โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ทะลุมิตินำความโชคดีมาสู่ตระกูลหยาง (จบแล้วมี E-Book)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 03 ก.ย 2566 เวลา 16.05 น. • เผยแพร่ 03 ก.ย 2566 เวลา 16.05 น. • เจ้าก้อนตำลึงทอง
เพราะเกิดมาพร้อมกับหน้าที่ ถูกเลือกให้ต้องทะลุมิติย้อนอดีตกลับไปช่วยเหลือบรรพบุรุษ ทุกคนในตระกูลจึงเตรียมความพร้อมให้เธอทุกๆอย่างเพราะไม่รู้ว่าจะต้องกลับไปในช่วงยุคสมัยไหนแต่ใครจะคาดคิดว่า…

ข้อมูลเบื้องต้น

สำคัญ***** ขออนุญาตแจ้งคุณรี้ดก่อนน๊าาา นิยายของไรท์จะมีการติดเหรียญนะค่ะ*****

ทะลุมิตินำความโชคดีมาสู่ตระกูลหยาง

โปรย

' เพราะเกิดมาพร้อมกับหน้าที่ ถูกเลือกให้ต้องทะลุมิติย้อนอดีตกลับไปช่วยเหลือบรรพบุรุษ

ทุกคนในตระกูลจึงเตรียมความพร้อมให้เธอทุกๆอย่างเพราะไม่รู้ว่าจะต้องกลับไปในช่วงยุคสมัยไหน

แต่ใครจะคาดคิดว่าช่วงเวลาที่เธอทะลุมติมาจะต้องพบเจอกับความลำบากยากจนแสนสาหัสถึงเพียงนี้…'

** ฝากนิยายเรื่องใหม่ค่ะ นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการของไรท์เตอร์เท่านั้น เหตุการณ์ สถานที่ ชื่อและบุคคลล้วนเป็นเพียงจิตนาการเท่านั้นไม่มีอยู่จริงนะคะ

** ไม่อ้างอิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆล้วนเป็นเรื่องเขียนสมมุติขึ้นมาเพื่อสร้างความบันเทิงและจินตนาการในการอ่านเพียงเท่านั้น

** ขอให้เป็นการอ่านนิยายที่มีความสุขและคลายเคลียดนะค๊าาาา

หากมีเหตุการณ์ใดในนิยายที่ขัดอกขัดใจไปบ้าง ก็ต้องขออภัยด้วยนะค่ะ

มี E-book นะคะ

https://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiNDA4MjAwNCI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjIxMjI3NSI7fQ

เกิดมาพร้อมกับหน้าที่ RW

บทที่1.เกิดมาพร้อมกับหน้าที่

หยางหมิงเยว่ บุตรสาวคนที่สามทายาทสายตรงตระกูลหยางเป็นตระกูลเก่าแก่ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนสืบต่อมาหลายร้อยปี เพราะความแข็งแกร่งทางการเงินและเส้นสายที่มี และมีอิทธิพลมากทุกยุคทุกสมัย แต่ไม่มีใครรู้ว่านั้นเป็นเพราะตระกูลหยางมีความลับบางอย่างที่ไม่สามารถบอกให้คนนอกตระกูลรู้ได้ ความลับที่สืบทอดเฉพาะทายาทสายหลักของตระกูลเท่านั้น

ความลับที่ว่าจะมีทายาทที่เกิดมาพร้อมหน้าที่ หน้าที่ที่จะต้องเตรียมตัวย้อนอดีตทะลุมิติกลับไปเพื่อแก้ไขสถานการณ์วิกฤตและช่วยเหลือบรรพบุรุษของต้นตระกูล ไม่มีใครรู้ว่าจะต้องย้อนไปในช่วงเวลาไหน ปีอะไร ยุคสมัยไหน สภาพสังคมเป็นอย่างไรก็สุดรู้ ดังนั้นหนึ่งในกฎของตระกูลที่ตั้งขึ้นมาก็คือ หากทายาทคนใดที่เกิดมาพร้อมสัญลักษณ์บนตัว หน้าที่นี้จะต้องถูกฝึกฝนเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะทะลุมิติไปช่วงเวลาใดยุคสมัยไหนก็ตาม

แต่เวลาผ่านมาเป็นร้อยๆ ปีก็ยังไม่ปรากฏผู้ทำหน้าที่ขึ้นมา….คนล่าสุดที่ถูกกำหนดให้ทำหน้าที่นี้ก็เมื่อร้อยกว่าปีก่อนก็คือคุณเทียดน้อย ซึ่งเป็นน้องสาวแท้ๆของคุณเทียดของหมิงเยว่นั้นเอง

หยางหมิงเยว่ คือลูกสาวคนเล็กของนายท่านเจ้าตระกูลหยางสายตรงคนปัจจุบัน โดยคุณพ่อเป็นทายาทสายหลักของตระกูลเชื่อสายจีนแท้ ส่วนคุณแม่เป็นคนไทย เธอจึงเป็นลูกครึ่งไทยจีน ตอนที่เธอเกิดมานั้นมีปานแดงรูปพระจันทร์เสี้ยวบนหลังข้อมือซ้าย นั้นทำให้คุณพ่อคุณแม่และคุณย่าตกใจเป็นอย่างมาก เพราะทุกคนทราบดีว่านั้นคือสัญลักษณ์ของผู้ที่ถูกกำหนดให้ทำหน้าที่ เพราะคุณเทียดน้อย ก็มีปานแบบนี้และตำแหน่งเดียวกันกับหมิงเยว่ตั้งแต่เกิด อีกทั้งตามบันทึกของตระกูลที่ส่งต่อกันมาได้ระบุไว้ว่า

