โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“แฉ” แผนใช้พงศาวดาร ยึดกรุงธนบุรี “ซ้ำ”

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 01 ก.ค. 2565 เวลา 02.59 น. • เผยแพร่ 01 ก.ค. 2565 เวลา 02.59 น.
พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ณ วงเวียนใหญ่ ฝั่งธนบุรี

การทำรัฐประหารเปลี่ยนแผ่นดินจากกรุงธนบุรีไปสู่กรุงรัตนโกสินทร์ สำเร็จราบคาบในคราวเดียวหรือจะให้ละเอียดกว่านั้นคือ ศึกกลางเมืองยึดกรุงธนบุรีสำเร็จเด็ดขาดด้วยเวลาเพียง 7 ชั่วโมง และตลอดรัชสมัยรัชกาลที่ 1 ก็ไม่มีแรงปฏิกิริยาใด ๆ จากกลุ่มอำนาจเก่าหรือฝ่ายพระเจ้าตากเลย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงมีเวลาบริหารกิจการสร้างบ้านแปลงเมืองให้เป็นไปตามอุดมการณ์ทางการเมืองคือสร้างกรุงศรีอยุธยาขึ้นมาใหม่ ความขัดแย้งทางการเมืองภายในราชอาณาจักรในยุคสมัยเริ่มต้นกรุงรัตนโกสินทร์ไม่ได้เกิดจาก “หนามหน่อ” พระเจ้าตาก แต่เป็นความขัดแย้งภายในกับวังหน้า “น้องชาย” ของพระองค์เอง

แต่งานปราบปรามกรุงธนบุรียังมิได้ลุล่วงไปอย่างสมบูรณ์แท้ดังที่ทราบกัน ยังคงมีสิ่งที่ต้องชำระสะสางกันอีกเพื่อให้กรุงรัตนโกสินทร์มีความสง่างามประดุจรัตนชาติซึ่งไร้ตำหนิรอยร้าว

13 ปี หลังจากการปราบดาภิเษกเปลี่ยนแผ่นดิน การยึดกรุงธนบุรีได้เกิดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งกระทำโดยปราศจากการใช้กำลังและความรุนแรง แต่เป็นการยึดกรุงธนบุรีโดยใช้ “พระราชพงศาวดาร” เป็นอาวุธ

โดยเฉพาะพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีในช่วงปลายรัชกาล นับตั้งแต่เค้าลางแห่งการรัฐประหารเริ่มเกิดขึ้น โครงสร้างของเนื้อความในพระราชพงศาวดารก็วิบัติผันแปรไปตามเหตุการณ์ เพื่อสนับสนุนให้เนื้อเรื่องตอนฉากจลาจลในพระนคร เป็นไปอย่างสมเหตุสมผล และสมควรแก่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

การ “ชำระ” พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี โดยมีพระมหากษัตริย์เสด็จเป็นองค์ประธานเกิดขึ้นในแผ่นดินกรุงรัตนโกสินทร์ครั้งแรกเมื่อ ปีเถาะ จุลศักราช 1157 หรือพุทธศักราช 2338 ปรากฏในบานแผนกว่า

“บานพะแนก ศุภมัสดุ ศักราช 1157 ปีเถาะ สัปตศก (พ.ศ. 2338) สมเด็จพระบรมธรรมมิกมหาราชาธิราชพระเจ้าอยู่หัว ผ่านถวัลราชย์ ณ กรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา เถลิงพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ทรงชำระพระราชพงศาวดาร” [1]

ครั้งนี้เป็นการชำระพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ซึ่งมีเนื้อความตอนกรุงธนบุรีรวมอยู่ด้วย แต่มักมีการตั้งข้อสังเกตว่าเนื้อความในตอนท้ายนั้น “ผันแปร” ไปตามอำนาจทางการเมืองกลุ่มใหม่ และอาจเชื่อถือไม่ได้มากนัก

“หากทว่าเมื่อพิจารณาเนื้อความในพระราชพงศาวดารฉบับนี้อย่างละเอียดแล้วจะเห็นได้ชัดเจนว่าเนื้อความนั้นตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2321 เป็นต้นไป เริ่มผิดเพี้ยนไปจากการจดบันทึกที่มีมาก่อน กล่าวคือเริ่มกลายเป็นลักษณะพระราชพงศาวดารดังที่เป็นมาตลอดรัชกาล การกล่าวถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างรวบรัด ในที่สุดก็นำไปสู่เรื่องการจลาจลและการ ‘เสียพระจริตฟันเฟือนไป’ ในปลายรัชกาล

เพราะฉะนั้น เนื้อความในพระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศในรัชกาลพระเจ้ากรุงธนบุรีนั้นก็คงเขียน ในรัชสมัยของพระองค์มาถึงประมาณเพียงไม่เกิน พ.ศ. 2320-2321 และเนื้อความย่อ ๆ ที่เหลือนั้นก็เป็นสิ่งที่มาเพิ่มเติมกันในราชวงศ์จักรี อาจจะในครั้งที่โปรดให้ชำระพระราชพงศาวดารเมื่อ พ.ศ. 2338 ก็เป็นได้

ด้วยเหตุดังนั้น จึงฟังไม่ได้มากนักสำหรับข้อมูลในปลายรัชกาล” [2]

กล่าวคือในตอนต้นรัชกาลพระราชพงศาวดารยังมีลักษณะ “ยอพระเกียรติ” อยู่มาก ทรงเป็นพระเจ้าอยู่หัวอันมีภินิหารนับในเนื้อหน่อพุทธางกูรเจ้า [3] แต่ถึงปลายรัชกาลนั้นทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินมิได้ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม 10 ประการ [4] มีเหตุมาจากทรงนั่งพระกรรมฐานจนทำให้ “พระสติฟั่นเฟือน”

พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ยังมีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์ชาติสยามในช่วงกรุงธนบุรีอย่างมาก เนื่องจากถูกใช้เป็นต้นฉบับในการ “ชำระ” พระราชพงศาวดารฉบับอื่น ๆ ในเวลาต่อมา [5] เช่น พระราชพงศาวดารกรุงสยามฉบับบริติชมิวเซียม พระราชพงศาวดารฉบับพิมพ์ 2 เล่ม (ฉบับหมอบรัดเล) และพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เป็นต้น

โดยพระราชพงศาวดารแต่ละฉบับมีความเกี่ยวเนื่องกันดังนี้ ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) เป็นต้นแบบให้ฉบับพระพนรัตน์ใช้ “ชำระ” ดัดแปลง แต่งเติม ฉบับพระพนรัตน์เป็นต้นฉบับที่หมอบรัดเลใช้พิมพ์ และฉบับหมอบรัดเล เป็นต้นฉบับในการชำระของฉบับพระราชหัตถเลขา

เนื้อความส่วนใหญ่ในพระราชพงศาวดารทั้ง 4 ฉบับ จึงสอดคล้องและเสริมซึ่งกันและกันในรายละเอียดที่ตกหล่น แต่ส่วนที่ต่อเติมเสริมเข้ามานี้มักจะถูกตั้งข้อสังเกตในความน่าเชื่อถืออยู่บ่อยครั้ง จนอดสงสัยไม่ได้ว่า เราไว้ใจพระราชพงศาวดาร “ฉบับหลวง” เหล่านี้ได้มากน้อยเพียงใด

สะกดรอย พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี

พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) เริ่มต้นเข้าเรื่องตอนปลายกรุงธนบุรีเมื่อ เดือน 2 ปีฉลู จุลศักราช 1143 (พุทธศักราช 2324) โดยกล่าวถึงการยกทัพใหญ่ไปตีกรุงกัมพูชา มีเนื้อความดังต่อไปนี้

*“ครั้นปีฉลูตรีศก (จ.ศ. 1143 พ.ศ. 2324) เดือนยี่ ดำรัสให้จัดทัพเป็น 6 ทัพ ให้เจ้าพระยาสุรศรีเป็นทัพหน้า พระเจ้ากษัตริย์ศึกเป็นจอมทัพหลวง กรมขุนอินทรพิทักษ์เป็นทัพหนุน เจ้าพระยานครสวรรค์เป็นยกรบัตร กรมขุนรามภูเบศรเป็นทัพหลัง พระยาธรรมมาเป็นกองลำเลียง ยกไปตีเมืองพุทไธเพ็ชร์*

ฝ่ายการแผ่นดินข้างกรุงธนบุรีนั้นก็ผันแปรต่าง ๆ เหตุพระเจ้าแผ่นดินเสียพระจริตฟั่นเฟือนไป

ฝ่ายพุทธจักรอาณาจักรทั้งปวงเล่า ก็แปรปรวนไปเป็นหมู่ มิได้เป็นปกติเหมือนแต่ก่อน เหตุพระเจ้าแผ่นดินนั้นทรงนั่งอูรุพัทธ์ โดยพระกรรมฐานสมาธิ และยังภิกษุทั้งปวงให้คารวะเคารพนบนมัสการแก่พระองค์

ฝ่ายการในอากาศเล่า ก็วิปริตต่าง ๆ คือมีอุกาบาตรและประทุมกาษบันดาลตกเป็นต้น” [6]

โดยสรุปเนื้อความนี้มีใจความสำคัญอยู่ 3 ประการ คือ 1. เดือน 2 ปีฉลู จัดทัพไปกรุงกัมพูชา 2. แผ่นดินผันแปรเพราะพระเจ้าตากเสียพระจริต 3. พุทธจักรปั่นป่วนเพราะพระเจ้าตากต้องการให้พระภิกษุไหว้พระองค์ ซึ่งสำคัญว่าบรรลุโสดาบัน

นอกจากใจความสำคัญแล้วสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นได้ถูก “หมกเม็ด” ไว้ในเนื้อความนี้คือ เรื่องการลำดับเวลา เนื้อความตอนนี้เรียงลำดับเวลาเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่า “หลัง” จากเจ้าพระยาจักรี (พระเจ้ากษัตริย์ศึก) ยกทัพไปกรุงกัมพูชาแล้ว จึงเกิดเหตุแผ่นดินผันแปรด้วยพระเจ้าตากเสียพระจริตฟั่นเฟือน และพุทธจักรแปรปรวน

ก่อนจะถอดรหัสพระราชพงศาวดารฉบับนี้ว่าฟั่นเฟือนอย่างไร ควรตรวจสอบพระราชพงศาวดารฉบับอื่นไปในคราวเดียวกันนี้ โดยจะยกเอา พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ซึ่งมีเนื้อความใกล้เคียงกับฉบับหมอบรัดเลมาเป็นตัวอย่างในการวิเคราะห์ครั้งนี้

พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา กล่าวถึงตอนปลายกรุงธนบุรีไว้คล้ายกันแต่ยืดยาวกว่า จึงขอตัดแต่ใจความสำคัญมาพอสังเขป แต่คงการลำดับเรื่องไว้

เริ่มต้นเมื่อกรุงธนบุรีทราบข่าวจลาจลที่กรุงกัมพูชา ในเดือน 2 ปีชวด หรือก่อนเจ้าพระยาจักรีจะยกทัพไปเป็นเวลา 1 ปีเต็ม

“สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชดำรัสให้ เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเป็นแม่ทัพถืออาญาสิทธิ ให้เจ้าพระยาสุรสีห์เป็นทัพหน้า พระเจ้าลูกเธอ กรมขุนอินทรพิทักษ์ กับพระยากำแหงสงครามเจ้าเมืองนครราชสีมาเก่าเป็นเกียกกายกองหนุน พระยานครสวรรค์เป็นยกกระบัตรทัพ พระเจ้าหลานเธอ กรมขุนรามภูเบศเป็นทัพหลัง พระยาธรรมาเป็นกองลำเลียง ทั้งหกทัพเป็นพลหมื่นหนึ่งยกไปตีเมืองพุทไธเพชร” [7]

ต่อมาก็กล่าวถึงการเดินทัพสู่กรุงกัมพูชา ให้รายละเอียดว่าใครตั้งทัพอยู่ที่ไหน แล้วจึงตัดภาพไปที่เจ้าฟ้าทะละหะ ยกครัวหนีทัพเจ้าพระยาจักรี แล้วไปขอกำลังกองทัพญวนให้มาช่วย

ย่อหน้าต่อมาจึงตัดภาพกลับมายังกรุงธนบุรีในทันที เนื้อความคล้ายกับฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) แต่แตกต่างกันในรายละเอียดดังนี้

“ฝ่ายการแผ่นดินข้างกรุงธนบุรีนั้นผันแปรต่าง ๆ เหตุพระเจ้าแผ่นดินทรงนั่งพระกรรมฐานเสียพระสูติ พระจริตนั้นก็ฟั่นเฟือนไป

ฝ่ายพระพุทธจักรและอาณาจักรทั้งปวงเล่า ก็แปรปรวนวิปริตมิได้ปกติเหมือนแต่ก่อน” [8]

เนื้อความในฉบับพระราชหัตถเลขาต่างจากฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) บ้างบางแห่ง คือ ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ไม่ได้บอกว่าพระเจ้าตากฟั่นเฟือนเพราะอะไร แต่ฉบับพระราชหัตถเลขานี้กล่าวชัดเจนว่าเป็นเพราะทรงนั่งพระกรรมฐาน แต่ไม่ได้บอกว่าพุทธจักรแปรปรวนเพราะอะไร โดยยกไปกล่าวถึงในย่อหน้าถัดไป และย่อหน้าใหม่นี้ก็ขึ้นต้นปีใหม่ เป็น ปีฉลู

“…ฝ่ายพระพุทธจักรและอาณาจักรทั้งปวงเล่า ก็แปรปรวนวิปริตมิได้ปกติเหมือนแต่ก่อน

ครั้นลศักราช 1143 ปีฉลู ตรีศก ทรงพระกรุณาให้แต่งทูตานุทูตจำทูลพระราชสาส์น คุมเครื่องราชบรรณาการลงสำเภาออกไป ณ เมืองจีนเหมือนตามเคยมาแต่ก่อน และปีนั้นโปรดให้หลวงนายฤทธิเป็นอุปทูตออกไปด้วย

ครั้นถึง ณ วันอาทิตย์ แรม 6 ค่ำ เดือน 9 สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จออก ณ โรงพระแก้ว ให้ประชุมพระราชาคณะพร้อมกัน และพระองค์มีพระสติฟั่นเฟือนถึงสัญญาวิปลาส สำคัญพระองค์ว่าได้พระโสดาปัตติผล จึงดำรัสถามพระราชาคณะว่า พระสงฆ์บุถุชนจะไหว้นบเคารพคฤหัสถ์ซึ่งเป็นพระโสดาบันบุคคลนั้น จะได้หรือมิได้ประการใด” [9]

สรุปเนื้อความจากฉบับพระราชหัตถเลขา ก็จะได้ลำดับความสำคัญดังนี้ 1. ปีชวด เตรียมทัพไปกรุงกัมพูชา 2. การแผ่นดินผันแปรเพราะพระเจ้าตากนั่งพระกรรมฐานพระสติฟั่นเฟือน 3. พุทธจักรแปรปรวน 4. ขึ้น ปีฉลู ส่งทูตไปจีน 5. พระเจ้าตากฟั่นเฟือนมีพระราชดำรัสถามพระราชาคณะเรื่องพระไหว้คฤหัสถ์บรรลุโสดาบันได้หรือไม่ ในเดือน 9 ซึ่งจะกลายเป็นกุญแจสำคัญในเรื่องนี้ด้วย

นี่คือเรื่องราวตอนปลายกรุงธนบุรีตามที่ปรากฏในพระราชพงศาวดาร

สรุปความจากพระราชพงศาวดารทั้ง 2 ฉบับได้ ดังนี้ ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) กล่าวว่า เดือน 2 ปีฉลู เจ้าพระยาจักรียกทัพไปกรุงกัมพูชา ต่อด้วยพระเจ้าตากพระสติฟั่นเฟือน โดยไม่ระบุวันเวลา

ส่วนฉบับพระราชหัตถเลขา เริ่มที่เดือน 2 ปีชวด จุลศักราช 1142 เจ้าพระยาจักรีเตรียมทัพไปกรุงกัมพูชาแล้วยกทัพไป (โดยไม่ได้บอกวันเวลา) ตามมาด้วยปีฉลู จุลศักราช 1143 ส่งทูตไปจีนในเดือน 7 และพระเจ้าตากมีสัญญาวิปลาส ในเดือน 9

