โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประวัติศาสตร์ไม่ได้มีแต่เรื่องโบราณ ‘BNK ก็เป็นประวัติศาสตร์’

MATICHON ONLINE

อัพเดต 20 ส.ค. 2565 เวลา 05.29 น. • เผยแพร่ 20 ส.ค. 2565 เวลา 05.13 น.

ประวัติศาสตร์ไม่ได้มีแต่เรื่องโบราณ

‘BNK ก็เป็นประวัติศาสตร์’

ท่ามกลางกระแสไอดอลที่ได้รับความกระแสนิยมในสังคมไทย วงหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้เลย BNK 48 ที่นำเพลงฮิต อย่างคุกกี้เสี่ยงทาย รวมถึงท่าปั้นข้าวปั้น ซึ่งทั้งเด็กจนถึงผู้ใหญ่ต่างเต้นได้ทั่วบ้านทั่วเมือง แม้วันนี้ภาพของ BNK 48 ในบ้านเราอาจห่างหายไปบ้าง แต่กระนั้นกลับมีผู้หลงใหลในเรื่องราวของไอดอลวงนี้ในแง่มุมด้านวัฒนธรรม ตั้งแต่การก่อร่างสร้างตัว ตลาดของผู้ติดตาม จนถึงปรากฏการณ์ต่างๆ ที่กลายเป็น ‘ประวัติศาสตร์’

“เราต้องมองว่าประวัติศาสตร์ไม่ได้มีแค่ด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ เพราะกิจกรรมทางวัฒนธรรมมันก็คือ วิถีชีวิตของมนุษย์ หากลองเปรียบเทียบองค์ความรู้ในประวัติศาสตร์ไทยในระดับการทำวิจัย จะพบว่า การทำวิจัยด้านประวัติศาสตร์การเมืองมันฟุบไประยะหนึ่งแล้ว มันเพิ่งกลับขึ้นมา เพราะกระแสบางอย่างที่เกิดขึ้นในสภาวะปัจจุบัน แต่ที่ผมกังวลคือ การที่คนอาจมองว่าทำเรื่องที่เป็นปัจจุบันมากเกินไป อาจถูกมองว่าไม่ใช่ประวัติศาสตร์ เพราะมีกรอบความคิดเหล่านั้นอยู่ กังวลอีกมุมหนึ่ง (หัวเราะ) เขียนเสร็จแล้วจะโดนเหล่าแฟนคลับ BNK 48 อัดไหม แต่ก็พร้อมจะลองทำดู”

ผศ.ดร.โดม ไกรปกรณ์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ คือ ผู้ที่พยายามอธิบายเรื่องราวของ BNK 48 ผ่านมุมมองทางประวัติศาสตร์ ฉายภาพสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของสังคมผ่านวงการบันเทิงในวัฒนธรรมร่วมสมัย

ก่อนเผยแพร่ผ่านพ็อคเก็ตบุ๊กหน้าปกสีสันสดใส BNK 48 วัฒนธรรมบันเทิงแบบใหม่ ในสังคมไทยร่วมสมัย ประวัติศาสตร์เชิงวิเคราะห์

คุกกี้เสี่ยงทาย ชุบชีวิต ‘ซีดี’ จากความตาย

ผศ.ดร.โดม เริ่มต้นด้วยเหตุผลว่าทำไมถึงเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา?

“หน้าที่ของนักประวัติศาสตร์ คือการอธิบายเรื่องราวทางสังคม การเมือง หรือเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นด้วยกรอบหนึ่ง สังคมไทยมักมองประวัติศาสตร์เป็นเรื่องโบราณ คือทำแต่เรื่องเก่าๆ เมื่อผมมาเขียนเรื่อง BNK 48 บางคนมองว่าเป็นประวัติศาสตร์ได้ด้วยหรือ (หัวเราะ)