‘เมื่อเด็กหญิงกำเนิดพร้อมจันทร์เสี้ยว โชคชะตานำพา บรรดาลโชคดีหนุนนำตระกูล’

ตั้งแต่เริ่มจำความได้หยางหมิงเยว่ ถูกดูแลอบรมสั่งสอนเรื่องต่างๆ มากมาย เธอต้องเริ่มเรียนธรรมเนียมปฏิบัติ เพลงพิณกาพย์กลอน ปักผ้า เดินหมากของสตรีชนชั้นสูงในสมัยก่อน และเรียนการใช้ชีวิตในชนบททั้งการเอาตัวรอดยามอยู่ในป่า เรียนเรื่องสมุนไพรโบราณและสรรพคุณแต่ละชนิด เรียนการนับสกุลเงิน เรียนเรื่องราวของทุกยุคทุกสมัยในอดีต ทั้งศิลปะป้องกันตัวเบื้องต้น เรียนทำอาหาร เรียนทำขนม เรียน เรียนและเรียน

เพราะอะไรน่ะหรือ….. ก็เพราะไม่รู้ว่าจะถูกส่งทะลุมิติให้ย้อนอดีตไปในช่วงยุคไหนอย่างไรล่ะ นี้คือการฝึกเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับผู้ที่ถูกกำหมดให้ทำหน้าที่จากรุ่นสู่รุ่นที่ร้อยปีจึงจะปรากฏออกมาสักคน

เมื่อหยางหมิงเยว่อายุได้ 8 ขวบเธอก็ได้รู้ว่า ปานแดงบนข้อมือนั้นไม่ใช่แค่ปาน แต่มันคือมิติช่องว่าง เพราะตอนที่กำลังนั่งทานข้าวกับครอบครัวนั้น เธอเรียกแม่บ้านช่วยเก็บถ้วยตรงหน้าออกไปจะได้เอาขนมหวานเข้ามาให้เธอแทน

แต่ขณะที่เรียกข้อมือซ้ายที่มีปานแตะถูกถ้วยเป็นช่วงจังหวะที่เธอพูดว่า ‘เก็บถ้วย’ พอดีอยู่ๆถ้วยข้าวตรงหน้าของเธอก็หายวับไปต่อหน้าต่อตาเธอและทุกคนในครอบครัวที่อึ้งอ้าปากค้างกับสิ่งที่เห็น ดีว่าที่ในห้องทานข้าวจะมีแค่คนในครอบครัวส่วนสาวใช้และคุณพ่อบ้านจะยืนรอรับใช้นอกห้องเท่านั้นจึงไม่มีคนนอกเห็นสิ่งที่เกิด

“กะ เกิดอะไรขึ้นลูกเยว่เยว่”

“ลูกไม่ทราบค่ะคุณพ่ออยู่ๆ มันก็หายไป” หมิงเยว่งงมากเธอทบทวนลำดับเหตุการณ์แล้วเอามือลูบที่ปานก่อนจะลองตั้งสมาธิเพ่งจิตดู เธอจึงเห็นเป็นช่องว่างสีขาวขนาดกว้างและมีถ้วยข้าวของเธออยู่ในนั้นจึงลองเรียกออกมาถ้วยข้าวก็ปรากฏออกมาที่โต๊ะกินข้าวเหมือนเดิม

“คุณย่า คุณพ่อ คุณแม่ พี่ชาย พี่สาว เยว่เยว่คิดว่าปานนี้คือช่องมิติค่ะ” ทั้งห้าคนได้แต่อึ้ง…เงียบกริบ

จากนั้นเมื่อทุกคนปรึกษากันแล้วจึงได้ข้อสรุปว่าในระหว่างที่รอการทะลุมิตินั้นจะต้องเตรียมของไว้ในมิติให้ได้มากที่สุดเพื่อความอยู่รอดของตัวหมิงเยว่เองและเพื่อเอาไว้ช่วยเหลือบรรพบุรุษด้วย

นั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นการตุน ตุน และตุนของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและเสบียงไว้ในช่องมิติอย่างมากมายมหาศาล นั้นเอง ในช่องมิติเธอมีทุกอย่าง

ทั้งเสื้อผ้าของใช้ ผ้าห่ม ที่นอนหมอนมุ้ง ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกาย ครีมอาบน้ำ สบู่ ยาสระผมครีมนวดผม ยาสีฟันแปรงสีฟัน แป้งเด็กหอมๆ น้ำยาซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่มหอมๆ ครีมบำรุงผิวหน้าและผิวกาย น้ำหอม ของใช้ส่วนตัวอย่างผ้าอนามัยนั้นสำคัญยิ่งถ้าไม่มีเธอตายแน่ๆ ที่สำคัญอีกอย่างยารักษาโรค ยาสามัญประจำบ้าน แอลกอฮอล์ล้างแผล สำลี ผ้าพันแผลฯ

