ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า ตลาดกังวลสงครามการค้าจีน-สหรัฐ
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคน 2561 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (9/7) ที่ 33.12/13 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (6/7) ที่ 33.16/18 บาท/ดอลลาร์ โดยค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวอ่อนค่าในวันศุกร์หลังสหรัฐประกาศบังคับใช้มาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน โดยสหรัฐได้เรียกเก็บภาษี 25% ต่อสินค้านำเข้าจากจีนจำนวนกว่า 800 รายการ คิดเป็นมูลค่า 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่จีนตอบโต้ด้วยการเรียกเก็บภาษี 25% ต่อสินค้านำเข้าจากสหรัฐในวงเงินเท่ากัน ซึ่งครอบคลุมถึงสินค้าการเกษตร ยานยนต์ และผลิตภัณฑ์ทางทะเล โดยมีผลบังคับใช้ในวันเดียวกัน นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนในวงเงินสูงกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเกือบเท่ากับมูลค่าสินค้าที่สหรัฐนำเข้าจากจีนทั้งหมดในปีที่แบ้ว หากจีนยังคงตอบโต้และไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องของสหรัฐ ส่งผลให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของสงครามการค้า นอกจากนี้กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรเพิ่มขึ้นมากกว่าคาดในเดือน มิ.ย. โดยเพิ่มขึ้น 213,000 ตำแหน่ง จากที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 195,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานปรับสูงขึ้นสู่ระดับ 4.0% ขณะเดียวกันตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงานเพิ่มขึ้น 5 เซนต์/ชั่วโมง หรือ 0.2% ในเดือน มิ.ย. ซึ่งทำให้มีการคาดการณ์เกี่ยวกับแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 4 ครั้งในปีนี้ลดลง ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 33.08-33.16 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 33.14/16 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับค่าเงินยูโรวันนี้ (9/7) เปิดตลาดที่ระดับ 1.1751/52 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาด (6/7) ที่ 1.1707/08 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรได้รับปัจจัยหนุนจากการที่นักลงทุนเข้าซื้อเก็บกำไร อีกทั้งตัวเลขยอดค้าปลีกของอิตาลีเพิ่มขึ้นเกินคาดที่ 0.8% ในเดือน พ.ค. นอกจากนี้นักลงทุนยังคงวิตกกังวลต่อสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน โดยนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง ของจีนกล่าวต่อที่ประชุมสุดยอดกับผู้นำยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกในวันเสาร์ว่าจีนยังคงเปิดโอกาสสำหรับการทำการค้ากับต่างชาติ และผลักดันการขยายความสัมพันธ์กับยุโรปตะวันออก และจะดำเนินการปฏิรูปอื่น ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) และประเทศอื่น ๆ ที่ต้องการเข้าร่วมอียู ในช่วงบ่ายมีตัวเลขดุลการค้าของเยอรมนีซึ่งปรับขึ้นเป็น 19.7 พันล้านยูโร โดยยอดส่งออกเพิ่มขึ้น 1.8% และยอดนำเข้าเพิ่มขึ้น 0.7% ในเดือน พ.ค. ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจเยอรมนียังคงอยู่ในภาวะแข็งแกร่งถึงแม้ว่ามีความขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐ ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1747-1.1780 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1766/68 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับค่าเงินเยนวันนี้ (9/7) เปิดตลาดที่ระดับ 110.45/46 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (6/7) ที่ระดับ 110.63/64 เยน/ดอลลาร์ กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยยอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 1.94 ล้านล้านเยน (1.756 หมื่นล้านดอลลาร์) ในเดือน พ.ค. ทำสถิติดุลการค้าติดต่อกันเป็นเดือนที่ 47 โดยแบ่งเป็นค่าสินค้ามูลค่า 3.04 แสนล้านเยน และด้านการบริการ 4.2 หมื่นล้านเยน นอกจากนี้นายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้กล่าวในการประชุมประจำไตรมาสของผู้จัดการสาขาระดับภูมิภาคของบีโอเจ ระบุย้ำว่าบีโอเจจะดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเป็นพิเศษต่อไปจนกว่าอัตราเงินเฟ้อจะบรรลุเป้าหมายที่ระดับ 2% โดยนายคุโรดะกล่าวอีกว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะขยายตัวปานกลางต่อไป เนื่องจากตัวเลขคคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อระยะกลางถึงระยะยาวเพิ่มขึ้นภายใต้นโยบายควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทนที่ใช้ในปี 2016 ว่าจะทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นอยู่ที่ -0.1% และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีอยู่ที่ 0% ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 110.37-110.54 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 110.48/51 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือน มิ.ย. (11/7), ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (12/7), ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือน มิ.ย. (12/7), ราคานำเข้าและส่งออกเดือน
มิ.ย.(13/7), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐช่วงต้นเดือน ก.ค. (13/7)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภารเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -2.40/-2.10 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -1.00/-0.25 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