โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

รู้จัก Emergency Alert ของเกาหลีใต้ ระบบเตือนภัยฉุกเฉินที่ไม่เคยหยุดพัฒนา เพราะคำนึงถึงสวัสดิภาพของประชาชน

The Momentum

อัพเดต 04 ต.ค. 2566 เวลา 16.38 น. • เผยแพร่ 04 ต.ค. 2566 เวลา 09.00 น. • THE MOMENTUM

“ไทยควรมีระบบแจ้งเตือนฉุกเฉินเหมือนต่างประเทศได้แล้ว”

“ศิลปินคนโปรดหรือไรเตอร์ในรีดอะไรต์เป็นคนแจ้งเหตุร้ายก่อนรัฐด้วยซ้ำ”

“ข้อความที่ได้รับทุกวันนี้ คงจะมีแต่มิจฉาชีพละมั้ง”

ความคิดเห็นของสาธารณชนถึง ‘ระบบเตือนภัยฉุกเฉิน’ (Emergency Alert System: EAS) ถูกหยิบยกมาพูดถึงอีกครั้งในโลกออนไลน์ หลังเกิดเหตุการณ์กราดยิงในศูนย์การค้าสยามพารากอน ใจกลางกรุงเทพฯ เมืองแห่งการท่องเที่ยวที่ได้รับการการันตีว่า มีระบบรักษาความปลอดภัยดีเยี่ยม

ท่ามกลางเหตุร้ายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพของประชาชน แน่นอนว่าย่อมมาพร้อมกับความคาดหวังมหาศาลต่อรัฐบาล เช่น ข้อความแจ้งเตือนภัยที่เป็นประโยชน์ และสามารถทำได้รวดเร็วที่สุด ทว่าในความเป็นจริง บุคคลที่ทำหน้าที่เหล่านั้นกลับเป็นศิลปินคนโปรด ไรเตอร์ในรีดอะไรต์ (ReadaWrite) แอปพลิเคชันอ่านนิยายชื่อดัง หรือเพื่อนในโลกโซเชียลฯ เสียงั้น

มิหนำซ้ำยังมีกรณีร้ายแรงที่สุด เมื่อผู้คนส่วนหนึ่งไม่มีโอกาสรับทราบข่าวสารนี้ จนกระทั่งเหตุการณ์คลี่คลายลง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่เสพสื่อโซเชียลฯ หรือผู้ที่เข้าไม่ถึงสมาร์ตโฟน

นอกจากการตั้งคำถาม (ซ้ำแล้วซ้ำเล่า) ว่าด้วยสาเหตุที่ประเทศไทยไม่มีระบบแจ้งเตือนดังกล่าว หลายฝ่ายยังยกตัวอย่างกรณีศึกษาหลากหลายในต่างประเทศ ทั้งระบบ J-Alert จากประเทศญี่ปุ่น หรือระบบ Wireless Emergency Alerts (WEA) ในประเทศสหรัฐอเมริกา

และอีกหนึ่งประเทศที่ละเลยไม่ได้ในการศึกษาความก้าวหน้าของระบบเตือนภัยฉุกเฉิน คือเกาหลีใต้ ดินแดนแห่งการแจ้งเตือนทั้งในซีรีส์และชีวิตจริง สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น (CNN) เคยระบุในปี 2020 ว่า เทคโนโลยีการแจ้งเตือนในสหราชอาณาจักรและประเทศอื่นๆ ในยุโรป ยัง ‘ไม่ดีเทียบเท่า’ ระบบแจ้งเตือนฉุกเฉินในเกาหลีใต้ แสดงให้เห็นจากการจัดการวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 และการเตือนภัยพิบัติอีกหลายครา

ภาพยนตร์ Train to Busan ที่แฝงเรื่องระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน

เพื่อไขข้อสงสัยและชี้ให้เห็นอีกด้าน บทความนี้จะพาทุกคนสำรวจระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินของเกาหลีที่ไม่ได้มีดีแค่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเหนือกลุ่มประเทศยุโรป แต่ยังคงเดินหน้า ‘พัฒนา’ และ ‘อุดช่องโหว่’ อย่างต่อเนื่อง จากความผิดพลาดต่างๆ โดยคำนึงถึงความมั่นคงแห่งชาติและคุณภาพชีวิตประชาชน

ระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินของเกาหลีใต้ทำงานอย่างไร?

