โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“หมกเจาะ+ซั้วไก่ท่าอุเทน” มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ชนเผ่าไทญ้อนครพนม

77kaoded

เผยแพร่ 09 มิ.ย. 2565 เวลา 07.09 น. • 77 ข่าวเด็ด

“หมกเจาะ+ซั้วไก่ท่าอุเทน” มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ชนเผ่าไทญ้อนครพนม มูลนิธิศรีโคตรบูรสนับสนุนสืบทอดหวั่นเลือนหาย

https://youtu.be/8BVnvvpOSp4

วันที่ 9 มิถุนายน 2565 ณ ศาลาอเนกประสงค์ วัดป่าโพธิ์ศรี ริมถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 212 (นครพนม-ท่าอุเทน) เขตเทศบาลเมืองท่าอุเทน จ.นครพนม นายคมสิน ศรีมานะศักดิ์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดนครพนม นำคณะลงพื้นที่ร่วมในโครงการสืบทอดภูมิปัญญาผู้สูงอายุ การทำหมกจ้อหรือหมกเจาะและต้มซั้วไก่ อาหารพื้นบ้านของชนเผ่าไทญ้อ(ย้อ) โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก นางสุภาภรณ์ นิรมาณการย์ ประธานมูลนิธิศรีโคตรบูร มีผู้เข้ารับการฝึกอบรมการทำอาหารพื้นบ้านชนเผ่าไทญ้อกว่า 30 คน ที่นำโดยนางพรรณิภา มีธรรม ประธานชมรมคลังสอง และ กรมกิจการผู้สูงอายุ

พระครูพิพัฒน์สิริโพธิ เจ้าอาวาสวัดป่าโพธิ์ศรี และ ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอท่าอุเทน กล่าวกับผู้เข้าอบรมว่า ตนเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขชนเผ่าไทญ้อ จึงรู้จักอาหารพื้นบ้านดั้งเดิมคือหมกจ้อหรือหมกเจาะและซั้วไก่เป็นอย่างดี เดิมบรรพบุรุษจะใช้ปลาตอง(ปลากราย) หรือปลาสลาด มาตำคลุกเคล้าผสมเครื่องปรุง ห่อด้วยผักม้วนหรือผักนางเลิศ(ภาษากลางเรียกใบชะพลู)แล้วนำไปนึ่ง จะมีกลิ่นหอมของเครื่องเทศฟุ้งทั่วบ้าน ส่วนซั้วไก่ก็ใช้ไก่พื้นบ้านนำมาต้มแล้วฉีก ใส่เครื่องปรุงเช่น ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด หอมแดง กระเทียม พริกเม็ดเล็ก ผักแพว น้ำมะนาว ต้นหอม และผักชีฝรั่ง

ภายหลังมีการดัดแปลงอย่างหมกเจาะก็ไปเอาปลาชนิดอื่นมาปรุง รสชาติความเหนียวนุ่มก็หายไป แถมมีกลิ่นคาวแรงมาก ต้มซั้วไก่ก็หันไปเอาไก่พันธุ์มาแทน ทุกอย่างเลยเปลี่ยนแปลงไปหมด การจัดโครงการสืบทอดภูมิปัญญาผู้สูงอายุ ด้วยการอนุรักษ์อาหารดั้งเดิมของเผ่าไทญ้อถือว่าเป็นเรื่องดี สูตรเก่าแก่สมัยบรรพบุรุษจะได้ไม่เสื่อมหายไปกับวัฒนธรรมสมัยใหม่

ด้าน นายคมสิน ศรีมานะศักดิ์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดนครพนม เปิดเผยว่าการนำคณะมาสัญจรนอกพื้นที่ เพื่อเสวนาโสเล่(วิพากษ์ วิจารณ์ การพูดคุย) แล้วทางสภาวัฒนธรรมฯก็จะหารือเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ซึ่งสภาวัฒนธรรมฯจะสัญจรให้ครบ 12 อำเภอ

ทั้งนี้ วัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมท้องถิ่นบางส่วนกำลังสูญหายไป โดยเฉพาะมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ซึ่งถือว่าเป็นต้นทุนสำคัญของชุมชน ท้องถิ่น และสังคมไทย ประกอบกับองค์การยูเนสโก(UNESCO) เห็นความจำเป็นในการสงวนรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม จึงได้ออกอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องได้ ค.ศ.2003 เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความร่วมมือจากนานาประเทศ รัฐบาลไทยก็ได้ตราพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ.2559 รวมทั้งร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ค.ศ.2003 เพื่อเป็นการส่งเสริมและรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาติ ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

นายคมสินกล่าวต่อว่า มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ และจับต้องไม่ได้ มีอยู่ด้วยกัน 5 เอฟ(F) 1.Food(อาหาร) 2.Festival(ประเพณี) 3.Fashion (การแต่งกาย) 4.Film(การบันทึก) 5.Fighting (การต่อสู้)

สำหรับประวัติความเป็นมาของชาวไทย้อ มีถิ่นฐานเดิมอยู่ที่เมืองหงสา แขวงไชยบุรี ของประเทศลาวหรือจังหวัดล้านช้างของไทยสมัยหนึ่ง ไทย้อส่วนใหญ่ได้อพยพมาในสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อปี พ.ศ.2351 โดยตั้งถิ่นฐานใหม่ที่ไชยบุรี ปากน้ำสงครามริมฝั่งแม่น้ำโขง ต.ไชยบุรี อ.ท่าอุเทน จ.นครพนมในปัจจุบัน ต่อมาเมื่อเกิดกบฏเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ในสมัย รัชกาลที่ 3 พ.ศ. 2369 พวกไทย้อที่เมืองไชยบุรีได้ถูกกองทัพเจ้าอนุวงศ์กวาดต้อนไปแล้วให้ไปตั้งเมืองอยู่ ณ เมืองปุงลิง ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (อยู่ในเขตแขวงคำม่วนประเทศลาว) อยู่ระยะหนึ่งต่อมาได้กลับมาตั้งเมืองขึ้นใหม่ทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงตั้งเป็นเมืองท่าอุเทนเมื่อ พ.ศ. 2373 คือ บริเวณ อ.ท่าอุเทน จ.นครพนมในปัจจุบัน ส่วนคำว่าท่าอุเทน แปลว่าท่ารุ่งอรุณที่ปราศจากหมอก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...