โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

Age Of Summoner : สงครามสัตว์อสูร อลเวง!

นิยาย Dek-D

อัพเดต 01 พ.ค. 2567 เวลา 16.49 น. • เผยแพร่ 01 พ.ค. 2567 เวลา 16.49 น. • +-MaSaLaN-+
เมื่อ

ข้อมูลเบื้องต้น

Age of Summoner

สงครามสัตว์อสูร อลเวง!

AOS โลกของการ์ดเกมที่กำลังมีผู้ติดตามและเข้าไปใช้บริการเล่นมากที่สุดในโลกกำลังสร้างกระแสที่โด่งดังเป็นอย่างมากในปัจจุบัน ทำให้เกิดโลกของนักกีฬา E-Sport ที่กำลังเป็นที่ยอมรับมากยิ่งขึ้น

โจ๊ก คือหนึ่งในเด็กเรียนจบใหม่และยังไม่อาจฝ่าฟันยุคแห่งความเลวร้ายที่มีคำว่า “เศรษฐกิจโคตรห่วยแตก” เป็นพื้นฐานในการดำลงชีวิต เพราะฉะนั้นอย่าหวังว่าเจ้าหนุ่มสุดจ๋องที่มีออร่าเดอะลูซเซอร์แผ่ออกมารอบๆ ตัวซะขนาดนั้น มันจึงแทบจะไม่มีโอกาสเลยที่เขาจะหางานทำได้

แต่ถึงกระนั้นดูเหมือนโชคชะตาจะไม่ทอดทิ้งเขา (หรือไม่บางทีก็อาจจะหมั่นไส้) ทำให้เขาได้เข้าไปพัวพันกับโลกของ AOS ที่เจ้าตัวไม่เคยให้ความสนใจเลยแม้แต่น้อย เพียงได้เข้าไปซื้อของในร้านสะดวกซื้อ อยู่ดีๆ เจ้าตัวก็ได้รับการ์ดที่หายากที่สุดในโลก AOS มาครอง ความฉิบ….ความบันเทิงจึงได้บังเกิดขึ้นกับนายโจ๊กคนนี้ และนำทางเขาไปสู่เส้นทางของ ซัมมอนเนอร์ ที่แสนจะอลเวง!

พูดคุยกับ MaSaLaN

สดีแฟนๆ นิยายทุกท่าน ทั้งแฟนเก่าๆ และรวมไปถึงนักอ่านท่านใหม่ที่ได้ลองเข้ามาอ่านผลงานของข้าพเจ้าครับผม!

AOS นี้ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ผมอยากจะเขียนมาโดยตลอด เพราะว่าผมเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ชื่นชอบการเล่นการ์ดเกมเป็นอย่างมาก หนำซ้ำก็ยังชอบเล่นเกมมากอย่างที่หลายๆ คนทราบอยู่แล้ว ผมจึงได้นำทั้งสองอย่างเข้ามารวมกันเอาไว้จนกลายเป็นเป็นนิยายเรื่องนี้ครับ

หลายๆ ท่านคงจะเคยได้อ่าน AOS อีกเวอร์ชั่นหนึ่งที่ผมเคยลงก่อนหน้านี้มาบ้างแล้ว ซึ่งขอให้ทุกๆ ท่านลืมเวอร์ชั่นนั้นไปได้เลยครับ มันไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลย (เป็นคนล่ะแนวเลยครับ) ซึ่งผมได้ลบตัวนั้นไปแล้ว และขัดเกลาเนื้อหาใหม่จนเปลี่ยนมาเป็นตัวนี้แทนที่ครับผม!

เอาตรงๆ ผมเองก็เลิกเล่นการ์ดเกมนี้ไปนานเกือบสิบปีเห็นจะได้แล้ว พอนึกอยากจะเขียนมันขึ้นมาก็ต้องหวนกลับคืนสู่วงการไปเก็บเกี่ยวข้อมูลกันยกใหญ่ (ฮา) ก็หวังว่าผมจะสามารถตีแผ่ความชอบส่วนตัวนี้มาเป็นเรื่องราวสนุกๆ ให้ทุกๆ ท่านได้ชื่นชอบชื่นชมกันนะครับ

ยังไงก็ขอฝาก AOS และนายโจ๊กของเราไว้ในอ้อมใจทุกๆ ท่าน ตามรุ่นพี่อย่าง วิศนะ เร็น และ กันต์ ไปด้วยนาจา!

+-+-+--+-+-+-+-+-+-+-+-+-+-+.

ลิ้งค์ FB (เพจใหม่ ท่านใดยังไม่ตามรบกวนด้วยจ้า)

สำหรับท่านที่ต้องการซื้อแบบรูปเล่ม ไปตามลิงค์ที่ MaSaLaN lnwshop เลยจ้า

http://masalanproject.lnwshop.com/

และสำหรับรูปแบบอีบุ้กก็ลงกับทาง MEB ครบถ้วนทุกเล่มแล้วจ้า!

บทนำ

บทนำ

“ฮัลโหล ไอ้ทิตเหรอ ตอนนี้แกว่างอยู่รึเปล่า?”

“มีอะไรวะไอ้โจ๊ก แกรู้รึเปล่าว่าตอนนี้ฉันอยู่ญี่ปุ่นเนี่ยนะโว้ย ฉันกำลังพานักท่องเที่ยวไปวัดอาสากุสะยุ่งสุดๆ เลยเนี่ย”

“พอจะคุยได้มั้ยวะ คือมีเรื่องด่วนนิดหน่อยน่ะขอเวลาแค่สองสามนาทีก็พอ”

“เออ ก็พอได้อยู่หรอก ตอนนี้ปล่อยพวกเขาไปไหว้พระซื้อของฝากกันอยู่”

“ถ้างั้นขอถามเลยนะว่า ตอนนี้แกยังเล่นไอ้การ์ด เอจออฟซัมมอนเนอร์ อยู่รึเปล่า?”

“AOS? อ่ะนะ ช่วงนี้ฉันงานเยอะว่ะตอนนี้ไม่ค่อยมีเวลาเล่นเท่าไร แต่ก็ยังติดตามการแข่งขันใหญ่ๆ อยู่ตลอดน่ะนะ ถามทำไมวะ?”

“เออ ถ้างั้นขอถามนิดนึงว่า ไอ้การ์ดของเกมเนี่ยมันมีราคาขายอยู่ที่เท่าไรกันเหรอ?”

“หา? อะไรของแกวะอยู่ดีๆ ก็มาถามเรื่องนี้”

“เออน่ะ รีบๆ บอกมาเถอะ”

“อ่า….ราคาขายของการ์ดมันมีหลายราคาน่ะ ถ้าการ์ดไม่มีประโยชน์ราคาขายก็อยู่ใบล่ะ 10 บาท 20 บาทได้ล่ะมั้ง แต่ถ้าการ์ดที่ดีๆ ราคามันก็จะอัพโดดขึ้นไปน่ะหลักร้อยบ้างหลักพันบ้างแล้วแต่ความหายาก”

“งั้นเหรอ …ล…แล้วเป็นไปได้มั้ยที่การ์ดใบนึงมันจะมีราคาสูงถึงล้านบาทน่ะ?”

“ถามอะไรของแกแบบนั้นวะ ล้านนึงนี่กระจอกไปรึเปล่า เคยมีคนเอาพอร์ช* ไปแลกการ์ดใบนึงมาแล้วนะเว้ย”

“พอร์ช* จริงดิ รถคันนึงเป็นสิบล้านอ่ะนะ?!”

“เออ การ์ดบางใบมันมีมูลค่ามากกว่าที่แกคิดเยอะไอ้โจ๊ก เพราะว่าไอ้เจ้า AOS เนี่ยมันผลิตการ์ดมาเป็นจำนวนจำกัดแล้วไม่มีการผลิตเพิ่มจริงๆ บางใบมันก็เลยมีคุณค่าและไม่สามารถหาซื้อจากที่ไหนได้อีกแล้ว พวกโปรเพลย์เยอร์น่ะเขาพร้อมที่จะจ่ายเงินเพื่อซื้อการ์ดประเภทนี้อย่างไม่คิดเลยล่ะ เพราะว่าหลังจากนั้นเขาจะแปรเอาการ์ดพวกนี้ไปสร้างความสำเร็จเรียกรายได้กลับคืนมาเป็นสิบๆ เท่าเลยจะบอกให้”

“จริงดิ กระดาษใบเดียวนะ เอาไปแลกเงินได้เป็นสิบล้าน”

“เดี๋ยวตบปาก! อย่ามาเรียกการ์ดของ AOS ว่ากระดาษใบเดียวนะ พวกผู้เล่นเขาถือนะเว้ย!”

“ถืออะไรเล่า ฉันไม่เข้าใจ”

“แล้วนี่จู่ๆ แกมาถามฉันเรื่องนี้ทำไมวะไอ้โจ๊ก ปกติแกไม่เคยสนใจเรื่องของ AOS เลยนี่ ตอนที่เรียนมหาลัยฯ ด้วยกันเวลาฉันดูถ่ายทอดสดแข่งขันทีไร แกก็เมินตลอด”

“อ..อ๋อ ไม่มีอะไรหรอก แกกลับไปทำงานเถอะ ไว้เดี๋ยวแกกลับจากญี่ปุ่นเมื่อไรค่อยเจอกันเพื่อน”

“หา? เออๆ ช่างเถอะ พวกลูกทัวร์ฉันก็มารวมตัวกันแล้ว งั้นไปก่อนนะ”

ปลายสายเงียบหายไปพร้อมกับเสียงสัญญาณที่ดังขึ้นเป็นจังหวะคงที่ จักรรินทร์ พิทักษ์ศิลป์ หรือที่เพื่อนจะรู้จักกันดีในชื่อ “โจ๊ก” ชายหนุ่มวัย 22 ปี ที่ตอนนี้กำลังเผชิญปัญหาครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตจนต้องมานั่งหลบมุมอยู่ในห้องน้ำ ดวงตาสีสนิมเหล็กจ้องมองผ่านกระจกเห็นใบหน้าที่ซีดเสียวของตนเองสะท้อนกลับมา เรือนผมสีดำฟูฟ้องแบบคนที่ไม่ค่อยจะใส่ใจดูแลตัวเองเสียเท่าไร ใบหน้าซูบตอบ กับหนวดเคราที่ขึ้นหร็อมแหร็ม

“ฉันมาทำอะไรที่นี่วะเนี่ย?”

ชายหนุ่มบ่นกับตัวเอง มองไปรอบๆ ก็คงจะมีเพียงสุขภัณฑ์อย่างชักโครกที่ไม่รู้จะหันมาตอบคำถามอะไรให้กับเขาได้เช่นกัน มันเป็นช่วงเวลาบ่ายสามโมงของวันอังคาร ช่วงเวลาที่ตามปกติแล้วเขาควรจะไปเดินทางหางานทำตามปกติ

แต่ดูเหมือนวันนี้จะไม่ใช่

เขามายืนถามตัวเองอยู่ในห้องน้ำของร้าน “Card Factory” เพื่อสงบสติอารมณ์ของตัวเองอยู่ หลังจากมีปัญหาใหญ่ระดับชาติให้ตัวเขาต้องตัดสินใจ ชนิดที่แม้ชีวิตจะผ่านเลยวัยแห่งความฝัน วันที่ผ่านมาไร้จุดหมาย …คิดเพ้อเจ้อสะระตะก็ยังไม่สาแกใจ แต่เอาเข้าจริงๆ เขาก็ไม่เคยต้องเจอสถานการณ์ที่ตัดสินใจได้ยากเย็นขนาดนี้มาก่อน

“เอาจริงดิ”

โจ๊กรำพึงขึ้นมาเป็นรอบที่เท่าไรก็ไม่รู้ กระทั่งมือกร้านของเขายกของบางอย่างขึ้นมามองให้ชัดๆ อีกครั้ง ของในมือที่มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมคล้ายนามบัตร บางเฉียบและทำขึ้นจากพลาสติกยืดหยุ่นเนื้อดี ด้านหลังนั้นมีลวดลายสัญลักษณ์ของดาบและคทาไม้ไขว้กันไว้โดยมีปีกสีขาวและดำสยายออกมาทั้งสองด้านพร้อมกับตัวหนังสือที่เขียนว่า “Age Of Summoner” อีกด้วย

ขณะที่ด้านหน้านั้นกลับมีรูปภาพสวยงามของมังกรตัวสีขาวกำลังสยายปีกบินอยู่บนท้องฟ้า เป็นภาพวาดกึ่งๆ CG สามมิติที่สวยงามมาก ด้านบนมีตัวหนังสือเขียนว่า “มังกรขาวสโนว์เบล” ขณะที่ด้านล่างมีตัวหนังสือมากมายเขียนบรรยายไว้เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด พร้อมกับตัวเลขที่กำกับตามมุมต่างๆ

แค่เห็นก็รู้ว่านี่คือ “การ์ด” จากเกม “เอจออฟซัมมอนเนอร์” การ์ดเกมที่กำลังได้รับความนิยมสูงที่สุดในโลกตอนนี้ที่ผสมผสานทั้งเรื่องของ การ์ดเกมเข้ากับการออนไลน์แนว MMORPG เอาไว้ได้อย่างลงตัว เกมที่การันตีว่ามีไอดีของผู้เล่นทั่วโลกสูงถึง 300 ล้านไอดีทั่วโลก และแน่นอนว่าที่ประเทศไทยเองก็กำลังได้รับความนิยมกันเป็นอย่างมาก ถึงขนาดที่ปัจจุบันนั้นมีอาชีพ “โปรเพลยเยอร์” ของเกมนี้ผุดกันขึ้นมาเป็นดอกเห็ดเลยทีเดียว

แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ประเด็น!

สิ่งที่กำลังทำให้โจ๊กเป็นกังวลอย่างมากก็เพราะว่าการ์ดในมือของเขาตอนนี้เขาเพิ่งจะเปิดมันมาได้เมื่อครู่

มันเป็นการ์ดของเขาโดยชอบธรรม และเขาจ่ายเงินซื้อมันมาเอง

และที่เขาจำเป็นจะต้องติดต่อไปหาเจ้าอาทิตย์ หรือที่เขาจะเรียกติดปากว่า “ทิต” ซึ่งเป็นเพื่อนรักของเขาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยนั้น มันก็เป็นเพราะว่าเขาต้องการความมั่นใจบางอย่าง ในเรื่องที่ว่า….

