โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพยนตร์

[สัมภาษณ์] VALLEY วงอินดี้ยอดนิยมกับเสียงดนตรีที่กลั่นออกมาจากมิตรภาพและพลังของความเยาว์วัย

BT Beartai

อัพเดต 23 ส.ค. 2566 เวลา 03.11 น. • เผยแพร่ 22 ส.ค. 2566 เวลา 18.21 น.
[สัมภาษณ์] VALLEY วงอินดี้ยอดนิยมกับเสียงดนตรีที่กลั่นออกมาจากมิตรภาพและพลังของความเยาว์วัย

เมื่อวันเสาร์ที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา หากใครได้ชมการแสดงสดของวง ‘VALLEY (แวลลีย์)’ วงอัลเทอร์เนทีฟ-ป๊อปจากแคนาดา ที่มาแสดงในไทยเป็นครั้งแรกในงาน ‘ROAD TO SONIC BANG 2023’ ก็คงรู้สึกประทับใจในการแสดงที่สนุกสนานและเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งวัยเยาว์ของพวกเขาอย่างแน่นอน แต่หากใครที่อาจยังไม่รู้จักพวกเขาดีหรือพลาดโอกาสนี้ไปเรามีเรื่องราวของพวกเขามาฝากผ่านบทสัมภาษณ์นี้

‘VALLLEY’ ประกอบไปด้วยสมาชิกทั้ง 4 คือ

‘ร็อบ ลาสก้า (Rob Laska)’ (ร้องนำ)

‘ไมเคิล (มิกกี้) แบรนโดลิโน (Michael (Mickey) Brandolino)’ (กีตาร์,ซินธ์)

‘อเล็กซ์ ดิเมาโร (Alex Dimauro)’ (เบส)

‘คาราห์ เจมส์ (Karah James)’ (กลอง, ร้อง)

งานดนตรีของ VALLEY นั้นมีจังหวะหนักแน่นและสดใหม่ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพวกเขาได้ปล่อยซิงเกิลและ EP อย่างต่อเนื่องจนได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากผู้ฟังทั่วโลก และกลายเป็นวงดนตรีขวัญใจวัยรุ่น Gen-Z ไปในที่สุด ซิงเกิลอย่าง “Like 1999” ได้รับความนิยมอย่างสูงและกลายเป็นไวรัลบน TikTok นอกจากนี้พวกเขายังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล “Juno Awards” อีกด้วย

ล่าสุด VALLEY ได้มีผลงานอัลบั้มเต็มชุดที่ 2 ‘Lost In Translation’ ปล่อยออกมาเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งมาพร้อมซิงเกิลฮิตอย่าง “Have a Good Summer (Without Me)” “Break for You” และ “Throwback Tears” รวมไปถึง “Natural” ที่เพิ่งปล่อยมิวสิกวิดีโอออกมาไม่นานนี้ เป็นเพลงที่มีทั้งเนื้อเพลงที่โดนใจและดนตรีที่ติดหูจนทำให้หลงใหลได้ไม่ยาก

เรามาทำความรู้จักพวกเขาให้ดียิ่งขึ้นผ่านบทสนทนานี้ที่จะทำให้เราได้สัมผัสถึงมุมมองความคิด แนวคิดในการทำเพลง และพลังแห่งมิตรภาพที่พวกเขามี ซึ่งส่งผลถึงงานดนตรีที่มีพลังและงดงามของ VALLEY

นี่เป็นครั้งแรกของพวกคุณที่มาประเทศไทยใช่ไหม อยากรู้ว่าคุณได้ไปที่ไหนมาแล้วหรือยัง หรือได้ลองชิมอาหารไทยบ้างไหม

