โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฉัตรทิพย์ นาถสุภา: ชีวิตและผลงาน (3)

The101.world

อัพเดต 03 ส.ค. 2566 เวลา 21.00 น. • เผยแพร่ 03 ส.ค. 2566 เวลา 13.51 น. • The 101 World

หนังสือ 60 ปี ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย: ภาพประกอบ

ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย

“…งานวิจัยประวัติศาสตร์เศรษฐกิจชิ้นแรกที่ผมทำคือ ความคิดทางเศรษฐกิจของพระยาสุริยานุวัตร และต่อมาได้ทำวิจัยเรื่อง The Political Economy of Siam 1855-1932 ร่วมกับ รศ.ดร.สุธี ประศาสน์เศรษฐ และ รศ.ดร.มนตรี เจนวิทย์การ…”[1]

อาจารย์ฉัตรทิพย์ยังอธิบายเพิ่มถึงการก้าวเข้าสู่การศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจว่า มีที่มาจากการศึกษาเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงที่เรียนปริญญาเอก ซึ่งอาจารย์ได้สอนและเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของนิสิตปริญญาโท ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยวิชาการพัฒนาเศรษฐกิจถือเป็นวิชาที่ต้องให้ความสนใจทางด้านเศรษฐศาสตร์ โดยสัมพันธ์กับการเมือง สังคม และวัฒนธรรม รวมทั้งมีมิติเวลาและการเปลี่ยนแปลงเข้ามาเกี่ยวข้อง[2]

ช่วงนั้น อาจารย์ฉัตรทิพย์ และ รศ.ดร.สุธี อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขณะนั้น ได้ค้นคว้าเอกสารจดหมายเหตุต่างๆ ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ได้พบทั้งลูกศิษย์ ผู้ที่เขียนวิทยานิพนธ์และเพื่อนๆ ของพวกเขาไปนั่งค้นคว้าอ่านเอกสารพร้อมกันกับอาจารย์ทั้งสองประมาณ 20 คน โดยใช้เวลาแทบทุกวัน และยังใช้เวลาพักในการพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูล ตลอดเวลา 2 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2517-2518 อาจารย์ฉัตรทิพย์และอาจารย์สุธีร์อ่านเอกสารของสำนักราชเลขาธิการ ซึ่งคือเอกสารที่เข้าสู่พระบรมราชวินิจฉัยของพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 7 และยังอ่านเอกสารที่มาจากกระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงนครบาล รวมทั้งกระทรวงโยธาธิการ อาจารย์ฉัตรทิพย์ยังเล่าให้ฟังด้วยว่า อาจารย์ได้อ่าน British Consular Report ซึ่งอาจารย์สุธีร์ได้สำเนามาจากประเทศออสเตรเลีย และยังได้ใช้สมุดสถิติรายปีของไทย ซึ่งตีพิมพ์เล่มแรกเมื่อ พ.ศ. 2459

ผลงานสำคัญในช่วงนั้นของอาจารย์ฉัตรทิพย์ อาจารย์สุธี และอาจารย์มนตรี[3] มีอยู่ 2 เล่ม คือ The Political Economy of Siam 1855-1910 และ The Political Economy of Siam 1910-1932 ซึ่งตีพิมพ์ใน พ.ศ. 2523 นับเป็นผลงานชิ้นบุกเบิกสำคัญด้านเศรษฐกิจการเมืองของพวกเขา โดยอาจารย์ฉัตรทิพย์เล่าให้ฟังว่า

“…ส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ ผมได้ข้อคิดมาจากการอ่าน Capital ของ Karl Mark โดยเฉพาะ Vol.3 นั้นเป็นพลวัตของระบบทุนนิยมในประวัติศาสตร์ Karl Mark เสนอสาระสำคัญเรื่อง Primitive Accumulation (การสะสมทุนขั้นต้น-ขยายความโดยผู้เขียน) ทำให้อาจารย์ฉัตรทิพย์คิดว่าประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยส่วนหนึ่งก็ใช้ระบบนี้คือ เก็บภาษีสุรา การพนัน บ่อนเบี้ย ระบบเหมาเมืองทางภาคใต้…”[4]