“อ…ไอ้แผ่นพลาสติกรูปมังกรเนี่ยอ่ะนะ มีราคาตั้งสิบล้านบาท?”

Chapter 1 : ร้านสะดวกซื้อมีอะไรให้มากกว่าที่คุณคิด

Chapter 1

บางทีร้านสะดวกซื้อมีอะไรให้มากกว่าที่คุณคิด

“คุณเป็นคนที่มีผลการเรียนดี และ เป็นคนที่ทำกิจกรรมร่วมกับมหาวิทยาลัยอยู่ตลอดเวลา เป็นคนที่มีแววและน่าสนใจมาก แต่ทางเราต้องขอเรียนตามตรงว่าเราอยากได้คนที่มีประสบการณ์มากกว่านี้ และอาจจะรวมไปถึงวุฒการศึกษาที่มากกว่านี้ เพราะฉะนั้นเราคงต้องขอเรียนตามตรงว่า ด้วยเศรษฐกิจที่ย่ำแย่แบบนี้เราคงรับคุณเข้าทำงานไม่ได้ครับ”

เสียงของฝ่ายบุคคลที่รับหน้าที่ในการสัมภาษณ์งานยังคงดังกึกก้องอยู่ในหูของเขาจนถึงตอนนี้ ร่างสูงที่ยืนหลังงอนิดๆ อยู่ตรงหน้าตู้แช่เย็นกระจกของร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งในย่านทองหล่อ ดวงตาสีสนิมเหล็กจ้องมองขวดน้ำหลากหลายชนิดและหลากหลายยี่ห้อที่วางเรียงกันอย่างสวยงามจนบางทีเขาก็นึกสงสัยว่าพนักงานใช้เกณฑ์อะไรในการจัดวางว่าจะต้องนำน้ำประเภทนี้มาตั้งตรงนี้ เหมือนกัน

ก็เหมือนกับเกณฑ์ ในการตัดสินใจว่า เวลาจะรับใครเข้าทำงานซักคน เขาใช้วิธีไหนในการตัดสินใจส่วนนี้กัน?

ถึงแม้ โจ๊ก จะไม่ใช่คนที่หน้าตาดีอะไรเป็นหนุ่มแว่นท่าทางจ๋องๆ เหมือนพวกเด็กเนิร์ส แต่เขาก็เป็นคนที่มีความรับผิดชอบ ตั้งใจเรียนมีคะแนนเกรดเฉลี่ยสูงถึง 3.28 แม้ไม่ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง แต่ก็นอนมาในอันดับที่สอง เขาเป็นคนที่ทำกิจกรรมร่วมกับมหาวิทยาลัยตลอด ไม่เคยมีประวัติเสีย แม้จะจบเพียงปริญญาตรี แต่มันก็เป็นมหาวิทยาลัยชั้นแนวหน้าของประเทศ….

แต่มันก็ยังไม่มีบริษัทไหนจ้างเขาไปทำงานด้วย…

“ข้าจะบอกแกให้นะว่าถ้าไม่จบปริญญาโทหรือจบมาจากนอกน่ะ เดี๋ยวนี้เขาไม่รับเข้าทำงานง่ายๆ หรอกโว้ย และข้าก็ไม่มีโคว์ต้าจ่ายเงินให้เอ็งไปเรียนต่อโทหรือไปต่อนอกแล้วด้วย เพราะฉะนั้นข้าให้เวลาเอ็งอีกหนึ่งเดือนถ้าเอ็งยังหางานทำไม่ได้เอ็งจะต้องกลับมาช่วยงานที่บ้าน และถ้ายังดื้อ รอบนี้ข้าจะตัดเงินที่ส่งให้เอ็งแน่ๆ คอยดูสิ”

คำพูดของเดอะเตี่ยที่ยังคงก้องอยู่ในหัวของเขาจนถึงตนนี้นั้นเปรียบได้เป็นดัง แรงผลักดันให้นายจักรินทร์คนนี้พยายามสู้สุดใจเพื่อหางานทำที่กรุงเทพฯ ให้จงได้ แม้เวลาที่พ่อของเขายื่นให้นั้นจะลดลงไปเรื่อยๆ จนเหลืออีกแค่อาทิตย์เดียวแล้วก็ตามที

ตลอดระยะเวลาสามเดือนที่ผ่านมาหลังจากเรียนจบแล้ว โจ๊กก็พยายามตระเวนหางานทำตามสำนักพิมพ์ต่างๆ มาโดยตลอด เขาเรียนจบมาทางด้านศิลปะศาสตร์เอกภาษาอังกฤษ เพราะฉะนั้นเขาจึงอยากทำงานเกี่ยวกับพวกวรรณกรรมต่างประเทศ แต่ไม่ว่าจะเป็นสำนักพิมพ์ไหนๆ ก็ดูจะไม่อ้าแขนต้อนรับเขาเอาเสียเลย

กลับกันเจ้าอาทิตย์เพื่อนรักของเขานั้นจบมาในเอกภาษาญี่ปุ่น ปัจจุบันหมอนั่นไปทำงานเป็นไกด์นำเที่ยวเต็มตัว เรียกว่าทำงานได้ถูกทางได้ดิบได้ดีเชียวล่ะ เพราะเจ้านั่นเป็นคนที่ชอบท่องเที่ยวและคุยเก่งมาก และญี่ปุ่นก็เป็นหนึ่งในประเทศที่มันชอบมากๆ เสียด้วย (แต่โจ๊กคิดว่าคงจะน้อยกว่ากองหนัง AV ที่สุมรวมกันในห้องนอนของมัน)

โจ๊กได้แต่ทอดถอนใจ เขาหยิบเอาชาเขียวแบบไร้น้ำตาลอย่างที่ชอบขึ้นมาจากตู้ใส่น้ำ หมุนดูฉลากเห็นราคา 25 บาทของมันเหมือนทุกที เฉกเช่นเดียวกับความพ่ายแพ้ที่มันยังคงกลมกล่อมอยู่ในร่างของเขาเช่นเคย

“เวลาชักจะเหลือไม่มากแบบนี้จะเอายังไงต่อดีล่ะเนี่ย” โจ๊กถอนใจ “สุดท้ายถ้าอ้างว่าเศรษฐกิจไม่ดีกันทั้งหมดแบบนี้มันก็คงไม่มีบริษัทไหนรับฉันแล้วล่ะมั้ง”

โจ๊กพูดขึ้นหลังจากปิดตู้น้ำนั้นลง เขาเพิ่งจะอายุแค่ 22 ปี ปกติหากไปสมัครงานที่ไหนมันก็คงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร หากสภาวะเศรษฐกิจมันไม่เลวร้ายแบบนี้ แต่ประเด็นคือไม่ว่าจะบริษัทไหนๆ ตอนนี้ก็จะมีแต่นโยบายลดพนักงานมากกว่าเพิ่ม แค่คิดเจ้าตัวก็ทำได้แค่ถอนใจ

“พรุ่งนี้ต้องไปสัมภาษณ์อีกสองที่ ผลลัพธ์มันก็คงไม่ต่างกันแหงๆ สงสัยต้องลองมองงานสายอื่นที่ไม่ใช่ในสายวรรณกรรมดูบ้างแล้วมั้งเนี่ย”

แค่คิดแล้วก็ถอนใจออกมา แต่ นายจักรรินทร์ พิทักษ์ศิลป์ ไม่ใช่คนที่จะชอบยอมแพ้ เขาจะไม่มีวันยอมกลับไปทำงานที่บ้านในสุพรรณบุรีง่ายๆ แน่ เขาจะพิสูจน์ให้ที่บ้านเห็นเองว่าเขาจะต้องหางานทำที่กรุงเทพฯ ให้ได้ แต่ตอนนี้คงต้องหาทางเอาตัวรอดไปให้ได้เสียก่อน ว่าแล้วเจ้าตัวจึงเดินไปในเชลฟ์ของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขณะนี้ไม่ใช่เวลาที่เขาจะมาใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายได้อีกแล้วเพราะหากถึงเวลาครบเดือนนี้แล้วจริงๆ พ่อของเขาจะต้องตัดเงินทั้งหมดที่ส่งมาให้แล้วแน่ๆ และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็จะกลายเป็นมิตรแท้ของเขาในเวลาวิกฤติเช่นนี้

โจ๊กหวนนึกไปถึงเพื่อนๆ ที่มหาวิทยาลัยหลายคนว่าพอจะมีใครช่วยเขาหางานได้บ้าง แต่นึกย้อนไปเขาไม่ใช่คนที่มีเพื่อนมากมายอะไร หรือจะไปพึ่งใบบุญเพื่อนอย่างอาทิตย์แต่เขาเองก็ไม่ได้จบเอกญี่ปุ่นมาเหมือนหมอนั่น เพราะฉะนั้นคงต้องตัดเรื่องที่จะไปทำงานเป็นไกด์ไปได้เลย (แถมชีวิตนี้เขาเคยเดินทางออกไปนอกประเทศตัวเองเสียที่ไหนกัน!)

“มีชาเขียวไร้น้ำตาล บะหมี่กึ่งสองซอง แล้วก็ โกลด์โก้สองกล่องนะคะ?”

เสียงของพนักงานคิดเงินเอ่ยขึ้นหลังจากที่โจ๊กซื้ออาหารเย็น (แบบประหยัด) ของเขาเสร็จสิ้น

“ทั้งหมด 155 บาทค่ะคุณลูกค้า”

“ครับ”

จริงอยู่ว่าตอนนี้เขาต้องประหยัดเงินในช่วงเวลาแบบนี้ แต่วันนี้มันอยู่ในสภาวะที่เครียดแบบสุดๆ เขาจึงจำเป็นที่จะต้องหยิบเอา โกลด์โก้ ขนมหวานของโปรดที่ติดงอมแงมมาตั้งแต่เด็กให้มาช่วยเยียวยาจิตใจของเขาโดยด่วนที่สุด แม้ว่ามันจะมีราคาตั้ง 60 บาทต่อหนึ่งกล่องก็ตามที โจ๊กเปิดกระเป๋าสตางค์ของเขาออกมาดู ช่างน่าเศร้าที่ตอนนี้มันเหลือแบงค์พันอยู่เป็นใบสุดท้ายแล้ว ชายหนุ่มได้แต่ถอนใจ และหยิบกระดาษสีเทาที่แสนล้ำค่านั้นให้กับพนักงานคิดเงิน

“อ่า คุณลูกค้าคะ ตอนนี้ทางร้านของเรามีโปรโมชั่นพิเศษอยู่นะคะ ทุกๆ ครั้งที่ซื้อของครบ 150 บาท คุณลูกค้าจะได้จับฉลากเพื่อลุ้นรับของรางวัลพิเศษกับทางเราด้วยค่ะ”

“จับฉลาก?” เขารับคำด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย

“ค่ะ ตอนนี้รางวัลใหญ่สุดของเราก็คือตั๋วเครื่องบินไปกลับเที่ยวญี่ปุ่นฟรีทั้งทริ๊ปเลยนะคะ”

“แล้วของรางวัลต่ำสุดล่ะครับ?”

โจ๊กถอนใจแทบไม่แลรางวัลที่หนึ่งและหันมาใส่ใจจุดต่ำสุดของห่วงโซ่อาหารแทน

“อ๋อ ก็จะได้รับซองการ์ดเกม เอจออฟซัมมอนเนอร์ หนึ่งซองน่ะค่ะ”

ได้ยินแล้วก็เม้มปาก หากพูดถึง เอจออฟซัมมอนเนอร์ แล้ว มันก็คือการ์ดเกมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกตอนนี้ กระทั่งเงยหน้าขึ้นมองป้ายโฆษณาด้านบนเหนือศีรษะของคุณพนักงานสาวคนนี้จึงได้เห็นว่าร้านสะดวกซื้อแห่งนี้กำลังทำแคมเปญคู่กับ เอจออฟซัมมอนเนอร์ อยู่นั่นเอง โดยรางวัลที่หนึ่งจะได้บินไปเที่ยวญี่ปุ่นฟรีกับทีมงานและดาราดัง

แค่เห็นก็ถอนใจอีกคำรบ เพราะราคาซองการ์ดที่ว่านั้นมันมีราคาแค่หนึ่งร้อยบาท น้อยกว่าเงินที่เขาต้องจ่ายไปเสียอีก

ทำไมถึงมั่นใจว่าเขาจะจับฉลากได้เจ้าซองการ์ดนี้น่ะเหรอ?

แต่ไหนแต่ไรเขาไม่เคยมีดวงด้านการจับฉลากเลยซักครั้ง อีกอย่างต่อให้ถูกรางวัลได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นแล้วมันจะมีประโยชน์อะไรในเวลาแบบนี้?

