โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

จดหมายเหตุ คุณค่าทางประวัติศาสตร์

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 05 พ.ย. 2562 เวลา 09.58 น. • เผยแพร่ 31 ส.ค. 2562 เวลา 02.15 น.

คอลัมน์ HR Corner

โดย รณดล นุ่มนนท์

กองหนังสือ และเอกสารที่วางเรียงรายอยู่ทั่วบ้าน ถือเป็นเรื่องปกติที่ผมจำความได้ตั้งแต่เด็ก เพราะพ่อแม่ต้องศึกษาค้นคว้าเพื่อเตรียมสอนหนังสือ และเขียนหนังสือ และผมมักหยิบเอกสารเหล่านั้นมาอ่านเสมอ ๆ เอกสารหลายชิ้นสร้างความตื่นตาตื่นใจ เพราะถือเป็นบันทึกเหตุการณ์ที่สำคัญทางประวัติศาสตร์

และเมื่อแม่ พาผม และน้องชายไปที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ท่าวาสุกรี รวมทั้งที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อค้นคว้าหลักฐานความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ ในช่วงสงครามเวียดนามเป็นเวลาร่วมปี ยิ่งทำให้ผมซึมซับกับคุณค่าของเอกสารเหล่านั้น

หากกล่าวถึง “จดหมายเหตุ” หลายคนคงคิดถึงการบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เพื่อใช้ในการอ้างอิง เป็นเอกสารที่รายงาน หรือบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประจำวัน สมเด็จกรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ทรงอธิบายไว้ในหนังสือสาส์นสมเด็จว่า“เป็นการจดเรื่องราวที่มีขึ้นอาจเป็นเรื่องอะไรก็ได้แต่เพราะเหตุที่เกิดขึ้นนั้น ต้องจดอ้างไว้ว่าเกิดเมื่อไรแผ่นดินไหน” (1)

งานจดหมายเหตุของไทยมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ตามข้อทรงสันนิษฐานของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ว่า“เรื่องจดหมายเหตุมีธรรมเนียมเก่าเป็นหน้าที่ของมหาดเล็กจะต้องจดบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ เก็บไว้ในหอศาสตราคม และงานจดหมายเหตุในราชสำนักก็ยังเป็นประเพณีสืบต่อมาหลายสมัยถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ปรากฏหลักฐานเรื่องการจัดงบประมาณกรม พระอาลักษณ์ เมื่อ ร.ศ. 115 ขอรับพระราชทานยกการบันทึกเหตุการณ์ประจำวันรวมกับราชกิจจานุเบกษายกเป็นกองจดหมายเหตุ ใน ร.ศ. 118 ปรากฏหลักฐานประกาศตั้งตำแหน่งข้าราชการกรมรัฐมนตรีและกรมพระอาลักษณ์ มีหลวงนรราชจำนง ดำรงตำแหน่งปลัดกรม ยังคงปรากฏมีกองจดหมายเหตุอยู่”

ส่วนหอจดหมายเหตุ ในความหมายที่เป็นหน่วยงานเก็บเอกสารไว้เป็นเอกสารจดหมายเหตุ ตรงกับคำว่า “ARCHIVES” ของภาษาอังกฤษ (2) ที่มาจากรากคำภาษากรีกในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่านทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของหนังสือราชการตามที่มีพระราชกระแสให้นำเอกสารสำคัญไปเก็บรักษาไว้ในหอจดหมายเหตุ ซึ่งตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า “ARCHIVES”

ขอยกตัวอย่างพระราชกระแสเกี่ยวกับเรื่องตราที่ว่า “เรื่องตราเป็นอันได้ความถูกต้องตามที่พระยามหาอำมาตยแจ้งความ แต่มีความเสียใจที่เปนตราแกะใหม่ทั้ง 2 ดวงรุ่นเดียวกันกับนารายน์ทรงราหู ตราเก่าเป็นจะหายหกตกหล่น เพราะเจ้าแผ่นดินไม่ได้อยู่ติดเมืองสักคนหนึ่ง…หนังสือชนิดนี้ควรจะเข้าอาไคฟ ขอให้เก็บให้จงดี” (3)

ต่อมาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้จัดตั้งหอจดหมายเหตุและหอรูปขึ้น เพื่อเก็บรักษาเอกสารและรูปถ่ายที่มีอายุเกิน 25 ปีไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้า จนมาเป็นหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ทั้งที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ และขยายออกไปอยู่ในส่วนภูมิภาค 10 แห่งในปัจจุบัน (4)

