โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

TECHTIME : รัฐบาลจีนกับการลงดาบคุมโลกสตรีมมิ่ง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 07 ส.ค. 2565 เวลา 10.45 น. • เผยแพร่ 07 ส.ค. 2565 เวลา 10.44 น.

คอลัมน์ : TECHTIME ผู้เขียน : มัชฌิมา จันทร์สว่างภูวนะ

4 มิถุนายนของทุกปี คือวันครบรอบการสังหารหมู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ที่คาดว่ามีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน และวันที่ 4 มิถุนายน ที่เพิ่งผ่านไปยังเป็นวันที่อินฟลูเอนเซอร์ที่มียอดผู้ติดตามมากที่สุดของจีนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยด้วย

“ลี เจียฉี” หรือ “ออสติน ลี” คือไลฟ์สตรีมเมอร์ที่มีผู้ติดตามกว่า 64 ล้านคน บน Taobao แพลตฟอร์ม e-commerce ชั้นนำของจีน เขาได้รับฉายาว่าเป็น “China’s lipstick king” หลังทุบสถิติการไลฟ์ขายลิปสติกที่มียอดขายสูงถึง 15,000 แท่ง ภายในเวลาแค่ 5 นาที

แต่คืนวันที่ 4 มิ.ย. ที่ผ่านมา รายการไลฟ์ของเขากลับตัดจบลงดื้อ ๆ หลังจากที่เขายกจานที่มีไอศกรีมหน้าตาคล้ายรถถังมาโชว์ให้สาวกดูเล่น ไม่กี่ชั่วโมงหลังปรากฏการณ์ “จอดำ” “ลี” โพสต์ข้อความขอโทษแฟนคลับว่า ที่รายการไม่สามารถดำเนินการต่อได้เป็นเพราะความผิดพลาดทาง “เทคนิค” และจะกลับมาไลฟ์ขายของอีกครั้งเร็ว ๆ นี้ แต่แฟนคลับก็รอเก้อ เพราะนับจากวันนั้น “ลี” ก็หายสาบสูญไปจากโลกออนไลน์แบบไร้คำชี้แจงใด ๆ

แม้บัญชีการใช้งานของเขาบน Weibo และ WeChat ยังคงอยู่ แต่ไม่มีการอัพเดตมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน

การหายตัวไปของ “ลี” ก่อให้เกิดกระแสข่าวลือมากมาย เพราะเป็นเรื่องผิดปกติมาก ๆ ที่คนอย่าง “ลี” ซึ่งปกติจัดรายการไลฟ์ปีละ 250 ครั้ง จะหายหน้าหายตาไปเฉย ๆ แต่ “ลี” ไม่ใช่อินฟลูเอนเซอร์คนเดียวของจีนที่เคยหายสาบสูญ

ก่อนหน้านั้น ฮวง เว่ย หรือ “Viya” เซเลบสาวออนไลน์ชื่อดัง ที่เคยทำยอดขายสินค้าเป็นเงินหลักพันล้านเหรียญก็หายหน้าไปเช่นกัน หลังโดนปรับเป็นเงิน 210 ล้านเหรียญ ข้อหาเลี่ยงภาษีในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

แต่กรณีของ ฮวง ซึ่งเคยได้รับฉายาว่า “Livestreaming Queen” ของจีน อาจร้ายแรงกว่า “ลี” ตรงที่บัญชีของเธอบน Weibo Taobao และ Douyin ถูกลบทิ้งทันที ทำให้เธอหายหน้าไปจากวงการไลฟ์สตรีมมิ่งนับจากนั้น

การขึ้นเร็วลงเร็วของ อินฟลูเอนเซอร์จีน สะท้อนให้เห็นถึงภาวะเปราะบางของคนที่ทำมาหากินบนโลกออนไลน์ของจีน ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับสองของโลก

การไล่ปราบปรามอินฟลูเอนเซอร์ เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์ที่ต้องการเพิ่มระดับการควบคุมภาคเอกชนในเกือบทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่เทคโนโลยี การศึกษา ไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์

