โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“เคป แอนด์ แคนทารี” ทุ่ม 2 พันล้านฟื้นบิ๊กโปรเจ็กต์ “พัทยา”

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 17 ส.ค. 2566 เวลา 09.59 น. • เผยแพร่ 17 ส.ค. 2566 เวลา 09.59 น.

คอลัมน์ : สัมภาษณ์

ก่อนวิกฤตโควิด “เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์” นับเป็นกลุ่มทุนโรงแรมสัญชาติไทยที่เดินหน้าขยายการลงทุนอย่างหนัก แค่เฉพาะในช่วงปี 2559-2561 ได้ประกาศเทงบฯลงทุนกว่า 7 พันล้านบาท ทั้งในเมืองท่องเที่ยวและเมืองเศรษฐกิจ

หรือแม้แต่ในปี 2563-2564 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศประสบปัญหาอย่างหนัก แต่กลุ่มนี้ยังคงเดินหน้าเปิดให้บริการโรงแรมใหม่เพิ่มต่อเนื่อง

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้ร่วมสัมภาษณ์ “คุณแวว-ธีรวัลคุ์ เตชะอุบล” เจ้าของธุรกิจ ในฐานะผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการกลุ่ม โรงแรมในเครือ เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ (กลุ่มเกษมกิจ) ถึงแนวทางการปรับตัวหลังวิกฤต มุมมองต่อธุรกิจโรงแรมและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยในปัจจุบัน รวมถึงแผนการขยายธุรกิจในอนาคต ดังนี้

เพิ่มสัดส่วน “ลองสเตย์”

“ธีรวัลคุ์” บอกว่า วิกฤตโควิดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาให้บทเรียนหลายอย่าง ทั้งในมุมการลงทุน การตลาด การบริหารจัดการ ฯลฯ เนื่องจากหลังวิกฤตภาพรวมของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว รูปแบบการท่องเที่ยว และพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไปมาก นักลงทุนและผู้ประกอบการต้องปรับตัวอย่างหนัก

สำหรับกลุ่ม “เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์” นั้นก็ปรับตัวรอบทิศเช่นกัน อาทิ การชะลอการลงทุนใหม่ เพื่อรักษากระแสเงินสดไว้สำหรับการบริหารและดูแลพนักงาน ปรับแผนการตลาด โดยเพิ่มสัดส่วนลูกค้ากลุ่มพักระยะยาว (long stay) สำหรับบางโรงแรม โดยเฉพาะโรงแรมที่อยู่ในเมืองเศรษฐกิจและกรุงเทพฯ เพื่อทำให้มีรายได้ที่แน่นอน

“รายได้จากกลุ่มพักระยะยาว หรือกลุ่มลองสเตย์แม้จะไม่มากนักแต่จะมีความแน่นอน ขณะที่รายได้จากกลุ่มพักระยะสั้น (short stay) จะมีศักยภาพในการสร้างรายได้ที่สูงกว่าแต่ก็มีความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูงเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น เคปเฮ้าส์ กรุงเทพ หลังสวน ได้ปรับสัดส่วนของกลุ่มลองสเตย์ขึ้นมาถึงประมาณ 20%”

นอกจากนี้ ยังได้เรียนรู้ว่า หากมีพนักงานที่สามารถทำงานได้หลายอย่างจะเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะจนถึงปัจจุบันภาคธุรกิจโรงแรมยังคงวิกฤตแรงงานต่อเนื่อง การมีพนักงานที่มีความสามารถจะทำให้บริษัทบริหารได้มีประสิทธิภาพขึ้นด้วย

พร้อมให้ข้อมูลด้วยว่า หัวใจสำคัญที่ทำให้กลุ่ม “เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์” รอดได้ในช่วงวิกฤตโควิดคือ การกระจายไข่ไว้หลายตะกร้า ซึ่งเป็นมุมมองและนโยบายการลงทุนที่ทางครอบครัวกำหนดไว้ตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว

รายได้ดี-ไม่มีโลว์ซีซั่น

สำหรับปี 2566 นี้ “ธีรวัลคุ์” ให้ข้อมูลว่า ผลตอบรับดีมาก ซึ่งเป็นการดีต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2565 แม้แต่ในช่วงที่เคยเป็น “โลว์ซีซั่น” ก็ยังเติบโต แม้ว่าขณะนี้ตลาดนักท่องเที่ยวจีนจะยังกลับมาไม่เต็มที่ก็ตาม ซึ่งในภาพรวมก็ดีมากเช่นกัน

โดยมองว่าปัจจัยที่ทำให้ช่วง “โลว์ซีซั่น” ตัวเลขยังดีต่อเนื่องนั้นเป็นผลจากกระแสของการออกเที่ยวล้างแค้น หรือ revenge travel ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก รวมถึงนักท่องเที่ยวไทย ที่เกิดจากการอั้นไม่ได้ออกเดินทางมา 3-4 ปีนั่นเอง

นอกจากนี้ ยังเห็นชัดเจนว่าโครงสร้างนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทยก็เปลี่ยนไป นอกจากตลาดยุโรป อเมริกา เกาหลี ญี่ปุ่น และจีนแล้วก็เริ่มเห็นนักท่องเที่ยวจากตลาดใหม่ ๆ เริ่มทยอยเข้ามาแล้ว เช่น กลุ่มตะวันออกกลาง

“ตอนนี้เรามั่นใจว่ารายได้รวมของปี 2566 จะสูงกว่าปี 2562 ก่อนโควิดประมาณ 10-20% และก็ลุ้นว่ากระแสการเดินทางจะยังคงเพิ่มขึ้นในปีหน้า และจะยังรักษาโมเมนตัมในช่วงโลว์ซีซั่นของปีหน้าให้ยังดีต่อเนื่อง”

พร้อมให้รายละเอียดว่า ปัจจุบัน “เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์” มีโรงแรมในเครือกระจายอยู่ทุกภาคของประเทศ จำนวน 23 โรงแรม รวม 4,100 ห้อง ได้แก่ ภาคตะวันออก 11 โรงแรม มีสัดส่วนห้องพัก 52% ภาคกลาง 4 โรงแรม มีสัดส่วนห้องพัก 18% ภาคใต้ 6 โรงแรม มีสัดส่วนห้องพัก 16% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 โรงแรม มีสัดส่วนห้องพัก 7% และภาคเหนือ 1 โรงแรม มีสัดส่วนห้องพัก 7%

จับเซ็กเมนต์ “ลักเซอรี่-แฟมิลี่”

“ธีรวัลคุ์” ยังบอกถึงแนวทางการลงทุนด้วยว่า นโยบายของกลุ่ม “เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์” ชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นแล้วว่าจะเน้นลงทุนในโรงแรมที่มีจุดขายชัดเจน (unique) โดยในส่วนของแบรนด์ “เคป” จะชัดเจนว่าเป็นเซ็กเมนต์ “ลักเซอรี่” ซึ่งในอนาคตจะมีขนาดไม่เกิน 100 ห้อง ส่วนแบรนด์ “แคนทารี” จับกลุ่มครอบครัว (family) มีขนาดใหญ่กว่าแบรนด์เคป เน้นความสะดวก สบาย ตั้งอยู่บนโลเกชั่นที่ดี

“ปัจจุบันเราลงทุนและบริหารโรงแรมภายใต้แบรนด์คอลเล็กชั่น เคป, แคนทารี, คามิโอ และซัมแวร์ และนับจากนี้เราจะโฟกัส 2 แบรนด์หลักคือ เคป และแคนทารี ส่วนบริการอื่น ๆ เช่น ร้านอาหาร สปา เบเกอรี่ เราบริหารภายใต้ชื่อ เคปยอร์ช ชาร์เตอร์ส, เคปสปา, คาเฟ่ แคนทารี, แคนทารี เคเทอริ่ง และแคนทารี เทอเรส”

