โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ความโอ้อวดของชาติมหาอำนาจ? เมื่อทหารอังกฤษปฏิบัติการ "ตบตา" ทหารไทย

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 04 ก.พ. 2565 เวลา 18.15 น. • เผยแพร่ 04 ก.พ. 2565 เวลา 18.13 น.
Bregun Carrier คือรถถังขนาดเบา ซึ่งถูกทำลายอยู่มากมายในสวนยางของมลายูเมื่อญี่ปุ่นบุกยึดคาบสมุทรแห่งนี้ ในสงครามโลกครั้งที่ 2 (ภาพจากหนังสือ ชาติอยู่เหนือสิ่งใด บันทึกความจำของ พลอากาศเอก ทวี จุลทรัพย์)

พลอากาศเอก ทวี จุลละทรัพย์ นายทหารคนสำคัญคนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ประเทศไทย ท่านมีช่วงชีวิตอยู่ในเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เขียนบันทึกความทรงจำเหตุการณ์ที่เผชิญมาได้อย่างน่าสนใจ อันสะท้อนให้เห็นภาพประวัติศาสตร์จากอีกแง่มุมหนึ่งที่น้อยคนจะได้ทราบ

พลอากาศเอก ทวี ได้บันทึกช่วงชีวิตก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะปะทุว่า เมื่อ พ.ศ. 2484 ในขณะที่ยังมียศเป็น เรืออากาศเอก ผู้บังคับฝูงบินขับไล่ที่ 3 กองบินน้อยที่ 1 ประเทศไทยในขณะนั้น นำโดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในฐานะนายกรัฐมนตรี ทราบข่าวดีว่า ญี่ปุ่นมีแผนยึดอินโดจีนทั้งหมดและอาจรุกไล่ยึดไปถึงคาบสมุทรมลายูของอังกฤษด้วย

รัฐบาลไทยทราบดีว่าญี่ปุ่นได้พยายามส่งทหารนอกเครื่องแบบมาตามจุดต่าง ๆ หากเกิดสงครามแล้วก็จะสวมเครื่องแบบ ติดอาวุธ และยึดจุดสำคัญ ๆ ได้ในทันที รัฐบาลไทยจึงพยายามติดต่อกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกาเพื่อปรึกษาหารือเรื่องกำลังทหารและขีดความสามารถของทั้งสองประเทศว่าหากเกิดสงครามขึ้นจะช่วยไทยได้อย่างไรบ้าง

ความวิตกกังวลของรัฐบาลไทยนี้ไม่ใช่เรื่องกระต่ายตื่นตูม เนื่องจากมีเค้าลางสงครามอยู่ทุกหนแห่ง พลอากาศเอก ทวี ก็สัมผัสได้ถึง “กลิ่นควันสงคราม” ที่คุกรุ่นขึ้นทั่วทุกมุมโลก แม้แต่ในประเทศไทยก็มี “กลิ่น” มาบ้างแล้ว

โดยเฉพาะวิทยุแห่งประเทศไทยที่มี “นายมั่น-นายคง” ออกวิทยุพูดคุยกันว่า“คนไทยจะทำประการใดถ้าข้าศึกบุกรุกประเทศไทยขึ้นมา” และออกวิทยุกระตุ้นความรักชาติเพื่อสร้างความฮึกเฮิมให้คนไทยหากเกิดสงครามขึ้นมาจริง ๆ ซึ่งพลอากาศเอก ทวี เชื่อว่าเป็นการสั่งการจากจอมพล ป. ให้ออกวิทยุกระตุ้นประชาชนเช่นนี้

จอมพล ป. จึงได้ติดต่อกับเซอร์ โยไซร์ ครอสบี้ เอกอัครราชทูตอังกฤษ เมื่อมีการพูดคุยของทั้งสองฝ่ายนั้นก็พูดถึงขั้นว่า “ถ้าญี่ปุ่นบุกขึ้นไทยแล้วทางอังกฤษจะเข้าทำการช่วยเหลือขัดขวางการบุกทันที”

ฝ่ายอังกฤษมีความมั่นใจในกองทัพของตนเองมาก โดยอ้างว่า “อังกฤษมีกองทัพเรือที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก” อวดว่าเรือที่มาประจำอยู่ที่สิงคโปร์สองลำคือ เรือ Pince of Wales และ เรือ Repulse ว่าไม่มีอาวุธชนิดไหนจมเรือทั้งสองลำได้ (ใช้คำว่า “Unsinkable”) กองทัพบกก็แข็งแกร่ง มีกองทัพถึง 2 กองทัพ มีกำลังทหารทั้งในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย แอฟริกัน โดยเฉพาะทหารหน่วยกูราข่าที่เก่งกาจ ชำนาญปีนป่ายเขาสูง มีมีดขอเป็นอาวุธซึ่งสามารถย่องเข้าไปฆ่าศัตรูได้อย่างเงียบเชียบ