ส่วนของกิน ก็มีน้ำดื่มเป็นแพ็คขวดใหญ่ ข้าวสารอาหารแห้ง แป้งประเภทต่างๆ ธัญพืช นมกล่อง นมกระป๋องเอาไปเยอะๆ หน่อยเพราะเธอชอบดื่มนมอุ่นๆ มันสบายท้องดี เครื่องปรุงรสต่างๆ เอาไปให้หมด เส้นบะหมี่สำเร็จรูป อาหารกระป๋องสำเร็จรูปเอาไปเยอะเธอกลัวอดตาย ถ้าเกิดโผล่ไปแล้วไม่มีจะกินของพวกนี้จะช่วยชีวิตเธอและบรรพบุรุษได้แน่นอน

แล้วยังมีเตาถ่าน และก้อนถ่านอีกหลายกระสอบ หม้อ ชาม ถ้วยต่างๆ เรียกว่าอุปกรณ์ทำครัวทั้งหมด กระดาษ ดินสอปากกา และยังมีอาหารปรุงสุกไปด้วย มีซาลาเปาลูกใหญ่ๆ ขนมจีบหมู ขนมจีบกุ้ง โจ๊กหมูที่ปรุงแล้วเก็บใส่มิติไว้เป็นหม้อๆ เก็บไว้ได้เยอะเพราะของจะคงสภาพไม่เน่าเสียอีกทั้งหยิบออกมาใช้ได้แบบไม่จำกัดและไม่มีวันหมดด้วย เธอจึงเอาของสดมาด้วยทั้งหมู ไก่ ปลา กุ้ง หมึก ผักสดใบเขียวต่างๆ คุณแม่บอกเอาไปเยอะๆ ลูกจะได้ไม่ต้องอด ดังนั้นจังมีอาหารที่ปรุงสุกและของสดอยู่เยอะมากเลย

เธอเอาผลไม้โปรดไปด้วยโดยเฉพาะ สตรอว์เบอร์รี่ลูกใหญ่ๆ หวานฉ่ำ องุ่น แอปเปิล ส้ม กีวี่ มะพร้าวน้ำหอม และอีกมากมายเรียกว่าเธอเอาผลไม้แทบทุกอย่างที่มี ขนม ลูกอมรสต่างๆ เอาไปไม่เยอะเพราะมิติสามารถเพิ่มจำนวนสิ่งของได้นั้นเองและเมล็ดพันธุ์ผัก ผลไม้ไปปลูกด้วยหลายชนิด

คุณพ่อท่านห่วงกลัวว่าตอนย้อนกลับไปจะเป็นช่วงที่ตระกูลหยางยากจน จึงขนทองคำแท่ง สร้อยทอง แหวนทอง และหยกแท้ทั้งก้อนและแบบชิ้นที่แกะสลักลวดลายสวยงามมาให้ เพราะไม่สามารถขนเงินยุคนี้ไปได้จึงต้องเอาทองและหยกไปแทน และยังมีอาวุฒิเป็นปืนและหน้าไม้ ธนู มีดสั้น ดาบ ให้เก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉิน เรียกว่าทุกคนสรรหาข้าวของเพื่อเตรียมพร้อมให้เธออย่างมากที่สุด…..

ณ.ปัจจุบันหมิงเยว่เติบโตขึ้นมานิสัยเป็นคนอารมณ์ดี สดใสร่าเริง ตอนนี้เธออายุ 28 ปีแล้วเธอรอเวลาที่จะทะลุมิติมาตลอด เธอไม่ได้รู้สึกทุกข์ใจหรือไม่พอใจที่เป็นผู้ถูกเลือกให้ทำหน้าที่นี้ตั้งแต่เกิดเธอกลับดีใจมากและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รู้ว่าตนมีหน้าที่ที่ต้องทำอะไร รอก่อนเถอะหยางหมิงเยว่ผู้นี้จะต้องช่วยเหลือเหล่าบรรพบุรุษให้ได้เลย

ไม่รู้ทำไม…แต่เธอแค่รู้สึกคิดถึงและโหยหาอยากไปที่นั่น ที่ที่เธอก็ยังไม่รู้ว่าคือยุคไหนสมัยไหนและต้องพบเจอสิ่งใด

เดือนหน้าจะถึงวันเกิดครบ 29ปีของเธอ หมิงเยว่รู้สึกขึ้นมาเองว่านั้นคือเวลาที่เธอจะต้องเดินทางทะลุมิติแล้ว ในอดีตคุณเทียดน้อยก็เดินทางทะลุมิติไปต่อหน้าต่อตาคนในครอบครัวเลยโดยร่างกายค่อยๆเลือนหายไปช้าๆ แต่เรื่องราวและตัวตนยังคงมีอยู่ในความทรงจำของคนในตระกูลหยางสายหลัก

แต่สำหรับคนนอกที่เป็นเพียงแค่คนรู้จักเพื่อนฝูงที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยนั้น เมื่อทะลุมิติไปแล้วจะถูกลบเลือนออกจากความทรงจำของคนเหล่านั้นเองโดยอัตโนมัติ ประหนึ่งว่าคุณเทียดน้อยไม่มีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้ ซึ่งหมิงเยว่เองก็คงจะเหมือนกันยังคงอยู่ในความทรงจำของครอบครัวแต่ไร้ตัวตนสำหรับคนภายนอก ไม่รู้ว่านี้พรวิเศษหรือคือคำสาปที่คนตระกูลหยางได้รับมากันแน่….