อย่างไรก็ดี หลายคนคงยังไม่ทราบว่าแบงก์ชาติก็มีหอจดหมายเหตุเช่นเดียวกัน และเพื่อให้ผมได้พาพวกเราไปท่องหอจดหมายเหตุ แบงก์ชาติ แบบจับต้องได้ ผมจึงได้นัด “พี่อ๋อย” จิราภรณ์ ศิริธร รองผู้อำนวยการ และ “พี่มด” สุมัยวดี เมฆสุต ผู้ช่วยผู้อำนวยการ (ควบ) ส่วนบริหารงานเอกสาร จดหมายเหตุ และวัตถุพิพิธภัณฑ์ พาทัวร์หอจดหมายเหตุพร้อมเล่าประวัติความเป็นมา

“พี่อ๋อย” และ “พี่มด” จัดเตรียมเอกสารหลักฐานมาเล่าแบบไม่ให้ตกหล่น สมกับเป็นนักจดหมายเหตุพันธุ์แท้ โดยเล่าว่า…แบงก์ชาติโชคดีที่ผู้ใหญ่สมัยก่อนให้ความสำคัญกับเอกสารจดหมายเหตุ โดยให้จัดเก็บเอกสารที่มีคุณค่าตั้งแต่แบงก์ชาติเริ่มดำเนินการในปี 2483 เป็นสำนักงานธนาคารชาติไทย ขณะที่ตั้งอยู่ภายในพระบรมมหาราชวัง จนถึงเอกสารของธนาคารแห่งประเทศไทยในปัจจุบัน

ทั้งนี้ การดำเนินการจัดเก็บเอกสารให้เป็นมาตรฐานสากลของแบงก์ชาติเริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2512 โดยได้เชิญ “Mr. John F. Murphy” ผู้เชี่ยวชาญจาก International Executive Service Corps (IESC) สหรัฐอเมริกา เข้ามาปรับปรุงงานจัดการเอกสาร ตั้งเป็น “คณะทำงานโครงการปรับปรุงการเก็บรักษาเอกสาร”

โดยเสนอแนะให้ธนาคารมีงานหอบรรณสารดูแลระบบงานเอกสารของธนาคารอย่างครบวงจร ตั้งแต่งานต้นน้ำคือ งานสารบรรณ (ระบบการบริหารงานเอกสารในปัจจุบัน) งานศูนย์เก็บเอกสาร เพื่อเก็บเอกสารรอทำลาย จนถึงงานปลายน้ำคือ หอบรรณสาร (งานหอจดหมายเหตุในปัจจุบัน) เพื่อเก็บรักษาเอกสารที่มีคุณค่าไว้เป็นการถาวร ซึ่งการดำเนินงานหอบรรณสารช่วงแรกมี “ม.ร.ว.อนงค์เทวัญ เทวกุล” เป็นบรรณสารารักษ์รับผิดชอบงานดังกล่าว สังกัดส่วนการเลขานุการ ต่อมาก็ได้มี “พี่เบ็ญจมาศ ตันตยาภรณ์” เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานงานจดหมายเหตุของแบงก์ชาติ

โดยแต่เดิมหอบรรณสาร (ที่เปลี่ยนชื่อเป็นหอจดหมายเหตุเมื่อ พ.ศ. 2532) อยู่ที่ชั้นใต้ดินอาคาร 2 สังกัดหอสมุด จดหมายเหตุ และพิพิธภัณฑ์ และต่อมาย้ายมาที่ตั้งปัจจุบันภายในชั้น 4 อาคาร 7 ภายใต้การดำเนินงานของฝ่ายส่งเสริมความรู้ทางการเงิน

ความท้าทายของงานจดหมายเหตุ เริ่มต้นจากการคัดเลือกว่า เอกสารและหลักฐานใดที่มี “คุณค่า” สมควรจะถูกเก็บรักษาไว้ถาวร ไปจนถึงวิธีการเก็บรักษาเอกสารและหลักฐานที่อยู่ในรูปวัตถุทางกายภาพให้สามารถคงอยู่ได้อย่างยาวนาน ภายในห้องจัดเก็บมีระบบการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดพร้อมควบคุมสภาพแวดล้อมไม่ว่าจะเป็นในด้านอุณหภูมิ ความชื้น การป้องกันแมลง ตลอดจนเชื้อรา มีตู้จัดเก็บที่ถูกสร้างขึ้นมาเฉพาะพร้อมหัวฉีดสารเคมีฉุกเฉินกรณีเพลิงไหม้ เพื่อทำให้เอกสารเหล่านี้สามารถมีสภาพคงอยู่ได้อย่างยาวนาน

โดยมีความท้าทายที่หอจดหมายเหตุแบงก์ชาติกำลังเผชิญคือ การจัดการ และเก็บรักษาเอกสารจดหมายเหตุอิเล็กทรอนิกส์

นอกจากนี้ ยังมีห้องสำหรับพนักงานปฏิบัติงานแปลงเอกสารและหลักฐาน (ที่มีอีกจำนวนมากที่รอการแปลง) ให้อยู่ในรูปไฟล์ดิจิทัลเพื่อการสงวนรักษาอีกด้วย รวมถึงมีอีกห้องหนึ่งที่มีอุปกรณ์เหมือนห้องตรวจสอบหลักฐานในภาพยนตร์ที่มีพนักงานคอยทำหน้าที่ซ่อมแซมเอกสารหรือหลักฐานที่ชำรุด