ร็อบ : เราได้ลองกันบ้างแล้วครับ มีแกงเผ็ดไทย ผัดไทย และก็อาหารหลายอย่างเลยรอบ ๆ ที่พักของเรา แล้วก็พวกขนม ของว่างต่าง ๆ เรามีขนมในโรงแรมเยอะมาก เพราะแฟน ๆ ที่สนามบินเอาขนมมาให้เรา เราก็เลยค่อย ๆ ได้ลองชิม มีเยอะมาก แล้วก็มีแกงไทยที่เราได้ชิมแล้ว อร่อยมาก ๆ เลย พวกคุณมีอาหารอร่อย ๆ มากมาย เนื้อดี ๆ ข้าว ก๋วยเตี๋ยว ของดี ๆ มากมาย

มิกกี้ : จริง ๆ แล้วเราเป็นแฟนตัวยงของอาหารไทยเลยล่ะ ตอนเราอยู่ที่บ้านที่โตรอนโต เรามักจะไปร้านอาหารไทย ผมชอบแกงเผ็ดมาก ผมชอบกินอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งหรือสองครั้ง ผมเป็นแฟนตัวจริงของแกงเผ็ดเลยล่ะ

ร็อบ : และผมก็ชอบแกงเขียวหวานด้วย รสชาติของกะทินั้นยอดเยี่ยม

มิกกี้ : ใช่ ข้าวมันกะทิกับแกงเผ็ดไก่ สุดยอดไปเลย

พวกคุณเพิ่งปล่อยอัลบั้มชุดที่ 2 ‘Lost In Translation’ ออกมาในปีนี้ อยากรู้ว่าอะไรคือแรงบันดาลใจเบื้องหลังอัลบั้มชุดนี้

ร็อบ : ตอนทำอัลบั้มแรกเราใช้เวลาเขียนอยู่พักหนึ่งเลย มันเป็นเหมือนกระบวนการซึ่งทำให้อัลบั้มแรกมีระยะเวลาในการพัฒนาที่ยาวนาน และจากนั้นโรคระบาดก็เกิดขึ้น ทำให้โลกต้องปิดตัวลง เราต้องคิดให้ออกว่าเราจะใช้วิธีอะไรที่จะทำให้ร่างกายและความรู้สึกยังกระฉับกระเฉง เราจึงทำ EP ขึ้นมาอีก 2 EP ซึ่ง EP เหล่านั้นเป็นการทำงานในแบบที่เราลดระดับความกดดันลง เป็นการทดลองที่เราสนุกกับดนตรีของเรา จากช่วงเวลานั้น “Like 1999” ก็ถือกำเนิดขึ้น โชคดีที่มันเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งใหม่ ๆ จากนั้นเราก็ไปทัวร์กันในหลาย ๆ ที่และรู้สึกเหมือนเป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับอัลบั้มที่ 2

และแน่นอนว่าอัลบั้มที่ 2 น่ากลัวที่สุดเสมอเพราะคุณต้องติดตามความสำเร็จจากผลงานก่อน ๆ ในตอนเริ่มต้น เรารู้สึกกดดันมาก แต่มันก็จางหายไปเมื่อเราเข้าสู่กระบวนการทำอัลบั้ม ตอนแรกอัลบั้มนี้มีเพลงชื่อ “Otis and Maeve” ซึ่งเราตั้งใจเขียนขึ้นสำหรับอัลบั้มนี้ซึ่งต่อมามันได้กลายเป็น “Lost In Translation” เป็นเพลงที่เราได้กลับมาแก้มาเขียนมันใหม่และเป็นหนึ่งในเพลงที่เก่าแก่ที่สุดในอัลบั้มเพราะเป็นเพลงที่เราได้เขียนได้ก่อนแล้วสักพักใหญ่ ๆ

จากนั้นเราก็เริ่มได้ชื่อเพลงและเริ่มสำรวจธีมของอัลบั้ม อัลบั้มนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตของเรา ประสบการณ์ในการเป็นวงดนตรี ความอกหัก และการสูญเสีย สื่อถึงความรู้สึกของการเปลี่ยนจากการเป็นวงที่ค่อนข้างไม่เป็นที่รู้จักไปสู่การเป็นที่รู้จักมากขึ้น เป็นการเจาะลึกถึงการเติบโตขึ้น การเข้าสู่วัย 20 กลาง ๆ ถึงปลาย ๆ และการสะท้อนประสบการณ์เหล่านั้น เป็นอัลบั้มที่เป็นการแสวงหา ถามคำถามมากมายโดยไม่จำเป็นต้องให้คำตอบที่ชัดเจน เรากำลังนำเสนอภาพรวมของความรู้สึกในช่วงอายุ 26 – 28 ปี นี่คือสาระสำคัญของมันครับ