คืนนี้พระจันทร์เต็มดวง เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนหมิงเยว่จะอายุครบ 29 ปีเต็ม เธอใช้เวลาอยู่กับครอบครัวให้มากที่สุด คนที่เศร้าใจมากที่สุดเห็นจะเป็นคุณแม่ของเธอนั้นเอง

“คุณแม่อย่าเศร้าไปเลยค่ะ คิดซะว่าลูกสาวคนนี้ต้องไปทำงานทำหน้าที่ที่ไกลๆ ก็พอค่ะ อย่างน้อยเราก็เพียงจากเป็น ก็เท่านั้นลูกยังมีชีวิตอยู่ถึงแม้จะเป็นอีกยุคสมัยหนึ่งก็ตาม” หมิงเยว่เอ่ยปลอบคุณแม่ของเธอ

“โถ เยว่เยว่แม่ก็ยังใจหายอยู่ดีแม้ว่าจะเตรียมใจมานานมากแล้ว แต่ก็ยังยอมรับได้ยากเย็นเหลือเกินลูก” คุณแม่พูดพร้อมทั้งน้ำตาซึมออกมาหมิงเยว่จึงสวมกอดท่านไว้แน่นๆ

“พี่ใหญ่พี่รองฝากดูแลคุณย่า คุณพ่อ คุณแม่ด้วยนะคะ” หมิงเยว่ฝากฝังทุกคนกับพี่ทั้งสอง

“ไม่ต้องห่วงเยว่เยว่พี่จะดูแลพวกท่านให้ดี” พี่ชายกล่าว

“น้องต้องดูแลตัวเองให้ดีนะ” พี่สาวเอ่ยขึ้นบ้าง

“อยู่ทางโน้นต้องดูแลตัวเองให้ดี พยายามช่วยเหลือบรรพบุรุษของเราให้ดีนะลูก” คุณพ่อย้ำเตือนอีกครั้ง

“เยว่เยว่หลานย่า ลำบากหลานแล้ว หลานต้องมีสติทำสิ่งใดต้องคิดให้รอบคอบและดูแลตัวเองให้ดีนะเข้าใจมั้ย”

“เข้าใจค่ะคุณย่า” หยางหมิงเยว่ตอบรับฟังคำพูดของทุกคน และเดินเข้าไปกอดทุกๆ คนพร้อมมอบรอยยิ้มที่แสนสดใสที่เธอมักจะยิ้มแบบนี้ให้ทุกคนในครอบครัวเสมอ

เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืน หัวใจทุกคนในบ้านสั่นระรัว ทั้งกดดันกลัวกับสิ่งที่จะเกิด ทั้งตื่นเต้นกับเหตุการณ์อัศจรรย์นี้ แสงสีเหลืองสะท้องจากพระจัทร์เต็มดวงเป็นละอองบางเบาเรืองแสงรายล้อมรอบๆกายของหมิงเยว่ตั้งแต่หัวจรดเท้า ดวงหน้างดงามของหมิงเยว่มองทุกๆคนพร้อมรอยยิ้มสดใสอีกครั้ง

“ทุกคนดูแลตัวเองดีๆนะคะ เยว่เยว่รักคุณย่า คุณพ่อ คุณแม่ พี่ใหญ่ พี่รองนะคะ” สิ้นคำบอกรักร่างตรงหน้าก็ค่อยๆ เลือนหายไปทันทีประหนึ่งว่าไม่เคยมีร่างตรงหน้ามาก่อน…..

โอ้โห!!! เหมืองถล่มงั้นรึ RW

บทที่2.โอ้โห!!! เหมืองถล่มงั้นรึ

ร่างเล็กๆเป็นก้อนกลมๆกระจ้อยร่อยกระจิ๋วหลิว พยายามขยับร่างกายพร้อมทั้งลืมตาแต่ก็ลืมไม่ขึ้น

‘ทะลุมิติแล้วสินะ แต่ทำไมเจ็บจังเจ็บไปทั้งตัวเลย’

ขณะที่เธอพยายามลืมตาก็รับรู้ได้ถึงความทรงจำเจ้าของร่างเดิมเข้ามาในหัวอย่างช้าๆ หมิงเยว่หลับตานิ่งเพื่อรับรู้เรื่องราวทั้งหมดก่อน แต่พอผ่านไปสักพักหมิงเยว่รู้สึกว่าร่างกายโครงเครงไม่นิ่ง ทั้งยังได้ยินเสียงรอบข้างที่มีคนทั้งชายหญิงดังโอดโอย ร้องคร่ำครวญมากมายรอบข้าง

“ฮึก ฮืออ พี่รองอย่าเป็นอะไรนะขอรับชุนชุนจะช่วยท่านเองขอรับ” เสียงเล็กที่พูดชัดบ้างไม่ชัดบ้างดังขึ้นที่ข้างๆหู จากนั้นก็รู้สึกว่าร่างกายถูกแบกขึ้นหลังใครสักคนแต่ขาเธอยังลากไปกับพื้นบ่งบอกว่าคนที่แบกเธออยู่นั้นตัวน่าจะพอพอกันกับเธอเลย แล้วพาเดินไปข้างหน้า

แต่บ่าเล็กๆที่แบกร่างของเธอนั้นกลับสั่นเทา บ่งบอกว่าผู้ที่แบกนั้นต้องตัวเล็กมาก ต้องใช้แรงมาก และต้องใช้ความพยายามอย่างมากเลยทีเดียว

