“ตี๋ บุญเกียรติ” ชัด! ทุกอย่างต้อง “รักษา” ไม่ใช่แค่ “ประตู”
"ตี๋บุญเกียรติ" ชัด! ทุกอย่างต้อง"รักษา" ไม่ใช่แค่"ประตู"
“…ชื่อเล่นผมจริงๆชื่อภาคนะเหมือนภาคเหนือภาคใต้อะไรแบบนี้แม่บอกว่าเอามาจากชื่อพระเอกในละครสมัยก่อน…”
เพียงประโยคแรกที่ “ตี๋– บุญเกียรติวงค์ษาแจ่ม” ผู้รักษาประตูแห่งสโมสรพีทีที ระยอง หนึ่งในนักฟุตบอลที่ได้รับการจัดให้ร่วมกระแส “นักบอลหล่อบอกต่อด้วย” ในโลก Social Network กล่าวขึ้นกับเรา ก็สัมผัสได้ถึงความน่ารักเป็นกันเอง ที่ทำให้สาวน้อยสาวใหญ่ (สาวแท้สาวเทียม) ต่างหลงใหล ชวนให้เราสงสัยเช่นกันว่า ด้วยรูปลักษณ์และเสน่ห์แบบหนุ่มใส ๆ รวมกับชื่อเสียงที่เดินเข้ามาหาเขาในจังหวะนี้ จะทำให้เราเห็น "ตี๋ บุญเกียรติ" หันมาจับงานในวงการบันเทิงบ้างไหม? แล้วบทบาทความเป็นนักฟุตบอลล่ะ เขาคิดจะไปต่อถึงไหน ? แต่เมื่อเราได้นั่งคุยกันจนถึงกล่าวคำอำลา เราก็ได้รู้ว่า เด็กหนุ่มคนนี้ ได้เติบโตเป็น “ผู้ชายที่จริงจัง” กับทุกสิ่งในชีวิตที่ผ่านเข้ามา มองเห็นทางที่จะไปข้างหน้าอย่าง “ชัดเจน” แล้ว แต่จะเป็นเพราะอะไรนั้น ขอชวนคุณผู้อ่านทุกท่านติดตามได้จากเรื่องราวที่เขาอยากเล่าผ่านเราให้คุณฟังกันได้เลยค่ะ
จริงจังเพื่อสิ่งที่เป็นตัวเอง
“…เมื่อช่วง 5-6 ปีที่แล้วทีมฟุตบอลจังหวัดลำพูนกำลังสร้างทีม Academy เพื่อลงแข่งในลีกภูมิภาคก็เลยเป็นแรงบันดาลใจให้เราอยากเล่นฟุตบอลผมก็เห็นพวกพี่เขาเตะบอลในสนามแล้วก็คนดูเยอะ (ลากเสียง) ผมเองก็เตะบอลเป็นทีมโรงเรียนอยู่แล้วด้วยมันก็เลยรู้ตัวว่าชอบฟุตบอลมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้วพอเขาเปิดคัดเราก็ไปคัดเลยคนในจังหวัดมาคัดกันห้าหกร้อยคนแล้วเขาเอาแค่ 20 คนแข่งขันกันสูงมากแต่เราก็ติดเข้ามาพอมาถึงตรงนั้นเราก็อยากทำให้ตัวเองเก่งๆเพื่อจะได้ไปต่อในลีกใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆก็เลยคุยกับโค้ชของAcademy ลำพูนคือ "อาติ๊ก (โค้ชสมชาติยิ้มศิริ)" ว่าผมจะทำยังไงให้เก่ง ๆ เขาก็บอกว่าเอ็งจะจริงจังกับมันใช่มั้ย? ถ้างั้นเอาโปรแกรมพิเศษไปเลยทำได้ไหม? เราก็รับครับ
ชีวิตในตอนนั้นคือตื่นตีห้าแล้วนั่งรถจากที่บ้านประมาณสิบกว่ากิโลเมตรเข้ามาในตัวเมืองหกโมงมาเล่นฟิตเนสที่ในเมืองให้ร่างกายเราพร้อมเจ็ดโมงอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าไปเรียนสี่โมงซ้อมบอลถึงหกโมงกลับถึงบ้านสองทุ่มทำแบบนี้ตลอด ม.5 ม.6 สองปี พอจะเข้ามหาวิทยาลัยก็คิดแล้วว่าเราจะไปทางพลศึกษาแล้วก็ได้มาแข่งกับทีมราชภัฏจันทรเกษมพอดีโค้ชของจันทรเกษมเห็นเราเขาก็คุยกับอาติ๊กให้มาเรียนวิทยาศาสตร์การกีฬาที่ผมเรียนอยู่ทุกวันนี้แหละครับ…”