อาจารย์ฉัตรทิพย์เล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า “…ผมนึกถึงอาจารย์ ผาสุก (พงษ์ไพจิตร[5]) ศึกษาร่วมกับอาจารย์สังศิต (พิริยะรังสรรค์[6]) เรื่องเศรษฐกิจนอกกฎหมายก็สืบๆ มาจาก Primitive Accumulation คือ Mark ก็ได้พูดไว้เรื่องการปล้มสดมภ์แร่เงิน ทอง จากลาตินอเมริกา แล้วเอา Surplus (ส่วนเกิน) นั้นมาระดมทุน ไม่ใช่การสะสมทุนจาก productivities แต่กลับเอามาจาก ‘นอก’ ระบบการผลิต…”[7]

ต่อมาอาจารย์ฉัตรทิพย์ได้เป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ แล้วมีการรวมผลงานรวมประมาณ 15 เล่ม หลายเล่มถูกย่อเป็นบทความและรวบรวมตีพิมพ์อยู่ในหนังสือชื่อ ‘ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย’ ใน พ.ศ. 2484 ซึ่งบรรณาธิการโดยอาจารย์ฉัตรทิพย์ และ รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์

ช่วงที่อาจารย์ฉัตรทิพย์เริ่มค้นคว้าประวัติศาสตร์เศรษฐกิจคือ ช่วงปี 2510 ผ่านงานน่าสนใจหลายชิ้น อาจารย์ฉัตรทิพย์ได้ยกตัวอย่างให้ฟัง เช่น Economic Change in Thailand 1850-1970 โดย James C. Ingram และ Chinese Society in Thailand : An Analytical History โดย William Skinners รวมทั้งวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกอีกจำนวนหนึ่ง เช่นงานของ เสนาะ อูนากูล, วิชิตวงค์ ณ ป้อมเพชร, สุธีร์ ประศาสน์เศรษฐ, D.B. Johnson และ Ian Brown เป็นต้น

อาจารย์ฉัตรทิพย์เล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า “…ขณะเดียวกันผมก็ศึกษาทฤษฎีและแนวความคิดทางเศรษฐศาสตร์ไปด้วยกัน คือนึกหารูปแบบ (pattern) ของข้อมูลของไทย โดยมีมิติทฤษฎีและแนวคิดสากลอยู่ข้างหลัง ขณะเดียวกันก็นึกปรับทฤษฎีให้อธิบายกรณีของไทยไปพร้อมกัน มิติทางทฤษฎีทำให้ผมสนใจศึกษาค้นหาชนชั้นกระฎุมพีอิสระ ซึ่งเป็นชนชั้นสำคัญในการพัฒนาประเทศไปสู่การเป็นทุนนิยมอุตสาหกรรมในตะวันตก แต่องค์ความรู้ที่ผมค้นพบจากการอ่านเอกสารคือสังคมไทยขาดชนชั้นนี้ ต้องแบ่งส่วนเกิน (surplus) กับข้าราชการ ไม่มีอำนาจทางการเมืองและไม่มีผู้นำทางวัฒนธรรม การขาดพัฒนาการของชนชั้นนี้ทำให้ประเทศไทยในอดีตไม่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจและระบบการเมืองไปเป็นประชาธิปไตย กรณีประวัติศาสตร์ของไทยทำให้ผมต้องปรับแนวคิด และต่อมาเมื่อได้ศึกษาชาวบ้านและท้องถิ่น และพัฒนาการจากท้องถิ่น ผมคิดได้ว่า ควรพิจารณาชาวบ้านและชุมชนท้องถิ่น และพัฒนาจากท้องถิ่น เป็นพลังร่วมของหลายชนชั้น มากกว่าจะให้เป็นบทบาทของชนชั้นนายทุนเท่านั้น…”

สู่ชุมชนหมู่บ้านไทย

*…มีคนเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ช่วงแรกที่อาจารย์ฉัตรทิพย์ออกไปหมู่บ้านในชนบท เขาเคยขึ้นไปบ้านชาวบ้านเพื่อพูดคุยด้วย พอขึ้นไปแล้วด้วยบ้านไม้เก่าๆ ซอมซ่อหลังนั้นเกิดโยกขึ้นมาระหว่างที่เขาเดินบนบ้านก่อนที่เขาจะนั่งลง อาจารย์ฉัตรทิพย์ถามผู้เฒ่าท่านนั้นว่า บ้านไม้เก่าๆ อย่างนี้ อยู่กันได้หรือครับ ไม่กลัวพังลงมาหรือ…*”[8]

งานศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและวัฒนธรรมชุมชนหมู่บ้านไทยของอาจารย์ฉัตรทิพย์มีสองช่วง คือ พ.ศ. 2521-2527 และอีกครั้งหนึ่งใน พ.ศ. 2543-2547

การวิจัยช่วง พ.ศ. 2521-2527 เป็นงานวิจัยที่อาจารย์ฉัตรทิพย์ทำด้วยตัวเองเป็นส่วนใหญ่ ส่วนช่วง พ.ศ. 2543-2547 อาจารย์ฉัตรทิพย์เป็นผู้ประสานงาน อาจารย์ฉัตรทิพย์ถือว่างานวิจัยของเขาช่วง พ.ศ. 2521-2527 ว่าด้วยประวัติศาสตร์หมู่บ้านในประเทศไทยก่อนสงครามโลกครั้งที่สองเป็นงานวิจัยครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตของอาจารย์ เหตุผลและความเป็นมาของงานวิจัยครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตของอาจารย์ฉัตรทิพย์มีความน่าสนใจ โดยอาจารย์ฉัตรทิพย์อธิบายว่า

“ข้าพเจ้าเข้ามาสู่การค้นคว้าเรื่องประวัติศาสตร์หมู่บ้านด้วยสาเหตุ 2 ประการ

สาเหตุที่ 1 คือความสนใจ อยากรู้และทำความเข้าใจชีวิตของชาวบ้าน ชาวบ้านผู้มีตัวตนและเลือดเนื้อมีจำนวนมาก อยู่รอบตัวข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้ารู้จักและเข้าใจเขาน้อยเหลือเกิน

สาเหตุที่ 2 คือความฉงนทางทฤษฎี ปัญหาใหญ่ข้อหนึ่งของทฤษฎีมาร์กซิสคือ ชนชั้นชาวนามีบทบาทอย่างไรในกระบวนการเปลี่ยนแปลงระบบสังคม-เศรษฐกิจจากระบบก่อนทุนนิยม (pre capitalism) หรือสังคมนิยม? ในระหว่าง พ.ศ. 2521-2527 เป็นเวลา 6 ปี ข้าพเจ้าและนิสิตปริญญาโท 3 คนคือคุณสุวิทย์ ไพทยวัฒน์, คุณชูสิทธิ์ ชูชาติ และคุณประนุช ทรัพย์สาร ได้เดินทางไปถึงกว่า 200 หมู่บ้านทั่วประเทศ สัมภาษณ์ชาวบ้านผู้เฒ่าผู้แก่ ช่วยกันเสนอภาพประวัติศาสตร์หมู่บ้านไทย ภาพที่ได้คือ หมู่บ้านเป็นเศรษฐกิจชุมชนที่พึ่งตัวเองได้ ผลิตทั้งอาหารและเครื่องนุ่งห่ม และหาอาหารได้จากธรรมชาติด้วยดิน ป่า และลำน้ำมีความอุดมสมบูรณ์ ที่ดินมีมากเมื่อเทียบกับประชากร เป็นเศรษฐกิจที่ฝังตัวด้วยอยู่ในวัฒนธรรมชุมชนที่เข้มแข็ง คือความมีน้ำใจ ครอบครัวทั้งหลายในชุมชนหมู่บ้านมักเป็นญาติกัน มีบรรพบุรุษร่วมกัน ช่วยเหลือกันด้วยความเต็มใจเต็มที่ในการผลิต และการแบ่งปันผลผลิต รวมทั้งช่วยเหลือกันในช่วงเวลาสำคัญอื่นๆ เช่น สร้างบ้าน ทำพิธีกรรม มีงานรื่นเริง ช่วยเหลือกันเวลาทุกข์ร้อน ร่วมกันป้องกันภัยอันตราย ลักษณะความเป็นชุมชนของหมู่บ้านไทยคงอยู่เป็นเวลาช้านาน และแม้ในปัจจุบันลักษณะความเป็นชุมชนก็ยังมีอยู่สูง การบุกทะลวงเข้าไปของระบบทุนนิยมค่อนข้างเป็นไปในอัตราที่ช้ากว่าประเทศที่ตกเป็นอาณานิคม การผลิตแบบไร่ขนาดใหญ่มีจำกัด[9]“