ฮึบ! ฮึบ! ฮึบ! ร่างเล็กๆ นั้นพยายามแบกร่างของพี่สาวออกมาจากกองซากบ้านที่ถล่มลง เพราะพี่สาวเอาตัวเข้ามาบังกอดปกป้องเขาเอาไว้จึงทำให้ได้รับบาดเจ็บจนสลบไป โชคดีที่ไม่ได้โดนไม้หนักๆ ทับเพราะมีคานไม้มารองรับอยู่นั้นเอง แต่ที่หัวของพี่สาวได้แผลใหญ่เพราะถูกไม้กระแทกใส่ เลือดไหลออกมาอาบหน้าเยอะมากๆ จนเขากลัว

“พี่รองท่านอดทนก่อนนะขอรับ ฮือออ ฮึก ฮือ”

เสียงเล็กๆ ที่หมิงเยว่ได้ยินเป็นเสียงเด็กผู้ชายพูดทั้งพยายามกลั้นเสียงสะอื้นไปด้วย นางใช้ความพยายามทั้งหมดที่มีฝืนลืมตาขึ้นมาจนได้ เมื่อดวงตากลมโตลืมขึ้นมาสิ่งที่กระแทกตาก็คือบ่าเล็กๆ ของเด็กน้อยที่แบกร่างนางอยู่นั้นเล็กมากๆ น่าจะเป็นเด็กเล็กอายุไม่เกิน 5 หนาวที่พยายามก้าวขาสั้นๆ ป้อมๆ ไปอย่างยากลำบาก เสื้อผ้าขาดวิ่น ทั้งเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบดินโคลนและยังมีคราบเลือดอยู่ด้วยเต็มเสื้อผ้าไปหมด

มองไปรอบด้านก็เห็นผู้คนต่างมีสภาพไม่ต่างกัน เสียงร้องไห้คร่ำครวญโอดโอยดังระงม ทั้งยังเดินไปทิศทางเดียวกันเหมือนกำลังหนีหรืออพยพกันอยู่ บางคนก็นั่งร้องไห้ที่พื้นอยู่ข้างๆร่างที่ไร้วิญญาณของคนที่รักหรือญาติพี่น้องที่จากไป บางคนนั่งเหม่อลอยราวกับจิตวิญญาณหลุดลอยไปไกลแล้ว…

หมิงเยว่ยังไม่ทันที่จะได้คิดสิ่งใดต่อร่างเล็กๆ ที่แบกนางมาก็สะดุดล้มลงเต็มแรงเพราะขาที่อ่อนล้าอ่อนแรงเต็มทน จนหน้าทิ่มกระแทกพื้นดิน

ตุ้บ! อั๊ก! โอ๊ย! หมิงเยว่ร้องเพราะเมื่อคนที่แบกล้มลงตัวนางก็ล้มลงนอนแผ่หลากับดินด้วย

“พี่รอง ฮึก ท่านฟื้นแล้วชุนชุนขอโทษขอรับเจ็บหรือไม่ขอรับ ฮึก ฮืออ” เด็กน้องละล่ำละลักรีบถามทันทีที่เห็นว่าพี่สาวฟื้นคืนสติแล้วก็ดีใจมาก

“อย่าร้อง เด็กดีอย่าร้องไห้” เสียงเล็กๆ แหบแห้งพยายามเอ่ย หมิงเยว่ลืมตายื่นมือขึ้นไปเช็ดน้ำตาให้เด็กน้อยตรงหน้าเพื่อปลอบโยนทั้งที่นางยังนอนเจ็บแผ่หลาอยู่บนพื้นข้างทาง

“พี่รองไม่เป็นไร ไม่เจ็บ” หมิงเยว่พยายามปลอบน้องชายวัย 5 หนาวให้หยุดร้องก่อน ใช่แล้วล่ะเด็กน้อยตรงหน้าคือน้องชายฝาแฝดของเจ้าของร่างที่เธอมาอยู่นั้นเอง เธอเข้ามาอยู่ในร่างเด็กน้อยวัย 5 หนาวชื่อหยางหมิงเยว่ชื่อแซ่เดียวกันกับเธอเลย

อา! นี้เธอต้องกลายเป็นเด็กน้อยวัย 5 หนาวหรอเนี่ย เธอนึกว่าจะทะลุมิติมาได้ทั้งตัว แต่กลับมาแต่ดวงจิตวิญญาณเท่านั้นแล้วร่างกายเธอล่ะ..สลายหายไปแล้วหรือ ช่างเถอะอยู่ในร่างเด็กก็ดีเหมือนกัน

จากความทรงจำนั้นทั้งครอบครัวมี5คน ท่านพ่อหยางหมิงฮุ่ยอายุ33หนาว ท่านแม่มู่ฟางจิงอายุ30หนาว พี่ใหญ่หยางหมิงเฟิงอายุ9หนาว ตัวนางหยางหมิงเยว่5หนาวและน้องชายฝาแฝดหยางหมิงชุนอายุ5หนาว อาศัยอยู่ในหมู่บ้านซานซี เมืองโจวเจียง แคว้นฉี โดยมีอาชีพล่าสัตว์หาขอป่าและขุดแร่ในเหมืองเพื่อยังชีพ