มี Quote หนึ่งของ คุณแสนปิติ สิทธิพันธุ์ (บุตรชาย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม.) ซึ่งจบปริญญาตรีด้านประวัติศาสตร์จากสหรัฐอเมริกา ว่าสิ่งที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน มีความเป็นมาอย่างไร ปัจจัยอะไรที่ทำให้เกิดขึ้น แล้วมันเดินทาง หรือมีความเปลี่ยนแปลงอย่างไร จนกระทั่งมาเป็นสิ่งที่เราเห็นในปัจจุบัน

ผมเป็นคนที่คิดในแง่ประวัติศาสตร์ในมุมนี้เหมือนกัน เป็นมุมที่เราสามารถนำเรื่องราวในประวัติศาสตร์ มาใช้อธิบายความเปลี่ยนแปลงของสังคม และวิธีการที่จำ ทำให้ประวัติศาสตร์นั้นมีพลังหรือไม่ มีพลังมากน้อยแค่ไหน มันก็อยู่ที่เรานำคำอธิบายเหล่านั้นมาตอบสิ่งที่เราเห็นในปัจจุบันได้หรือไม่”

ผศ.ดร.โดม ตั้งข้อสังเกตว่า คุกกี้เสี่ยงทาย ซึ่งจุดประกายความสำเร็จของ BNK เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ นอกจากเพลงคุกกี้เสี่ยงทายที่ทำให้เกิดกระแสนิยมโด่งดัง ทำให้คนเต้นเลียนแบบท่าทางได้ ในอีกมุมหนึ่งในแง่ของธุรกิจ ก็ทำให้แผ่นซีดี กลับมาขายได้ ทั้งที่คนฟังเพลงยุคนี้ไม่ค่อยซื้อแผ่นซีดีเพื่อมาฟังเพลงกันแล้ว

“เรียกได้ว่าซีดีจะตายอยู่แล้ว ปรากฏว่า BNK 48 ทำแผ่นซีดีออกขาย และขายได้ กลายเป็นกระแสนิยมซีดีกลับมาค่อนข้างเยอะ”

แน่นอนว่าในกลุ่มผู้ชื่นชอบวงไอดอลนี้ ก็มี ผศ.ดร.โดม เป็นหนึ่งในนั้น โดยให้เหตุผลว่า ดูแล้วชอบ ดูแล้วสนุก จึงทำการศึกษาอย่างจริงจัง

BNK 48 จุดประกาย J-POP สู้ K-POP สู่ ‘(ไทย)เกิร์ลกรุ๊ป’

อาจารย์ประวัติศาสตร์รั้ว มศว ชวนให้มองข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ในมิติของเวลา ว่าวัฒนธรรม J-POP หรือสมัยนิยมวัฒนธรรมญี่ปุ่นเริ่มก่อตัวอย่างชัดเจนในทศวรรษ 2510 โดยค่อยๆ ขยายตัวขึ้นตามลำดับ กระทั่ง ‘พีคสุดๆ’ ในทศวรรษ 2520-2530

ช่วงทศวรรษ 2530 ถ้าพูดถึงความบันเทิงของต่างชาติ ที่ได้รับความนิยมในสังคมไทย คือ ญี่ปุ่น ถ้าไม่นับวัฒนธรรมอเมริกัน พอมาถึงช่วงทศวรรษ 2540 กระแสนิยมวัฒนธรรมญี่ปุ่นกลับร่วงลง เพราะในแง่หนึ่งสื่อไทยหันไปจับวัฒนธรรมเกาหลีแทน พอช่วงทศวรรษ 2550 วัฒนธรรมเกาหลีกลบวัฒนธรรมญี่ปุ่น J-POP หดลงไปเยอะ กลายเป็นกระแสรองของรองอีกที วัฒนธรรมญี่ปุ่นเหลือพื้นที่นิดเดียวในโลกอินเตอร์เน็ต