“อ่า….แย่หน่อยนะคะ คุณลูกค้าได้รางวัลปลอบใจเป็นการ์ดเอจออฟซัมมอนเนอร์หนึ่งซองนะคะ”

“ครับ”

ช่างเป็นการขานรับที่หนักแน่นสิ้นดี โจ๊กก็ไม่ได้หวังว่าเขาจะได้อะไรที่ดีไปกว่านี้ตั้งแต่แรกแล้ว เขารับเงินทอนและถุงใส่ของที่เขาซื้อมา รวมไปถึงซองการ์ดเกมที่ว่านั่น …มันเป็นซองการ์ดที่มีลวดลายรูปมังกรและอัศวินเท่ๆ ที่เขาไม่รู้จัก โดยมีเขียนกำกับไว้ว่า Age Of Summoner –SPL อีกด้วย

“ไม่ต้องเสียใจนะคะคุณลูกค้า ซองการ์ดที่คุณลูกค้าได้ไปน่ะเป็นซองของการ์ดชุดพิเศษที่ AOS วางขาย เขาว่ากันว่าการ์ดที่เปิดได้จากซองชุดนี้จะมีราคามากกว่าการ์ดซองอื่นๆ เชียวล่ะค่ะ ถ้าหากว่าคุณลูกค้าเปิดได้พวกการ์ดฟอยหรือการ์ดหายากที่มีราคาล่ะก็ คุณลูกค้าสามารถนำไปขายในร้านการ์ดแฟ็คทอรี่ที่ตั้งอยู่ทั่วประเทศได้ทั้งหมดเลยค่ะ”

“ครับ”

โจ๊กเพียงรับคำจากพนักงานสาวคนนั้นมาเซื่องๆ ก่อนจะเดินออกมาจากร้านสะดวกซื้อพร้อมกับเสียงเพลงปลุกใจแบบพิเศษที่สร้างขึ้นมาแทนเสียง “ตื้อดื้ดดด” แบบปกติที่ได้ยินจนชินหู คาดว่าคงเป็นเพลงของ AOS นั่นล่ะ

“ต่อให้มาเปิดลุ้นอีกกี่ที มันก็คงเป็นอีกหรอบเดิมนั่นแหละ”

ทันทีที่ออกมายืนอยู่บนท้องถนน ซึ่งปราศจากไปด้วยผู้คนเนื่องด้วยตอนนี้เพิ่งจะเป็นเวลาสิบโมงเช้า และเป็นเวลาทำงานอยู่ โจ๊กพลิกซองการ์ดที่ได้มาหมาดๆ มองไปมา

เขาเองก็พอจะรู้จัก Age of Summoner หรือ AOS มาบ้างตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ ม.ปลาย มันเป็นการ์ดเกมที่ได้รับความนิยมมากจากทุกเพศทุกวัย ซึ่งการเอามาผสมผสานกับรูปแบบของเกมออนไลน์ ที่จะใช้เครื่องมือแบบพิเศษที่ทำให้สามารถทำให้การเล่นการ์ดเกมพวกนี้ดูน่าสนใจขึ้นทำให้มันได้รับความนิยมมาก เขาเคยได้ยินเมื่อต้นปีว่าทางบริษัท AOS เจ้าของการ์ดเกมชื่อดังนี้เพิ่งจะฉลองที่สามารถทำสถิติมีผู้เล่นทั่วโลกสมัครไอดีเกมนี้ครบ สองพันล้านไอดี ในที่สุด

ตัวเขาเองก็เคยเห็นพวกเพื่อนๆ เล่นไอ้การ์ดเกมนี้บ้างเหมือนกัน แต่ตอนนั้นเขารู้สึกว่ามันเพี้ยนๆ ก็เลยไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก(อันที่จริงสมัยเรียนหนังสือเขาก็แทบไม่สนใจเรื่องของเกมหรือการ์ดอะไรแบบนี้อยู่แล้ว) แต่ไอ้ทิตย์เพื่อนของเขาน่ะเป็นแฟนตัวยงของการ์ดเกมนี้เลย เห็นว่ามันได้รับความนิยมขนาดที่มีนักกีฬามืออาชีพของเกมนี้ผุดกันขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ซ้ำยังทำรายได้กันเป็นกอบเป็นกำไม่ต่างอะไรจากนักกีฬาฟุตบอลด้วยซ้ำ

มันโด่งดังขนาดที่บริษัทนี้จะเปิดสิ่งที่เรียกว่า “การ์ดแฟ็คทอรี่” ขึ้นมาทั่วโลก ซึ่งก็มีลักษณะคล้ายๆ กับพวกร้านเล่นการ์ดรับซื้อรับขายเป็นแหล่งรวมตัวของเหล่าผู้เล่นเอาไว้ด้วยกันนั่นเอง แต่ประเด็นของมันก็คือไอ้การ์ดแฟ็คทอรี่พวกนี้มันถูกสร้างขึ้นมาทั่วประเทศประหนึ่งร้านสะดวกซื้อที่ไม่ว่าจะเดินไปมุมไหนก็จะเจอการ์ดแฟ็คทอรี่ตั้งอำนวยความสะดวกอยู่เลยเชียวล่ะ

จะว่าไป ตรงปากซอยด้านหน้าอพาร์ทเม้นท์ของเขาก็เหมือนกับจะมีการ์ดแฟ็คทอรี่ตั้งอยู่จ้าวหนึ่งเหมือนกัน

“เอาเถอะ ยังไงซะก็คงเปิดไม่ได้ของดีเด่ อะไรนักหรอก”

โจ๊กพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะฉีกซองการ์ดที่ได้มาฟรีๆ นั้นออก เผยให้เห็นแผ่นพลาสติกแบบบางขนาดพอๆ กับนามบัตรอยู่ในซองนั้น 5 ใบ มันเป็นครั้งแรกที่เขาเคยได้จับการ์ดพวกนี้ความรู้สึกแรกมันก็ดูแปลกอยู่นิดหน่อย เนื้อพลาสติกของมันดูจะมีคุณภาพเอาเรื่อง เพราะปกติการ์ดมันมักจะสร้างจากกระดาษ แต่ดูเหมือนเจ้า AOS นี้จะยกระดับขึ้นมาดูดีขึ้นไม่หยอก

“ไหนดูซิ….”

เขาพูดขึ้นพลางไล่ดูการ์ดที่ได้รับมาด้วยสีหน้าสงสัย อันดับแรกเขาไม่รู้จักไอ้การ์ดพวกนี้เลยว่ามันสามารถทำอะไรได้บ้างหรือว่าใบไหนจะมีราคาค่างวดแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ หน้าตาของสัตว์ประหลาดในการ์ดพวกนั้นมันดูโง่ๆ ชนิดที่มองปราดเดียวก็รู้เลยว่า…..ไร้ค่า

“ก็ไม่ได้หวังอะไรอยู่แล้ว” ชายหนุ่มหัวเราะหึ “หือ เดี๋ยวนะ….”

จู่ๆ ร่างสูงก็ชะงักงัน ดวงตาหลังแว่นกรอบโตหรี่ลงจ้องมองการ์ดใบสุดท้ายที่ซ่อนอยู่ด้านหลังสุด

มันเป็นการ์ดรูปมังกรสีขาวที่ดูแตกต่างจากใบอื่นๆ ชนิดที่แม้แต่โจ๊กยังมองออกว่ามันคนล่ะชั้นกัน

“แวววาวแบบนี้ สงสัยจะเป็นการ์ดฟอยแบบที่ผู้หญิงคนเมื่อกี้บอกสินะ?”

นอกจากหน้าตาจะแตกต่างแล้ว มันยังมีความแวววาวสะท้อนแสงดูมีค่ามากกว่าการ์ดใบอื่นๆ มาก

“ท่าทางจะมีราคาแฮะการ์ดใบนี้” โจ๊กพูดพลางพลิกการ์ดไปมา “ไม่สิ อย่าเพิ่งคาดหวังอะไรจะดีกว่า ต่อให้เป็นการ์ดฟอยอะไรนั่นก็เถอะ แต่ถ้าเป็นการ์ดที่ฉันเปิดได้ มันน่าจะง่อยๆ ไม่มีราคาแหงๆ”

เขาสรุปเอาจากประสบการณ์ชีวิตทั้ง 22 ปี ของเขา คิดๆ แล้วโจ๊กจึงถอนใจใส่การ์ดทั้งห้าใบนั้นไว้ในกระเป๋าเสื้อแบบไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก

“เอาเถอะ ยังไงซะหน้าปากซอยก็มีไอ้ร้านการ์ดแฟ็คทอรี่อะไรนั่นอยู่แล้ว เดี๋ยวลองเอาไปขายดูละกัน อย่างน้อยขอให้ได้ค่าช็อคโกแล็ตคืนมาก็ยังดี”

“ยินดีต้อนรับเหล่าซัมมอนเนอร์สู่ การ์ดแฟ็คทอรี่!”

เสียงตะโกนอย่างตื่นเต้นกับเสียงเพลงในแบบที่ได้ยินจากประตูร้านสะดวกซื้อเมื่อครู่นี้ดังขึ้นมาทันที โจ๊กเดินเนือยๆ เข้ามาในดินแดนที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน และอาจจะหมายถึงดินแดนที่เขาไม่คิดว่าจะเข้ามาด้วย บานประตูอัตโนมัติขยับเปิดกว้างออก พร้อมกับเสียงตอบรับจากสัญญาณอัตโนมัติ

“เคยคิดว่าที่นี่มันใหญ่โคตรตั้งแต่อยู่ข้างนอกแล้วนะ พอเข้ามาจริงๆ แล้วอึ้งเลยแฮะ…”

โจ๊กพูดกับตัวเองขณะที่ชำเลืองมองไปรอบๆ การ์ดแฟคทอรี่ คือร้านค้าของ AOS ที่ตั้งเพื่ออำนวยความสะดวกผู้เล่นจากทั่วประเทศ ภายในนั้นจะประกอบไปด้วยบูธต่างๆ ที่มีการ์ดหลากหลายชนิดเอาไว้สำหรับขายหรือโชว์ ตามมุมต่างๆ มีภาพโปสเตอร์ภาพวาดสวยๆ ของการ์ดแปะโชว์อยู่ อีกมุมหนึ่งมีจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่ที่เปิดโฆษณาของ AOS ไว้ตลอดเวลา ขณะที่อีกด้านก็จะเป็นจุดที่จะเปิดให้พวกลูกค้าได้ไปนั่งพูดคุยหรือนั่งเล่นกัน

หากคิดว่าจะเป็นโต๊ะสี่เหลี่ยมโง่ๆ กับเก้าอี้พลาสติกแล้วล่ะก็ ลืมความคิดนั้นไปได้เลย

มันเป็นชุดเก้าอี้โซฟาอย่างหรู ที่ติดกันนั้นมีร้านกาแฟแบรนด์ดังตั้งอยู่เพื่อให้ลูกค้าใช้บริการได้อีกด้วย ขณะที่ร้านนั้นจะมีสองชั้น ซึ่งด้านบนเห็นว่าเป็นโซนเอาไว้สำหรับลูกค้าที่ต้องการใช้บริการเล่นเกมโดยเฉพาะ อีกทั้งในร้านยังมีพนักงานที่แต่งตัวด้วยเครื่องแบบเหมือนกันคือเสื้อโปโลสีขาวกับผ้ากันเปื้อนสีดำที่มีสัญลักษณ์ของ AOS ติดไว้ตรงหน้าอกอีกด้วย

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้โจ๊กต้องประหลาดใจ เห็นจะเป็นเรื่องที่ลูกค้าจำนวนมากราวๆ 30-40 คนกำลังใช้บริการ อยู่ในโซนซื้อขายการ์ดหรือโซนนั่งเล่นกันอีกด้วย ทั้งๆ ที่ตอนนี้เป็นช่วงเวลา 10 โมงเช้าของวันอังคารและไม่ใช่ช่วงปิดเทอม แต่มันก็ยังมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการกันอย่างหนาแน่น แต่ที่น่าทึ่งกว่าก็คือ แม้จะมีลูกค้าเยอะขนาดนี้ แต่สถานที่มันก็ไม่ได้ดูแออัดแต่อย่างใด กลับกันมันยังกว้างขวางเพียงพอที่จะรองรับลูกค้าได้อีกเท่าหนึ่งเห็นจะได้

“การ์ดแฟ็คทอรี่ยินดีต้อนรับค่ะ มีอะไรให้ช่วยรึเปล่าคะคุณลูกค้า?”

มีพนักงานคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเขาในที่สุด หลังจากตัวเขายืนมองรอบๆ ด้วยท่าทางสงสัยและไปต่อไม่ถูก พนักงานสาวคนนี้ดูน่ารักไม่หยอก คาดว่าคงจะถูกคัดมาอย่างดีแน่ๆ

“คือ…พอดีว่าผมอยากจะนำการ์ดมาขายน่ะครับ ได้ยินว่าที่นี่รับซื้อการ์ดด้วย”

“อ๋อ ต้องการเทรดดิ้งการ์ดสินะคะ ยินดีบริการค่ะ”

หญิงสาวคนนั้นขานรับด้วยน้ำเสียงสดใสก่อนจะผายมือไปอีกด้านหนึ่งทันที

“ถ้าเช่นนั้นเชิญตามดิฉันมาเลยค่ะ”

“ครับ”

โจ๊กรับคำอย่างว่าง่าย เดินตามร่างบางนั้นไปติดๆ กระทั่งสายตานั้นชำเลืองมองไปรอบๆ ด้วยความสนใจ ผู้ชายจะหันมาให้ความสนใจเรื่องการ์ดเกมมันก็ว่าไปอย่าง แต่ผู้หญิงหันมาเล่นด้วยเนี่ยสิน่าแปลกจริงๆ มิหนำซ้ำดูๆ ไปแล้วพวกเขาน่าจะอยู่ในวัยช่วงมหาวิทยาลัย จนเห็นแล้วเขาก็อดห่วงไม่ได้ว่า ….พวกเอ็งเอาเวลาไปเรียนหนังสือไม่ดีกว่าเหรอ ขึ้นมาในใจ

“วันปกติแท้ๆ แต่ลูกค้าเยอะจังเลยนะครับ” โจ๊กเอ่ยขึ้น

“อ๋อ ใช่ค่ะ” พนักงานสาวหันมายิ้มให้ “ปกติแล้วร้านของเราก็จะมีลูกค้าราวๆ นี้อยู่ทุกวันนั่นล่ะคะ แต่จะเยอะมากเป็นพิเศษในช่วงเย็นๆ ค่ะ”

“พวกเขายังดูเด็กอยู่เลยนะครับ โดดเรียนมาแบบนี้จะดีเหรอ?”

ได้ยินคำพูดนั้นแล้วพนักงานสาวก็นิ่งไปนิดๆ ก่อนจะระบายยิ้มหวานมาให้

“ก็มีหนุ่มสาวหลายคนที่คิดอยากจะเอาดีทางการเป็นโปรเพลย์เยอร์น่ะค่ะ หลายคนก็เลยลดเวลาเรียนของพวกเขาลงเพื่อมาให้ความสำคัญทางนี้มากขึ้น แต่ดิฉันเองก็เห็นด้วยกับคุณลูกค้านะว่าพวกเขาควรจะใส่ใจเรื่องเรียนด้วย แต่ว่าตั้งแต่มีโปรลีกแบบอาชีพเกิดขึ้นมา ดูเหมือนพวกเขาคงไม่ค่อยอยากเสียเวลาไปกับการเรียนเสียเท่าไร”

คำว่า “โปรลีก” เป็นอะไรที่ทำให้โจ๊กต้องเลิกคิ้วขึ้นนึกสงสัย แต่ยังไงเสียเขาก็ไม่ได้คิดจะใส่ใจเรื่องพวกนี้ตั้งแต่แรกแล้ว เขาถึงปล่อยผ่านมันออกไป กระทั่งหญิงสาวพาเดินลึกเข้ามาด้านในสุด ตรงจุดที่มีตู้เครื่องจักรหน้าตาแปลกๆ ที่มีลักษณะคล้ายกับ ATM ตั้งเรียงกันอยู่เกือบสิบตู้เห็นจะได้

“ถึงแล้วล่ะค่ะคุณลูกค้า นี่คือเครื่องขายการ์ดอัตโนมัติของทางร้านเราค่ะ”

“ขายอัตโนมัติ?” โจ๊กหรี่ตาลง “ไม่ใช่ว่าผมต้องนำไปขายทางนั้นเหรอครับ?”

