้กล่าวในการประชุมประจำไตรมาสของผู้จัดการสาขาระดับภูมิภาคของบีโอเจ ระบุย้ำว่าบีโอเจจะดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเป็นพิเศษต่อไปจนกว่าอัตราเงินเฟ้อจะบรรลุเป้าหมายที่ระดับ 2% โดยนายคุโรดะกล่าวอีกว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะขยายตัวปานกลางต่อไป เนื่องจากตัวเลขคคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อระยะกลางถึงระยะยาวเพิ่มขึ้นภายใต้นโยบายควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทนที่ใช้ในปี 2016 ว่าจะทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นอยู่ที่ -0.1% และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีอยู่ที่ 0% ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 110.37-110.54 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 110.48/51 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือน มิ.ย. (11/7), ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (12/7), ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือน มิ.ย. (12/7), ราคานำเข้าและส่งออกเดือน
มิ.ย.(13/7), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐช่วงต้นเดือน ก.ค. (13/7)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภารเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -2.40/-2.10 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -1.00/-0.25 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...