เมื่อรวมความทั้ง 2 ฉบับเข้าด้วยกันแล้วเรียงลำดับเนื้อความสำคัญ ๆ ตามพระราชพงศาวดารก็จะลงตัวพอดี ได้ความว่า 1. เดือน 2 ปีชวด เตรียมทัพ 2. เดือน 2 ปีฉลู ยกทัพ 3. เดือน 7 ปีฉลู ส่งทูตไปจีน 4. เดือน 9 ปีฉลู เกิดเหตุพระเจ้าตากมีพระสติฟั่นเฟือนถึงสัญญาวิปลาส

แต่เรื่องนี้เป็นการ “หมกเม็ด” เพื่อยึดกรุงธนบุรีซ้ำในพระราชพงศาวดาร เพื่อสร้างเรื่องราวสนับสนุนเงื่อนไขการทำรัฐประหาร ทำให้ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ “ยุคเข็ญ” ปลายกรุงธนบุรีทั้งหมด เกิดขึ้นหลังจากเจ้าพระยาจักรียกทัพไปกรุงกัมพูชา พูดง่าย ๆ คือเมื่อเจ้าพระยาจักรีทิ้งบ้านเมืองไปราชการสงคราม บ้านเมืองข้างหลังก็วุ่นวาย

ความเข้าใจเช่นนี้ไม่ได้จำกัดวงเพียงแค่พระราชพงศาวดารฉบับต่าง ๆ เท่านั้น เนื้อความเช่นนี้ได้ส่งผลต่อแนวความคิดต่อข้อเขียนในยุคหลัง ๆ ต่อมาอีกยาวนาน

ความจริงเป็นเช่นนั้นหรือไม่ เราไม่จำเป็นต้องใช้หลักฐาน “ใหม่ ๆ” มาพิสูจน์เรื่องนี้ หากแต่ให้หลักฐานเก่านั้นพูดด้วยตัวเอง ก็จะพบว่ามีการวางหมากกลและความยอกย้อนไว้หลายจุด เพื่อใช้พระราชพงศาวดารสร้างความชอบธรรมให้กับการรัฐประหารกรุงธนบุรีนั่นเอง

ถอดรหัสปริศนาพงศาวดารกรุงธนบุรี

ภาพแห่งความสยดสยองต่อไปนี้ ถูกวางจังหวะบรรยายไว้ “หลัง” จากเจ้าพระยาจักรียกทัพไปกรุงกัมพูชาในเดือน 2 ปีฉลู

เริ่มต้นจากพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา กล่าวถึงพระเจ้าตากมีพระสติฟั่นเฟือนถึงสัญญาวิปลาสในเรื่อง “ไหว้คฤหัสถ์” วันอาทิตย์ แรม 6 ค่ำ เดือน 9 ซึ่งบันทึกเนื้อความไว้ต่อท้ายเมื่อขึ้นปีฉลู แล้วยังได้บรรยายภาพถึงความวุ่นวายต่าง ๆ ในศาสนจักร พระสงฆ์จำนวน 500 รูป ต้องโดนพระราชอาญา สร้างความสลดสังเวชยิ่งนัก

“บรรดาชนทั้งหลายซึ่งเป็นสัมมาทิฐินับถือพระรัตนตรัยนั้น ชวนกันสลดจิตคิดสงสารพระพุทธศาสนา มีหน้านองไปด้วยน้ำตาเป็นอันมาก ที่มีศรัธราเข้ารับโทษ ให้ตีหลังตนแทนพระสงฆ์นั้นก็มี” [10]

และนี่เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่เจ้าพระยาจักรีใช้เป็นข้ออ้างข้อหนึ่งในการทำรัฐประหาร ต้องเดินทางกลับจากกรุงกัมพูชากลางศึกเป็นการด่วน

แต่ตามความเป็นจริงนั้น วิธีการนับเดือนตามปฏิทินโบราณเราถือเอาเดือน 5 เป็นต้นปี การนับปีตามคติเก่าคือ ขึ้นปีใหม่ในเดือน 5 แล้วตามด้วยเดือน 6 เดือน 7 เดือน 8 เดือน 9 เดือน 10 เดือน 11 เดือน 12 เดือน 1 (อ้าย) เดือน 2 (ยี่) เดือน 3 และ สิ้นปีที่เดือน 4

ดังนั้นหากพระเจ้าตากมีพระสตินั่นเฟือนในเดือน 9 จึงหมายความว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนเจ้าพระยาจักรีจะยกทัพไปกรุงกัมพูชาในเดือน 2 คือเจ้าพระยาจักรีรู้เหตุอยู่ก่อนแล้ว มิได้มารู้เรื่องนี้เอากลางศึกจนต้องยกทัพกลับมา ตามที่พระราชพงศาวดารต้องการจะบอก หรือที่ชัดกว่านั้นในหนังสือไทยรบพม่า ที่ว่า “ครั้นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ ยกกองทัพไปเขมรแล้วไม่ช้า ทางพระเจ้ากรุงธนบุรีก็มีสัญญาวิปลาส” [11]

ยิ่งไปกว่านั้นในหนังสือจดหมายเหตุโหร กลับบันทึกเรื่อง “ไหว้คฤหัสถ์” ข้อกล่าวหาพระเจ้าตากสัญญาวิปลาส ต่างจากพระราชพงศาวดารถึง 1 ปีเต็ม คือ พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาบันทึกว่า เป็น วันอาทิตย์ แรม 6 ค่ำ เดือน 9 (ปีฉลู) ในขณะที่จดหมายเหตุโหรบันทึกว่าปีชวด จุลศักราช 1142 “ณ วันจันทร์ แรม 6 ค่ำ เดือน 9 ราชาคณะแย้งกัน ข้างหนึ่งว่าไหว้คฤหัสถ์ไม่ได้ เป็นโทษต้องตี 30, 50 / 500 องค์” [12] ตรงกับจดหมายเหตุโหรฉบับพระยาประมูลธนารักษ์ ความว่า “ปีชวด จ.ศ. 1142 วันจันทร์ แรม 6 ค่ำ เดือน 9 ราชาคณะวิวาทกันด้วยไหว้คฤหัสถ์ผู้ส่งสมาบัติ ข้างหนึ่งว่าไหว้ได้ ข้างหนึ่งว่าไหว้ไม่ได้ เปนโทษ” [13]