ว่าแล้วเขาก็ชี้ไปอีกทางตรงจุดที่มีเค้าเตอร์บาร์ขนาดยาวพร้อมกับเจ้าหน้าที่หลายคนที่กำลังดูแลลูกค้าจำนวนมากที่ต่อแถวเข้ารับการบริการอยู่

“ตรงส่วนนั้นจะมีไว้สำหรับลูกค้าที่มาซื้อสินค้าน่ะค่ะ” พนักงานสาวตอบ “เพราะว่าเจ้าหน้าที่ของเราเองก็มีจำกัดและต้องดูแลหลายภาคส่วนอยู่แล้ว อีกทั้งการ์ดบางใบที่ไม่ได้มีราคาค่างวดแพงเสียเท่าไรเราก็จะนำเอามาขายกับตู้อัตโนมัติแบบนี้มากกว่าค่ะ ….อย่างเช่นคุณลูกค้าทางนั้นไงคะ”

พนักงานสาวผ่ายมือไปอีกด้านให้เห็นลูกค้าอีกคนที่ขนการ์ดมาเต็มกล่องและกำลังหยอดการ์ดเหล่านั้นลงไปในตู้ขายอัตโนมัติที่ว่างอยู่

“การขายแบบนี้จะสะดวกสบายสำหรับลูกค้าที่อยากจะมาย่อยการ์ดที่ไม่ได้ใช้งานและเปลี่ยนเป็นเงินมากกว่าน่ะค่ะ” ว่าแล้วเธอก็ยิ้มหวาน “ไม่ทราบว่าคุณลูกค้าเคยสมัครสมาชิกหรือมีไอดีของ AOS อยู่กับตัวรึเปล่าคะ?”

“ไม่มีครับ ผมไม่เคยเล่น AOS มาก่อน แต่บังเอิญได้การ์ดมาก็เลยอยากจะนำมาขายน่ะครับ”

“เข้าใจแล้วค่ะ ทางเรายินดีรับซื้อการ์ดทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นสมาชิกของ AOS รึเปล่าค่ะ เพียงแต่ว่าหากมีไอดีของ AOS อยู่ คุณลูกค้าจะได้คะแนนสะสมในทุกๆ ครั้งที่ทำการซื้อขายการ์ด และสามารถนำคะแนนเหล่านั้นไปรับสิทธิ์ประโยชน์มากมายได้อีกด้วย ถ้ายังไงสนใจจะสมัครไอดีกับทางเรามั้ยคะ ค่าสมัครเริ่มต้นเพียง 200 บาทเท่านั้น….”

“ไม่ล่ะครับ ผมคงไม่มีเวลามาเล่นมันอยู่แล้วครับ”

โจ๊กปฏิเสธด้วยน้ำเสียงเนือยๆ ส่งให้พนักงานสาวทำได้เพียงแค่ยิ้มรับราวกับรู้ได้ว่าตามตื้อหมอนี่ต่อไปก็คงจะเสียเวลาเปล่า เธอจึงผายมือไปทางตู้ขายการ์ดที่วางอยู่

“ถ้าอย่างนั้นเชิญใช้บริการที่ตู้นี้เลยค่ะคุณลูกค้า เดี๋ยวดิฉันจะเซ็ตระบบให้ใช้งานในฐานะแขกนะคะ”

ว่าแล้วเธอก็นำไปที่ตู้ดังกล่าว กดไปตรงหน้าจอแบบทัชสกรีนที่เป็นภาษาไทยเพื่อเริ่มต้นสำหรับการเปิดระบบขายการ์ดทันที กระทั่งเธอฉากหลบออกมาและผ่ายมือให้โจ๊กรับหน้าที่ต่อได้เลย

“เชิญเลยค่ะ คุณลูกค้าสามารถเสียบการ์ดที่จะขายลงไปในช่องนี้นะคะ และทางระบบเราจะคำนวณราคาของการ์ดดังกล่าวนั้นให้ค่ะ หากคุณลูกค้าพอใจก็สามารถกดปุ่มตกลงนี้เพื่อทำการขายได้ทันที หากราคาที่ร้านของเรารับไม่ถูกใจ ก็สามารถกดปุ่มยกเลิกตรงนี้คุณลูกค้าก็จะได้รับการ์ดคืนทันทีค่ะ โดยที่หลังจากทำการหยอดการ์ดทั้งหมดที่จะขายลงไปเสร็จแล้ว ให้กดปุ่มเสร็จสิ้นตรงนี้นะคะ ตู้จะคำนวณเงินทั้งหมดและมอบเงินให้ลูกค้าตรงด้านล่างนี้ค่ะ ไม่ต้องห่วงนะคะตู้ขายการ์ดของเรานั้นอ้างอิงราคาสินค้าจากตลาดกลางสากลของโลก เพราะฉะนั้นราคาที่เราจ่ายคุณจะถือว่าเที่ยงตรงที่สุดอย่างแน่นอนค่ะ”

คำอธิบายแบบง่ายๆ นั้นก็ทำให้รู้ว่าการใช้งานตู้ขายการ์ดนี้มันไม่ได้ยากเย็นอะไร ออกจะเหมือนกับการกดตู้ ATM เสียด้วยซ้ำ โจ๊กจึงพยักหน้ารับและสาวเท้าเดินไปยืนอยู่ตรงหน้าตู้อัตโนมัตินั้นทันที

“ถ้าอย่างนั้นเชิญตามสบายค่ะคุณลูกค้า หากมีปัญหาอะไรเรียกหาฉันได้ตลอดเวลานะคะ”

“ขอบคุณครับ”

ว่าแล้วพนักงานสาวน่ารักคนนั้นก็เดินจากไป ปล่อยให้ลูกค้าได้คุยกับเครื่องขายของอัตโนมัติแทน โจ๊กชำเลืองมองไปรอบๆ แลเห็นว่ามีลูกค้าหลายคนเหมือนกันที่มาใช้บริการตู้กดแบบนี้เหมือนเขา แถมลูกค้าที่กำลังทำการซื้อการ์ดอยู่นั้นมีจำนวนเยอะกว่าเสียอีก พอเพ่งมองดีๆ แต่ล่ะคนก็ใช้จ่ายกันในระดับที่แบงค์พันปลิวกันออกมาทีล่ะสามสี่ใบด้วยซ้ำ

แค่เห็นนายจักรรินทร์ก็ต้องออกอาการเบ้ปาก

“มันเป็นโลกที่ฉันไม่เข้าใจจริงๆ นั่นล่ะ แต่ที่แน่ๆ กิจการมันดีเสียจนน่าทึ่งจริงๆ”

พูดแล้วก็ต้องถอนใจ ก่อนจะหยิบการ์ดที่ได้รับมานั้นออกมาจากกระเป๋าเสื้อ และเริ่มต้นการขายการ์ด (แบบที่ไม่ได้คาดหวังอะไร)

“ไหนดูซิ หยอดตรงนี้งั้นเหรอ?”

โจ๊กเริ่มต้นเพ่งมองเจ้าตู้อัตโนมัติตรงหน้า แม้เขาจะไม่ใช่คนที่เก่งเรื่องอุปกรณ์เท็คโนโลยีพวกนี้เท่าไร แต่เขาก็ไม่ใช่คนโง่ขนาดจะใช้งานมันไม่เป็น เขาเล็งเห็นเจ้าช่องสำหรับใส่การ์ดที่เหมือนกับช่องใส่บัตร ATM ที่ว่านั่น กระทั่งเจ้าตัวเริ่มหยอดเอาการ์ดใบแรกลงไป

“หือ….การ์ดโอเนี่ยนบลูม 10 บาท”

ตัวหนังสือตรงหน้าจอทัชสกรีนเปลี่ยนไป กลายเป็นรูปการ์ดแบบเดียวกับที่เขาเพิ่งจะหยอดไปพร้อมกับราคา ของมัน เห็นเท่านั้นเองชายหนุ่มจึงเริ่มถอนใจออกมา

“ก็นั่นสินะ ถ้าร้านรับซื้อการ์ดในราคาแพงๆ มันก็คงจะขาดทุนกันพอดี ได้ใบล่ะสิบบาทก็ยังดีฟะ ซื้อบะหมี่กึ่งได้ตั้งสองซอง”

ว่าแล้วเจ้าตัวจึงเริ่มหยอดการ์ดใบต่อไปเข้าไปในเครื่อง ราคาของการ์ดใบอื่นๆ ก็ไม่ทิ้งกันเสียเท่าไรนัก บางใบดีหน่อยได้ที่ราคา 15 บาท แต่ถึงกระนั้นตอนนี้หยอดไป 4 ใบ ได้ยอดรวมที่ 45 บาท คิดๆ แล้วก็ช่างอ่อนใจ

“แบบนี้คงไม่ได้ค่าช็อคโกแล็ตแล้วล่ะ”

โจ๊กพูดกระทั่งจ้องมองการ์ดใบสุดท้ายที่เป็นเจ้ามังกรตัวสีขาวที่ชื่อว่า “สโนว์เบล” นั่นเอง

“เหลือแค่เจ้านี่แล้วล่ะ ยังไงก็คงไม่ได้ราคาที่ดีเท่าไรนักหรอก”

ว่าแล้วก็จัดการหยอดการ์ดใบดังกล่าวนั้นเข้าไปในเครื่องทันที เกิดอาการนิ่งขึ้นมาครู่หนึ่งสำหรับเจ้าตู้อัตโนมัตินี้ราวกับกำลังคำนวณราคาอยู่ จนกระทั่งในที่สุดตัวเลขราคามันก็ออกมาจนโจ๊กชะงักไป

“หะ?”

ชายหนุ่มอุทานแบบไม่มั่นใจนัก เขาขยี้ตาดูสองสามครั้งกับตัวเลขที่เห็น กระทั่งลองใช้นิ้วนับดู

“หน่วย สิบ ร้อย พัน หมื่น แสน ล้าน …สิบล้าน?”

นับๆ แล้วเจ้าตัวก็ยิ่งนิ่งงันไปใหญ่ กระทั่งเขาส่ายหน้าแรงๆ ก่อนจะถอนใจออกมา

“สิบล้านงั้นเหรอ” ว่าแล้วก็ส่งเสียงดังเหอะ “ไหนบอกเครื่องนี้เที่ยงตรงที่สุดไง ยังไม่ทันไรรวนแล้วเนี่ย”

ว่าแล้วก็ส่าหน้าอ่อนใจ ก่อนจะหันไปมองหาคุณพนักงานสาวสวยคนเมื่อครู่และเห็นเธอกำลังยืนคุยอยู่กับเพื่อน ซึ่งไม่ห่างจากตรงนี้เท่าไรนัก

“คุณพนักงานครับ ผมมีปัญหาครับ”

“คะ?”

หญิงสาวคนนั้นขานรับทันที กระทั่งเธอรีบวิ่งตรงมาหาลูกค้า ประหนึ่งคำว่า “ปัญหา” นั้นเป็นอะไรที่ไม่สมควรเกิดขึ้นกับร้านแห่งนี้อย่างถึงที่สุด

“มีอะไรให้ฉันช่วยงั้นเหรอคะ?” เธอถามขึ้น

“คือเจ้าเครื่องนี้มันน่าจะเสียนะครับ ดูสิครับผมหยอดการ์ดไปใบหนึ่งแล้วมันขึ้นเงินมาตั้งขนาดนี้”

“คะ?”

เธอหรี่ตาลงอย่างไม่เข้าใจ กระทั่งเธอหันไปมองทันที

“ตายจริงขึ้นมาตั้งขนาดนี้เชียว” เธอยกมือขึ้นปิดปาก “น่าแปลกจังนะคะตั้งแต่ฉันทำงานมายังไม่เคยเห็นเครื่องขายการ์ดของเรามีปัญหาแบบนี้มาก่อนเลย ไม่ทราบว่าคุณลูกค้าหยอดการ์ดใบไปไหนเหรอคะ?”

“นี่ไงครับ ไอ้ใบนี้ที่ชื่อว่า สโนว์เบล อะไรเนี่ยล่ะครับ”

ว่าแล้วโจ๊กจึงจิ้มการ์ดใบดังกล่าวบนหน้าจอทัชสกรีนให้พนักงานสาวได้เห็น ภาพของการ์ดมังกรขาวจึงโผล่ขึ้นมาอีกครั้ง

“เนี่ยครับใบนี้ล่ะ ผมว่ามันน่าจะมีปัญหาเพราะฉะนั้น…..”

พูดแล้วก็หันมามองหน้าพนักงานสาวคนข้างๆ แต่มันก็เป็นอันว่าเขาต้องนิ่งงันไป เพราะอะไรน่ะเหรอ เพราะว่ายามนี้คุณเธอกำลังอ้าปากค้างตาเปิดโตเท่าไข่ห่าน จ้องนิ่งไปที่ภาพการ์ดมังกรนั้นเขม็งราวกับเพิ่งจะเห็นผีปรากฏตัวขึ้นมาตรงหน้าไม่มีผิด

“คุณครับ? คุณครับได้ยินที่ผมพูดมั้ย?”

โจ๊กพยายามจะเอ่ยเรียกแต่ดูเหมือนเธอจะหูดับไปเสียแล้ว กว่าจะตั้งสติได้เธอก็ใช้เวลาอยู่หลายวินาทีเหมือนกัน และแทนที่เธอจะตอบคำถามของโจ๊ก สิ่งที่เธอเลือกลับกลายเป็นการ…

ตะโกนออกมาดังลั่น

“ผ…ผู้จัดการ ….ผู้จัดการคะ เรื่องใหญ่ค่า!?”