กระทั่งทศวรรษ 2560 เมื่อเกิด BNK 48 ที่กลายเป็นจุดดึงกระแสวัฒนธรรมญี่ปุ่นกลับขึ้นมา อย่างไรก็ตาม หากถามว่ากลับมา ‘พีค’ เหมือนทศวรรษ 2530 หรือไม่ คำตอบคือ ‘ไม่’

“ทุกวันนี้กระแสวัฒนธรรมต่างชาติ ก็ยังคงเป็นเกาหลีอยู่ แต่ BNK 48 ทำให้วัฒนธรรมญี่ปุ่นเริ่มกลับมาให้เราเห็น หลังจากที่เงียบมาน๊านนน นานนน”

จากวัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่นที่กลับมาในสังคมไทยอีกครั้งด้วยกระแสความฮอตของ BNK 48 ผศ.ดร.โดม มองว่า มีส่วนทำให้เกิดพื้นที่เกิร์ลกรุ๊ปในประเทศไทยอีกครั้ง

“หากดูในตลาด ดูภาพรวมตั้งแต่ทศวรรษ 2540-2550 บริษัทค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ของไทย ไม่ค่อยมีนักร้องแนวใหม่เกิดขึ้น ไล่ดูได้เลยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ค่ายแกรมมี่ก็เป็นเชิงรียูเนียน นำนักร้องเก่ากลับมามากกว่า ศิลปินเกิร์ลกรุ๊ปที่เป็นแบบไทยก็ซบเซาลงไปเยอะ กลายเป็นคนไทยบริโภคเกาหลี ตลาดเพลงไทยจึงซบเซาไปเยอะมากๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง BNK 48 ทำให้คนไทยจำนวนหนึ่งหันกลับมาฟัง แต่ถามว่าฟื้นกระแสเกิร์ลกรุ๊ปในไทยได้ไหม ก็ต้องดูกันยาวๆ ต่อไป BNK 48 ตอนนี้นับอายุก็ใกล้ถึงปีที่ 6 แล้ว เพราะว่าสิ้นปี 2565 เมมเบอร์รุ่นแรกของ BNK 48 ก็จะครบสัญญา 6 ปี”

วิวาทะ ‘ไอดอลในร่มทุนนิยม’ เมื่อผู้หญิงคือสินค้า?

ประเด็นที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือ ยุทธศาสตร์ความสำเร็จ ผศ.ดร.โดม วิเคราะห์การตลาดของ BNK 48 ว่า จากที่ศึกษามา พบว่าเจ้าของบริษัทที่ทำวง BNK 48 ไปซื้อลิขสิทธิ์ 48 กรุ๊ป ของญี่ปุ่นเพื่อตั้งวง BNK 48 ในไทย ถ้าดูเป้าหมายการตลาดจริงๆ คือความตั้งใจที่ตีตลาดคนเฉพาะกลุ่มอยู่แล้ว คนที่จะบริโภควงไอดอลก็อาจจะไม่ใช่คนทั่วไปในสังคม เพียงแต่มีอะไรบางอย่างของ BNK 48 โดยเฉพาะ ซิงเกิลที่ 2 คุกกี้เสี่ยงทาย ที่โดนใจคนไทย คนว้าว! คนสนุก กระแสจึงพุ่งขึ้น

“จริงๆ แล้วหากไล่ดูตั้งแต่ซิงเกิลแรก คนไม่ค่อยรู้จัก แต่มาพุ่งขึ้นในซิงเกิลที่ 2 คุกกี้เสี่ยงทาย เมมเบอร์ทั้งหลายของ BNK 48 ก็ได้เป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับโฆษณาต่างๆ พอมาถึงซิงเกิลที่ 4 เธอคือเมโลดี้ ยังคงเลี้ยงกระแสได้ แต่พอเข้าสู่ซิงเกิลที่ 5 กระแสเริ่มลง เพราะคนที่ดู เขาดูเฉพาะเพลง อาจเพราะเนื้อเพลงสนุก ท่าเต้นสนุก เนื้อเพลงโดนใจ ไม่ได้เห็นแนวเพลงแบบคุกกี้เสี่ยงทายมาพักใหญ่ หลังจากนั้นซิงเกิลอื่นๆ ก็กลับสู่ตลาดเฉพาะกลุ่มเช่นเดิม”