อาจารย์ฉัตรทิพย์อธิบายการค้นคว้าวิจัยประวัติศาสตร์หมู่บ้านครั้งนั้นได้อย่างจับใจมาก อาจารย์ฉัตรทิพย์อธิบายว่า[10]

“การค้นคว้าวิจัยเรื่องประวัติศาสตร์หมู่บ้านครั้งนั้นเป็นการวิจัยสนามอย่างแท้จริง ติดต่อกันนานครั้งเดียวในชีวิตของผม มีผลต่อผมทั้งทางด้านอารมณ์ความรู้สึกและด้านแนวคิดทฤษฎี เป็นการวิจัยที่เปลี่ยนแปลงตัวผม จากจุดนั้นมา ผมหมกหมุ่นสนใจอยู่เฉพาะกับเรื่องชุมชนหมู่บ้าน ชาวบ้านพึ่งตัวเองได้ด้วยการใช้แรงงาน พวกเขาไม่เบียดเบียนผู้อื่น มีศักดิ์ศรี มีถิ่นฐาน มีประวัติศาสตร์ มีวัฒนธรรม มีความหวังและความไฝ่ฝัน ชาวบ้านคือแกนของสังคมและวัฒนธรรมไทย เป็นแกนที่มีศักยภาพ หากจะเข้าใจสังคมและวัฒนธรรมไทยจะต้องเข้าใจชาวบ้าน และหากจะพัฒนาสังคมไทยแท้จริงและพัฒนาอย่างชอบธรรม ต้องเอาชาวบ้านเป็นตัวตั้ง”

วิวาทะทางทฤษฎี

งานวิจัยประวัติศาสตร์หมู่บ้านครั้งนั้นของอาจารย์ฉัตรทิพย์และคณะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงระเบียบวิธีวิจัยจากการวิจัยเอกสารชั้นต้น (primary source) เช่น มีการใช้จดหมายเหตุทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ นับว่าเป็นงานที่บุกเบิกและแตกต่างจากของงานของนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่ไม่สนใจการวิจัยเอกสารมากนักและไม่ค่อยใช้จดหมายเหตุ แต่ไปมุ่งเน้นตัวเลข สถิติ และภายหลังก็มักมุ่งเน้นไปที่การสร้างโมเดล ทดสอบโมเดล ซึ่งใช้เวลาน้อยกว่า แล้วอ้างกันว่ามีความเป็นวิทยาศาสตร์มากกว่าวิธีวิจัยทางเอกสารหรือจดหมายเหตุ อาจารย์ฉัตรทิพย์และคณะได้ก้าวพ้นข้อจำกัดทางวิธีวิทยา (methodology) เหล่านี้ โดยใช้วิธีวิทยาใหม่ ลงภาคสนาม สัมภาษณ์ ใช้ประวัติศาสตร์บอกเล่า (oral history) ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งบุกเบิกมากสำหรับงานวิจัยด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ในไทยและต่างประเทศในยุคนั้น

ไม่เพียงเท่านั้น อาจารย์ฉัตรทิพย์ยังให้ความสำคัญกับ ‘ทฤษฎี’ เพื่อใช้อธิบายข้อมูล เอกสาร ข้อมูลภาคสนาม และเรื่องเล่า อาจารย์ฉัตรทิพย์เข้าใจลึกซึ้งในทฤษฏีทางสังคมศาสตร์ด้วยเหตุว่า เขาศึกษาค้นคว้าลัทธิเศรษฐกิจการเมืองของเจ้าสำนักหลายสำนัก เช่น จอห์น ลอค, อดัม สมิท, โรเบิร์ต มัลทัส, เดวิด ริคาร์โด, แซง-ซีมอง, โรเบิร์ต โอเวน, ชาร์ล ฟูริเอ, หลุยส์ บลังค์, เจเรมี เบนแทม, จอห์น สจ๊วต มิลล์, มาร์กซิสม์-เลนินนิสม์, เลนิน, เมา, เดอเบรย์ ดังปรากฏเป็นตำรา ‘ลัทธิเศรษฐกิจการเมือง’[11] ที่พิมพ์มาต่อเนื่อง อาจารย์ฉัตรทิพย์ภูมิใจในตำราลัทธิเศรษฐกิจการเมืองที่รับการตีพิมพ์ถึง 11 ครั้ง และพิมพ์ติดต่อกันมาถึง 48 ปีแล้ว[12] โดยความภูมิใจนั้นไม่ใช่ในเรื่องรายได้ หากเป็นพลังและอิทธิพลด้านงานศึกษาในบรรณพิภพไทย