แล้วมันมีความเชื่อมโยงอะไรกับภาพยนตร์เรื่อง ‘Lost In Translation’ ของ Sofia Coppola ไหม

ร็อบ : โอ้ ผมชอบหนังเรื่องนั้นมากเลยครับ และผมก็อยากให้เธอฟังอัลบั้มนี้ด้วย เธอเป็นคนที่มีรสนิยมที่ดีมากครับ ผมรักภาพยนตร์เรื่องนั้น มันเป็นภาพยนตร์ที่สวยงาม ผมคิดว่าถ้าคุณปิดเสียงภาพยนตร์และเล่นอัลบั้มของเรา มันจะเข้ากันได้ดีเลยล่ะ

คุณมีเรื่องอะไรเกี่ยวกับกระบวนการทำงานอัลบั้มนี้ที่อยากเล่าให้เราฟังไหม

ร็อบ : เป็นเรื่องภาพปกอัลบั้มครับ มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ เดิมทีเราแค่ถ่ายภาพโปรโมตสำหรับงานต่าง ๆ ของเรา เราจะทำแบบนี้ทุก ๆ 6 เดือนหรือมากกว่านั้น ทีนี้ในช่วงหนึ่งของการถ่ายภาพเหล่านี้ เราก็เล่นกันและช่างภาพก็ได้ถ่ายเอาไว้จนในที่สุดมันก็เป็นท่าโพสต์ที่กลายมาเป็นปกอัลบั้มโดยบังเอิญ เราไม่ได้วางแผนให้เป็นอาร์ตเวิร์กแต่มันเกิดขึ้นแบบนั้นซึ่งเราก็รู้สึกว่ามันโอเคเลยล่ะ

ร็อบ : หลาย ๆ อย่างมักเกิดขึ้นในแบบนั้นครับ อย่างเพลง “We Don’t Need Malibu” ที่เป็นเพลงสุดท้ายที่เขียนขึ้นสำหรับอัลบั้มนี้ ซึ่งมันมารวมกันในนาทีสุดท้าย ในตอนที่เราได้เริ่มมิกซ์เพลงอื่น ๆ แล้ว จากนั้นเราก็เสร็จสิ้นการผลิตและกำลังจะส่งมันออกไปแล้ว ส่วน “Fishbowl” ซึ่งเป็นเหมือนเอาต์โทรสำหรับอัลบั้มก็เกือบจะไม่ได้เข้าสู่อัลบั้มแล้ว เราได้เพิ่มมันเข้าไปในนาทีสุดท้ายเลยจริง ๆ อัลบั้มนี้มีการตัดสินใจในนาทีสุดท้ายมากมาย มันเป็นเพราะเราเร่งรีบในการทำอัลบั้ม เลยทำให้รู้สึกเหมือนกับว่ามันยังไม่เสร็จจริง ๆ และเรามักจะคิดไปคิดมาหลายครั้งและมีการตัดสินใจที่รวดเร็วมากมายในอัลบั้มชุดนี้ครับ

ล่าสุด VALLEY ปล่อยมิวสิกวิดีโอเพลง “Natural” ออกมา อยากรู้ว่าอะไรเป็นแรงบันดาลใจเบื้องหลังเพลงและมิวสิกวิดีโอของเพลงนี้

