6 ทริคให้กำลังใจเพื่อนที่กำลังหมดไฟ
อาการหมดไฟเกิดขึ้นได้กับทุกคนและทุกวัยเป็นหนึ่งในสัญญาณอันตรายจากการที่เราเครียดมากเกินไปไม่สามารถมีความสุขได้ แม้จะจะอยู่ในจุดที่ประสบความสำเร็จแล้วก็ตามโดยเฉพาะวัยทำงาน อาการเหล่านี้มักจะค่อยๆแทรกซึมภายในจิตใจกว่าจะรู้ตัวว่าเราหมดไฟก็อาจจะสายไปซะแล้ว ทำให้เราต้องมาสำรวจตัวเองกันบ้างแล้วว่าตัวเราเองรวมเพื่อนๆรอบข้างมีการเข้าข่ายที่จะหมดไฟหรือไม่ เช่น เกิดอาการเบื่อหน่ายในสิ่งที่ทำอยู่ทุกวัน ไม่มีความคิดสร้างสรรค์หรือไอเดียใหม่ๆ หมดความน่าค้นหาน่าสนใจ แล้วจะเรียนคืนไฟให้ลุกโชนกลับมาจุดติดได้อีกครั้งยังไงต้องมาดู
#1. ปิดสวิตซ์ความวุ่นวาย
ก่อนที่จะเติมเชื้อไฟก็ต้องเรียนรู้และจับจุดให้ได้ก่อนว่าสิ่งใดนั้น ทำให้เราหมดไฟท้อแท้ได้จนเบื่อหน่ายกับสิ่งที่เราต้องเผชิญแบบนี้ เพราะกว่าที่เราจะเริ่มรู้ตัวว่าหมดไฟก็ได้เกิดการสะสมความเครียดมามากมายจนแทบจะหมดแรงหรืออยู่กับอาการเบื่อหน่ายไม่มีความสุขมาเป็นเวลานาน ไม่ใช่ว่าจู่ๆจะหมดไฟขึ้นมาได้ทันควันเสียเมื่อไหร่ เช่น ความเครียดความกดดันการทำงาน จัดการบางอย่างไม่ลงตัว เป็นต้น เมื่อรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเราแล้วก็ค่อยๆปิดความวุ่นวายใจ วันนี้เหนื่อยไม่เป็นไรพักผ่อนไว้พรุ่งนี้ค่อยเริ่มใหม่ ให้สมองรีเฟรชเข้าไว้จะได้คิดวิธีดำเนินการแก้ให้ได้ตรงจุด
#2. ลำดับความสำคัญกันเถอะ
ค่อยๆแยกลิสต์หรือเขียนไว้ที่ละเรื่องเป็นข้อๆ ว่าสิ่งไหนควรทำก่อนและหลังลำดับความสำคัญให้ความคิดของเราไม่กระจัดกระจายจนจับจุดไม่ได้ ว่าเราต้องทำสิ่งใดหรือหลุดจากสภาวะที่วุ่นวายใจได้เมื่อไหร่กันแน่ แก้ทีละเล็กสำเร็จทีละอย่าง! หากเอาทุกปัญหาใหญ่ๆที่เราเห็นมากองรวมกันทั้งหมดที่เดียวแล้วอยากจะแก้ให้หมดได้ดั่งใจแบบทันที คงจะไม่มีวันที่จะเคลียร์ความเครียดนี้หมดไปได้แน่นอน เพราะจะทำให้เรานั้นท้อแท้ไปซะก่อนและเกิดอาการหมดไฟในที่สุด
#3. ชวนทำอะไรใหม่ๆ
อย่าขลุกอยู่กับตัวเองและความเครียดเพียงคนเดียว ออกไปเจออะไรใหม่ๆหรือทำอะไรที่เราไม่เคยทำเพื่อเปลี่ยนแปลงบรรยากาศรอบๆตัวของเราให้เปลี่ยนไปไม่น่าเบื่อ เรียนรู้จากสิ่งที่เราชอบหรือสิ่งที่เราอยากลอง เอาที่ไม่ยากเกินไปทำให้เรามีความสุขเล็กๆได้แบบไม่ต้องเครียด ปล่อยใจไปกับอะไรใหม่ทดลองความรู้และความชอบที่เราเต็มใจอยากเปิดรับ ไม่แน่อาจจะค้นพบสกิลลับที่มีอยู่ในตัวคุณเองได้ง่ายๆและมีแพลนมากมายที่จะให้คุณอยากค้นหาเกิดขึ้นใหม่ได้อีกเยอะเชียวแหละ