“คุณลูกค้าครับ ผมคงต้องถามย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าคุณลูกค้าจะขายการ์ดใบนี้จริงๆ ใช่มั้ยครับ?”

รู้สึกตัวอีกที มันก็มีผู้ชายอายุสามสิบต้นๆ เดินเข้ามาคุยแทนที่พนักงานสาวคนนั้น ก่อนที่โจ๊กจะได้รับการ์ดทั้งห้าใบของเขาคืนมาจากเครื่อง โดยเฉพาะการ์ดมังกรสีขาวตัวนั้นที่กำลังถืออยู่ในมือของเขาตอนนี้ ชายที่เข้ามาต้อนรับเขาคาดว่าจะเป็น “ผู้จัดการร้าน” แห่งนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

โจ๊กถูกพาตัวมาอยู่ตรงมุมนั่งเล่นของเก้าอี้โซฟา โดยมีลูกค้าคนอื่นๆ หลายคนเริ่มจะหันมามองเป็นทางเดียว เสียงของผู้จัดการคนนี้ที่เป็นชายร่างสันทัดสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวและผ้ากันเปื้อนลายของร้านเอาไว้ ผมสีดำถูกเสยขึ้นตั้งๆ พร้อมกับรอยยิ้มในเชิงปะเหราะอย่างที่สัมผัสได้

“ก็ใช่ครับ …ว่าแต่มันมีอะไรผิดปกติเหรอครับ?”

โจ๊กตอบคำถามไปแบบงงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รับการยืนยันว่าเขาจะขายการ์ด “สโนว์เบล” นี้ให้แน่ๆ พนักงานทุกคนก็เริ่มออกอาการเลิกลักไปตามๆ กัน โดยเฉพาะนายผู้จัดการคนนั้นที่เหงื่อตกจนต้องหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับ

“ถ…ถ้าอย่างนั้นเราคงต้องขอเชิญให้คุณลูกค้านั่งรอตรงนี้ซักครู่นะครับ เพราะว่าทางร้านของเราคงไม่มีปัญญานำเงินขนาดนี้มาจ่ายให้กับคุณลูกค้าแน่ๆ แต่ไม่ต้องกังวลนะครับ รับประกันว่าเราจะใช้เวลาไม่เกินสิบนาทีเราจะตามหาคนที่พร้อมจะจ่ายค่าการ์ดใบนั้นให้คุณแน่ๆ ครับ”

“หะ?”

นายจักรรินทร์ถึงกับอุทานออกมาแบบไม่เข้าใจ เขาจ้องมองการ์ดมังกรขาวในมือไปมาแบบไม่ค่อยมั่นใจนัก

“เดี๋ยวนะครับ คือมันยังไงนะครับ…?”

“อ..อ่า ต้องขอประทานโทษจริงๆ ครับ แต่ว่าทางร้านเรามีเงินสดเก็บไว้ไม่ถึงสิบล้านบาทหรอกครับ หากจะหาเงินมาจ่ายคุณลูกค้าจริงๆ เราคงต้องติดต่อไปที่สำนักงานใหญ่ ซึ่งมันจะเสียเวลามากครับ แต่ว่าทางเรามีสมาชิกหลายท่านที่มีเงินหนาและพร้อมจะจ่ายเงินสดเพื่อซื้อการ์ดใบนั้นได้อย่างแน่นอนครับ”

ได้ยินแล้วโจ๊กก็นิ่งงันไปพักใหญ่ๆ เขาจ้องมองการ์ดใบมืออีกครั้ง เมื่อครู่ไม่รู้ว่าหูของเขานั้นมันเพี้ยนไปรึเปล่าที่เขาได้ยินว่าผู้จัดการคนนี้พูดว่า “สิบล้านบาท” ออกมา กระทั่งมีพนักงานสาวคนอื่นๆ รีบนำน้ำดื่มมาวางตรงโต๊ะรับแขกด้านหน้าของเขาทันที พร้อมกับโค้งศีรษะให้ราวกับเขาเป็นแขกระดับซุปเปอร์ VIP ขึ้นมาทันที

ท่ามกลางความตื่นเต้นของเหล่าพนักงานในร้านการ์ดแฟ็คทอรี่แล้ว ตอนนี้ลูกค้าคนอื่นๆ เริ่มจะมามุงดูและชี้ชวนมามองที่เขาประหนึ่งชี้ชวนกันมองตัวประหลาดไม่มีผิด

บรรยากาศมันชักจะทะแม่งๆ เสียจนนายจักรรินทร์ต้องยกมือขึ้นเรียกคุณผู้จัดการคนนั้น

“เออ คือว่า…”

“ค..ครับ ว่ายังไงครับคุณลูกค้า?”

ผู้จัดการร่างเล็กคนนั้นรีบกุลีกุจอมาหาพร้อมกับประสานมือตรงหน้าตักอย่างสุภาพที่สุด

“ที่ว่าการ์ดนี้มีราคาสิบล้าน เนี่ย คือเงินในเกมเหรอครับ?”

“อุ้ย เงินบาทสิครับ” ผู้จัดการโบกมือหย็อยๆ “ม…ไม่ต้องห่วงนะครับร้านของเรามีมาตรฐานในการซื้อขายในระดับสากลโลกครับ เพราะฉะนั้นมันจะไม่มีการโกงเงินแน่นอนครับ ส่วนเรื่องตู้ขายการ์ดอัตโนมัตินั้นเป็นระบบที่เที่ยงตรงและภาคภูมิใจที่สุดของร้านเรา เพราะฉะนั้นมันจะอ้างอิงราคานี้จากตลาดโลกสากลครับ คุณลูกค้าไม่มีทางถูกโกงแน่นอน อีกทั้งทางร้านเราจะทำหน้าที่เป็นคนกลางช่วยตรวจสอบทุกอย่างให้อย่างเป็นกลางที่สุดครับ”

นั่นมันไม่ใช่เรื่องที่โจ๊กรู้สึกสงสัยแม้แต่น้อย สีหน้าของชายหนุ่มก็ยังคงนิ่งไร้อารมณ์ ขณะที่คุณผู้จัดการดูจะเริ่มออกอาการเหงื่อตกขึ้นมา

“นี่ไม่ได้ล้อผมเล่นสินะครับ?”

“ใครจะกล้าทำแบบนั้นล่ะครับ หรือถ้าคุณลูกค้าไม่มั่นใจจะให้เราติดต่อสำนักงานใหญ่ของ AOS ให้เลยมั้ยครับ?”

“ไม่เป็นไรครับ”

โจ๊กยกมือขึ้นปรามฝั่งตรงข้าม ด้วยสีหน้าที่พยายามตั้งสติสุดขีด ก่อนจะผ่ายมือเชิญให้ผู้จัดการคนนั้นไปทำงานตามหน้าที่ของเขาต่อไป ท่ามกลางความอึ้งและยังจับต้นชนปลายของเขาไม่ถูก เพียงแค่รู้อย่างหนึ่งว่าตอนนี้สิ่งที่อยู่ในมือของเขานั้นดูท่าทางจะมีโอกาสเป็นของที่มีมูลค่ามากถึงเลข 8 หลักเลยทีเดียว

“เรียกนักข่าวมาเลย งานนี้ร้านของเราดังแน่ๆ”

“แล้วเราจะติดต่อสมาชิกคนไหนให้มาซื้อดีล่ะคะ มันตั้งสิบล้านเชียวนะคะผู้จัดการ”

“ติดต่อไปทุกคนนั่นแหละ จะต้องมีพวกโปรเพลยเยอร์ระดับสูงๆ แห่มาแน่ๆ เชื่อสิ”

พวกพนักงานเริ่มจะพูดคุยกันเองจนเสียงได้ยินมาถึงโจ๊ก เขายังอยู่ในสภาวะมึนงง และต้องการช่วงเวลาตั้งสติเพื่อไม่ให้ตัวเองแสดงออกมาทางอารมณ์มากเกินไปเกินกว่าเหตุ

เพียงคิดได้ดังนั้นจู่ๆ ร่างสูงก็ลุกพรวดขึ้นมาจากโซฟา ทำเอาพนักงานทุกคนถึงกับสะดุ้งโหยง

“ม…มีอะไรหรือครับคุณลูกค้า มีอะไรให้พวกเรารับใช้บอกได้นะครับ?”

คุณผู้จัดการรีบวิ่งกุลีกุจอเข้ามาหาอีก อาจจะเป็นเพราะว่ากลัวลูกค้าคนสำคัญจะไม่พอใจอะไร

“คือว่า….” โจ๊กพูดพลางเลียริมฝีปาก “ผมอยากเข้าห้องน้ำหน่อย”

Chapter 2 : ศักดิ์ศรีราคา 20 ล้าน

Chapter 2

ศักดิ์ศรีราคา 20 ล้าน

“คุณลูกค้าครับ คุณลูกค้ายังอยู่ในห้องน้ำรึเปล่าครับ?”

กลับสู่ความเป็นจริงในที่สุด หลังจากที่ต้องหลบภัยด้านนอกมานานเพื่อโทรศัพท์ไปหาไอ้ทิตย์เพื่อนรักที่ไปทำงานอยู่ในญี่ปุ่น เขาก็ได้รับการยืนยันแล้วว่ามันมีความเป็นไปได้ที่การ์ดหนึ่งใบจะสามารถขายได้ในราคาสิบล้านบาทจริงๆ ตอนนี้ร่างสูงจึงแอบสะดุ้งเล็กๆ เมื่อได้ยินเสียงร้องเรียกและเคาะประตูมาจากด้านหลัง

“ย…ยังอยู่ครับ”

โจ๊กขานรับ ขณะที่รีบหันกลับไปเปิดประตูห้องน้ำออก เท่านั้นเองเขาจึงได้เห็นคุณผู้จัดการของร้านการ์ดแฟ็คทอรี่คนเดิมยืนยิ้มเจื่อนๆ ให้เห็น

“คือว่าตอนนี้เราติดต่อคนที่ต้องการจะซื้อการ์ดของคุณลูกค้าได้แล้วนะครับ”

คำกล่าวนั้นเองที่ทำให้โจ๊กต้องเลิกคิ้วขึ้น

“ได้แล้วเหรอครับ ในราคาสิบล้านเนี่ยนะครับ?”

ว่าแล้วก็ก้มลงมองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง จึงทำให้รู้ว่ามันเพิ่งจะผ่านไปแค่ 5 นาทีเท่านั้นเองภายหลังจากที่คุณผู้จัดการคนนี้อาสาจะเป็นคนกลางขายการ์ดให้แก่เขา โจ๊กอยากจะรู้นักว่ามันมีมนุษย์คนไหนกันที่ใช้เวลาแค่ห้านาทีในการตัดสินใจจ่ายเงินสิบล้านเพื่อการ์ดใบเดียวอย่างนี้

“เออ มันมีปัญหาเรื่องราคานิดหน่อยน่ะครับคุณลูกค้า”

คุณผู้จัดการยิ้มเจื่อนๆ จนทำให้โจ๊กชะงัก

“ปัญหาอะไรเหรอครับ หรือว่าเขาจะขอต่อราคา?”

ก็แหงล่ะ ตั้งสิบล้านเป็นใครก็คงจะต้องขอต่อราคากันบ้าง

“คือมันไม่ใช่เรื่องต่อราคาหรอกครับ แต่ว่ามีลูกค้าหลายท่านให้ความสนใจและกำลังแย่งกันเพื่อซื้อการ์ดจากคุณอยู่น่ะครับ ตอนนี้มันก็เลยกลายเป็นงานประมูลกันย่อมๆ ไปแล้ว เพราะฉะนั้นราคามันคงจะสูงกว่าสิบล้านแน่ๆ ครับ”

มันไม่ได้มีแค่คนเดียวเว้ยเฮ้ย!

โจ๊กตะโกนลั่นในใจ มันมีมนุษย์หลายรายเลยด้วยที่อยากจะเสียเงินสิบล้านเพื่อการ์ดใบนี้ แถมตอนนี้กลายเป็นงานประมูลไปแล้ว นั่นเท่ากับตอนนี้มันยังเป็นการ์ดที่หามูลค่าไม่ได้อีกด้วย!

“ตอนนี้ทางสำนักงานใหญ่ก็เลยกำลังเป็นคนกลางประมูลการ์ดสโนว์เบลให้อยู่นะครับ เราจึงอยากจะให้คุณลูกค้ารออีกซักสิบนาทีน่ะครับ แล้วก็ตอนนี้มีนักข่าวหลายสำนักเดินทางมาเพื่อรอทำข่าวการซื้อขายในครั้งนี้ด้วยน่ะครับ ผมเลยมาถามว่าคุณลูกค้าสะดวกจะไปให้ทางนักข่าวสัมภาษณ์มั้ยครับ?”

“นักข่าว?”

ได้ยินเพียงเท่านั้นโจ๊กก็เลิกคิ้วขึ้นมาทันใด ก่อนที่เขาจะเดินผ่านคุณผู้จัดการคนนั้นไปชะโงกหน้าผ่านกำแพงตรงทางเข้าห้องน้ำ กระทั่งได้เห็นว่าภายในร้านการ์ดแฟ็คทอรี่แห่งนี้มันไม่ได้มีเพียงลูกค้าปกติทั่วไปอีกแล้ว ตอนนี้มันมีทั้งกล้องและนักข่าวจำนวน 5-6 คนมายืนรออยู่ด้วย

“น…นี่นักข่าวมาทำไมกันเยอะแยะครับเนี่ย?” โจ๊กรีบหันกลับมาถาม

“ก็ต้องมาทำข่าวสิครับ การซื้อขายการ์ดซีเคร็ตแรร์ที่หายากอย่างสโนว์เบลแบบนี้ใช่ว่าจะมีกันบ่อยๆ นะครับ เพราะฉะนั้นพอผมแจ้งไปที่สำนักงานใหญ่พวกสายข่าวที่รู้เรื่องก็รีบพุ่งมาที่นี่เลยล่ะครับ”

“หมายความว่าต้องออกทีวี?”