มิกกี้ : สำหรับที่มาของเพลงนี้ ผมไม่แน่ใจว่าฉันควรพูดถึงเรื่องนี้ดีไหม (หัวเราะ) แต่เรามีคนที่แต่งเพลงนี้ด้วยเป็นเพื่อนคนหนึ่งของเราซึ่งเคยลองเห็ดวิเศษในแคนาดา แค่ปริมาณเล็กน้อยก็ทำให้เขาอารมณ์ดีได้ละ เขามาหาเราและลงเอยด้วยการพูดคุยเกี่ยวกับประสบการณ์ของเขา มันเป็นอย่างไร รู้สึกอย่างไร และอื่น ๆ จนบทสนทนาของเราเปลี่ยนไปสู่หัวข้อต่าง ๆ เช่น ความงามของธรรมชาติและประสบการณ์ชีวิตในระดับที่ลึกขึ้น จากจุดนั้น เราเชื่อมโยงความคิดเหล่านี้เข้ากับความสัมพันธ์ในชีวิต ทุกความสัมพันธ์ที่ล้วนมีความท้าทาย มีคนบางคนที่คุณไม่เคยคิดว่าจะได้พบ แต่พอได้พบก็ราวกับว่าคุณรู้จักพวกเขามาหลายปีภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือคู่หู ความเชื่อมโยงเหล่านั้นก็เป็นธรรมชาติ ในระหว่างการเขียนของเรา เราเพียงแค่มีส่วนร่วมในการสนทนามากมาย หลายชั่วโมงผ่านไปพร้อมกับการพูดคุยถึงชีวิตและแง่มุมที่เกี่ยวข้องกับความเป็นธรรมชาติทั้งหมด

ในที่สุดเมื่อเรานั่งลงเพื่อเขียนเพลง เนื้อเพลงก็เกือบจะมารวมกันอย่างง่ายดาย ทุกอย่างเริ่มต้นด้วยกรู๊ฟกลองที่คุณได้ยินตอนเริ่มต้น แล้วมันก็ไหลไปตามนั้น และประมาณหนึ่งชั่วโมง เราก็ทำมันเสร็จ เป็นเรื่องตลกเวลาคิดว่าแรงบันดาลใจมาจากไหน ซึ่งทั้งหมดเริ่มต้นจากบทสนทนานั้นล่ะครับ

คาราห์ : สำหรับมิวสิกวิดีโอ พอทุกคนได้ยินเพลงนี้ ได้ฟังเนื้อเพลงนี้แล้ว ภาพของมันก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้น ฉันกับร็อบกำลังถกกันเรื่องไอเดียต่าง ๆ และเราคิดว่าการได้ถ่ายมิวสิกวิดีโอที่มีกลิ่นอายแบบหนังเวสเทิร์นคาวบอยของอเมริกาน่าจะเป็นอะไรที่สนุกดี ดังนั้นฉันก็เลยเขียนทรีตเมนต์ของมิวสิกวิดีโอดู แล้วก็แชร์มันกับผู้กำกับที่เราร่วมงานด้วยบ่อย ๆ แล้วเขาก็ใส่ไอเดียของตัวเองลงไปมันก็เลยกลายเป็นโปรเจกต์ที่สนุก ๆ ขึ้นมา นอกจากนี้เรายังตัดสินใจที่จะลองสวมบทบาทที่ค่อนข้างแตกต่างจากตัวตนปกติของเราในวิดีโอนี้ ซึ่งตัวละครที่เราแสดงค่อนข้างจะเว่อร์ ๆ ไปนิดนึง เพราะฉันได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ที่ฉันเติบโตมากับมัน มันเป็นประสบการณ์ที่สนุกสนานจริง ๆ

ได้ยินว่าพวกคุณเจอกันโดยบังเอิญจากการจองห้องสตูดิโอชนกัน อยากรู้ว่าจากนั้นพวกคุณมารวมตัวกันเป็น VALLEY ได้ยังไง