ปัจจุบัน หอจดหมายเหตุแบงก์ชาติเก็บรักษาเอกสารจดหมายเหตุมากกว่า 100,000 แฟ้ม มีเอกสารตั้งแต่เริ่มตั้งสำนักงานธนาคารชาติไทย เมื่อ พ.ศ. 2483 เอกสารนโยบาย การบริหารงานของธนาคารแห่งประเทศไทย เอกสารการประชุมของคณะกรรมการธนาคาร คณะกรรมการ และคณะทำงานต่าง ๆ รายงานข้อมูล การวิเคราะห์ทางวิชาการ โครงการสำคัญ สุนทรพจน์ คำปราศรัย คำแถลงข่าว ฯลฯ

ตลอดจนภาพถ่าย, สไลด์, ฟิล์มภาพยนตร์, เทปบันทึกเสียง, วิดีโอเทป, แผนที่, แผนผัง, แบบแปลน

นอกเหนือจากเอกสารทางการแล้ว หอจดหมายเหตุยังจัดทำประวัติศาสตร์บอกเล่า ซึ่งเป็นข้อมูลประสบการณ์ส่วนตัว ข้อคิดเห็นของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์การคลังและการธนาคารของไทย รวม 39 ท่าน เช่น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช, คุณเสริม วินิจฉัยกุล และคุณเสวตร เปี่ยมพงศ์สานต์ เป็นต้น เนื่องจากประวัติศาสตร์

บอกเล่าจะอธิบายถึง 3 เรื่องหลัก ๆ ได้แก่ 1.ระบบการคลังและการธนาคารของไทย พ.ศ. 2483-2492, 2.วิวัฒนาการกิจการธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย และ 3.ความเป็นมาของธุรกิจธนาคารสาขาในประวัติศาสตร์ไทยหอจดหมายเหตุอนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้ามาใช้บริการได้ โดยยึดแนวคิดว่า “เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น”

นอกจากนั้น พวกเรายังสามารถค้นหาเอกสารจดหมายเหตุผ่าน botlc website (www.botlc.or.th) ที่จัดเอกสารในรูปดิจิทัลที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น แผนผังโครงสร้างองค์กรเมื่อครั้งก่อตั้งธนาคารชาติที่มีเพียง 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายออกบัตรธนาคาร, ฝ่ายการธนาคาร และฝ่ายบัญชาการ (รูปแบบการเขียนสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม) รวมทั้งบันทึกจากกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2489 มอบหมายให้แบงก์ชาติช่วยกระทำกิจการที่เป็นงานประจำ และมีอยู่ เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2488 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นบทบาทหน้าที่การกำกับตรวจสอบสถาบันการเงินของแบงก์ชาติอย่างเต็มตัว

ทั้งนี้ “ดร.วิรไท สันติประภพ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กล่าวในงานเปิดการประชุมวิชาการเรื่อง “บทบาทงานจดหมายเหตุในกระแส big data และสังคมแห่งการเรียนรู้” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม 2562 ว่า “เอกสารจดหมายเหตุของแบงก์ชาติ ถือเป็นเครื่องมือบริหาร เป็นความรู้ เป็นความทรงจำของสถาบัน

ซึ่งบอกเล่าอดีต สนับสนุนภารกิจ ความรับผิดชอบปัจจุบันและอนาคต อีกทั้งเป็นหลักฐานและพยานเอกสารแสดงความโปร่งใสในการดำเนินงานขององค์กร และเป็นแหล่งข้อมูลปฐมภูมิสำหรับการค้นคว้าวิจัยในสาขาเศรษฐกิจ การเงิน การธนาคารของไทย” (5)

ซึ่งพวกเราสามารถไปเยี่ยมชมนิทรรศการจดหมายเหตุ ธปท. เพื่อย้อนรำลึกความทรงจำของแบงก์ชาติ และประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย ซึ่งกำลังจัดอยู่ที่ห้องค้นคว้าจดหมายเหตุ ศูนย์การเรียนรู้ ธปท. ชั้น 1 ได้จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2562

หมายเหตุ : แหล่งที่มา

(1) วรนุช วีณะสนธิ รู้จักจดหมายเหตุ http://www.finearts.go.th(2-3-4) ประวัติหอจดหมายเหตุแห่งชาติ, สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ https://www.nat.go.th/

(5) วิรไท สันติประภพ คำกล่าวเปิดโครงการประชุมวิชาการประจำปี 2562 เรื่อง “บทบาทงานจดหมายเหตุในกระแส big data และสังคมแห่งการเรียนรู้” วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม 2562 ณ ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ชั้น 5) จัดโดย สมาคมจดหมายเหตุไทย ร่วมกับหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ และภาคี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...