อาชีพหลักของคนหมู่บ้านนี้คือการขุดเหมืองแร่เงินและทองคำรวมถึงแร่หยกและล่าสัตว์หาของป่ากัน แต่เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ผู้ใหญ่บ้านเรียกประชุมถึงเหตุการณ์ประหลาดที่พบเจอ เนื่องจากผู้ที่เข้าป่าทุกคนในหมู่บ้านล้วนสังเกตเห็นว่าสัตว์ป่านั้นแปลกประหลาด ดูแตกตื่นวิ่งพล่านไปทั่วป่า ฝูงนกก็บินแตกฮือกันเป็นฝูงเหมือนกำลังอพยพ สัญชาตญาณสัตว์ป่ารับรู้ได้ถึงภัยธรรมชาติเสมอ

ผู้ใหญ่บ้านจึงเรียกประชุมให้ลูกบ้านระวังตัวถ้าเป็นไปได้ให้งดการเข้าป่าก่อนในช่วงนี้ แต่เพราะไม่มีใครเคยพบเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน จึงไม่มีใครคาดคิดว่าที่สัตว์แตกตื่นนั้นเป็นสัญญาณเตือนถึงภัยธรรมชาติที่กำลังคืบคลานเข้ามานั้นเอง

จากนั้นไม่กี่วันก็เกิดแผ่นดินไหวสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ถึงจะไม่ทำให้แผ่นดินแยกแต่ก็แรงพอทำให้บ้านเรือนถล่มลง สร้างความเสียหายและที่หนักที่สุดก็คือเหมืองแร่ที่รับแรงแผ่นดินไหวไม่ได้ก็ถล่มลงมา ฟ้าร้องคำรามกึกก้อง สายฝนที่หลงฤดูกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย นับเป็นมหันตภัยที่ร้ายแรงที่สุดเท่าที่แคว้นฉีเคยประสบพบเจอเลยก็ว่าได้

ที่โชคร้ายกว่านั้นคือ ท่านพ่อและพี่ใหญ่ที่ปกติจะขึ้นเขาล่าสัตว์หาของป่ามาขาย แต่วันนี้กลับพากันเข้าเหมืองเพื่อขุดหาแร่มาขายร่วมถึงท่านแม่ก็ไปด้วยเช่นกัน เพราะต้องการหาเงินมาซื้ออาหารตุนเสบียงในหน้าหนาวที่จะถึงนั้นเอง จึงมีแต่หมิงเยว่และหมิงชุนน้องชายฝาแฝดที่อยู่เล่นด้วยกันที่บ้าน

ตอนที่แผ่นดินไหวนั้นหมิงเยว่กับหมิงชุนนั่งอยู่ในบ้านกำลังนั่งกินแผ่นแป้งหยาบเป็นอาหารกลางวันที่ท่านแม่เตรียมไว้ให้อยู่ เมื่อเกิดการสั่นไหวที่รุนแรงเด็กทั้งสองจับมือกันวิ่งหนีตายออกมาจากบ้านแต่ก็ยังไม่ทันพ้นตัวบ้านก็ถล่มลงมาจึงทำให้ด้วยเหตุนี้เด็กน้อยเจ้าของร่างเดิมจึงเสียชีวิตเพราะเอาตัวเข้ากันให้น้องชาย

เฮ้อ!! น่าสงสารนัก เธอจึงอธิษฐานในใจเพื่อเป็นการบอกกล่าวเด็กน้อยเจ้าของร่างเดิม

‘ไม่ต้องห่วงนะเด็กน้อยหมิงเยว่พี่สาวคนนี้จะดูแลทุกคนในครอบครัวและบรรพบุรุษให้ดีที่สุดเอง ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรอีกแล้วนะ’ จากนั้นก็รับรู้ได้ถึงสายลมอ่อนๆโชยมารอบกาย เสมือนเป็นการตอบรับว่ารับรู้ถึงความตั้งใจของเธอแล้ว

ส่วนทางท่านพ่อท่านแม่และพี่ใหญ่นั้นไม่รู้ป่านนี้ทั้งสามคนจะเป็นอย่างไร ได้แต่ภาวนาให้ทั้งสามปลอดภัยนางยังไม่อยากเป็นกำพร้าตั้งแต่ครั้งแรกที่ทะลุมิติมาหรอกนะ

หมิงเยว่มั่นใจว่าเธอน่าจะทะลุมิติมายุคอดีตของจีนที่โบราณมากๆ ไม่แน่ชัดว่าเป็นยุคสมัยไหนกันแน่ เรียกว่าน่าจะเป็นยุคก่อร่างสร้างตัวของต้นตระกูลหยางรุ่นแรกเลย เพราะดูจากการแต่งกายและสภาพแวดล้อมนั้นไม่ผิดแน่ และจากตอนที่อยู่ยุคปัจจุบันลูกหลานในตระกูลหยางล้วนทราบดีว่าบรรพบุรุษรุ่นแรกที่เป็นต้นตระกูลนั้นลำบากมากแค่ไหน เป็นเพียงชาวบ้านยากจนธรรมดาที่ทำงานขุดเหมืองเท่านั้น

อา!นี้เธอมาช่วงต้นตระกูลเลยหรือนี่ จำได้คุณย่าเธอเคยเล่าว่าเป็นช่วงที่ยากลำบากมากๆเลยนี่นา แต่ตอนนี้คงต้องตั้งสติก่อนว่าจะทำอย่างไรต่อไป…….