หากยึดเอาจดหมายเหตุโหรเป็นหลักในการพิจารณาจะเห็นได้ว่าเหตุการณ์ห่างกันถึง 1 ปี ยิ่งยืนยันชัดเจนว่าพระราชพงศาวดารนั้นโยกย้ายวันเดือนปีพร้อมกับการ “ร่ายยาว” ถึงเหตุการณ์น่าสลดสังเวชเรื่องพระถูกทำร้ายนั้นก็เพื่อ “หาเหตุ” ยึดกรุงธนบุรี โดยใช้พระราชพงศาวดารเป็นเครื่องมือ

ข้อสรุปก็คือ ไม่ว่าจะใช้พระราชพงศาวดารหรือจดหมายเหตุโหร พระเจ้าตากก็ไม่ได้ฟั่นเฟือน หลังจากเจ้าพระยาจักรียกทัพไปกรุงกัมพูชา

ตัดสลับ ลับ ลวง พราง ในพงศาวดาร

สิ่งที่เกิดขึ้นในพระราชพงศาวดาร ตอนอวสานพระเจ้าตาก ไม่เพียงแต่การใช้กลวิธีสลับวันเดือนปี เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้กับเหตุผลของการรัฐประหารอย่างได้ผล ทำให้ผู้อ่านจินตนาการภาพแห่ง “กลียุค” ได้อย่างต่อเนื่อง ลงตัวมีจังหวะจะโคน ยังมีเทคนิคการ “ตัดสลับ” เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้น เพื่อ “ถ่วงเวลา” การยกทัพกลับของเจ้าพระยาจักรี ให้ตรงกับการจลาจลในกรุงธนบุรีพอดิบพอดี

พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) จับความต่อจากเรื่อง “ไหว้คฤหัสถ์” เป็นเรื่องกบฏพระยาสรรค์ ในวันเสาร์ แรม 11 ค่ำ เดือน 4 ปีฉลู จุลศักราช 1143 หลังจากเจ้าพระยาจักรียกทัพไปกรุงกัมพูชาแล้ว 2 เดือน ซึ่งความจริงวันเวลาดังกล่าว เป็นวันที่พระยาสรรค์ยกทัพเข้าล้อมกรุงธนบุรีแล้ว แต่ก่อนหน้านั้นพระราชพงศาวดารได้บรรยายฉากความวุ่นวายในพระนครในเรื่อง กรณีพันศรี พันลา เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งฝ่ายหน้าฝ่ายใน รวมถึงราษฎรทั้งหลาย ลักลอบขายสินค้าต้องห้าม ทำให้ผู้กระทำผิดทั้งหลาย (ซึ่งพระราชพงศาวดารว่าเป็นผู้บริสุทธิ์) ถูกโทษปรับ โทษเฆี่ยนกันเป็นจำนวนมาก “บ้างตายบ้างลำบากได้ความยากไปจนหัวเมือง เอก, โท, ตรี, จัตวา มีหน้าคล้ำไปด้วยน้ำตา” เป็นเงื่อนไขให้นายบุนนาคบ้านแม่ลา ขุนสุระ ทนไม่ไหวริเริ่มก่อเหตุกบฏเพื่อยึดกรุงธนบุรี โดยชักชวน พระยาสรรค์ ซึ่งพระเจ้าตากใช้ให้ไปปราบกลุ่มนายบุนนาค แต่กลับแปรพักตร์เข้าเป็นพวกนายบุนนาคย้อนกลับมาตีกรุงธนบุรี

ด้านพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา บันทึกต่อจากเรื่อง “ไหว้คฤหัสถ์” เป็นเรื่องเดียวกัน คือ คดีพันศรี พันลา แถมด้วยเรื่องเงินในท้องพระคลังหาย ตามมาด้วยเรื่องวุ่น ๆ อีกมาก เช่น ในเดือนอ้าย ปีฉลู [14] มีพระราชดำรัสให้จับพวกญวนที่คิดกบฏฆ่าเสีย 31 คน แล้วจึงตัดเข้าเรื่องกบฏพระยาสรรค์ในเดือน 4 ปีฉลู

ส่วนเอกสารสำคัญอีกฉบับหนึ่งคือ จดหมายความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี กล่าวถึงคดีพันศรี พันลา และเงินในท้องพระคลังหาย ว่าเกิดขึ้นหลังจากเจ้าพระยาจักรียกทัพไปกรุงกัมพูชาแล้ว “อยู่ภายหลังกรุงธนบูรีเกิดโกลี” [15] ปิดท้ายด้วยกรณีกบฏพระยาสรรค์

เป็นที่ทราบกันดีว่าข้อเขียนในยุคหลังพุ่งเป้าความผิดทั้งหมดไปที่พระยาสรรค์ ยกให้เป็น “ผู้ร้าย” ในฉากสุดท้ายของกรุงธนบุรี ในฐานะเป็นผู้ริเริ่มก่อการจลาจลโค่นพระเจ้าตาก และภายหลังก็คิดจะยึดราชบัลลังก์เสียเอง ทั้งที่ตกลงกันไว้ก่อนแล้วว่าจะยกราชสมบัติให้กับเจ้าพระยาจักรี