#4. ออกไปหาแรงบันดาลใจ
หมดไฟหมดแรงบันดาลใจก็ต้องเติมด้วยแรงบันดาลใจใหม่เพิ่มเข้าไป คนเราไม่จำเป็นต้องมีเป้าหมายเดียว แรงบันดาลใจและแรงขับเคลื่อนในชีวิตก็เหมือนกันไม่จำเป็นว่าต้องมีแค่สิ่งเดียว เมื่อคุณสำเร็จขั้นหนึ่งแบบที่หวังขึ้นไปบนจุดสูงสุดอาจจะพบทางตันหรือเจอแต่ความว่างเปล่าจนหมดความท้าทาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งท้าทายในชีวิตของคุณจะจบลง ลองมองหาเป้าหมายใหม่ๆหรือแรงบันดาลใจที่เปลี่ยนไปจากเดิม ก็เป็นสิ่งที่จะเสริมให้เราได้แวะไปเรียนรู้และพัฒนาเรื่องอื่นเรื่อยๆ
#5. ออกกำลังกายกันซะหน่อย
ว่ากันว่าถ้าอยากให้สมองปลอดโปร่งโล่งสบายคลายเรื่องเครียด การออกกำลังกายขยับตัวขยับร่างกายก็ถือเป็นตัวเลือกหนึ่งที่ดีเชียวหละ เพราะนอกจากการออกกำลังกายจะช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดีแรงเพิ่มขึ้นที่จะไปต่อสู้กับอะไรๆได้อีกเยอะแล้ว ยังเป็นการเยียวยารักษาสุขภาพจิตใจของเราให้ดีขึ้นได้อีกด้วย เอาแรงความเครียดความอึดอัดมาปล่อยไปกับกีฬา เช่น ต่อยมวย แบดมินตัน วิ่ง เป็นต้น ให้เรารู้สึกได้ระบายรวมทั้งการสูบฉีดของเลือดและหัวใจที่เต้นแรงจะทำให้เรารู้สึกมีความสุขได้ รวมทั้งอาการเหนื่อยที่ได้จะทำให้เราหลับง่ายขึ้นอีกด้วย
#6. เติมพลังด้านบวก
ทุกปัญหาและทุกความเครียดที่เรามีไม่ช้าไม่เร็วก็ต้องแก้ได้อยู่แล้ว ฉะนั้นไม่ต้องเครียดหรือกังวลวิตกกันไปก่อน อะไรที่เราคิดล่วงหน้าหรือสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นทั้งหมดที่เราคิดไปไกล อาจจะไม่ใช่ผลลัพธ์แบบที่เรามโนไปได้อยู่เสมอ เพราะการแน่นอนคือการไม่แน่นอนไม่ต้องไปคิดคาดการล่วงหน้า ให้เรารู้สึกหมดคุณค่าหรือหมดกำลังใจหมดไฟไปซะก่อน คิดบวกมองปัจจุบันเข้าไว้! ปัญหาหลายอย่างคิดไม่ออกก็ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ก็เริ่มใหม่ได้ไม่เห็นมีอะไรต้องกลัว
อย่าให้อาการหมดไฟทำให้เราไม่มีกำลังใจในการทำอะไรได้หลายๆอย่าง เรามีศักยภาพมากกว่าที่จะมานั่งท้อหรือหดหู่หรืออดสูไปกับชีวิต หมดไฟก็เติมใหม่เริ่มใหม่ได้เสมอถ้าเรายังพร้อมที่จะก้าวเดินต่อไปและไม่อยากให้ไฟในตัวเองนั้นดับไปในที่สุด หากรู้ตัวว่าเริ่มหมดPassionเมื่อไหร่ รีบดึงตัวเองกลับมาให้ไวด้วยการเปลี่ยนบรรยากาศ ทำอะไรใหม่ๆปล่อยตัวปล่อยใจสบายๆ จะได้หลีกหนีอาการหมดไฟให้หายได้เร็วที่สุดยิ่งดีแล้วจะพบว่าเรายังมีดีในตัวเองอีกเยอะที่น่าภูมิใจ เป็นกำลังใจให้คนที่กำลังรู้สึกว่าตัวเองเริ่มจะหมดไฟทุกๆคนนะ ^^