“ยิ่งกว่านั้นอีกครับ ทั้งลงหนังสือพิมพ์ และอาจจะถูกสัมภาษณ์ด้วยนะครับ”

ได้ยินคำยืนยันทั้งรอยยิ้มนั้นแล้วโจ๊กก็ถึงกับเบ้ปาก แค่ต้องเข้ามาวนเวียนอยู่ในโลกที่ไม่รู้จักนี้ก็ปวดหัวจะแย่แล้ว จู่ๆ จะต้องไปนั่งสัมภาษณ์แบบนั้นเขารู้สึกว่าตัวเองจะกลายเป็นคนโง่ในสายตาคนอื่นชอบกล เพราะฉะนั้นอะไรที่หลีกเลี่ยงได้ก็ขอละเว้นไว้จะดีกว่า

“เป็นไปได้ผมขอไม่โผล่หน้าไปให้เขาเห็นได้มั้ยครับ ผมไม่ค่อยอยากออกข่าวน่ะครับ”

“เอาจริงเหรอครับคุณลูกค้า โอกาสแบบนี้ใช่ว่าจะมีบ่อยๆ นะครับ?”

ผู้จัดการดูแปลกใจ เพราะนี่จะเป็นโอกาสให้ตัวเขาได้ดังเชียวนะ

“ครับ ถ้ายังไงหากติดต่อกับคนซื้อได้แล้ว ค่อยให้เขามาคุยกับผม …อ่า แบบส่วนตัวได้มั้ยครับ?”

คุณผู้จัดการดูมีสีหน้าไม่ค่อยพอใจเท่าไร เขาอยากให้การซื้อขายนี้อยู่ในสายตาของสื่อเพื่อที่จะได้ช่วยโปรโมทร้านไปในตัวด้วย แต่ยังไงเสียเขาก็ต้องตามใจลูกค้า เพราะเพียงเท่านี้ร้านแห่งนี้ก็ได้หน้ามากพอแล้ว ในฐานะที่เป็นคนกลางในการซื้อขายครั้งใหญ่เช่นนี้

“เข้าใจแล้วครับ ถ้าเช่นนั้นผมจะให้คุณไปรอในห้องรับรองที่ชั้นสามนะครับ เมื่อปิดดีลได้แล้วทางเราจะแจ้งให้ทราบ และผู้ซื้อจะเดินทางมาเจรจากับคุณด้วยตนเอง เพราะฉะนั้นช่วยรอซักครู่นะครับ”

“ครับ”

ตอนนี้โจ๊กชักไม่มั่นใจแล้วว่าตัวเขานั้นโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ จู่ๆ มันก็มีเงินสิบล้านมากองให้ถึงหน้าในช่วงเวลาที่เขาต้องการเงินที่สุดแบบนี้ แต่มันกลับตามมาด้วยเรื่องวุ่นวายมากมายที่ทำให้เขารู้สึกอึดอัดแปลกๆ สุดท้ายเจ้าตัวจึงได้แต่ต้องตั้งสติ และเดินตามผู้จัดการคนนั้นที่นำทางขึ้นไปบนห้องรับรองตรงชั้นสามเงียบๆ

โจ๊กถูกพามานั่งในห้องรับรอง ภายในเป็นห้องสีขาวเล็กๆ ที่มีเพียงชุดเก้าอี้รับแขก และโต๊ะสำหรับวางเครื่องทำกาแฟ กับโทรทัศน์ติดพนังขนาดย่อมๆ ที่กำลังเปิดรายการตลกที่มีเสียงหัวเราะแว่วออกมาในแบบที่ไม่ได้ช่วยให้ใบหน้าของโจ๊กเปลี่ยนไปได้เลย สิ่งเดียวที่ทำได้ตอนนี้มีแต่เฝ้าทบทวนบอกตัวเองว่าเขามาทำอะไรอยู่ตรงนี้กันแน่

ดวงตาก้มลงมองการ์ดมังกรขาวที่ชื่อว่า “สโนว์เบล” ในมือเขม็งอีก นึกสงสัยจริงๆ ว่าเจ้าการ์ดมังกรขาวที่ใบนี้น่ะเหรอที่มีค่ามากขนาดสิบล้านบาทได้?

“แค่การ์ดเกมเนี่ยนะจะทำเงินได้มากขนาดนี้?”

นั่นเป็นคำถามที่ยังคงสลัดออกไปจากหัวของเขาไม่ได้เสียที

แม้ว่าเงินที่จะได้มาจากการขายการ์ดใบนี้นั้นมันจะช่วยให้เขานำไปทำอะไรได้หลายอย่าง ทั้งการไปเรียนต่อต่างประเทศ ได้สานต่อความฝันให้เขาทำงานด้านวรรณกรรมหรือจะเอาไปเป็นทุนเปิดสำนักพิมพ์เองยังได้ด้วยซ้ำ แต่มูลค่าของมันนั่นล่ะที่ทำให้เขารู้สึกคาใจ

คิดมาถึงตรงนี้ จู่ๆ โทรทัศน์ตรงหน้าก็ส่งเสียงหัวเราะออกมาจนน่ารำคาญ โจ๊กจึงหันไปคว้าเอารีโมทที่อยู่ตรงโต๊ะรับแขกด้านหน้าขึ้นมาเพื่อกดเปลี่ยนช่องไปดูอย่างอื่น จริงอยู่ว่าเขาไม่อยากอยู่คนเดียวเงียบๆ ในนี้ให้รู้สึกกังวล แต่ไอ้เสียงหัวเราะจากรายการตลกนี่มันก็ทำให้เขาหัวเสียจนเกินไป

“นั่นล่ะครับ ฮาล์ฟ* ตัวสุดท้ายที่คิงเลือกออกมาก็คือ แบล็คดราก้อนลินก้า ครับ!”

กระทั่งเจ้าตัวเปลี่ยนช่องมาที่ “AOS-Station” ช่องที่เป็นของบริษัทไวท์ไนท์ ซึ่งจะถ่ายทอดรายการเกี่ยวข้องกับเรื่องของ AOS อยู่ตลอดทั้งวัน และนี่คงจะเป็นบันทึกเทปการแข่งขันอะไรซักอย่างที่นำมาฉายในเวลานี้อย่างแน่นอน เพราะในโทรทัศน์นั้นกำลังฉายภาพไปที่สเตเดี้ยมแห่งหนึ่งที่มีผู้ชมในสนามจำนวนมากหลายหมื่นคนอยู่ในนั้น

กล้องถูกจับไปที่ภาพของชายหนุ่มคนหนึ่งอายุน่าจะราวๆ 20 กลางๆ ผมสั้นสีน้ำตาลสวมสูทสีดำและสะบัดมือออกก่อนจะเรียกเอามังกรตัวใหญ่ยักษ์สีดำให้พุ่งทะยานออกมากลางอากาศได้ มังกรสีดำนั้นสยายปีกบินขึ้นไปตรงใจกลางอารีน่าแห่งนั้น เรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชมในสนามได้เป็นอย่างดี

“ใช้ภาพโฮโลแกร็มสร้างออกมาได้ขนาดนี้เลยเหรอ?”

โจ๊กรำพึงในใจ แค่เห็นผ่านจอโทรทัศน์ยังต้องรู้สึกทึ่ง ถ้าหากได้ไปเห็นเจ้ามังกรสีดำตัวนี้บินในสนามด้วยตาตัวเองคงจะรู้สึกอลังการกันน่าดูเชียว

“เป็นบริษัทเกมที่ลงทุนกันเหมือนเคยเลยนะ”

มันไม่ใช่ครั้งแรกที่โจ๊กได้เห็นการถ่ายทอดสดการแข่งขันของ AOS อย่างเป็นทางการแบบนี้ ก่อนหน้านี้เขาเองก็เคยต้องทนดูอยู่กับไอ้ทิตย์ในอพาร์ตเมนต์ของเขามาแล้ว การแข่งขันโปรลีกของ AOS นั้นขึ้นชื่อเรื่องความสนุกตื่นเต้นเป็นไหนๆ ด้วยวิทยาการที่ล้ำยุคของพวกเขานั้นสามารถสร้างเอาตัวละครจากในการ์ดให้โผล่ออกมามีรูปลักษณ์จริงๆ ได้ด้วยภาพโฮโลแกร็มแบบเสมือนจริง และนำพวกมันมาต่อสู้กันในอารีน่าขนาดใหญ่ที่จะมีลานประลองกว้างพอๆ กับสนามฟุตบอล แต่จะมีนักกีฬาเพียงสองคนที่ห้ำหั่นกันจากคนล่ะฝั่งโดยเรียกเอาสัตว์ประหลาดในการ์ดของพวกเขามันสู้กัน

อย่าเช่นในครั้งนี้ที่มีนักกีฬาสองคนที่ต่างสวมสูทสีดำและขาวจากคนล่ะฝั่ง เรียกเอาสัตว์ประหลาดสองตัวมาสู้กันกลางสนาม โดยที่ฝั่งหนึ่งคืองูที่มีขนาดใหญ่ยักษ์มีร่างกายเป็นเหล็กดูน่าเกรงขาม กับอีกฝั่งที่เป็นมังกรตัวสีดำสยายปีกบินอยู่กลางอากาศกับดวงตาสีแดงฉานที่น่ากลัว

สัตว์ประหลาดทั้งสองตัวพุ่งเข้าปะทะกัน พร้อมกับการใช้งานการ์ดสารพัดชนิดจากนักกีฬาทั้งสองฝั่งจนเกิดเอ็ฟเฟ็คอลังการมากมายกับการต่อสู้ที่ดุเดือด แน่นอนว่าโจ๊กแทบจะดูไม่รู้เรื่องเลย และหากมองให้เป็นหนังที่มีสัตว์ประหลาดสองตัวปะทะกันอยู่มันก็พอจะบอกได้ว่า “มันส์” อยู่หรอก แต่กติกามากมายของเกมมันทำให้เขาไม่รู้เรื่อง

กระทั่งการต่อสู้สิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของนักกีฬาที่ควบคุมมังกรสีดำตัวนั้น

และภาพก็ตัดมาที่ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลที่สวมสูทสีดำคนนั้น พร้อมกับกราฟฟิกของโทรทัศน์ที่ขึ้นชื่อมาว่า…

King WRK-1 W-18 L-0 D-0

“นี่เป็นอีกการแข่งขันที่คิงได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาสมราคาของผู้เล่นอันดับหนึ่งของโลกแค่ไหน ด้วยชัยชนะ 18 ครั้งติดต่อกันของโปรลีกในปีนี้ ยังคงทำให้เขาเป็นผู้เล่นที่มีสถิติไร้พ่ายของโปรลีกติดต่อกันสามปี จนถึงตอนนี้ผมยังมองไม่ออกจริงๆ ว่าจะมีใครหน้าไหนมาโค่นราชาของเราลงไปได้ ผมไม่นึกแปลกใจเลยทีทีมแพทริออตนั้นจะต่อสัญญาค่าตัวของคิงให้สูงไปถึง สามแสนเหรียญต่อสัปดาห์ เช่นนี้ และคิงก็ได้ตอบแทนให้เห็นแล้วว่าฝีมือของเขานั้นคุ้มค่าทุกเพนนี มีข่าวว่าตอนนี้เขากำลังจะได้เป็นสปอนเซอร์ให้กับสินค้าอีกหลากหลายชนิดจนทำให้เขาจะกลายเป็นนักกีฬาอีสปอร์ตที่ทำรายได้สูงสุดตลอดการด้วยสถิติปีล่ะ 100 ล้านเหรียญ ได้อย่างน่าทึ่งจริงๆ ครับ”

คำอธิบายนั้นทำให้โจ๊กที่ฟังอยู่ต้องถึงกับอึ้งจนอ้าปากค้างออกมาโดยไม่รู้ตัว อันที่จริงเขาเองก็ไม่เคยใส่ใจเรื่องข้อมูลของนักกีฬาสายอีสปอร์ตแบบนี้มาก่อน แต่นักกีฬาคนหนึ่งที่สามารถทำเงินได้สูงสุดต่อปีถึง 100ล้านเหรียญ นี่มันเป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อมาก เห็นได้ชัดเลยว่ากีฬาอีสปอร์ตนั้นได้รับความนิยมแค่ไหน!

“ถ้าหากนี่เป็นเรื่องจริง ราคาของแกที่สูงถึงสิบล้านก็คงจะเป็นอะไรที่เล็กจิ๋วเป็นขี้ฝุ่นไปเลย”

โจ๊กก้มลงพูดกับการ์ดสโนว์เบลในมือของเขา กระทั่งทำได้เพียงแค่ถอนใจและเงยหน้าขึ้นมองโทรทัศน์อีกครั้ง ซึ่งภาพก็จับมายังผู้ชายที่ชื่อ “คิง” คนนั้นอีกครั้ง ดูแล้วเขาน่าจะเป็นชาวอเมริกัน หน้าตาก็จัดว่าหล่อเหลาทีเดียว บุคลิกดูเยือกเย็นน่าเกรงขาม

“วันนี้การแข่งขันของคุณเป็นที่น่าพอใจมาก และอีกเพียงเกมเดียวเท่านั้นมันก็จะเป็นการปิดโปรลีกประจำปีนี้แล้ว แน่นอนว่าคุณกำลังจะได้เป็นแชมป์อย่างไม่มีข้อกังขา มีอะไรอยากจะพูดมั้ยครับคิง?”