พร้อมย้ำว่า ข้อดีของกลุ่ม “เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์” คือ ลงทุนเอง บริหารเอง รู้ว่าตัวเองเก่งและถนัดในตลาดไหน ลูกค้าเป็นใคร และควรตั้งราคาเท่าไหร่ ทำให้สามารถเลือกได้ว่าสิ่งที่ต้องการ หรือสิ่งที่ทำนั้นมีความชัดเจนจริงๆ

ยกตัวอย่างเช่น ให้ความสำคัญกับการกำหนดราคาขายมากกว่าอัตราการเข้าพัก โดยมองว่าไม่ได้ต้องการอัตราการเข้าพักเฉลี่ยในระดับที่สูง 70-80% แต่ราคาขายห้องต้องได้ในราคาที่ดี เพราะกลุ่มเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ จะไม่เน้นเล่นเรื่องราคา เป็นต้น

ฟื้นโครงการ “พัทยา”

เมื่อถามว่าสถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลายแล้วพร้อมเดินหน้าลงทุนหรือยัง “ธีรวัลคุ์” บอกว่า เมื่อ 4 ปีก่อน ตั้งแต่ก่อนโควิดบริษัทมีแผนลงทุนโครงการใหญ่ที่พัทยา (ชลบุรี) 2 แห่งในพื้นที่เดียวกัน บนพื้นที่ 15 ไร่ ติดกับห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล พัทยา ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างและอีไอเอแล้ว แต่ต้องหยุดไปเนื่องจากโควิด

ตอนนี้บริษัทเตรียมนำโครงการดังกล่าวมาพัฒนาต่อ ภายใต้งบฯลงทุนประมาณ 2,000 ล้านบาท ประกอบด้วย แบรนด์เคป ซึ่งเป็นลักชัวรี่โฮเทล จำนวน 80 ห้อง และแบรนด์แคนทารี จับกลุ่มครอบครัว จำนวน 200 ห้อง ขณะนี้อยู่ระหว่างปรับแบบก่อสร้างใหม่ เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมนักเดินทางและสภาพตลาดในอนาคต จากนั้นจะยื่นขออีไอเอใหม่ คาดว่าจะเสร็จและเปิดให้บริการได้ในอีก 4 ปีข้างหน้า

“จริง ๆ แล้วเรามองไว้หลายทำเลมาก แต่อยากให้บริษัทมีความมั่นคงทางด้านการเงินก่อนแล้วค่อยขยับลงทุนเพิ่ม ส่วนเหตุผลที่เรากลับมาฟื้นตลาดพัทยาก่อนนั้นเพราะมองว่าพัทยาเป็นตลาดที่มีศักยภาพ มีการขยายตัวของโครงการอีอีซีและสนามบินอู่ตะเภา เป็นโลเกชั่นยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ใกล้กับกรุงเทพฯ ที่สำคัญที่ผ่านมาการพัฒนาก็เป็นไปในทางที่เหมาะสมขึ้น และตลาดก็เปิดมากขึ้น ทั้งตลาดครอบครัว ตลาดประชุมสัมมนา”

และล่าสุด เมื่อกรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมา โรงแรมในกลุ่ม “เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์” ได้รางวัลจาก “ทริปแอดไวเซอร์ อวอร์ดส์ 2023” แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวระดับโลก ถึง 9 รางวัล ประกอบด้วย รางวัล Travellers’ Choice Best of the Best 1 รางวัล คือ เคปนิทรา หัวหิน (เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน)

และรางวัล Travellers’ Choice อีก 8 รางวัล คือ เคปนิทรา หัวหิน, เคปฟาน เกาะสมุย, เคป กูดู เกาะยาวน้อย, เคปพันวา ภูเก็ต, แคนทารี ฮิลส์ เชียงใหม่, แคนทารี เบย์ ภูเก็ต, คามิโอ แกรนด์ ระยอง และแคนทารี บ้านฉาง

นับว่าเป็นการตอกย้ำความสำเร็จของ “แบรนด์ไทย” ทั้งในด้านคุณภาพและมาตรฐานระดับโลกอย่างชัดเจน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...