อเล็กซ์ : ใช่เลยครับ ก่อนนี้ไมค์และคาราห์ทำวงตอนเรียนไฮสคูลด้วยกัน พวกเขามีวงดูโอของตัวเองซึ่งถูกจำกัดในแง่ของการแสดงสดเนื่องจากการจะมีเพียงแค่เสียงร้องและกีตาร์เท่านั้น ส่วนร็อบและผมเจอกันตอนเรียนมัธยมปลายและสนุกกับการทำงานร่วมกัน ตอนแรกเราทำงานในโปรเจกต์ของเราเอง แต่เมื่อจบมัธยมปลายและผู้คนย้ายไปเรียนมหาวิทยาลัย สิ่งต่าง ๆ ก็เปลี่ยนไป เราก็เลยมองหาสิ่งใหม่ ๆ ที่จะดำดิ่งไปกับมัน

และในที่สุดเราก็จองห้องสตูดิโอซ้อนกัน มันเลยกลายเป็นหนึ่งในสถานการณ์ ‘ประวัติศาสตร์ของวง’ เราประทับใจในผลงานของกันและกัน และความรู้สึกตื่นเต้นที่มีร่วมกันนั้นทำให้เราก้าวไปข้างหน้า เราค้นพบว่าคุณสมบัติของเราผสมผสานกันอย่างลงตัว โดยผสมผสานจุดแข็งของแต่ละฝ่ายเข้าด้วยกัน ผลลัพธ์ที่ได้คือการผสมผสานที่กลมกลืนกัน ซึ่งเป็นความกลมกลืนที่สมบูรณ์แบบเลยครับ

พวกคุณค้นพบเอกลักษณ์ทางเสียงและเนื้อร้องของวงได้ยังไง

ร็อบ : ว้าวมันเป็นคำถามที่ดีเลยครับ ผมคิดว่ามันเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่ง อย่างที่ผมได้กล่าวไป ในตอนแรกเราเป็น 2 สิ่งที่แยกออกจากกันอย่างเห็นได้ชัด และพอได้มาทำงานร่วมกัน ช่วงแรกก็เลยเป็นการทำความรู้จักกับบุคลิกของกันและกัน เรียนรู้วิธีที่แต่ละคนทำงาน มีผลงานชิ้นเล็กชิ้นน้อยอยู่มากมายเลยในช่วงนั้น แต่ในที่สุดเมื่อเราเริ่มสร้างเพลงด้วยกัน ความตื่นเต้นก็เพิ่มมากขึ้น และมันก็กลายเป็นช่วงเวลาสำคัญในชีวิตของเรา มิตรภาพระหว่างเราทั้ง 4 นั้นสดใหม่มาก และมันยังคงน่าตื่นเต้นที่ได้ทำเพลงร่วมกันต่อไปแม้กระทั่งตอนนี้

มิกกี้ : เราผสมผสานความคิดทั้งหมดเข้าด้วยกัน มันเหมือนกับว่าเราทั้ง 4 ได้ลองทำอะไรมากมายและโยนมันเข้ามารวมกันซึ่งสุดท้ายมันก็หลอมออกมาเป็นดนตรีของพวกเรา ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะเรียกการหลอมตรงนี้ว่าอะไร

คาราห์ : ‘หม้อชีส’ ไง (หัวเราะ)

มิกกี้ : สุดท้ายเราก็ได้ออกมาเป็น ‘ชีส’ (หัวเราะ)

อเล็กซ์ : ผมว่ามันเหมือน ‘เครื่องปั่นทอง’ มากกว่าและท้ายที่สุดของการเขย่าและการร่อนทั้งหมด สิ่งที่เราเหลือไว้คือ ‘ทองคำ’ ซึ่งก็คือเสียงดนตรีของเรา

คาราห์ : ใช่ ๆ มันเหมือนกับการที่เราร่อนทรายกับหิน ซึ่งบางครั้งเราก็ได้แต่หินก้อน ๆ อะไรเต็มไปหมด แต่ในที่สุดเราก็จะพบชิ้นส่วนทองคำ มันเหมือนกับว่าเราเขียนเพลงไว้มากมายเลย ซึ่งหลายเพลงในนั้นเราก็ไม่ชอบมันเลย แต่แน่นอนมันจะมีเพลงที่มันเวิร์กอยู่ในนั้น

ร็อบ : เออ พอพูดถึงหินแล้ว ก็นึกถึงเพชรนะ แล้วเพชรมันมาจากไหน ?