ระบบการแจ้งเตือนภัยฉุกเฉิน (재난문자방송) คือการส่งข้อความฉุกเฉินผ่านโทรศัพท์มือถือเพื่อเตือนภัย หรือแจ้งอพยพในกรณีมีเหตุร้ายแรงด่วน โดยหน่วยงานทางการที่มีอำนาจในการส่งข้อความ ได้แก่ กระทรวงมหาดไทยภายใต้ชื่อสาธารณรัฐเกาหลี รัฐบาลท้องถิ่น และหน่วยงานของรัฐที่ได้รับอำนาจในการส่งข้อความซึ่งสามารถแบ่งระดับข้อความฉุกเฉินได้ 6 รูปแบบดังต่อไปนี้

1.ความมั่นคงของชาติ ได้แก่ สงคราม การฝึกซ้อมรบ หรือการจารกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงระดับประเทศ เช่น การไฮแจ็กเครื่องบิน

2.ภัยพิบัติทั้งระดับรุนแรงที่สุดและต่ำสุดเช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด สึนามิ พายุไต้ฝุ่น คลื่นความร้อน ฝนตกหรือหิมะตกหนัก จนถึงการหลุดของสัตว์ดุร้าย และการเตือนภัยให้ระวังซากดาวเทียมที่ล่วงหล่น ฯลฯ

3.อุบัติเหตุใหญ่ เช่น ไฟไหม้ หรือภัยจากมลพิษในสิ่งแวดล้อม

4.เหตุเร่งด่วนเช่น การแจ้งเตือนผู้สูญหายในกลุ่มผู้เปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้มีอาการป่วยทางจิตหรือสมอง ผู้ไร้ความสามารถ และการแจ้งเตือนอาชญากรรมดักฟัง บางครั้งรวมถึงการขอบริจาคเลือดในกรณีฉุกเฉิน หรือการแจ้งเตือนปิดโรงเรียนใกล้บ้านด้วยสาเหตุบางอย่าง

5.ผลกระทบด้านสาธารณูปโภคและสังคมเช่น การซ่อมน้ำประปา ไฟดับ เหตุประท้วงนัดหยุดงาน ฯลฯ

6.เหตุอื่นๆเช่น การสิ้นสุดของงานเทศกาลสำคัญในประเทศ

ทั้งนี้ วิธีการทำงานของระบบแจ้งเตือนเพื่อส่งข้อความเข้าถึงประชาชนในเกาหลีใต้ แบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ

1. การใช้ Cell Broadcast Service (CBS) หรือระบบส่งข้อมูลผ่านเสาสัญญาณไปยังโทรศัพท์ โดยรัฐบาลเกาหลีใต้จะใช้เสาสัญญาณเซลลูลาร์และเสาวิทยุ เพื่อส่งข้อความหาประชาชนภายในไม่กี่วินาที

วิธีการนี้เป็นที่นิยม เพราะรัฐบาลสามารถเข้าถึงประชาชนมากกว่า 80% โดยที่ไม่ต้องเข้าถึงข้อมูลส่วนตัว เช่น เบอร์โทรศัพท์ ข้อจำกัดเรื่องเครือข่ายหรือซิมการ์ด อย่างไรก็ตาม ระบบดังกล่าวก็มี ‘ช่องโหว่บางส่วน’ เพราะโทรศัพท์รุ่นเก่าไม่สามารถรองรับสัญญาณที่จะส่งข้อความสัญญาณเตือนภัย

2. การส่งข้อความโดยระบุพิกัด (SMS Location-Based Service) เป็นการทำงานเฉพาะเจาะจงและแม่นยำกว่าวิธีการแรก เพราะรัฐบาลจะเลือกพิกัดเฉพาะบนแผนที่ และส่งข้อความไปยังโทรศัพท์มือถือทุกเครื่องในพื้นที่เป้าหมาย โดยสามารถสอบถามข้อมูลหรือติดต่อกับผู้คนในบริเวณดังกล่าวได้โดยตรง

ซีเอ็นเอ็นเผยว่า วิธีการข้างต้นประสบความสำเร็จในออสเตรเลีย ผู้คนประมาณ 97% ได้รับข้อความดังกล่าว อีกทั้งรัฐยังสามารถตรวจสอบผ่านระบบคลื่นความร้อนได้ว่า ประชาชนปฏิบัติตามการแจ้งเตือนหรือไม่

ระบบแจ้งเตือนภัยเกาหลีใต้กับ ‘ความสำเร็จในการพิชิตโควิด-19’ ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องความเป็นส่วนตัว

หากจะพูดถึงความสำเร็จของระบบแจ้งเตือนภัยของเกาหลีใต้ ที่ประจักษ์สายตาชาวโลก คงหนีไม่พ้นช่วงโรคระบาดโควิด-19

ข้อความฉุกเฉินกลายเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาล ในการติดตามและเฝ้าระวังโรคระบาด เมื่อประชาชนจะได้รับข้อความว่า พวกเขาอยู่ใกล้ผู้ป่วยโควิด-19 มากน้อยแค่ไหน รวมถึงข้อควรปฏิบัติในการป้องกันโรค