ตี๋เริ่มเล่าให้เราฟังถึงความฝันแน่วแน่ของเขาตั้งแต่เด็ก ที่จะได้เป็นนักฟุตบอลทีมจังหวัด รวมทั้งความตั้งใจจริงจังในการพัฒนาตัวเอง แต่เส้นทางชีวิตเขาก็ไม่ได้หยุดลงเพียงเท่านั้นเพราะบทพิสูจน์ต่อไปของเขาหนักหนากว่าวัยเด็กอย่างมาก
“…พอตัดสินใจจะมาเรียนในกรุงเทพฯ เพื่อเล่นฟุตบอลต่อก็มีคนดูถูกผมเยอะนะว่าเฮ้ยเอ็งมันเด็กบ้านนอกจะไปเรียนสู้เด็กกรุงเทพฯไหวเหรออยู่เป็นเหรอ"
เอาจริง ๆ ตอนนั้นผมก็ไม่รู้อนาคตตัวเองจะยังไงนะ(หัวเราะ) ผมไม่รู้อะไรเลยนั่งรถเมล์ไม่เป็นจันทรเกษมมันอยู่ตรงไหนจำได้เลยว่าวันแรกที่มาอยู่กรุงเทพฯถือกระเป๋ามาสองใบฝนตกๆเข้าหอตอนนั้นเราก็ยังไม่มีตังค์ บ้านนอกเข้ากรุงแท้ ๆ เลย แต่ผมก็เอาวะ! ต้องทำได้ซื้อสมุดป้ายรถเมล์ว่าสายนี้ลงไหนขึ้นรถจับเวลาเลยหกโมงเช้าต้องตื่นไปซ้อมที่สนามไทย–ญี่ปุ่นดินแดงเพื่อเริ่มซ้อมแปดโมง แล้วกลับมาเรียนบ่ายก็กลับไปซ้อมอีกเอากระเป๋ามาเรียนสองใบใบหนึ่งกระเป๋าเรียนอีกใบกระเป๋าซ้อมบอล
จนปีสองเราก็ได้สโมสรอยู่ที่อาร์มี่ยูไนเต็ดแล้ว พอไปอยู่สโมสรสุพรรณบุรีเอฟซีทีนี้ก็เลยต้องดรอปเรียนไปมันก็ตัดสินใจลำบากเหมือนกันครับเรื่องดรอปเรียนเพราะเราก็ไม่ได้อยากจะทิ้งอะไรไปเลยแต่เราก็มาคิดว่าโอกาสมันเข้ามาตรงนี้แล้ว ก็เป็นสิ่งที่เราอยากจะทำตั้งแต่แรกก็เลือกทำอย่างหนึ่งให้ดีก่อนดีกว่าการทำทั้งสองอย่างแล้วไม่ได้อะไรสักอย่างจนพีทีทีระยองมายืมตัวไปก็เลยได้มาอยู่ที่นี่จริง ๆ แล้วก็เพิ่งกลับมาเรียนนี่แหละครับ…”
จริงจังกับตำแหน่งที่เลือก
“…ผมว่าตำแหน่งผู้รักษาประตูมันคือตำแหน่งพรสวรรค์บวกกับพรแสวง…”
ตี๋ขึ้นต้นประโยคแรกนี้เป็นประโยคแรกเมื่อเราถามถึงสาเหตุที่เข้าเลือกเข้ามาเล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตู ก่อนจะขยายความเล่าถึงความตั้งใจจริงที่จะทำหน้าที่ตรงนี้เพราะเป็นสิ่งที่ตี๋รัก
“…คิดดูว่าใครจะมายืนแล้วรับบอลได้แบบมีท่าทางมีเทคนิคคาดการณ์ป้องกันได้ผมเชื่อว่าประตูหลายคนพอตอนเล่นเขาก็ไม่ได้เลือกจะเป็นประตูก็เป็นผู้เล่นก่อนแต่พอมาลองทำแล้วจังหวะที่ทุกคนคิดว่าอีกฝั่งเขายิงจะเข้าแล้ว เรารับได้มันโอ้โหมากเลยนะเราเลยชอบตำแหน่งนี้มันใช่ เราเลยผมรู้ตั้งแต่เด็กผมเลยจริงจังกับการเป็นประตูมาเลยตอนไปคัดเขาถามว่าจะเล่นตำแหน่งอะไรเราก็บอกผู้รักษาประตูเลยเขาก็ให้มาฝึกตั้งแต่อยู่Academy โตมาตอนมหาวิทยาลัยผมก็ฝึกกับ "โค้ชโต (นิพลมาลานนท์– อดีตผู้รักษาประตูทีมชาติไทย)" โค้ชเฉพาะทางด้านเป็นผู้รักษาประตูไปเลย…