เมื่อคุยเรื่องการตลาด ไม่พลาดถามประเด็นวิวาทะจากเพจเฟซบุ๊ก ‘สังคมนิยมแรงงาน’ ซึ่งเผยแพร่ข้อเขียน ‘เสรีภาพที่ลวงหลอก : วัฒนธรรมไอดอลในร่มเงาทุนนิยม’

ผศ.ดร.โดม มองว่า ถ้าจะอธิบายสังคมผ่านมิติความขัดแย้ง ก็อธิบายด้วยมาร์กซิสต์ได้หมด พร้อมถามกลับด้วยประเด็นธุรกิจบันเทิงซึ่งมีกลไกปกติ เป็นที่ทราบกันดี

“แนวทางของ มาร์ก คือ อธิบายความเหลื่อมล้ำของสังคม เราสามารถอธิบายผ่านแนวคิดนี้ได้ เพราะทุกสังคมมันมีความขัดแย้ง แต่ถ้ามองในแง่ปรากฏการณ์ ถ้าดูในเรื่องของความบันเทิง มันก็คือเรื่องทุนนิยมอยู่แล้ว วงการบันเทิงที่เราดูอย่างน้อย 30-40 ปีที่ผ่านมา ค่ายเพลงใหญ่ๆ ทั้งหลาย เขาไม่ได้ทำธุรกิจหรือ?

เขาก็ทำสินค้าเพื่อขาย นักร้องค่ายเพลงดังๆ เขาก็เป็นพนักงานในบริษัท ได้ผลตอบแทนเป็นเงินหรือเงินเดือน มันก็เป็นกลไก ปกติ คนที่เข้ามาทำงานในวงการบันเทิงรู้อยู่แล้ว กรณีน้องๆ BNK 48 เขาก็ต้องเซ็นสัญญา ถ้าคุณไม่พอใจก็ไม่ต้องเซ็นสัญญา”

ปิดท้ายที่ประเด็นอ่อนไหวอย่างวาทะ ‘มองผู้หญิงเป็นสินค้า’ ซึ่งนักวิชาการท่านนี้ตอบคำถามด้วยการยกตัวอย่างเทียบเคียงในมุมกลับกัน

“หากพูดขำๆ ศิลปิน K-POP ถ้ามองว่า BNK 48 เป็นสินค้า ก็ต้องมอง ศิลปินชาย K-POP เป็นสินค้าด้วย เพราะโลกทุนนิยมมองอะไรก็เป็นธุรกิจหมด เพียงแต่ต้องมองว่าเขาขายอะไร มองว่าเท่าเทียมหรือไม่ มองในแง่กลับกันค่ายเพลง ใหญ่ในอดีต ฟ้องกันเรื่องสัญญาเยอะมาก ขณะที่ BNK 48 จะออกจากวงเมื่อไหร่ก็ได้ แค่ประกาศขอจบการศึกษา เขารู้ว่าเป็นธุรกิจ ไม่ใช่ไม่รู้” ผศ.ดร.โดมกล่าว ก่อนแนะนำให้ลอง ‘เปลี่ยนแว่น’ ดูบ้างเพื่อมุมมองที่หลากหลาย

“หากลองเปลี่ยนแว่นมองโดยไม่ใช่แนวคิดมาร์ก หากใช้แว่นมองแบบทุนนิยม เราก็จะไม่มองเรื่องนี้แบบที่แนวคิดมาร์กมอง เพราะมันคือการจ้างงานในระบบทั่วไป

เหมือนกับประวัติศาสตร์ การอธิบายความเปลี่ยนแปลงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จะเลือกกรอบไอเดียอะไร จะศึกษาประเด็นไหน จะเลือกหลักฐานชุดไหน” ผศ.ดร.โดมทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...