มิกกี้ : มาจากชั้นดินไง

คาราห์ : ก็มาจากหินไง

(หลังจากนั้นทุกคนก็เถียงกันแบบเนิร์ด ๆ ถึงหินกับเพชรและอะไรต่อมิอะไร ว่าอะไรได้มาจากอะไร พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งเรารู้เลยว่าเวลาทั้ง 4 อยู่ด้วยกัน ทำเพลงด้วยกัน พูดคุยกันมันสนุกแค่ไหน)

มิกกี้ : ผมว่าตอนนี้เรากำลังเข้าสู่ชั้นเรียนธรณีวิทยาแล้วล่ะ ไปต่อกันเถอะ (หัวเราะ)

เหมือนว่าเราจะได้คำตอบสำหรับคำถามข้อนี้ไปแล้ว (หัวเราะ) แต่ขอถามย้ำอีกทีว่าอะไรคือแก่นหรือหัวใจสำคัญของ VALLEY

ร็อบ : อย่างที่คุณคิดเลย ‘หิน’ ! (หัวเราะ) ผมคิดว่าองค์ประกอบหลักของสิ่งที่ทำให้วงเราเป็นวงดนตรีในแบบนี้ ผมจะบอกว่ามันคือเราทั้ง 4 คนอย่างแน่นอน

คาราห์ : ฉันคิดว่าการต่อต้านการเติบโตของเรานี่ล่ะที่เป็นปัจจัยสำคัญ เราตั้งใจแน่วแน่ที่จะไม่สูญเสียความเยาว์วัยไป เพราะฉันเชื่อว่านั่นคือสิ่งที่ช่วยให้เราเกิดการสร้างสรรค์และค้นพบอะไรใหม่ ๆ ร่วมกัน มันเหมือนกับเราได้เดินทางเพื่อค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา เราแสวงหาการสำรวจในฐานะคนคนหนึ่งเสมอ จากนั้นเราก็มารวมกันในสภาพแวดล้อมนี้และคิดว่า ‘เอาล่ะ ตอนนี้เรามาสร้างเพลงเกี่ยวกับเรื่องนี้กันเถอะ’ มันเกี่ยวกับการเปิดรับความอ่อนเยาว์ การสำรวจ และมิตรภาพ สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญในชีวิตของเรา

เราคิดว่าเพลงของพวกคุณสามารถบันทึกสิ่งเหล่านี้เอาไว้ได้

VALLEY : โอ้ ขอบคุณมาก ๆ

ภาพที่แสดงถึงอ่อนเยาว์ การสำรวจ และมิตรภาพ (ถือป้าย)

สำหรับโชว์ครั้งแรกในเมืองไทย คุณคาดหวังอะไรสำหรับการแสดงครั้งนี้ไหม

ร็อบ : มันจะบ้า บ้ามาก ผมหมายถึง เหงื่อออก เสียงดัง และเต็มไปด้วยพลัง เราตัดเพลงช้าออกทั้งหมด ดังนั้นมันจึงเต็มไปด้วยจังหวะสนุก ๆ ใช่ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะสามารถจับฉวยช่วงเวลาต้องมนตร์นี้ไว้ได้ เราพบว่าในโชว์แต่ละโชว์มันจะมีอะไรบางอย่างที่ทำให้มันไม่เหมือนกันและมักจะมีบางสิ่งที่พิเศษ ที่คุณไม่สามารถบงการให้มันเกิดขึ้นได้หรือบางอย่างที่คุณไม่สามารถวัดได้เกิดขึ้นเสมอ และผมคิดว่าวันนี้จะเป็นประสบการณ์เพียงหนึ่งเดียว เราไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่เราตื่นเต้น เราตั้งตารอการแสดงครั้งนี้มาก ๆ ขอบคุณมากสำหรับการสนับสนุนที่มีให้เราเสมอมา และขอบคุณอีกครั้ง ขอบคุณมาก ๆ !

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...