นับตั้งแต่ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศในปี 2012 “สี จิ้น ผิง” ต้องการปฏิรูปประเทศ และนำจีนสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง ผ่านมาตรการที่ออกแบบมาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและการคอร์รัปชั่น ขณะเดียวกัน ก็โปรโมตค่านิยมของท่านผู้นำต่อประชาชนคนรุ่นใหม่เพื่อปลูกฝังความภาคภูมิใจในชาติ

แนวคิดดังกล่าวนำมาสู่การออกกฎระเบียบที่เข้มงวดเพื่อควบคุมทุกวงการ ทั้งธุรกิจ การศึกษา บันเทิง และวัฒนธรรม เพื่อให้อยู่ในกรอบที่รัฐบาลเห็นสมควร

ตั้งแต่ปลายปี 2020 มีการนำกฎระเบียบเพื่อป้องกันการผูกขาดมาใช้อย่างเข้มข้น ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ และความมั่นใจของนักลงทุน ทำให้มูลค่าของบริษัทชั้นนำหลายแห่งของจีนลดลงกว่า 3 ล้านล้านเหรียญ

“คาร่า วอลลิส” อาจารย์มหาวิทยาลัย Texas A&M University บอก CNN ว่ารัฐบาลจีนส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าไม่มีใครอยู่เหนืออำนาจการควบคุมของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นผู้มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรมมากมายเพียงใด ก็มีสิทธิโดนแบน หรือทำให้หายสาบสูญได้ทั้งนั้น

ความจริงที่ว่านี้ประกอบกับความไม่แน่นอนทางภูมิศาสตร์การเมือง ทำให้การลงทุนในจีนหรือในบริษัทสัญชาติจีนมีความเสี่ยงสูงในสายตาของนักลงทุน

“วอลลิส” เชื่อว่า การที่ “ลี” นำเอาไอศกรีม “รถถัง” มาโชว์ผ่านรายการไลฟ์ของเขา น่าจะเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์มากกว่าตั้งใจ เพราะนับตั้งแต่เหตุการณ์สังหารหมู่เทียน อัน เหมิน ในปี 1989 ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นโดน

เซ็นเซอร์อย่างหนัก ทั้งจากหลักสูตรของโรงเรียนและแหล่งข้อมูลต่าง ๆ จนเรียกได้ว่า เด็กที่เกิดหลังปี 1989 แทบไม่มีความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้เลย รวมถึงตัว “ลี” และแฟนคลับของเขาด้วย

แต่เจ้าหน้าที่รัฐคงไม่มองเช่นนั้น เพราะการแสดงออกใดก็ตาม หากมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เทียน อัน เหมิน แม้เพียงเศษเสี้ยว เท่ากับเป็นการท้าทายอำนาจรัฐแล้ว

“รองบิน ฮัน” นักวิชาการ จาก University of Georgia มองว่า การที่รัฐเซ็นเซอร์การไลฟ์ของ “ลี” ได้แทบจะทันทีหลังมีการโชว์ไอศกรีม “รถถัง” แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของกลไกการมอนิเตอร์ความเป็นไปบนออนไลน์ของจีนที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วจนน่ากลัว

หลังจากรายการไลฟ์ของ “ลี” โดนเซ็นเซอร์ได้เพียง 2 อาทิตย์ คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการวิทยุและโทรทัศน์ และกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ก็ร่วมกันออก “กฎระเบียบ” ใหม่ที่แบนการกระทำที่ไม่เหมาะสม 31 ประการของ ไลฟ์สตรีมเมอร์

โดยกำหนดให้สตรีมเมอร์ต้อง “ยึดถือและปฏิบัติตามค่านิยมทางการเมืองและสังคม” อย่างเคร่งครัด และต้องหลีกเลี่ยงการกระทำที่ผิดกฎหมายและคอนเทนต์ที่ส่งผลร้ายต่อสังคม อีกทั้งต้องไม่เผยแพร่ข้อมูลใดที่เป็นการลบหลู่ภาวะผู้นำของพรรคคอมมิวนิสต์