(ภาพ: AFP)

“ตอนนี้ฉันทราบแล้วว่า พื้นที่ไหนควรระวัง และฉันรู้สึกว่ารัฐบาลทำหน้าที่ได้ดีในการแจ้งเตือน (…) ฉันคิดว่าได้รับข้อความเช่นนี้จากรัฐอย่างน้อย 6-10 ครั้งต่อวัน”โจ (Cho) นักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าวอัลจาซีรา (Al Jazeera)

รายงานของซีเอ็นเอ็นระบุว่า ประชาชนจะได้รับข้อความที่แตกต่างจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ละแวกพื้นที่อยู่อาศัยอาจแจ้งรายละเอียดการเดินทางของผู้ป่วยโควิด-19 ล่าสุด ขณะที่ข้อความจากหน่วยสาธารณภัยกลาง (Central Disaster Relief Headquarters) ออกคำแนะนำในการเว้นระยะห่างทางสังคม การล้างมือ และการดูแลคนชราในบ้าน

เหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกาหลีใต้มีตัวเลขผู้ป่วยลดลง หากเทียบเคียงกับหลายประเทศในช่วงปี 2020 ทว่าความสำเร็จดังกล่าวมีข้อกังขาว่าด้วยเรื่อง ‘การส่งข้อความเกินความจำเป็น’ และ ‘ความเป็นส่วนตัว’ ของผู้ป่วย เพราะรัฐบาลเผยข้อมูลที่เสี่ยงต่อการเปิดเผยตัวตน

ยังไม่รวมการเฝ้าติดตามประชาชน จนชวนให้นึกถึง ‘พี่เบิ้ม’ (Big Brother) ใน 1984 นวนิยายสุดคลาสสิกของ จอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell) เมื่อตัวละครเอกถูกสอดส่องความเป็นไปในการใช้ชีวิตจากรัฐอยู่เสมอ ซึ่งไม่ใช่วัฒนธรรมอันน่าพึงประสงค์ในโลกตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อประชาชนไม่มีสิทธิปิดรับการแจ้งเตือนครั้งนี้จากรัฐบาล

อย่างไรก็ดี คัง คยองฮวา (Kang Kyung-wha) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ขณะนั้น ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบีบีซี (BBC) ว่า มาตรการดังกล่าวเผยให้เห็นความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และรัฐบาลทำหน้าที่แจ้งให้สาธารณชนรับทราบความเคลื่อนไหวต่างๆ

ในความก้าวหน้ากลับแฝงด้วยข้อผิดพลาด: เทคโนโลยีแจ้งเตือนภัยของเกาหลีใต้ที่ต้องพัฒนาต่อไป

กว่าจะได้รับการยกย่องในฐานะระบบแจ้งเตือนที่ ‘ล้ำสมัย’ กว่าประเทศในยุโรป เกาหลีใต้ต้องผ่านร้อนผ่านหนาวกับการทดลองใช้ระบบ และปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่ออุดช่องโหว่ต่างๆ

แม้จะมีการริเริ่มระบบแจ้งเตือนในปี 2005 แต่ก็ยังไม่มีความก้าวหน้า เพราะมีข้อจำกัดทางเทคโนโลยีและกฎหมายเป็นอุปสรรค จนกระทั่งเดือนตุลาคม 2016 เกาหลีใต้ประกาศเปิดใช้ระบบการแจ้งเตือนภัยสำหรับแผ่นดินไหว หลังเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานในเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่คยองจู (Gyeongju) เมื่อเดือนกันยายน 2016

หนังสือพิมพ์โชซ็อน (Chosun Ilbo: 조선일보) ระบุสาเหตุการเกิดขึ้นของระบบนี้ว่า กระทรวงความปลอดภัยสาธารณะและความมั่นคง (Ministry of Public Safety and Security) มอบหน้าที่ให้กรมอุตุนิยมวิทยาส่งข้อความแจ้งเตือน เพราะต้องการประหยัดเวลาในการแจ้งเหตุ

อย่างไรก็ตาม ระบบนี้กลับมีข้อจำกัดมากมาย เพราะมีการแจ้งเตือนเฉพาะเหตุแผ่นดินไหวที่มีความรุนแรงระดับ 4.0 ตามมาตราริกเตอร์ขึ้นไป และให้บริการเฉพาะในภาษาเกาหลีเท่านั้น อีกทั้งประชาชนยังต้องมีสมาร์ตโฟนเพื่อรองรับระบบดังกล่าว