ค่ายพักแรม RW

บทที่3. ค่ายพักแรม

“เสี่ยวเยว่ เสี่ยวชุนพวกเจ้าอยู่นี้เอง” ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาทางสองพี่น้องอย่างเร่งรีบ สีหน้าโล่งใจเมื่อเห็นเด็กน้อยทั้งสองอยู่ด้วยกัน

“ลุงย้อนกลับไปดูพวกเจ้าที่บ้านพบเพียงซากบ้านของพวกเจ้าที่ถล่มลงมาแต่ไม่เห็นคนก็ร้อนใจนัก”

“ท่านลุงต้าเป่า ช่วยพี่รองด้วยขอรับ ฮือ พี่รองเจ็บขอรับ ฮือออ” เสี่ยวชุนเมื่อเห็นท่านลุงโจวต้าเป่าซึ่งเป็นสหายของบิดาอีกทั้งมีบ้านอยู่ติดกันก็ร้องเรียกขอความช่วยเหลือทั้งเบะปากร้องสะอื้นทันที

“ได้ๆลุงช่วยเองไม่ร้องๆแล้วพ่อแม่พี่ชายพวกเจ้าเล่าพลัดหลงกันรึเหตุใดจึงไม่อยู่ด้วยกัน” โจวต้าเป่าเอ่ยถามเด็กน้อยถึงสหายของตนเองด้วยความกังวล

“เมื่อเช้าท่านพ่อท่านแม่และพี่ใหญ่เข้าเหมืองไปขอรับ”

“ขะ เข้าเหมืองอย่างนั้นรึ” โจวต้าเป่าใจหายวาบ เพราะตอนนี้ทุกคนต่างรู้ว่าเพราะแผ่นดินไหวจึงทำให้เหมืองแร่ถล่มลงมา ผู้คนที่ไปขุดแร่ในเหมืองเมื่อเช้าแทบไม่มีใครรอดชีวิต ถ้ารอดก็เจ็บหนักจนพิกลพิการก็มี

เมื่อเหตุการณ์สงบแผ่นดินไม่สั่นไหวแล้ว ท่านเจ้าเมืองได้เร่งส่งทหารเข้ามาช่วยเหลือชาวบ้าน ผู้เสียชีวิตมากมายนอนตายเกลื่อนเพราะหนีออกจากเหมืองไม่ทัน ตอนนี้ทหารที่ท่านเจ้าเมืองส่งมาช่วยเหลือนั้น กำลังช่วยกันลำเลียงคนเจ็บและคนตายอยู่ ประกอบกับที่ก่อนนี้ฝนตกจึงทำให้ยิ่งเป็นการยากลำบากมากต่อการค้นหาผู้รอดชีวิตแต่เขาก็ยังไม่กล้าบอกหลานทั้งสองตอนนี้ได้แต่นึกสงสารสองพี่น้องคู่นี้เหลือเกิน

เอาล่ะตอนนี้ใกล้จะมืดค่ำมากแล้วไปที่ค่ายพักแรมก่อน ท่านเจ้าเมืองให้ทหารมาสร้างที่พักให้ชาวบ้านก่อนชั่วคราว จากนั้นต้าเป่าก็ช้อนร่างเล็กๆ ของหมิงเยว่ขึ้นมาอุ้มแล้วทั้งสามก็พากันเดินทางไปที่พักชั่วคราวที่ทหารสร้างให้ ข้างทางมีชาวบ้านค่อยๆ เดินไปด้วยเช่นกัน ทั้งบาดเจ็บตามตัวมีแต่แผล ทั้งเปรอะเปื้อนดินโคลน นับว่าเป็นมหันตภัยที่ทำให้ต้องสูญเสียคนในครอบครัวกันอย่างมากจริงๆ …

หมิงเยว่ถูกอุ้มมาได้ประมาณหนึ่งเค่อ นางยังสะลึมสะลืออยู่และปวดหัวมากจึงยังไม่อยากพูดอันใดนัก เมื่อมาถึงค่ายพักแรมที่ถูกตั้งอยู่เป็นลานกว้าง มีกระโจมตั้งเรียงรายเป็นที่พักหลับนอนขนาดใหญ่ซึ่งจุคนได้ประมาณ20-30คนต่อหนึ่งกระโจม ตั้งเรียงรายอยู่เป็นสิบๆ กระโจม ด้านข้างเป็นบริเวณครัวที่สร้างไว้ทำอาหารให้ชาวบ้าน และมีโรงหมอที่ตั้งเป็นกระโจมอยู่ถัดไป ต้าเป่าพาทั้งสองไปหาหมอตรวจรักษาก่อน

“ท่านหมอข้ารบกวนดูแผลให้เด็กทั้งสองด้วยขอรับ”

“ได้ๆไม่ต้องห่วงเจ้าพานังหนูนี่ไปนอนที่เตียงนั้นก่อนเดียวข้าจะไปตรวจดูให้ แล้วก็พาเจ้าหนูคนนี้ไปทำแผลทางนั้นมีหมอผู้ช่วยดูแลอยู่” ท่านหมอเอ่ยปากบอกพร้อมชี้ไม้ชี้มือบอก

“ขอบคุณขอรับ” เมื่อส่งเด็กทั้งสองถึงมือหมอแล้วต้าเป่าก็รีบเดินออกไปหาภรรยาและลูกสาวของเขาในกระโจมที่พักก่อนทันที

“ท่านพี่เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ เจอคนบ้านหยางหรือไม่” นางถงเหยียนภรรยาของโจวต้าเป่าเอ่ยถามอย่างร้อนใจทันทีที่เห็นหน้าสามี