นักข่าวในโทรทัศน์นั้นยื่นไมค์โครโฟนไปให้กับชายที่ชื่อคิงคนนั้น เขาเพียงนิ่งไปกับคำถามเพียงไม่นาน กระทั่งชายที่ดูน่าเกรงขามคนนั้นก็เผยรอยยิ้มขึ้นและกลับดูอ่อนโยนลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ

“นักกีฬาทุกคนที่อยู่ในลีกปีนี้มีฝีมือที่สูงมากครับ มีหลายเกมที่ผมรู้สึกตึงเครียดและยากที่จะผ่านมาได้ แต่เมื่อมาถึงตรงนี้ได้ผมรู้สึกโล่งใจที่ทำได้ตามเป้าที่หวังไว้ครับ ที่ชัดเจนว่าปีนี้คะแนนในตารางลีกนั้นน่าจะเป็นของผมแล้ว เพราะฉะนั้นผมหวังว่าปีหน้าผมจะได้เจอกับคู่แข่งที่ทำให้ผมเล่นการ์ดได้อย่างสนุกเหมือนกับปีนี้อีกครั้ง ไม่เพียงแค่นักกีฬาหน้าเก่าเท่านั้น แต่นักกีฬาหน้าใหม่ๆ ที่กำลังจะเริ่มต้นก็อาจจะก้าวขึ้นมาในตำแหน่งของผมได้ ที่ผมยังสามารถยืนอยู่ตรงจุดนี้ได้มันไม่ใช่เพียงโชคเท่านั้น แต่มันคือความพยายามของผม และใครก็ตามที่ทุ่มเทพยายามได้มากกว่าผมคุณก็อาจจะมายืนตรงจุดนี้แทนที่ผมได้ ผมจะเฝ้ารอทั้งซัมมอนเนอร์หน้าเก่าและหน้าใหม่ให้มาท้าชิงตำแหน่งราชาของผมต่อไป เพราะถ้าผมทำได้คุณก็ทำได้”

คำตอบแบบดูเป็นทางการนั้นทำให้โจ๊กต้องพยักหน้ารับเล็กๆ ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกว่ามันเป็นการแข่งขันของมืออาชีพที่เอาจริงเอาจังในเกม AOS เป็นอย่างมาก ทั้งการจัดโปรลีกอาจจะรวมไปถึงเรื่องสปอนเซอร์ มันจึงทำให้นี่เป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่ได้รับการยอมรับจากแฟนๆ ทั่วโลกสูงมาก และผู้ชายคนนี้ก็คือจุดสูงสุดของโลก ซึ่งไม่น่าแปลกอะไรที่พี่แกจะมีรายได้ถลมทลายเสียขนาดนั้น

“เป็นโลกที่ฉันไม่เข้าใจจริงๆ นั่นล่ะ”

ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

ไม่ทันไรจึงมีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น โจ๊กชำเลืองสายตาไปมองกระทั่งได้เห็นบานประตูนั้นเปิดกว้างออกมา โดยมีคุณผู้จัดการร้านเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มกว้างพร้อมกับพนักงานสาวอีกสองสามคนที่ถือกล้องถ่ายรูปมาด้วย

“ต้องขอโทษที่ให้รอนะครับคุณลูกค้า การประมูลจบลงแล้วล่ะครับ”

ข่าวดีนั้นทำให้โจ๊กยิ้มออก เขาลุกขึ้นยืนพร้อมกับคุณผู้จัดการที่เดินเข้ามาหา

“แล้วเป็นยังไงบ้างครับ?”

“ตอนนี้ได้ข้อสรุปแล้วครับว่าการ์ดของคุณจะได้ขายออกไปในราคา 20 ล้านบาทน่ะครับ”

“ยี่สิบ?!”

จำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่านั้นทำเอานายโจ๊กถึงกับสะดุ้ง ทีแรกว่าสิบล้านนี่มันก็น่าตกใจมากพอแล้ว พวกพี่ๆ ไปคุยกันอีท่าไหนครับยอดเงินมันถึงได้พุ่งพรวดขึ้นไปสูงลิบขนาดนั้นได้!?

“นี่พูดจริงเหรอครับ?”

“จริงแท้แน่นอนครับ” ผู้จัดการคนนั้นยิ้มแฉ่ง “แล้วที่สำคัญคนที่จะขอซื้อสโนว์เบลกับคุณลูกค้าก็คือโปรเพลยเยอร์ชื่อดังอย่าง ไวเปอร์ ด้วยนะครับ”

“ไวเปอร์?” โจ๊กเลิกคิ้วก่อนจะส่ายหน้าเนือยๆ “อ่า ขอโทษด้วยนะครับพอดีผมไม่ค่อยจะรู้เรื่องของ AOS เสียเท่าไรหรอกครับ ผมก็เลยไม่รู้จักชื่อของโปรเพลย์เยอร์น่ะครับ อีกอย่างเขาไม่ใช่คนไทยเหรอครับ?”

“อ๋อ เขาเป็นคนไทยครับ ส่วนชื่อไวเปอร์นั่นมันเป็นชื่อในวงการน่ะครับ ซัมมอนเนอร์ทุกคนจะต้องมีชื่อใน AOS อยู่แล้วน่ะครับ” คุณผู้จัดการดูมีสีหน้าจ๋อยๆ “แต่ก็ไม่เป็นไรหรอกครับ ยังไงเขาก็เป็นผู้เล่นชั้นแนวหน้าของประเทศไทย แล้วก็มีทุนสำหรับการเทรดดิ้งที่หนามากคนหนึ่งครับ เขาสังกัดอยู่ในทีม เรดเมจิก ที่เป็นทีมอันดับต้นๆ ของประเทศไทยด้วยครับ เพราะฉะนั้นวางใจได้เลยครับว่าทางนั้นจะทำการเทรดด้วยอย่างเป็นธรรมแน่นอนครับ”

ยิ่งฟังก็ยิ่งสงสัย นายจักรรินทร์จึงได้แต่พยักหน้ารับไปส่งๆ ทั้งอย่างนั้นเอง

“แล้วเขาจะมาเมื่อไรล่ะครับ ผมจะได้เจรจาไปให้จบๆ เสียที”

คิดแล้วก็รู้สึกว่าอยากจะกลับบ้านออกไปจากโลกที่ยุ่งเหยิงนี้ยังไงชอบกล

“อ๋อ ไม่ต้องห่วงหรอกครับ คุณไวเปอร์ คนนั้นกำลังจะเดินทางมาถึงที่นี่ในอีกไม่กี่นาทีนี่ล่ะครับ โชคดีว่าออฟฟิศของทีมเรดเมจิกอยู่ใกล้ๆ แถวนี้พอดีน่ะครับ”

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

พูดจบประโยคไปได้ครู่เดียวเท่านั้น เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับพนักงานชายคนหนึ่งที่โผล่หน้าเข้ามาเพื่อพยักหน้าส่งสัญญาณกับผู้จัดการเพียงเล็กน้อย เท่านั้นเองตาลุงคนนี้ก็ยิ้มกว้าง

“นั่นไงล่ะครับเขามาถึงพอดี ถ้ายังไงเตรียมคุยกันได้เลยครับ”

ได้ยินดังนั้นแล้วโจ๊กจึงพยักหน้ารับ จ้องมองตรงไปยังประตูห้องอย่างเฝ้ารอ กระทั่งประตูเปิดกว้างขึ้นพร้อมกับร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งที่เดินอาดๆ เข้ามาด้วยท่าทางที่ยืดอกหลังตรง ใบหน้าที่จ้องมองตรงนั้นแสดงให้เห็นถึงความมั่นอกมั่นใจ เขาเป็นชายหนุ่มอายุราวๆ 20 กลางๆ ผมสั้นสีดำ แต่งตัวด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงแสลกสีดำดูเรียบร้อยพร้อมกันนั้นในมือก็ถือกระเป๋าเหล็กทรงสี่เหลี่ยมติดตัวเข้ามาด้วย

“สวัสดีครับคุณไวเปอร์ ทางเรากำลังรออยู่เลย”

“อือ”

ชายหนุ่มคนนั้นขานรับผู้จัดการด้วยน้ำเสียงห้วนๆ ด้วยท่าทางที่มั่นอกมั่นใจนั้นทำให้ดูไม่ค่อยจะมีสัมมาคารวะเสียเท่าไร ทั้งๆ ที่ดูยังไงแล้วคุณผู้จัดการคนนี้ก็น่าจะแก่กว่ามากแท้ๆ แค่เห็นโจ๊กก็รู้สึกเลยว่าหมอนี่น่าจะเป็นพวกหัวสูงที่ชอบมองกดชาวบ้านพอดู

“แล้วไหนล่ะ คนที่อยากจะขายการ์ดใบนั้นน่ะ?”

ชายที่ชื่อ “ไวเปอร์” คนนั้นเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงห้วนๆ จนคุณผู้จัดการรีบผายมือไปมาทางโจ๊ก

“ท่านนี้ล่ะครับ”

ได้ยินดังนั้นเจ้าหมอนี่ก็หันมามองเขาด้วยสายตาที่ไม่ยี่หระ เป็นสายที่โดนจ้องแล้วเหมือนกำลังโดนดูถูกอยู่ยังไงก็ไม่รู้

“นายเองน่ะเหรอ?” เจ้าไวเปอร์ถาม “ดูๆ ไปแล้วคงจะไม่ใช่คนที่เล่นการ์ด AOS ล่ะสิท่า ก็น่าอยู่ล่ะท่าทางไม่ให้เลยซักนิด มิน่าล่ะนายถึงได้ไม่รู้คุณค่าของการ์ดใบนี้แล้วเดินดุ่ยๆ เอามาขายในการ์ดแฟ็คทอรี่แบบนี้ รู้รึเปล่าว่าการกระทำของนายมันทำให้พวกเราหัวหมุนกันแค่ไหน ….น่าหงุดหงิดจริงๆ”

มาถึงก็พูดเอาฉอดๆ เสียจนโจ๊กได้แต่กะพริบตาปริบๆ เหมือนกับว่าเขาทำอะไรผิดอย่างนั้นล่ะ ใจก็นึกอยากจะย้อนกลับไปเหลือเกินว่า ทีแกล่ะยังใช้ชื่อ “ไวเปอร์” โง่ๆ อะไรนั่นได้เลย

“แล้วไหนล่ะการ์ดสโนว์เบลน่ะ?”

เจ้าไวเปอร์คนนี้พูดด้วยท่าทางวางอำนาจอยู่มากโข และโจ๊กก็ต้องข่มอารมณ์อย่างมากที่จะเงียบต่อไป เขาเพียงยื่นการ์ดใบนั้นออกมาให้เห็น และเจ้าหนุ่มยโสคนนี้ก็ตั้งท่าจะเดินเข้ามาหยิบ

“ยังไม่ได้นะครับคุณไวเปอร์” แต่คุณผู้จัดการกลับห้ามเอาไว้เสียก่อน “ตอนนี้การซื้อขายยังไม่ลุล่วงคุณไม่มีสิทธิ์ที่จะจับต้องการ์ดของคู่ค้าเด็ดขาด คุณต้องตกลงกันให้เสร็จก่อนถึงจะมีสิทธิ์แตะต้องมันได้ครับ นี่เป็นกฎการซื้อขายของเราครับ”

“ชิ! เพราะแบบนี้ฉันถึงได้รำคาญขี้เกียจจะต้องมาวุ่นวายซื้อขายใน CF แบบนี้” พูดอย่างไม่สบอารมณ์แล้วเจ้าหมอนี่ก็โยนกระเป๋าโลหะของเขาลงบนโต๊ะรับแขก “เอ้า! นี่คือเงินสดจำนวนยี่สิบล้านตามที่พวกเราตกลงกันเอาไว้ บอกซะก่อนนะว่าจะไม่มีการต่อรองราคามากไปกว่านี้แล้ว รีบๆ นับมันซะสิ”

ว่าแล้วเจ้าไวเปอร์ก็หันหน้าไปมองพนักงานสาวคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังของคุณผู้จัดการคนนั้นให้รีบทำหน้าที่นับเงินในกระเป๋านั้นให้จบๆ ไปเสียที ซึ่งแม่สาวจ้าวคนนั้นก็คือพนักงานสาวคนเดียวกับที่แนะนำให้โจ๊กใช้เครื่องซื้อขายอัตโนมัติก่อนหน้านี้ เธอดูจะมีสีหน้าขุ่นเคืองที่โดนชี้นิ้วสั่งแบบนี้ แต่ผู้จัดการก็ใช้ศอกสะกิดให้รีบๆ ทำงานให้จบๆ ไป

“คือว่าตามกฎการซื้อขายใน CF หรือการ์ดแฟ็คทอรี่ระหว่างซัมมอนเนอร์ด้วยกันน่ะ เราจะใช้เงินสดในการแลกเปลี่ยนเท่านั้นน่ะครับ เพื่อป้องกันการโกงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ หวังว่าคุณลูกค้าคงไม่มีปัญหาอะไรนะครับ?”

คุณผู้จัดการหันมาถามโจ๊กด้วยรอยยิ้ม ซึ่งเขาเองคิดว่ามันคงมีปัญหานิดหน่อยที่ต้องเอาเงินไปเข้าธนาคารในจำนวนมากขนาดนั้น แต่มันก็ไม่ใช่อะไรที่ร้ายแรงนักหรอกเขาจึงพยักหน้ารับไป

“จะไปมีปัญหาอะไร ได้เงินตั้งยี่สิบล้านเสียขนาดนี้ สามล้อถูกหวยชัดๆ”

คำเหน็บแนมจากเจ้าไวเปอร์ดูจะขัดหูชาวบ้านเอาเสียมากๆ แม้แต่คุณผู้จัดการยังต้องยกมือขึ้นเกาหน้าแบบเอือมระอาไปอีกคน กระทั่งพนักงานสาวสวยคนนั้นเริ่มต้นเปิดกระเป๋าและนับเงินให้เห็นกันต่อหน้า จำนวนแบงค์พันที่มัดเป็นปึกหนาเรียงกันเป็นตับนั้นทำให้โจ๊กต้องเผลอกลืนน้ำลายเอื้อก เพราะทั้งชีวิตเขาไม่เคยเห็นเงินมากองรวมกันมากขนาดนี้มาก่อนเลย

พนักงานสาวคนนั้นเริ่มต้นวางปึกธนบัตรลงไปในเครื่องนับแบบสากลที่ธนาคารใช้กัน เช่นเดียวกับพนักงานอีกคนที่ถ่ายวิดีโอเพื่อบันทึกภาพไว้ คาดว่าคงใช้เป็นหลักฐานในการซื้อขายครั้งนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

“ถามจริงเถอะ นายไปหาการ์ดใบนี้เจอได้ที่ไหนเนี่ย?”