…ตำแหน่งนี้มันเป็นตำแหน่งปิดทองหลังพระบอลชนะคนไม่พูดถึงเราว่าเราช่วยทีมยังไงถึงแม้จะ Save กี่ลูกก็ช่างเถอะแต่เขาจะมองศูนย์หน้าหรือคนที่ยิงเข้าแล้วถ้าเมื่อวันใดวันหนึ่งถ้าแพ้สมมติเรา Save มาสิบครั้งแล้วนาทีที่ 90 โดนยิงเขาก็ต้องมาคิดที่ประตูแล้วว่าทำไมปล่อยเสียมันเป็นตำแหน่งที่ท้าทายมากมันจะโดนทั้งโดนด่าโดนว่า…”
จริงจังเมื่อลงสนาม (แม้ยามท้อ)
เห็นถึงความตั้งใจในการมาเป็นนักฟุตบอลของตี๋แล้ว คงไม่ต้องพูดอะไรมากเรื่องความจริงจังของเขาเมื่อลงเล่น แต่เมื่อมีความจริงจังมาก ก็ย่อมคาดหวังมาก และเมื่อวันหนึ่งที่ความผิดหวังเดินทางมาเยือนสนาม ความท้อถอยในจุดที่ยืนอยู่ก็เกิดขึ้นเป็นธรรมดา ตี๋เองก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องจัดการกับความรู้สึกท้อของตัวเองเช่นกัน
“…เรื่องท้อมีกันทุกคนอยู่แล้วครับ (ยิ้ม) มีช่วงหนึ่งผมฟอร์มตกแค่ตัดผมมาผมยังโดนด่าเลย‘มึงมันมัวแต่ห่วงหล่อไง’ ‘มึงมันไม่ช่วยทีม’ แต่จริง ๆ เขาไม่ได้มาดูไงว่าตอนซ้อมเราจริงจังแค่ไหนผลการแข่งขันบางทีมันไม่ได้ออกมาตามที่เราคิดไว้บางทีแข่งๆอยู่แฟนบอลเดินออกนอกสนามผมก็เสียใจแข่งเสร็จคือร้องไห้เลย
ที่หนักที่สุดผมเคยพุ่งไปรับสุดมือแล้วแล้วพอดีบอลมันกระดอนปลายหญ้ามาโดนปลายมือ มันเลยรับไม่ได้กลับกลายเป็นว่าเราปัดไปให้ข้างหน้ายิงกลับกลายเป็นว่าคนพากย์บอกว่าประตูรับหลุดนะเราโดนถล่มเละเลยแฟนบอลก็ด่าเลยแต่โค้ชก็บอกผมว่ามันอยู่ตรงที่ว่าเราลงไปที่สุดแล้วเราจะขึ้นมาได้เมื่อไหร่ต่างหากและวันที่เราขึ้นมันก็ขึ้นให้ได้ดีที่สุดจนเราเล่นไปใครยิงยังไงเราก็ Save ได้หมดวันที่ดีที่สุดของผมก็คือวันที่เรารับได้หมดในสัปดาห์นั้นประตูทั้งหมด 15 ทีมผมได้ Man of the Match
ดังนั้นพอผ่านช่วงแย่ๆที่สุดแล้วก็ดีที่สุดตรงจุดนั้นมาได้เราก็เริ่มคิดได้ว่าวันไหนถ้าบอลแพ้แต่ผมช่วยทีมเต็มที่แล้วผมได้ที่สุดเท่านี้จริง ๆ ผมก็ยอมรับตัวเองได้ถึงแม้แฟนบอลเขาจะว่ายังไงก็ตามถ้าผมทำไม่เต็มที่สิผมนอนไม่หลับเลยนะเต็มที่ไม่เต็มที่เรารู้ตัวเราอยู่แล้วดังนั้นสิ่งสำคัญมันคือตรงนี้มากกว่า…”
จริงจังกับสิ่งที่เลือกแล้ว
เมื่อวันหนึ่งที่โอกาสใหม่ ๆ เดินทางเข้ามาหา เส้นทางสายบันเทิงได้มาบรรจบกับชีวิตของนักฟุตบอลคนนี้ ตี๋ก็เผชิญกับทางแยกที่ต้องตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้งว่าจะเดินต่อไปอย่างไร แต่ในที่สุด “เขาก็เลือกแล้ว”