ส่วนกองทัพอากาศอังกฤษก็มีเครื่องบินประจำการจำนวนมากพอที่จะป้องกันทะเลจีนใต้ ไทย มลายู และสิงคโปร์ได้ มีทั้งเครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดกลาง Blenheim เครื่องบินขับไล่ Hurricane 2 ฝูง และ Buffalo-Brewster 3 ฝูง รวมถึงเครื่องบินตรวจการและเครื่องบินลำเลียงอีกจำนวนมาก

ทูตทหารของอังกฤษนามว่านาวาอากาศเอก Bishop บอกกับฝ่ายรัฐบาลไทยว่า“กองทัพอากาศญี่ปุ่นอ่อนแอมาก มีเครื่องบินมากแต่ไม่มีคุณภาพทางด้านการคล่องตัว นักบินก็ยังใหม่ต่อการบินสมัยใหม่ คนญี่ปุ่นส่วนมากใส่แว่นตา สายตาสั้น ดังนั้น จะเป็นนักบินที่ดีไม่ได้ เฉพาะอย่างยิ่งนักบินขับไล่และนักบินโจมตี”

จากข้อมูลดังกล่าวทำให้จอมพล ป. ถึงกับ “ต้องพิจารณาใช้สมองอย่างหนัก” จนราวบ่ายวันหนึ่งในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2484 จอมพล ป. จึงออกคำสั่งให้ พันโท หลวงสุรณรงค์ เป็นหัวหน้าคณะและให้พลอากาศเอก ทวี เป็นนายทหารไปติดต่อที่กองบัญชาการทหารอังกฤษที่สิงคโปร์กับจอมพลอากาศ Sir Robert Brook Popham ผู้บัญชาการกองทัพอังกฤษภาคตะวันออกไกล เพื่อตรวจสอบข้อมูลการทหารที่ทางอังกฤษเคยแจ้งต่อรัฐบาลไทยว่าจริงแท้อย่างนั้นหรือไม่ โดยได้ตั้งสมมติฐานว่าหากญี่ปุ่นบุกประเทศไทยแล้วกองกำลังของอังกฤษจะช่วยเหลือไทยได้เพียงใด

เมื่อเดินทางถึงสิงคโปร์ ได้ปรึกษาหารือระหว่างสองฝ่าย และฝ่ายอังกฤษได้พาคณะทหารไทยเยี่ยมชมสถานที่ทางสำคัญ ๆ ตรวจดูกำลังทหารและยุทโธปกรณ์ของอังกฤษ ซึ่งพลอากาศเอก ทวี สรุปความเห็นว่า

“อังกฤษยังไม่พร้อมที่จะทำการป้องกันภูมิภาคแถบนี้เลย เครื่องบินต่าง ๆ ที่มีอยู่ล้าสมัย มีจำนวนไม่เพียงพอ อาวุธหนักของกองทัพบกยังมีไม่พอเพียง ดังจะเห็นได้จากการที่ทางกองทัพบกได้นำเอาปืนต่อสู้รถถังของอิตาลีที่จับมาได้มาใช้ในหน่วยทหารบก รถ Bren Gun Carrier มีอยู่เป็นจำนวนหลายร้อยคัน แต่ข้าพเจ้าคิดว่าจะช่วยอะไรไม่ได้เลย เพราะเล็กเกินไปและมีเกราะที่อ่อนแอ”

พลอากาศเอก ทวี ยังบันทึกว่า อังกฤษคิดแต่จะป้องกันแต่เพียงสิงคโปร์เท่านั้น เพราะได้เอาปืนใหญ่ขนาด 8 นิ้วไปตั้งไว้บนเกาะนอกชายฝั่ง และมีเป้าแต่เพียงด้านหน้าทางทะเลเท่านั้น ส่วนด้านหลังคือส่วนแผ่นดินใหญ่ กลับไม่มียุทธศาสตร์การป้องกันมากเท่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายอังกฤษระบุว่าพวกเขาไม่มีความกังวลด้านนั้นเลย เพราะมั่นอกมั่นใจในกองทัพบกของพวกตนมาก และเชื่อมั่นว่าเรือรบ Pince of Wales และ Repulse ที่ได้อวดอ้างไว้ก่อนหน้านั้นจะคอยยิงช่วยสกัดกั้นหากเกิดการสู้รบขึ้น

“ข้าพเจ้าไม่ได้ Comment อะไร แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า ความคิดของมหาอำนาจนี้ช่างคิดเข้าข้างตัวเองเหลือเกิน การเป็นมหาอำนาจมานานทำให้เขาพิจารณาเหตุการณ์ผิดไปหมด”  