เจ้าไวเปอร์นั้นพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงกวนๆ ขณะที่เดินไปหย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้โซฟาชนิดที่ไม่คิดจะมองมาทางโจ๊กด้วยซ้ำ แล้วเจ้านั่นก็หยิบเอาบุหรี่ขึ้นมาจุดไฟในท่าทางสบายอารมณ์ ชนิดที่ไม่สนใจด้วยซ้ำว่ามีคนอยู่รอบด้าน

“เออ คือผมบังเอิญเปิดซองเจอน่ะครับ”

โจ๊กตอบแบบง่ายๆ ขืนไปบอกว่าได้ซองมาฟรีจากโปรโมชั่นในร้านสะดวกซื้อคงโดนหัวเราะเยาะใส่แน่

“เหอะ! สามล้อถูกหวยจริงๆ นั่นล่ะ” เจ้าไวเปอร์สำลักลมใส่ “แต่นายก็คิดถูกแล้วที่นำมันมาขายให้กับฉัน เพราะขืนต้องปล่อยให้การ์ดล้ำค่าแบบนี้ไปตกอยู่ในมือของนายน่ะมันคงจะน่าสงสารเอาเรื่อง สู้ให้มาอยู่ในมือของฉันนี่ล่ะดีที่สุดแล้ว ฉันจะเปลี่ยนให้มันเป็นสุดยอดการ์ดที่จะทำให้ฉันทั้งโด่งดังและมีรายได้มากกว่านี้เป็นสิบๆ เท่า”

คำพูดที่ไม่ลื่นหูเอาเสียเลยทำเอาทุกคนในห้องได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ส่วนโจ๊กก็ชักจะหน้าตึงเพราะมันเหมือนกับว่าเขาเป็นคนที่กราบขอร้องที่จะขายการ์ดใบนี้ให้เจ้าหมอนี่อย่างไรชอบกล ทั้งๆ ที่เขาแทบจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย ท่ามกลางเสียงของเครื่องนับธนบัตรมันจึงก่อเป็นความเงียบที่ตึงเครียดขึ้นมาเรื่อยๆ

“ว่าแต่นายน่ะ ดูหน้าตาแล้วน่าจะอายุ 20 กว่าๆ แล้วนี่ ทำงานอะไรล่ะ?”

โจ๊กชะงักไปนิดหนึ่งในคำถามนี้ ก่อนที่เขาจะถอนใจอย่างเอือมระอา

“ผมเพิ่งเรียนจบ กำลังหางานทำอยู่ครับ”

“อ๋อ ตกงานสินะ”

พูดแล้วก็ยิ้มเยาะจนทำเอาเจ้าคน “ตกงาน” ได้แต่กะพริบตาปริบๆ ก่อนจะหันไปมองหน้ากับคุณผู้จัดการที่ยิ้มเจื่อนออกมาพอๆ กัน ถึงตอนนี้โจ๊กแทบจะไม่อยากเชื่อเลยว่ามันจะมีใครที่ไร้มารยาทขณะที่เพิ่งจะเคยเจอหน้ากันครั้งแรกได้ขนาดนี้

หรือว่าพวกโปรเพลย์เยอร์ของ AOS ทุกคนมันจะมีนิสัยแบบนี้กันหมด?

ไม่สิ ผู้เล่นที่ชื่อ “คิง” ที่เขาเห็นก่อนหน้านี้ในโทรทัศน์ก็ดูท่าทางสุภาพดี

“แทบไม่อยากจะเชื่อเลยแฮะว่าการ์ดที่ฉันตามมามานานจะมาถูกค้นพบโดยเจ้าคนที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลยแบบนาย พอมาคิดว่าต้องเสียเงินตั้งยี่สิบล้านไปให้นายแล้วมันรู้สึกอยากจะร้องไห้ยังไงก็ไม่รู้ แต่ก็เอาเถอะถือซะว่านายน่ะถูกล็อตเตอร์รี่งวดใหญ่ที่ชาตินี้ทั้งชาติก็คงจะไม่มีวันได้อีกแล้วก็ละกัน จะเป็นพวกตกงานอะไรก็ช่างยังไงใช้เงินยี่สิบล้านนั้นให้คุ้มค่าก็แล้วกัน”

คิดว่าถ่อยแล้วเท่หรือไงวะหมอนี่ ไอ้คนแบบนี้มันมีด้วยเหรอเนี่ย?

โจ๊กชักจะเริ่มหงุดหงิดที่โดนดูถูกยังไงชอบกล เจ้าหมอนี่จะรวยหรือเป็นโปรเพลยเยอร์ฝีมือดีมาจากไหนเขาก็ไม่สนหรอกนะ แต่มาวางท่าดูถูกชาวบ้านเขาฉอดๆ แบบนี้มันไม่ใช่เรื่องแล้วมั้ง?

“ปีนี้ฉันจะต้องไต่อันดับจากลีก C ขึ้นไปให้ได้ โชคดีจริงๆ ที่อยู่ดีๆ ก็มีไอ้บ้าที่ไหนก็ไม่รู้เอาสโนว์เบลมาขายให้ขนาดนี้ ถ้ามีเจ้ามังกรนี้อยู่ล่ะก็ ฉันจะคงขึ้นไปในลีก B ไม่สิ ไม่แน่อาจจะไต่ขึ้นไปในลีก A ได้เลยด้วยซ้ำ”

เจ้าไวเปอร์เริ่มจะคุยโม้ออกมาเพียงคนเดียวพลางหันไปมองพวกพนักงานสาวๆ ที่ยืนอยู่ด้านหลัง สายตาของมันดูขี้หลีชอบกล กระทั่งมันหันกลับมาจ้องหน้าโจ๊กที่ยืนอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง

“นายเองก็จงภูมิใจได้เลยนะว่าได้เป็นส่วนหนึ่งของไวเปอร์คนนี้น่ะ การ์ดที่นายดันโชคดีไปเจอเนี่ยล่ะจะกลายเป็นตัวเขย่าวงการ AOS เลยคอยดูสิ ตอนนี้ก็คงมีแค่ยัยควีนคนเดียวเท่านั้นที่ถือครองสโนว์เบลอีกตัวหนึ่งเอาไว้ …ฉันนี่มันโชคดีจริงๆ”

ว่าแล้วมันก็หัวเราะชอบใจออกมาคนเดียว ปากก็พูดจาออกมาในท่าทีที่ไร้มารยาทซ้ำยังพ่นบุหรี่ออกมาปุ๋ยๆ จนพวกสาวๆ ที่อยู่ในห้องนี้ต่างยกมือขึ้นปิดจมูกรังเกียจไปตามๆ กัน ทั้งสายตาที่มันมองดูถูกและท่าทางข่มกันนั้นมันเริ่มจะทำให้โจ๊กรู้สึกตึงๆ ขึ้นมาบ้างแล้ว

“เงินครบแล้วค่ะ ทั้งหมดเป็นธนบัตรหนึ่งพันบาทจำนวน 20 ล้านค่ะ เป็นธนบัตรแท้ทั้งหมด”

ใช้เวลาอยู่พักใหญ่ ในที่สุดพนักงานสาวสวยคนนั้นก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เอือมระอาพอๆ กัน เขาหันมาพูดกับโจ๊กเพื่อยืนยันถึงจำนวนเงินที่จะทำการซื้อขายกันนั้นถูกต้องและครบถ้วน เธอทำการนำปึกเงินทั้งหมดมัดเป็นฟ้อนและกลับไววางเรียงกันตามเดิม เห็นดังนั้นเจ้าไวเปอร์ก็หัวเราะหึ ขยับกระเป๋านั้นไปอ้าเปิดตรงหน้าของโจ๊กทันที

“เอ้า! นี่ล่ะเงินตามข้อตกลงของเรา ถ้าไม่มีปัญหาอะไรแล้วก็ส่งการ์ดมาให้ฉันซักที”

มันพูดด้วยน้ำเสียงวางก้ามเสียเหลือเกิน ส่งให้โจ๊กจ้องมองเงินตรงหน้านั้นด้วยอารมณ์ที่แตกต่างไปจากเคย

เดิมทีเขาก็ไม่ได้หิวเงินหรืออยากจะได้เงินพวกนี้นักหนาอยู่แล้ว บอกตามตรงว่าทีแรกรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกล็อตเตอร์รี่และกำลังมาขึ้นเงินจริงๆ แต่ไอ้ท่าทีของเจ้าไวเปอร์นี้มันชวนให้เขารู้สึกหมั่นไส้และโมโหขึ้นมาตะหงิดๆ

มันเป็นสายตาที่เหมือนกับเขาเคยเจอมาก่อนหน้านี้ไม่มีผิด

สายตาของคนสัมภาษณ์งานของเขาที่จ้องมองดูถูกเขาและบอกปัดไม่ยอมรับเขาเข้าทำงาน

แค่เห็นไอ้คนที่ชอบดูถูกคนอื่นเพียงเพราะมีฐานะเหนือกว่าหรืออะไรทำนองนี้ มันก็รู้สึกโมโหมากพอแล้ว แถมนี่เขายังโดนดูถูกเหยียดหยามสารพัด ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้เป็นคนมาขอเงินในส่วนนี้เลย

นี่น่ะเหรอ โปรเพลยเยอร์ ของ AOS?

ไอ้การ์ดใบนี้มันมีมูลค่ามากมายขนาดที่ไอ้คนน่ารังเกียจพรรค์นี้จะยอมจ่ายเงินให้เชียวเหรอ?

ระหว่างที่โจ๊กกำลังคิดสะระตะกับดวงตาที่จ้องมองเงินอยู่เท่านั้นเอง จู่ๆ โทรทัศน์ด้านหลังมันก็มีเสียงเพลงของโฆษณาดังขึ้น ดวงตาของเขาชำเลืองไปมองจึงได้เห็นว่ามันเป็นโฆษณาเครื่องดื่มน้ำอัดลมยี่ห้อดังจ้าวหนึ่ง ที่พระเอกโฆษณาก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากผู้เล่นอันดับหนึ่งของโลกที่ชื่อ “คิง” คนนั้น

“ถ้าผมทำได้ คุณก็ต้องทำได้”

จู่ๆ คำพูดของผู้ชายคนนี้ก็แล่นเข้ามาในหัวของโจ๊กโดยไม่รู้ตัว

อารมณ์ชั่ววูบที่ทำให้เขานั้นหันกลับมามองหน้าเจ้าผู้ชายปากเสียที่ชื่อไวเปอร์คนนั้น

“เอ้า! มัวลีลาอะไรอีกล่ะ ส่งการ์ดมาให้ฉันสิ ฉันไม่มีเวลามากนักหรอกนะ เดี๋ยวต้องไปออกรายการทีวีด้วย!”

เสียงตะโกนนั้นทำให้โจ๊กเผลอยื่นการ์ดสโนว์เบลนั้นไปให้โดยไม่ทันตั้งตัว เจ้าหมอนั่นยิ้มแฉ่งและตั้งท่าจะดึงการ์ดราคายี่สิบล้านนั้นออกไป แต่แล้วจิตสำนึกบางอย่างก็สั่งให้โจ๊กดึงมือของเขากลับมา

“เฮ้ย? อะไรของนาย รีบๆ ส่งมาสิ”

เจ้าไวเปอร์ชะงักไป ก่อนจะเงยหน้าขึ้นจ้องด้วยแบบไม่สบอารมณ์นัก

โจ๊กไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาเพียงเอื้อมมือไปปิดกระเป๋าโลหะที่ใส่เงินจำนวน 20ล้านบาท เอาไว้ ก่อนจะผลักมันไปหยุดอยู่ตรงหน้าของเจ้าไวเปอร์นั้นทันที

“เอาเงินของคุณคืนไปเถอะ ผมเปลี่ยนใจที่จะไม่ขายมันแล้ว”

“ว่าไงนะ!?”

เจ้าปากเสียนั่นถึงกับตะโกนลั่น ขณะที่กลุ่มของคุณผู้จัดการเองก็ดูจะตกใจไปด้วย

“คิดจะเล่นตลกอะไรของแก จู่ๆ จะเปลี่ยนใจไม่ขายแบบนี้อยากจะมีปัญหาหรือไง?!”

โจ๊กแทบจะไม่สนใจคำพูดนั้น เขาเพียงหันไปมองคุณผู้จัดการด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย

“ผมสามารถเปลี่ยนใจไม่ขายได้ใช่มั้ยครับ?”

“หะ…อ..อ๋อ ครับ” คุณผู้จัดการเองก็สตันไปหลายวินาที แต่ก็ตั้งหลักได้ในไม่ช้า “ตามกฎแล้วหากข้อเสนอในการเจรจาซื้อขายนั้นเมื่อคู่ค้าไม่ถูกใจการเจรจาก็สามารถยกเลิกได้จากทั้งสองฝ่ายโดยไม่มีปัญหาอะไรทั้งสิ้นครับ”

คำตอบนั้นดูจะทำให้โจ๊กยิ้มอย่างพอใจ ทว่าในรายของเจ้าไวเปอร์นั้นกลับแทบจะหันไปถลึงตามองใส่คุณผู้จัดการคนนั้นเขม็ง ก่อนที่มันจะรีบหันกลับมามองโจ๊กและแยกเขี้ยวใส่

“คิดจะเล่นแง่อะไรของแกไม่ทราบ หรือว่าถ้าคิดจะเรียกเงินมากกว่านี้ก็เกินไปหน่อยมั้ง สำหรับคนอย่างแกแค่ 20ล้าน มันก็น่าจะเพียงพอแล้ว รู้จักเจียมตัวเองซะมั่ง!”

“เจียมตัว?”

โจ๊กเลิกคิ้วขึ้นก่อนที่จะหัวเราะหึออกมา เขาเก็บการ์ดสโนว์เบลนั้นลงไปในกระเป๋าเสื้อในที่สุด

“มันไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องของเงินทั้งสิ้นครับ แต่ผมคงต้องเสียใจไปทั้งชีวิตแน่หากตัวเองต้องมายอมก้มหัวให้กับคนอย่างคุณเพียงเพราะเรื่องของเงิน จะบอกให้ว่าศักดิ์ศรีของผมน่ะ มันมีค่ามากกว่าเงิน 20 ล้าน ของคุณเสียอีก” โจ๊กพูดพลางจ้องตาฝั่งตรงข้ามเขม็ง “อีกอย่างถ้าการ์ดใบนี้เป็นของล้ำค่าที่มีแต่คนอยากจะได้มันไปครอบครองจริงๆ แล้วล่ะก็ มันคงจะดีกว่านี้หากมันจะได้ไปอยู่ในมือของคนที่มีค่ามากกว่าคนอย่างคุณ”

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...