อาจารย์ฉัตรทิพย์อธิบายว่า “ผมเริ่มได้ความคิดว่า การศึกษาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ไทยจะต้องศึกษาสถาบันชุมชนหมู่บ้าน ‘หมู่บ้าน’ หรือที่ภาษาไทเรียกว่า ‘บ้าน’ นั้นคือมโนภาพและความเป็นจริงที่เป็นฐานเพื่อทำความเข้าใจสังคมและวัฒนธรรมไทย เป็นมโนภาพหลักที่จะนำเอามโนภาพอื่นเข้ามาเสริม ความจริงข้อนี้ทำให้ต้องคิดปรับทฤษฎีเรื่อง ‘ชนชั้น’ ในสังคมและวัฒนธรรมไทย แทนที่จะถามคำถามว่า ชนชั้นชาวนามีฐานะและบทบาทอย่างไรในประวัติศาสตร์การเข้ามาหรือการเกิดระบบทุนนิยม จะต้องเปลี่ยนเป็นถามว่า การเข้ามาของระบบทุนนิยมกระทบชุมชนหมู่บ้านของไทยอย่างไร? ชุมชนหมู่บ้านจะมีบทบาทอย่างไรในระบบทุนนิยม?”

คำถามเดิมมองชาวนาเป็นชนชั้น เพราะเป็นผลจากอิทธิพลของทฤษฎีมาร์กซิสว่าด้วยชนบทแบบฉบับและแบบเลนิน โดยเจ้าของที่ดินและปัจจัยการผลิตอื่นอีกส่วนหนึ่งจะสูญเสียที่ดิน กลายเป็นกรรมาชีพในชนบท ชนบทจะเปลี่ยนเป็นระบบทุน แบ่งแยกชนชั้นและความขัดแย้งทางชนชั้นในระหว่างชาวนาด้วยกันเองจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ระบบทุนนิยมจะทำลายโครงสร้างภายในของสังคมชาวนา คือทำลายชนชั้นชาวนา ต่อคำถามว่าชนชั้นชาวนาจะกลายเป็นระบบทุนสมบูรณ์เช่นเดียวกับในเมืองหรือไม่ เศรษฐกิจของประเทศจะเปลี่ยนเป็นระบบทุนทุกส่วน[13]

แต่การค้นพบว่า ชนบทไทยมีหมู่บ้านหรือบ้าน ซึ่งประกอบด้วยชาวนารายย่อยผู้ผลิตรายเล็กอิสระ และบ้านก็เป็นสถาบันเก่าแก่ที่เข้มแข็งมากทั้งทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ทำให้ต้องปรับทฤษฎี โดยชนชั้นชาวนาจะไม่หมดไป เศรษฐกิจสังคมชนบทจะยังคงเป็นเศรษฐกิจครอบครัวและชุมชน สมาชิกหมู่บ้านโดยหัวใจคือชาวนารายย่อย ยึดถือการช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นพื้นฐานของชีวิต ไม่ใช่ขัดแย้งเอารัดเอาเปรียบกัน ความเป็นชุมชนมีสูงมากตลอดมาในสถาบันหมู่บ้านของไทย ชุมชนหรือบ้านปกป้องไม่ให้เกิดการแตกขั้วของชาวนานัยก็คือในสังคมที่ชุมชนของผู้ผลิตรายย่อยอิสระมีความเข้มแข็ง การประดิษฐานระบบทุนอาจทำสำเร็จได้ไม่ง่ายนัก สังคมอาจอาจมีทางเลือกอื่น

