โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สัญญาณเตือน! “โรคหัวใจขาดเลือด” ตรวจเช็กให้รู้ทันโรค

BRIGHTTV.CO.TH

อัพเดต 22 ส.ค. 2566 เวลา 15.49 น. • เผยแพร่ 22 ส.ค. 2566 เวลา 08.49 น. • Bright Today

รู้หรือไม่ ! พฤติกรรมเหล่านี้ ส่งผลให้เกิด โรคหัวใจขาดเลือด จะมีอาการและสัญญาณเตือนอย่างไร? สามารถรักษาได้หรือไม่? เช็กเลย!

หัวใจ เป็นอวัยวะสำคัญที่ควบคุมการทำงานของอวัยวะภายในร่างกาย หากเกิดความผิดปกติกับหัวใจ ร่างกายมักจะส่งสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติ อย่าง โรคหัวใจขาดเลือด ซึ่งประเทศไทยพบว่า 45% ของการเสียชีวิตเฉียบพลันเกิดจาก โรคหัวใจขาดเลือด ดังนั้นเราควรต้องหมั่นสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกาย เพราะการทราบถึงสัญญาณเตือนดังกล่าว จะช่วยให้รักษาชีวิตอย่างทันท่วงที

โรคหัวใจขาดเลือด เกิดจากอะไร?

เกิดขึ้นเนื่องจากหลอดเลือดแดงที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจตีบหรือตันโดยส่วนใหญ่เกิดจากหลอดเลือดแข็งตัวขึ้นเนื่องจากมีไขมันและเนื้อเยื่อสะสมในผนังของหลอดเลือด ทำให้เยื่อบุผนังหลอดเลือดชั้นในตำแหน่งนั้นหนาตัวขึ้นทำให้หลอดเลือดมีการตีบแคบลงส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจได้รับเลือดน้อยกว่าปกติ เป็นผลให้การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติจนเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ซึ่งจะทำให้มีอาการเจ็บหน้าอกเกิดขึ้น หากรุนแรงอาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายได้

โรคหัวใจขาดเลือด-2

ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิด โรคหัวใจขาดเลือด

  • ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
  • สูบบุหรี่จัด
  • เครียดเป็นประจำ
  • เพศชาย อายุ 45 ปีขึ้นไป
  • เพศหญิง อายุ 55 ปีขึ้นไป
  • มีโรคประจำตัว ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง
  • รับประทานอาหารไขมันสูง
  • ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
  • ประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ รวมไปถึงโรคทางพันธุกรรมต่าง ๆ ที่เป็นสาเหตุของโรคกล้ามเนื้อหัวใจ

อาการและสัญญาณเตือน

  • อาการเจ็บแน่นหน้าอกเหมือนถูกบีบรัด หรือกดทับ
  • อาการเจ็บหน้าอกปวดร้าวไปกราม สะบักหลัง แขนซ้าย หัวไหล่
  • เหงื่อออก จะเป็นลม หน้าซีด
  • อาการใจสั่น หอบเหนื่อย คลื่นไส้
  • จุกบริเวณคอหอย ซึ่งบางรายอาจมีอาการจุกบริเวณใต้ลิ้นปี่

โดยในหลายๆครั้ง อาการเหล่านี้ แทบจะแยกจากโรคอื่นๆ ซึ่งอาจมีอาการคล้ายกันได้ลำบาก เช่น อาจทำให้สับสนกับโรคกรดไหลย้อน หรือกระดูกอ่อนซี่โครงอักเสบได้ ดังนั้น จึงไม่ควรละเลยหรือนิ่งนอนใจหากมีอาการดังกล่าว

ผู้สูงอายุหรือผู้มีปัจจัยเสี่ยงถือเป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังและคอยสังเกตอาการของตัวเองเป็นพิเศษ เมื่อเกิดภาวะเหล่านี้ผู้ป่วยต้องรีบเดินทางมาโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยหาแนวทางการรักษาที่ถูกต้อง

แนวทางการรักษา

  • การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตโดยการลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่สำคัญ
    – ลดหรือเลี่ยงการสูบบุหรี่
    – ควบคุมความดันโลหิต และเบาหวานให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
    – รับประทานอาหารที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลอย่างเหมาะสม
    – ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่พอเหมาะ
    – ออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อย 30 นาที 5 ครั้งต่อสัปดาห์
    – บริหารอารมณ์ให้แจ่มใสห่างไกลความเครียด
    – ตรวจเช็กสุขภาพเป็นประจำทุกปี

  • การรักษาด้วยการใช้ยาซึ่งขึ้นอยู่กับระยะและความรุนแรง
    – ยาเพื่อป้องกันการจับตัวของเกล็ดเลือดเข้ากับผนังของหลอดเลือดแดง
    – ยาเพื่อช่วยลดอาการเจ็บหน้าอก ลดการทำงานของหัวใจให้ดีขึ้น
    – ยาเพื่อใช้สลายลิ่มเลือดที่อุดกั้นหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน เพื่อป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย
    – ยาอื่น ๆ ที่ใช้รักษาภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ ยาขับปัสสาวะ
    – ยาที่ใช้รักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นต้น

  • การขยายหลอดเลือดหัวใจโดยบอลลูน
    – การใช้สายสวนหัวใจผ่านทางหลอดเลือดแดงที่โคนขาหรือข้อมือ เข้าไปจนถึงหลอดเลือดหัวใจที่ตีบและขยายหลอดเลือดจะได้มีเลือดไปเลี้ยงหัวใจได้มากขึ้น

  • การขยายหลอดเลือดหัวใจโดยบอลลูน
    – การรักษาโดยการผ่าตัดต่อหลอดเลือดหัวใจใหม่โดยการใช้หลอดเลือดแดงหรือหลอดเลือดดำที่ขามาต่อหลอดเลือดหัวใจ

โรคหัวใจขาดเลือด-1

ขอบคุณข้อมูล โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ , โรงพยาบาลนครธน

ติดตามข่าวสาร Bright Today ช่องทางอื่นๆ

Website : BRIGHT TODAY
Facebook : BRIGHT TV
Line Today : BRIGHT TODAY

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...