สตรีมเมอร์คนไหนที่ไม่ปฏิบัติตามจะโดนแบล็กลิสต์ และแบนถาวร

“วอลลิส” มองว่ากฎบางข้ออาจมีความจำเป็น เช่น การกำหนดให้ผู้ไลฟ์มีความรู้ในเรื่องที่ตัวเองเสนอ เช่น หากเป็นรายการให้ความรู้ทางการเงิน การแพทย์ หรือกฎหมาย ก็ควรต้องมีความรู้ในศาสตร์นั้น ๆ แต่กฎอื่น ๆ อาจออกมาเพื่อสนองนโยบายของรัฐในการเข้ามาควบคุมอุตสาหกรรมไลฟ์สตรีมมิ่งที่กำลังเฟื่องฟูของจีนมากกว่า

อย่างไรก็ตาม การควบคุมอย่างเข้มงวดที่มาในจังหวะที่เศรษฐกิจจีนเริ่มชะลอตัว อาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

จากรายงานของ iResearch Consulting Group พบว่าตลาดอีคอมเมิร์ซ ไลฟ์สตรีมมิ่ง ของจีน เคยมีมูลค่าสูงถึง 178 พันล้านเหรียญในปี 2020 และคาดว่าตัวเลขจะพุ่งขึ้นเป็น 726 พันล้านเหรียญในปี 2023 แต่เป็นตัวเลขก่อนเศรษฐกิจจีนจะเริ่มชะลอตัว

ปัจจุบันหากดูจากตัวเลขการเติบโตในไตรมาสล่าสุด เศรษฐกิจจีนโตขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วเพียง 0.4% ถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดนับจากปี 2020

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว รัฐบาลยังเผชิญกับแรงกดดันจากความล้มเหลวในการดำเนินนโยบาย Zero-Covid ที่มาพร้อมการล็อกดาวน์หลายระลอกที่ยิ่งซ้ำเติมสภาพเศรษฐกิจให้บอบช้ำขึ้นกว่าเดิม

อุตสาหกรรม อีคอมเมิร์ซ ไลฟ์สตรีมมิ่ง เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัว สะท้อนเป็นตัวเลขยอดขายล่าสุดของเทศกาลช้อปปิ้งออนไลน์ ที่จัดให้มีขึ้นทุกวันที่ 18 มิ.ย. พบว่ายอดขายเพิ่มขึ้นเพียงแค่ 0.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่เคยเติบโตถึง 27%

“เดวิด เครก” จาก University of Southern California บอกว่า การควบคุมอย่างเข้มข้นของรัฐมักเกิดขึ้นทุกครั้งก่อนมีการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ เพื่อเลือกผู้นำคนใหม่ซึ่งจะมีขึ้นช่วงปลายปีนี้ และเขามองว่าเป็นการโหมโรงของ “สี จิ้น ผิง” ที่ต้องการครองตำแหน่งเลขาธิการพรรคเป็นสมัยที่สาม

แม้จะเชื่อกันว่าหลังการประชุมเสร็จสิ้นลง อาจมีการผ่อนคลายมาตรการบางอย่างเพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ แต่คำถามคือ ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นแล้ว จากการควบคุมอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เคยเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน จะส่งผลกระทบต่อเป้าหมายของจีนในการเป็นมหาอำนาจโลกเพียงใด

การที่อินฟลูเอนเซอร์อย่าง “ลี” โดนเซ็นเซอร์ อาจเป็นแค่เหตุการณ์เล็ก ๆ ที่ไม่นานก็จะคงลืมเลือนไป แต่เป็นการส่งสัญญาณที่ชวนให้นักลงทุนอดเสียวไส้ไม่ได้ว่า ถ้าอินฟลูเอนเซอร์ยังโดนขนาดนี้ แล้วบิ๊กเทคจะต้องเจอวิบากกรรมขนาดไหน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...