ต่อมาในปี 2017 กระทรวงความปลอดภัยสาธารณะและความมั่นคงจึงมอบอำนาจให้กรมอุตุนิยมวิทยาและรัฐบาลท้องถิ่น ในการส่งข้อความเตือนภัยฉุกเฉินอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและลดขั้นตอนความล่าช้าจากรัฐบาลกลาง

แม้จะมีข้อติดขัดบางอย่าง นั่นคือเส้นแบ่งระหว่าง ‘สถานการณ์ฉุกเฉิน’ กับ ‘การส่งข้อความแจ้งเหตุมากโดยไม่จำเป็น’ โดยเฉพาะการแจ้งเตือนยามค่ำคืนและช่วงเช้ามืดที่รบกวนกับการใช้ชีวิตของผู้คน ซึ่งสร้างความเบื่อหน่าย ความเหนื่อยล้า และความไม่พอใจให้กับสาธารณชนบางส่วน

ถึงกระนั้น รัฐบาลเกาหลีใต้ก็พร้อมปรับปรุงระบบดังกล่าวให้ดียิ่งขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ ‘อ่อนไหว’ ของประเทศในวันที่ 31 พฤษภาคม 2023 เมื่อทั่วทั้งกรุงโซลเต็มไปด้วยเสียงไซเรนและเสียงแจ้งเตือนภัยทางโทรศัพท์ ในเวลา 06.41 น. ปรากฏ ‘ข้อความจากประธานาธิบดี’ (Presidential Alert) ให้ประชาชนเตรียมตัวอพยพ แต่กลับไม่มีรายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติม หลังเกาหลีเหนือปล่อยสิ่งที่คาดว่าเป็น ‘ดาวเทียม’

(ภาพ: AFP)

เพราะเรื่องความมั่นคงของชาติและจิตใจของประชาชนไม่ใช่เรื่องล้อเล่นสำหรับรัฐบาลเกาหลีใต้ กระทรวงมหาดไทยจึงออกแถลงการณ์ขอโทษและยุติการแจ้งเตือนในเวลา 07.03 น. พร้อมให้เหตุผลว่า ทั้งหมดเกิดขึ้นจากความผิดพลาด

ต่อมา โอ เซฮุน (Oh Se-hoon) นายกเทศมนตรีกรุงโซล ออกมากล่าวขอโทษต่อข้อผิดพลาดดังกล่าว โดยมีใจความว่า จะปรับปรุงระบบนี้ให้ดีขึ้นในวันข้างหน้า ขณะที่กระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลกรุงโซลระบุว่า จะใส่รายละเอียดในระบบเตือนภัยให้ชัดเจนว่า ใครทำอะไร เกิดอะไรขึ้นที่ไหน เมื่อไร และประชาชนควรดำเนินการป้องกันตนเองอย่างไร

แต่น่าเสียดายที่ยังไม่ปรากฏรายละเอียด ‘การระบุข้อความภาษาอังกฤษ’ สำหรับชาวต่างชาติในระบบแจ้งเตือนฉุกเฉินเพิ่มเติม

สถานการณ์ทั้งหมดนี้จึงอาจเป็นบทเรียนสำคัญให้กับประเทศไทย ในการริเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีระบบเตือนภัยฉุกเฉิน แม้หนทางอาจเต็มไปด้วยอุปสรรคและขั้นตอนหลายอย่าง แต่ก็นับว่าคุ้มค่าและไม่ยากเสียจนเกินไป หากคำนึงถึงสวัสดิภาพของประชาชนและความมั่นคงของประเทศ ที่ไม่ได้ยุติแค่เรื่อง ‘อาวุธยุทโธปกรณ์’ หรือ ‘พรมแดน’ แต่เพียงเท่านี้

อ้างอิง

https://edition.cnn.com/2020/03/27/tech/text-alert-coronavirus/index.html

https://m.blog.naver.com/mage7th/222032769150

https://www.korseries.com/emergency-alert-alive/

https://www.bbc.com/news/blogs-news-from-elsewhere-37574498

https://www.safekorea.go.kr/idsiSFK/neo/main/main.html

http://english.chosun.com/site/data/html_dir/2016/10/05/2016100501114.html

https://www.reuters.com/world/asia-pacific/evacuation-alerts-sirens-cause-panic-seoul-after-north-korea-launch-2023-05-30/

https://www.safekorea.go.kr/idsiSFK/neo/main/main.html

https://english.alarabiya.net/News/world/2023/06/01/South-Korea-to-overhaul-emergency-alert-system-after-North-Korea-warning-causes-anger

https://www.aljazeera.com/news/2020/4/9/s-koreas-smartphone-apps-tracking-coronavirus-wont-stop-buzz

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...