“เฮ้อ เจอแต่เสี่ยวเยว่กับเสี่ยวชุนน่ะ ส่วนอาฮุ่ย อาจิง อาเฟิง ทั้งสามเข้าเหมืองไปเมื่อเช้า แล้วมาเกิดเหมืองถล่มลงมาไม่รู้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร” ต้าเป่าเล่าให้ภรรยาฟังด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย

“โถ่ น่าสงสารเจ้าแฝดนักแต่ตอนนี้ทหารก็กำลังช่วยคนเจ็บอยู่ ในใบรายชื่อคนที่ตายก็ยังไม่มีคนบ้านหยางเลย อาจยังมีหวังอยู่นะเจ้าคะ”

“ข้าก็หวังเช่นนั้น” เขาก็ได้แต่หวังว่าสหายเขาจะโชคดีพ้นเคราะห์ครั้งนี้ไปได้

วันรุ่งขึ้น หมิงเย่วอาการดีขึ้น นางฟื้นขึ้นมาสมองไม่มีอาการผิดปกติใดๆ ตามร่างกายมีรอยฟกช้ำเท่านั้น สิ่งแรกที่นางทำคือตรวจสอบช่องมิติว่ายังอยู่หรือไม่ทันที เห็นปานรูปพระจันทร์เสี้ยวที่มือซ้ายพอตรวจสอบก็พบว่ายังมีของอยู่ครบทุกอย่างก็โล่งใจมาก เฮ้อ รอดตายแล้วอย่างน้อยก็ไม่อดตาย

หมิงเยว่ลุกเดินได้แล้วจึงต้องออกจากกระโจมหมอเพื่อให้มีเตียงพอสำหรับคนเจ็บคนอื่นๆ ตอนนี้นางและเสี่ยวชุนจึงอยู่ในความดูแลของบ้านโจว เพราะบ้านหยางไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน และบ้านหยางกับบ้านโจวก็เป็นสหายกันมานานคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาตลอด และโจวเสี่ยวเหมยลูกสาวของโจวต้าเป่าก็เป็นเพื่อนเล่นกันกับหมิงเยว่และหมิงชุนมาตั้งแต่เด็กเพราะอายุเท่ากัน

ตอนนี้หมิงเยว่รู้แล้วว่าเหมืองถล่มลงมาและยังตามหาท่านพ่อท่านแม่และพี่ใหญ่ยังไม่พบ แต่ทหารที่มาก็ช่วยเหลือกันอย่างสุดกำลัง บ้างบ้านได้พบญาติแล้วก็ดีใจจนต้องร้องไห้ออกมา

หมิงเยว่เหม่อมองไปที่ครอบครัวโผเข้ากอดกันเมื่อได้พบคนในครอบครัวตัวเองก็น้ำตารื้อขึ้นเพียงกะพริบตาลงมาน้ำตาก็หยดลงมาอาบแก้มนุ่ม ถึงแม้ว่านางพึ่งจะทะลุมิติมาแต่ในความทรงจำที่ได้รับนั้นทำให้นางรู้สึกผูกพันธ์กับท่านพ่อท่านแม่และพี่ใหญ่มากอีกทั้งทุกคนก็ยังเป็นบรรพบุรุษของนางอีกด้วย

“พี่รองไม่ร้องขอรับ” มือเล็กป้อมของน้องชายเช็ดน้ำตาให้นางเบาๆ หมิงเยว่โอบร่างเล็กๆ ตรงหน้ามากอด

หมิงชุนนั้นถึงจะเป็นแฝดกับหมิงเยว่แต่เพราะตอนท่านแม่ตั้งครรภ์นั้นที่บ้านลำบากมากไม่มีอาการบำรุงท่านแม่มากนัก และสารอาหารทุกอย่างมาอยู่ที่หมิงเยว่ซะส่วนใหญ่ทำให้หมิงชุนตัวเล็กมากๆ ตอนที่คลอดออกมานึกว่าจะไม่รอดเสียอีก แต่ท่านพ่อท่านแม่ก็พยายามดูแลหมิงชุนเป็นอย่างดี แต่น้องชายคนนี้ก็ยังดูตัวเล็กกว่าหมิงเยว่ที่เป็นพี่สาวอยู่ อาจเพราะขาดสารอาหารก็เป็นได้

นางสัญญากับตัวเองไม่ว่าจะเกิดอันใดขึ้นจะดูแลน้องชายคนนี้ให้ดีที่สุด จะขุ่นให้อ้วนตุ้ยนุ้ยให้แข็งแรงขึ้นให้ได้ ตอนนี้หมิงเยว่อยากจะนำอาหารออกมาให้เสี่ยวชุนแต่ก็ไม่กล้าเพราะอาหารในมิติดูดีเกินไปผู้คนจะสงสัยและตอนนี้มีทั้งชาวบ้านทั้งทหารมากมาย คงต้องฝืนกินแต่ข้าวต้มเปล่าๆกับแผ่นแป้งหยาบที่โรงครัวทำให้ไปก่อน

แต่นางก็แอบเอาลูกกวาดหวานๆให้เสี่ยวชุนและเสี่ยวเหมยลูกของท่านลุงต้าเป่ากินด้วย แล้วกำชับว่าอย่าบอกใครเพราะถ้ามีใครรู้จะไม่ได้กินอีก เด็กทั้งสองเมื่อได้ลูกกวาดสีสวยรสหอมหวานเพียงแค่นั้นก็ไม่คิดอะไรซับซ้อนนอกจากดีใจเท่านั้นเอง…..

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...