“…ช่วงที่อยู่สุพรรณบุรีแล้วพีทีทีเขายืมตัวไปเล่นกับเขาก็พอดีกับมีข่าวที่เขาลงกันใน Facebook เรื่องเราพวกนักฟุตบอลหล่อบอกต่อด้วย IG ผมจากที่มีคนติดตามแปดเก้าพันขึ้นมาเป็นหกหมื่นกว่าคน งงมาก แล้วก็มีคนติดต่อเข้ามาให้ไปทำงานกับวงการบันเทิงแต่ผมก็ขอฟุตบอลไว้ก่อนเราจริงจังกับมันมาตั้งแต่แรก มันเป็นอนาคตเราแต่ถ้ามีเวลาจริง ๆ เราก็ไปทำได้ขอแค่ให้มันตรงกับบุคลิกภาพตรงกับความเป็นนักบอลของเราและอีกอย่างนึงคือมันจะต้องไม่กระทบกับฟุตบอล
ฟุตบอลมันให้อะไรผมมาเยอะแล้วอ่ะผมก็ต้องตอบแทนฟุตบอลสิ ตอนผมไม่มีอะไรเลยฟุตบอลช่วยทำให้ผมมีทุกอย่าง จากที่ออกจากบ้านมาพูดไว้ว่าผมขอเวลา 3 ปี ผมจะทำบ้านหลังนี้ให้ใหม่ก็เตะบอลได้สองปีสามปีผมซื้อที่ซื้อบ้านให้แม่อยู่ที่ลำพูนได้ปลดหนี้ทุกอย่างได้งานบันเทิงก็ใช่ว่าผมจะทิ้งนะแต่งานฟุตบอลต้องมาอันดับหนึ่งอยู่แล้ว…”
จริงจังอย่างจริง (หัว) ใจ
อีกเรื่องราวที่ใคร ๆ (โดยเฉพาะสาว ๆ) อยากรู้ก็คือ แล้วนักฟุตบอล (หล่อ) คนนี้ มีสถานะหัวใจเป็นอย่างไร คำตอบแรกที่ออกจากปาก "ตี๋" ก็ชัดเจนตรงประเด็น ตามแบบฉบับคนซื่อ (ที่มีเสน่ห์) ของเขา
“…ตอนนี้ผมโสดนะ (หัวเราะ) ถามว่ามีคนเข้ามามาไหมเคยมีนะแต่เราก็ซ้อมบอลมาเหนื่อยเขาก็เรียนมาเหนื่อยเลยไม่มีเวลาให้กันแล้วมันก็ไม่ work ก็ต้องตัดสินใจห่างกันผมจะแยกอยู่แล้วว่าจะไม่ให้เรื่องอื่น ๆ มากระทบกับฟุตบอล
มันก็มีบ้างที่เหนื่อยใจจากตรงนี้แล้วยังต้องไปซ้อมบอลแต่ผมจะไม่พยายามเอามาผสมกันเป็นแบบนี้เราก็มาใช้ชีวิตของเรามันก็อยู่กันได้ผมก็บอกว่าถ้าวันหน้า 4-5 ปีต่อไปแล้วเรากลับมาเจอกันแล้วยังคลิ๊กกันอยู่ก็ไปต่อกันได้ตอนนี้ก็โสดมาปีสองปีแล้วชีวิตเราก็ไม่มีเวลาให้มาคิดถึงตรงนี้มากแล้วซ้อมบอลเสร็จกลับมาผมก็ขอนอนเถอะ (หัวเราะ)…”
ส่วนเรื่องของสเปคของผู้หญิงที่ตี๋ชอบ เขาก็บอกมาสั้น ๆ ว่า
“…สเปคผมผมชอบผู้หญิงใส่แว่นนะชอบคนที่สวยที่มีมุมจริงจังครับ (ยิ้ม)…”
จริงจังเพื่อจะไปสู่จุดหมาย
และเมื่อถึงช่วงสุดท้ายที่เรานั่งคุยกันถึงอนาคตของนักฟุตบอลคนนี้ ตี๋ก็ได้ตอบถึงจุดหมายปลายทางและความรู้สึกของเขา ที่ได้สรุปยอดสิ่งที่เราได้พูดคุยมาทั้งหมด โดยที่เราไม่ต้องขมวดปมจบเรื่องให้เลยแต่อย่างใด
“…จุดหมายสูงสุดของผมคือทำยังไงก็ได้ให้ติดทีมชาติขอให้ได้ติดแค่สักหนก็ภูมิใจแล้วอย่างน้อยเรามีธงชาติติดหน้าอกเราเลยนะ
วงการฟุตบอลไม่มีอะไรมากเลยว่าเราต้องซ้อมซ้อมซ้อมเข้าไปแล้วผลงานมันก็จะมาเองนักฟุตบอลมันมีกี่ร้อยกี่พันคนแล้วเขาเอา 20 คนทั่วประเทศผมก็จะทำเต็มที่อย่างเช่นทุกอย่างทุกเรื่องที่ผมเลือกผ่านมาทั้งหมดเพื่อจะไปให้ไปถึงตรงนั้นเพราะฟุตบอลคือสิ่งที่ผมเลือกแล้วครับ…”
ขอขอบคุณสถานที่: มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม