“ตุ๊กตาน้องเน่าโอบอุ้มใจ” เมื่อการติดหมอนกับผ้าห่มวัยเด็กส่งผลดีกว่าที่คิด
ถ้าให้ลองจินตนาการว่าเรากำลังนอนกอดอะไรซักอย่างอยู่บนเตียงที่นอนประจำ หลายคนอาจจะมีภาพของหมอนเก่าวัยเด็ก ผ้าห่มผืนโปรด หรือแม้แต่ “ตุ๊กตาน้องเน่า” ที่อาจจะอยู่กับเรามานานจนสีซีด สภาพเหลว ไร้ทรงไปแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังเลือกที่จะเก็บเอาไว้ที่เตียงอย่างเดิม ด้วยเหตุผลที่ว่าถ้ามีไว้แล้วอุ่นใจ บางคนติดหนักถึงขั้น “นอนไม่ได้” ถ้าไม่ได้พกน้องเน่าไปนอนต่างถิ่นเลยด้วย
ทำไมถึงติด “ตุ๊กตาเน่า” เวลาเข้านอน
ต้องย้อนกลับไปที่เรื่องราวการนอนของเราตั้งแต่วัยเด็ก ในช่วงเวลาที่เรายังจำความไม่ได้ ก็เป็นธรรมดาของหลายต่อหลายบ้าน ที่ผู้ใหญ่จะเอาตุ๊กตาหรือหมอนข้างใบน้อย ๆ มาวางข้างตัวซ้ายขวา เพื่อป้องกันการนอนดิ้นกลิ้งตกเตียงและเป็นการสร้างความอบอุ่นไปด้วยในตัว
มาถึงช่วงขวบปีถัดมาที่สมองของเราเริ่มเรียนรู้ว่าพ่อแม่ไม่สามารถอยู่กับเราได้ตลอดเวลา ก็ยังมีเจ้าหมอนข้างเล็ก ๆ หรือตุ๊กตาตัวน้อยนี่แหละที่เป็นตัวแทนของพ่อแม่ และเป็นเครื่องมือสร้างความปลอดภัยทางจิตใจให้กับเราโดยไม่รู้ตัว
แม้ความทรงจำเรื่องเหตุการณ์ในวัยเด็กขนาดนี้จะพร่าเลือนไปจากความทรงจำของเรา แต่อารมณ์ที่เกิดขึ้นขณะนั้น มักจะถูกตรึงไว้กับรูป รส กลิ่น หรือเสียง เช่นเดียวกับที่บางทีเราได้กลิ่นอะไรบางอย่าง แต่กลับรู้สึกคิดถึงบ้านขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุเสียอย่างนั้น
และเราในวัยเด็กก็อาจมีบางช่วงเวลาเช่นช่วงที่เหงาหรือโศกเศร้าเสียใจ แต่ก็ยังมีตุ๊กตาน้องเน่าตัวโปรด (ที่ตอนนั้นยังไม่เน่า) อยู่เป็นเพื่อนคอยปลอบใจ เยียวยาความรู้สึก และเป็นเหมือนเซฟโซนให้กับเรา โดยความรู้สึกปลอดภัยที่ตรึงอยู่กับน้องเน่านี้ก็เติบโตตามเรามาด้วยในที่สุด
แต่ในช่วงอายุ 2-6 ปี คนส่วนใหญ่จะเริ่มมีความมั่นคงทางใจมากขึ้น และเริ่มมีความสนใจในเรื่องอื่นมากขึ้น เราก็มักจะเริ่มห่างจากน้องเน่าในวัยเด็กไปได้เอง แต่ความรู้สึกผูกพันนั้นยังคงอยู่ โดยแม้เราเองก็จำเหตุผลได้ไม่ชัดเจนนัก
โตขึ้นแล้วไง!? ผู้ใหญ่กว่า 1 ใน 3 ยังนอนกอดตุ๊กตาทุกคืน!
ใครจะว่าเราเป็นเด็กขี้แยติดตุ๊กตาก็เชิญเลย แต่อย่าไปคิดว่ามันเป็นเรื่องน่าอาย จากการสำรวจบอกว่ามีจำนวนผู้ใหญ่กว่า 43% ที่มีตุ๊กตาอยู่บนเตียงนอน และในอีกการสำรวจหนึ่งบอกว่ากว่า 16% รู้สึกผ่อนคลายเมื่อได้กอดตุ๊กตายามนอนหลับ
โดยพฤติกรรมนี้เป็นการแสวงหาความมั่นคงทางใจวิธีหนึ่ง ซึ่งไม่ต่างกับที่เคยเป็นในวัยเด็กนัก ไม่ว่าบางคนอาจจะยังติดตุ๊กตาน้องเน่าตัวเดิมลากยาวมาตั้งแต่สมัยเด็ก หรือบางคนอาจจะเปลี่ยนเป็นตัวใหม่ไปแล้วก็ไม่สำคัญ เพราะสิ่งที่เหมือนกันชัดเจนก็คือเราจะรู้ได้ทันทีว่าความมั่นคงทางจิตใจของเราอยู่ตรงไหน ในห้องนอน ในรถ หรือในพื้นที่ส่วนตัว
เมื่อคนเรามีเรื่องเครียด หรือกังวลใจก็ต้องมีที่ระบาย จึงไม่แปลกอะไรที่เราอาจจะเห็นบางคนเลือกหันไปคุยกับตุ๊กตาตัวโปรดที่อยู่ตรงนั้นเสมอ พร้อมรับฟังเราเสมอ เป็นอ้อมกอดที่ทำได้ทันทีเมื่อเราต้องการการเยียวยาใจ
นักจิตวิทยาและพัฒนาการมนุษย์ Vivian C. Seltzer บอกว่า “น้องเน่านี่แหละ! คือหนทางของคนวัยทำงานและวัยรุ่นยุคนี้” และเธอยังอธิบายต่อว่า “คนสมัยนี้มักรู้สึกว่าการต้องย้ายจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง อย่างการไปอยู่หอ หรือเข้าทำงานในที่ใหม่ ถ้ามีการพกเพื่อนเก่าไปด้วย ก็จะช่วยให้สามารถเผชิญหน้ากับความกังวลต่าง ๆ ได้ดีขึ้น”
ร่างกายคนเราต้องการ “การกอด” มากกว่าที่คิด
“การกอด” ช่วยปลอบโยนจิตใจของเรา โดยเฉพาะเมื่อเกิดอาการกลัวหรือวิตกกังวล และการกอดหมอนข้างหรือบรรดาตุ๊กตาจากวัยเด็กที่เป็นเหมือนเพื่อนข้างกายในเวลานอนก็ให้ความรู้สึกที่ดีและอบอุ่นไม่แพ้กัน
ภาวะจิตใจที่รู้สึกปลอดภัยในเวลานอนทำให้เราเกิดความผ่อนคลายและส่งผลต่อคุณภาพการนอนที่ดี ซึ่งก็จะทำให้เรามีความรู้สึกที่ดีต่อการเข้านอนมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะกับคนที่นอนคนเดียวได้ยาก หรือไม่ค่อยชอบความกว้างของเตียง
การกอดตุ๊กตาหรือสิ่งของนุ่มนิ่ม ช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนออกซิโทซิน (Oxytocin) ที่ช่วยให้ร่างกายรู้สึกสงบ ลดความเครียดได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ มีงานวิจัยที่บอกว่า การกอดตุ๊กตาช่วยเยียวยาคนที่เป็นโรคทางจิตจากเหตุรุนแรง (PTSD) และโรคไบโพลาร์ได้ แถมถ้าเป็นตุ๊กตาจากวัยเด็กก็ยังสามารถพาเราย้อนกลับไปสัมผัสความทรงจำดี ๆ ในวัยเยาว์ได้ด้วย
สายไปหรือยัง ถ้าอยากจะเริ่มมีน้องเน่าให้หลับสบาย
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนที่มีปัญหานอนหลับยาก แล้วไม่เคยมีน้องเน่าหรือผ้าห่มเก่า ๆ ประจำตัวมาก่อนเลยคงเริ่มรู้สึกสนใจขึ้นมาไม่มากก็น้อย แต่ต้องบอกว่าไม่จำเป็นต้องใช้ของข้างกายจากวัยเด็กเท่านั้น แค่เรามีหมอนข้าง มีชนิดผ้าห่มที่เหมาะสม หรือมีท่านอนที่ดีต่อสรีระของเราก็พอจะช่วยได้บ้างแล้ว
จากการศึกษาพบว่า หมอนข้างทำให้เราหลับสบายได้มากขึ้น อย่างแรกคือเรื่องของการหายใจ เพราะแม้หลายคนเชื่อกันว่าการนอนหงายคือท่านอนที่ผ่อนคลายที่สุด ดีต่อสุขภาพที่สุด แต่ในความเป็นจริง หลายคนเวลานอนหงายมักเจอกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep apnea) ที่ทำให้เรานอนหลับได้ไม่เต็มอิ่ม แต่เมื่อนอนตะแคงจะลดโอกาสเกิดปัญหาด้านการหายใจลงไปได้
และเมื่อเรานอนตะแคงหรือหันข้าง การที่มีหมอนข้างเข้ามาหนุนรับขา ยังช่วยลดการปวดเมื่อยที่ขาและหลังได้ดี โดยเฉพาะกับผู้ป่วยหรือผู้สุงอายุที่มีอาการบาดเจ็บเฉพาะส่วน โดยอาจใช้หมอนสั้น ๆ หรือหมอนข้างมารองรับอวัยวะไว้ในขณะหลับก็จะช่วยบรรเทาอาการได้
ส่วนผ้าห่มเองก็มีแนวคิดที่สนับสนุนการนอนหลับเช่นกัน เพราะนอกจากจะให้ความอบอุ่นแล้ว การใช้ผ้าห่มหรือผ้านวมที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 1-10 กิโลกรัม แต่ไม่หนักไปกว่า 10% ของน้ำหนักตัวของเรามาห่มทับตัวเราเวลานอน จะเป็นการไปกระตุ้นระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic) เพื่อให้ความรู้สึกคล้ายกับกำลังถูกกอด ลูบ หรือถูกโอบอุ้มเอาไว้ ทำให้หัวใจเต้นช้าลง และทำให้รู้สึกสงบมากยิ่งขึ้น จนสามารถนอนหลับได้ดีขึ้น
ความจริงแล้ว การบำบัดด้วยแรงกดทับ โดยการใช้ผ้าห่มถ่วงน้ำหนักนั้นไม่ใช่เรื่องที่แปลกใหม่อะไร เพราะมีการใช้เพื่อช่วยในการบำบัดเด็กที่มีปัญหาออทิสติก หรือสมาธิสั้นมาตั้งแต่สมัยก่อน แต่ในปัจจุบัน การใช้ผ้าห่มถ่วงน้ำหนักจะเน้นเพื่อช่วยในจัดการปัญหาการนอนหลับและความวิตกกังวลไปแทน
เพราะฉะนั้นก่อนเข้านอนคืนนี้ อยากให้ลองสำรวจห้องนอนของตัวเองดู ว่ามีหมอนข้างหรือตุ๊กตาอยู่บ้างไหม เพราะถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้มีความเครียดหรือความวิตกกังวลอะไร ก็ไม่ได้แปลว่าจะนอนกับตุ๊กตาไม่ได้ และถ้ายังไม่มีเพื่อนคู่เตียงดี ๆ ก็ต้องรีบไปหามานอนกอดเอาไว้เพื่อสร้างความสบายให้กับตัวเองแล้วล่ะ
ที่มา : บทความ “I'm a Grown Man Who Sleeps With Stuffed Animals—And That's Normal” โดย Jonathan Borge จาก www.oprahdaily.com
บทความ “Transitional Object น้องเน่า ของรักที่แสนคุ้นเคย” จาก www.okmd.or.th
บทความ “โตแล้วทำไมยังติดผ้าห่มเน่า? เหตุผลที่เรามีข้าวของอุ่นหัวใจและยังเก็บเอาไว้ข้างกาย” โดย vanat putnark จาก thematter.co
บทความ “1 in 3 British adults still sleeps with a soft toy” โดย Rebecca Reid จาก metro.co.uk
บทความ “The benefits of cuddling stuffed animals (for children and adults alike)” โดย Anneline Hlangani จาก www.news24.com
บทความ “7 Reasons Adults Should Have Stuffed Animals Too” โดย Ethical Gains จาก bunniesbythebay.com
บทความ “Using a Lovey for Your Baby” โดย Karie Kirkpatrick จาก bunniesbythebay.com
บทความ “Why are millennials still sleeping with their teddies?” โดย Naomi Jamieson จาก www.myimperfectlife.com
บทความ “หมอนข้าง สิ่งสำคัญคู่กาย ยามหลับนอน” จาก www.condonewb.com
บทความ “Is it OK to hold on to your childhood comfort object?” โดย Erin Ben-Moche จาก www.chicagotribune.com
เรื่อง : สโรชา พรรณพิสิฐ