ปัญหาก็คือ พระราชพงศาวดารระบุชัดว่า เจ้าพระยาจักรีมีแผนที่จะ “ปราบยุคเข็ญ” ก่อนหน้ากบฏพระยาสรรค์อยู่แล้ว ตามเนื้อความในพระราชพงศาวดารว่า

*“แต่ก่อนเมื่อพระยาสรรค์ยังไม่เข้าตีกรุงธนบุรีนั้น ฝ่ายพระยาสุริยอภัยผู้ครองนครราชสีมาได้ทราบข่าวว่าแผ่นดินเป็นจลาจลมีคนขึ้นไปแจ้งเหตุ จึงออกไป ณ เมืองนครเสียมราบ แถลงการแผ่นดินซึ่งเกิดยุคเข็ญนั้นแก่เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ๆ จึงให้พระยาสุริยอภัยรีบยกกองทัพลงมายังกรุงธนบุรีก่อน แล้วจะยกทัพหลวงตามลงไปภายหลัง พระยาสุริยอภัยก็กลับมา ณ เมืองนครราชสีมา ให้พระยาอภัยสุริยาปลัดผู้น้องอยู่รักษาเมือง แล้วก็จัดแจงกองทัพได้พลไทยลาวพันเศษ ก็รีบยกลงมา ณ กรุงธนบุรี”* [16]

เนื้อความต่อจากนี้ถูกเทคนิค “ตัดสลับ” ด้วยฉากการรบระหว่างพระยาสุริยอภัยกับพระยาสรรค์ จนสงครามกลางเมืองสงบเรียบร้อย ต่อมาจึงตัดกลับไปที่เจ้าพระยาจักรี เนื้อเรื่องคล้ายกับว่าเมื่อการจลาจลยุติแล้วเจ้าพระยาจักรีจึงยกทัพกลับมา กรมหลวงนรินทรเทวีบันทึกไว้ว่า “ทราบว่ากรุงธนข้นเข็ญเปนศึกขึ้นกลางเมืองถึงสองครั้ง จึงเสด็จกลับเข้าพระนครฯ”* [17] หรือแม้แต่ข้อเขียนในยุคหลังอย่าง เจ้าชีวิต ก็กล่าวว่า “เมื่อข่าวไปถึงเจ้าพระยาจักรีที่กัมพูชา พระเจ้าตากสินน่าจะทรงถูกถอดจากราชสมบัติ และถูกจับเข้าที่กุมขังแล้ว”* [18]

แต่ในพระราชพงศาวดารยังมีความต่อเนื่องกัน หลังจาก “ให้พระยาสุริยอภัยรีบยกกองทัพลงมายังกรุงธนบุรีก่อน” และเป็นเนื้อความสำคัญที่ทำให้รู้ว่า ก่อนเกิดกบฎพระยาสรรค์ เจ้าพระยาจักรีได้สั่งเลิกทัพที่กรุงกัมพูชาทั้งหมด แล้วเดินทางกลับมายังกรุงธนบุรีทันที

“ฝ่ายเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเมื่อให้พระยาสุริยอภัยมาแล้ว จึงแต่งหนังสือบอกข้อราชการแผ่นดินอันเป็นจลาจล ให้คนสนิทถือไปแจ้งแก่เจ้าพระยาสุรสีห์ ซึ่งลงไปตั้งอยู่ ณ เมืองพนมเปญ ให้กองทัพเขมร พระยายมราช เข้าล้อมกรมขุนอินทรพิทักษ์ไว้อย่าให้รู้ความ แล้วให้รีบเลิกทัพกลับเข้ามา ณ กรุงโดยเร็ว แล้วให้บอกไปถึงพระยาธรรมาซึ่งตั้งทัพอยู่ ณ เมืองกำพงสวาย ให้จับกรมขุนรามภูเบศจำครบไว้ แล้วให้เลิกทัพตามเข้ามา ณ กรุงธนบุรี” [19]

เท่ากับว่าก่อนเกิดกบฏพระยาสรรค์นั้นเจ้าพระยาจักรีได้วางแผนยึดกรุงธนบุรีไว้ก่อนแล้ว เห็นได้จากคำสั่งเลิกทัพ และคำสั่งให้ล้อมกรมขุนอินทรพิทักษ์ (พระราชโอรสพระเจ้าตาก) ไว้กลางกรุงกัมพูชา ดังนั้น ไม่ว่าจะเกิดกบฏพระยาสรรค์หรือไม่ เจ้าพระยาจักรีก็ยึดกรุงธนบุรีอยู่ดี แต่พระราชพงศาวดาร “ถ่วงเวลา” ที่จะกล่าวถึงความเคลื่อนไหวของเจ้าพระยาจักรีไว้ มาเปิดตัวอีกครั้งจนเกือบถึงฉากสุดท้ายของเรื่อง รอจนกระทั่งสงครามกลางเมืองสงบลงจึงกลับสู่กรุงธนบุรี

ผูกเรื่องสร้างภาพลวง

การแก้กลตัวเลขวันเดือนปีทำให้เราทราบว่า เรื่องพระสติฟั่นเฟือนเกิดขึ้นก่อนเจ้าพระยาจักรียกทัพไปกรุงกัมพูชา กับการถอดรหัสตัดสลับ ทำให้รู้ว่าเจ้าพระยาจักรีคิดยึดกรุงธนบุรีก่อนกบฏพระยาสรรค์ ถ้าเช่นนั้น อะไรคือสิ่งที่เจ้าพระยาจักรีเรียกว่า “ราชการแผ่นดินอันเป็นจลาจล” ในหนังสือแจ้งเหตุแก่เจ้าพระยาสุรสีห์ขณะอยู่กรุงกัมพูชา และจะต้องเป็นเหตุที่เกิดขึ้นหลังเดือน 2 ที่เจ้าพระยาจักรียกทัพไปแล้ว กับเดือน 4 ก่อนเกิดกบฏพระยาสรรค์ เกิดจลาจลอะไรขึ้นระหว่าง 2 เดือนนี้?

พระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) กล่าวถึงเหตุการณ์ก่อนกบฏพระยาสรรค์ว่าเป็นเรื่อง พันศรี พันลา หรือคดีลักลอบขายสินค้าต้องห้าม เป็นเหตุให้ข้าราชการ ราษฎร ถูกจับปรับโบยตีเป็นอันมาก และอาศัยเหตุนี้กลุ่มนายบุนนาคบ้านแม่ลาโดยมีพระยาสรรค์เป็นผู้นำ จึงคิดก่อการกบฏขึ้นเพื่อเปลี่ยนแผ่นดิน “ถวายราชสมบัติแก่เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกให้ครอบครองแผ่นดินสืบไป” [20]

น่าเสียดายที่พระราชพงศาวดารไม่ได้บอกวันเดือนปีของคดีพันศรีพันลาไว้ จึงไม่รู้แน่ว่าเกิดเหตุขึ้นเมื่อใด และเหตุนี้จะตรงกับ “ข้างกรุงธนบุรีนั้นก็ผันแปรต่าง ๆ” หรือไม่

กรมหลวงนรินทรเทวีจดเรื่องมีโจทก์ฟ้องว่ามีการลักลอบขายสินค้าต้องห้ามไว้หลังการ “ฆ่าญวน” ที่เกิดขึ้นในเดือน 1 แทรกกลางด้วยเรื่องเจ้าพระยาจักรียกทัพไปกรุงกัมพูชาเมื่อกลางปีฉลู แล้วต่อด้วยกรณีพันศรี พันลา และเงินในท้องพระคลังหาย ซึ่งกรณีพันศรี พันลา นั้น ก็คือเรื่องเดียวกับการลักลอบขายสินค้า ทำให้ช่วงเวลานี้จึงค่อนข้างสับสนว่า คดีพันศรี พันลา เกิดขึ้นก่อนหรือหลังเจ้าพระยาจักรียกทัพไปกรุงกัมพูชา

แต่พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา จดเรื่องพันศรี พันลา และคดีเงินในท้องพระคลังหาย ไว้ต่อท้ายกรณี “ไหว้คฤหัสถ์” (เดือน 9) โดยไม่ระบุวันเดือนปีที่แน่นอน แต่ชี้ให้เห็นว่า “ในขณะนั้นบ้านเมืองก็เกิดจลาจลเดือดร้อน” [21] และหลังจากนี้ก็บันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ตามระบบ สรุปย่อ ๆ ได้ดังนี้ เดือน 12 เกิดทุนิมิตบนอากาศ, เดือน 1 ฆ่าญวน, เดือน 2 ประหารนักโทษ 9 คน, เดือน 3 ประหารจีน 8 คน และคนวางเพลิง 7 คน, เดือน 4 เกิดทุนิมิตบนอากาศ และกบฏพระยาสรรค์

จะเห็นได้ว่าในกรณีพันศรี พันลา ที่อาจจะเป็นการจลาจลตามข้ออ้างของเจ้าพระยาจักรีนั้น พระราช พงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ไม่ระบุวันเดือนปี กรมหลวงนรินทรเทวีก็ไม่ระบุวันเดือนปี บอกเพียงว่า เกิดขึ้นกลางปีฉลู ส่วนฉบับพระราชหัตถเลขาก็ไม่ได้ระบุวันเดือนปีเช่นกัน แต่ทั้ง 3 ฉบับนี้บรรยายเหตุการณ์ไว้อย่างจะรุนแรง เช่น กรมหลวงนรินทรเทวีกล่าวว่า “เหตุผลกำม์ของสัตว์ พื้นแผ่นดินร้อน ราษฎรเหมือนผลไม้ เมื่อต้นแผ่นดินเย็น ด้วยพระบารมีชุ่ม พื้นชื่นผล จนมีแก่น ปลายแผ่นดิน แสนร้อนรุมสุมรากโคนโค่นล้ม ถมแผ่นดิน ด้วยสิ้นพระบารมีแต่เพียงนั้น” [22]

เมื่อไม่มีฉบับใดอ้างอิงวันเดือนปีที่ชัดเจนก็ยากที่จะระบุได้ว่าเหตุการณ์พันศรี พันลา เกิดขึ้นก่อนหรือหลังเจ้าพระยาจักรียกทัพไปกรุงกัมพูชา เพราะนี่คือข้ออ้างสุดท้ายที่เหลืออยู่ขณะนี้ และหากมีความสำคัญอย่างที่พระราชพงศาวดารพยายามจะบอกโดยนัยเช่นนี้แล้ว เหตุใดจึงไม่ระบุวันเดือนปีที่ชัดเจน ในขณะที่จดหมายเหตุโหรไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องนี้เลย

แต่ยังมีข้อสังเกตข้อหนึ่งคือ พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ไม่ได้ระบุเดือนไว้ 2 เดือน คือ เมื่อกล่าวถึงเรื่อง “ไหว้คฤหัสถ์” ณ วันอาทิตย์ แรม 6 ค่ำ เดือน 9 แล้วต่อด้วยกรณีพันศรี พันลาโดยไม่ระบุวันเดือนปี ต่อจากนั้นจึงกลับเข้าระบบอีกครั้ง “ครั้นถึง ณ วันพฤหัสบดี แรม 1 ค่ำ เดือน 12 บังเกิดทุนิมิตบนอากาศ เมฆปรากฏเป็นคันกระแพงฝ่ายทิศบูรพ์” [23]

ดังนั้นจึงมี 2 เดือนที่ข้ามไปไม่ได้ระบุในที่นี้ คือ เดือน 10 และเดือน 11 ซึ่งเป็นเนื้อความเรื่องกรณีพันศรี พันลา และเงินในท้องพระคลังหาย

จะบังเอิญหรือไม่ก็ตาม เดือน 10 และเดือน 11 ที่พระราชพงศาวดารไม่ได้ระบุไว้นี้ ไปสอดคล้องกับพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พอดิบพอดีว่า

“ข่าวที่วิปริตขึ้นในกรุงธนบุรีเห็นจะทราบไปถึงสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ เมื่อราวเดือน 11 หรือเดือน 12 จึงให้รอการที่จะทำสงครามกับญวนไว้ แล้วให้พระยาสุริยอภัยผู้หลาน กลับมายังเมืองนครราชสีมา ให้คอยฟังเหตุการณ์ทางกรุงธนบุรี ถ้าเห็นว่าบ้านเมืองจะเกิดจลาจลจริง ก็ให้รีบยกกองทัพเมืองนครราชสีมา เข้ามารักษากรุงธนบุรีไว้ พระยาสุริยอภัยก็กลับมาคอยฟังเหตุการณ์อยู่ ณ เมืองนครราชสีมา” [24]

นั่นเท่ากับว่า แม้แต่กรณีพันศรี พันลา ก็เกิดขึ้นก่อนเจ้าพระยาจักรีจะยกทัพไปกรุงกัมพูชาอย่างน้อย 2-3 เดือน แต่พระราชพงศาวดารได้อำพรางเรื่องนี้ไว้ แล้วผูกเรื่องสร้างภาพให้เป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจากเจ้าพระยาจักรียกทัพไปกรุงกัมพูชาเหมือนกับเนื้อความตอนอื่น ๆ อีกครั้ง

เมื่อไม่มีสัญญาวิปลาส ไม่มีคดีพันศรี พันลา ไม่มีกบฏพระยาสรรค์ หลังเจ้าพระยาจักรียกทัพไปกรุงกัมพูชา ถ้าเช่นนั้น “ข่าวว่าแผ่นดินเป็นจลาจล” ของเจ้าพระยาจักรีก็อาจจะไม่ใช่อะไรอื่นนอกเสียจาก

ข่าวเตรียมการยึดกรุงธนบุรีล่วงหน้านั่นเอง!

เชิงอรรถ :

[1] ประชุมพงศาวดารภาคที่ 65. พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช. (กรุงเทพฯ : ชัยวิโรจน์การพิมพ์, 2535), น. 26.

[2] นิธิ เอียวศรีวงศ์. “จากสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีถึงสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ,” ใน กรุงแตก พระเจ้าตากฯ และประวัติศาสตร์ไทย. (กรุงเทพฯ : มติชน, 2538), น. 113.

[3]พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), น. 26.

[4] เรื่องเดียวกัน,น. 69.

[5] อุบลศรี อรรถพันธุ์, การชำระพระราชพงศาวดารในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก. วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร. 2524, น. 112.

[6] พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม), น. 69.

[7] พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 2. (กรุงเทพฯ : คลังวิทยา, 2516), น. 439.

[8]เรื่องเดียวกัน, น. 440.

[9] พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาเล่ม 2, น. 440.

[10] เรื่องเดียวกัน,น. 441.

[11] สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. พงศาวดารเรื่องไทยรบพม่า, (กรุงเทพฯ : ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ, 2545), น. 518.

[12]ประชุมพงศาวดารภาคที่ 8. จดหมายเหตุโหร. (กรุงเทพฯ : คุรุสภา, 2507), น. 118.

[13]จดหมายเหตุโหรฉบับพระยาประมูลธนารักษ์. พิมพ์แจกในงานศพ นางช้อย ชูโต, (พระนคร : โรงพิมพ์โสภณพิพรรณธนากร, 2464), น. 11.

[14]ในฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ว่าเป็นปีชวด “อนึ่ง ในปีชวด โทศก (จ.ศ. 1142 พ.ศ. 2323) นั้น ให้จับญวนกบฏมาประหารเสียทั้งพรรคพวกเป็นอันมาก” น. 68.

[15]กรมหลวงนรินทรเทวี. จดหมายความทรงจำของพระเจ้าไปยิกาเธอ กรมหลวงนรินทรเทวี (เจ้าครอกวัดโพ) ตั้งแต่ จ.ศ. 1129-1182. พิมพ์ครั้งที่ 4. (กรุงเทพฯ : ต้นฉบับ, 2546), น. 66.

[16]พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 2, น. 446.

[17] กรมหลวงนรินทรเทวี, อ้างแล้ว. น. 70. ศึกกลางเมือง 2 ครั้ง คือ ครั้งแรกพระเจ้าตากรบพระยาสรรค์ ครั้งที่ 2 พระยาสรรค์รบพระยาสุริยอภัย

[18] พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์, เจ้าชีวิต (กรุงเทพฯ : คลังวิทยา, 2514), น. 132.

[19]พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 2 น. 449.

[20] เรื่องเดียวกัน,น. 444.

[21]พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 2, น. 442.

[22] กรมหลวงนรินทรเทวี. อ้างแล้ว. น. 67.

[23]พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 2, น. 444.

[24]สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. อ้างแล้ว. น. 519.

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาจากบทความ “’แฉ’ แผนใช้พงศาวดาร ยึดกรุงธนบุรี ‘ซ้ำ’” เขียนโดย ปรามินทร์ เครือทอง ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับเมษายน 2551

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 1 กรกฎาคม 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...