จากนั้นพลอากาศเอก ทวี ได้มาเยี่ยมกองพลทหารราบที่อลอร์สตาร์ บริเวณชายแดนมาลายู-ไทย ได้จัดการสวนสนามอย่างยิ่งใหญ่เพื่อเป็นการต้อนรับ มียุทโธปกรณ์จำนวนมาก ทั้งอาวุธชนิดต่าง ๆ ยานเกราะ ปืนใหญ่ ปืนต่อสู้อากาศยาน และรถถังขนาดเล็ก ซึ่งได้สวนสนามเป็นเวลานานกว่าชั่วโมงครึ่งก็ยังไม่จบ จนพลอากาศเอก ทวี ที่ยืนรอชมการสวนสนามได้เห็นสิ่งผิดปกติและได้บันทึกไว้ ความว่า

“ขณะกำลังยืนรออยู่นั้น ข้าพเจ้าได้พยายามจำเบอร์รถที่ผ่านไปและปรากฏว่ามีรถถังและ Brengun Carrier ผ่านข้าพเจ้าไปถึงสามครั้ง ข้าพเจ้าก็รู้ว่าทหารอังกฤษเขาต้องการแสดงแสนยานุภาพเพื่อให้เราเห็นว่าอังกฤษยังมีกองกำลังอีกมากมาย แม้ว่าจะต้องทำการรบติดพันอยู่ทางด้านอังกฤษเอง” 

หลังจากสวนสนามแล้วเสร็จ ก็มีข่าวว่าญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นที่เมืองดองแดงในเวียดนามแล้ว พลอากาศเอก ทวี จึงได้มาพูดคุยกับผู้บัญชาการกองพลของฝ่ายอังกฤษในประเด็นดังกล่าวว่า หากอังกฤษมีกองทัพที่เกรียงไกรและแข็งแกร่ง ญี่ปุ่นคงไม่กล้ารุกคืบมาอย่างแน่นอน และอาจหยุดแต่เพียงการยึดที่อินโดจีนเท่านั้น พลอากาศเอก ทวีจำต้องพูดอย่างเป็นไมตรี แต่ความเป็นจริงนั้น…

“ข้าพเจ้าพูดออกไปทั้ง ๆ ที่รู้อยู่อย่างเต็มที่แล้วว่ากองทัพอังกฤษในมาลายูและสิงคโปร์อ่อนแอมาก แม้จะรักษาตนเองก็ไม่พอเสียแล้ว”

เมื่อพลอากาศเอก ทวี เดินทางกลับถึงประเทศไทยจึงรายงานเรื่องเหล่านี้ให้จอมพล ป. ทราบทั้งหมด และเสนอความเห็นว่า การที่รัฐบาลไทยคาดหวังความช่วยเหลือจากอังกฤษนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องยากมาก เนื่องจากอังกฤษติดพันสงครามในยุโรป ขาดการส่งกำลังและยุทโธปกรณ์มายังภาคพื้นเอเชีย และเห็นว่า รัฐบาลอังกฤษ โดยนายกรัฐมนตรีวินสตัน เชอร์ชิล ก็ทราบดีว่าหากเกิดสงครามสู้รบในคาบสมุทรมลายูขึ้นจริง สมรภูมินี้ก็เป็นแต่เพียงการสู้รบเพื่อประวิงเวลาให้อังกฤษเท่านั้น

ถือเป็นความโชคดีของไทย? ความโป๊ะแตกของอังกฤษ? หรือความช่างสังเกตและความสามารถด้านยุทธศาสตร์ทางทหารของพลอากาศเอก ทวี ก็ไม่ทราบได้ ที่ทำให้รัฐบาลไทยไม่หลงกลคำพูดโอ้อวดของฝ่ายอังกฤษ จึงทำให้รัฐบาลไทยได้ข้อมูลมาประกอบการพิจารณาเพื่อวางยุทธศาสตร์การทหารได้อย่างรัดกุม โดยที่ไม่ตีราคาตัวเองสูงเกินไปที่จะหวังพึ่งให้ชาติอื่นมาช่วยเหลือ

และเมื่อญี่ปุ่นบุกคาบสมุทรมลายู กองทัพอังกฤษก็ย่อยยับอย่างรวดเร็ว…

อ้างอิง :

ทวี จุลละทรัพย์. (2539). ชาติอยู่เหนือสิ่งใด บันทึกความจำของ พลอากาศเอก ทวี จุลละทรัพย์. พิมพ์เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ พลอากาศเอก ทวี จุลละทรัพย์ วันเสาร์ที่ 18 พฤษภาคม 2539 ณ วัดเทพศิรินทราวาส. ม.ป.ท. : ม.ป.พ.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 27 สิงหาคม 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...