มาร์กซ์เองก็เขียนถึงกรณีของสังคมแบบนี้ ซึ่งแตกต่างจากยุโรปตะวันตก โดยเรียกว่า ‘ทฤษฎีวิถีการผลิตแบบเอเชีย’ (Asia Mode of Production) แต่มาร์กซ์เองมองวิถีการผลิตแบบเอเชียค่อนข้างในแง่ลบ คือเห็นว่าเศรษฐกิจชุมชนหมู่บ้านอาจขัดขวางการเปลี่ยนวิถีการผลิตทุนนิยม ซึ่งมากเห็นว่าเป็นวิถีการผลิตที่ก้าวหน้ากว่า[14]

วิวาทะแห่งวิวาทะ

หลายคนคิดว่าความคิดและผลงานของอาจารย์ฉัตรทิพย์ออกมาง่ายนิดเดียว ด้วยผลงานออกมามากมาย สม่ำเสมอ ต่อเนื่องมิได้ขาด แต่ความจริงไม่ง่ายเช่นนั้น

หนังสือประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของฉัตรทิพย์ถือเป็นการแหวกม่านประเพณีการศึกษาเศรษฐศาสตร์ โดยใช้ประวัติศาสตร์อธิบายเศรษฐกิจ ซึ่งเศรษฐศาสตร์กระแสหลักไม่เห็นด้วย วิจารณ์ว่าใช้ตัวเลขน้อย อาจารย์ต้องอ่านเอกสารชั้นต้นที่นักสังคมศาสตร์แทบไม่ได้ใช้เลยนาน 2 ปี ประวัติศาสตร์แนวเก่าก็วิจารณ์ว่าอาจารย์ไม่ได้เรียนจบประวัติศาสตร์ แถมยังทำงานทวนกระแส ประวัติศาสตร์แนวกรมดำรงราชานุภาพ ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์แนวคลั่งฮีโรที่มีฐานมั่นคงในมหาวิทยาลัยมายาวนาน

ก่อนจะอ่านและทำความเข้าใจถึงสังคมไทยแนวมาร์กซิสต์ วิถีการผลิตเอเชีย และ The Political Economy of Siam ต้องอ่านและทำความเข้าใจทฤษฎีมาร์กซิสต์ เช่นผ่านหนังสือ Capital ทั้งสามเล่ม ซึ่งถือว่าอ่านยาก เพราะเป็นงานศึกษาเชิงปรัชญาและแปลมาจากภาษาเยอรมันแบบเก่า โดยอาจารย์ฉัตรทิพย์ได้ให้ลูกศิษย์ที่ทำวิทยานิพนธ์ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจอ่านหนังสือ Capital นี้ด้วย โดยสิริลักษณ์ ศักดิ์เกรียงไกร ลูกศิษย์ของอาจารย์ฉัตรทิพย์เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า “…อาจารย์สั่งให้อ่าน Capital ยากมาก พี่อ่านไป ร้องไห้ไป…”

อีกผลงานเด่นของอาจารย์ฉัตรทิพย์คือ ‘เศรษฐกิจหมู่บ้านไทยในอดีต’ ซึ่งใช้เวลาทำวิจัยภาคสนามต่อเนื่องนาน 6 ปี โดยเดินทางร่วมกับลูกศิษย์ปริญญาโทหลายคนและเพื่อนชาวต่างชาติ ไปยังหมู่บ้านกว่า 200 หมู่บ้าน ได้คุยกับผู้เฒ่าผู้แก่ ชาวบ้านทั่วไทย อาจารย์ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา ลูกศิษย์ที่ช่วยอาจารย์ฉัตรทิพย์เก็บข้อมูล ค้นคว้าหนังสือเก่าในช่วงนั้นและยังช่วยผลักดัน ทำละครเวทีเรื่อง ‘จำกัด พลางกูล : เพื่อชาติ เพื่อ Humanity’ ละครเวทีเรื่องแรกที่อาจารย์ฉัตรทิพย์เป็นทั้ง โปรดิวเซอร์และนักแสดง[15] เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า“…เวลาเขียนหนังสือเล่มนี้ อาจารย์เครียด เขียนและเรียบเรียงยากมาก เนื่องจากข้อมูลถอดเทปสัมภาษณ์มีมาก แล้วยังต้องเขียนวิเคราะห์ด้วยทฤษฎีที่ยาก ต้องใช้ภาษาง่ายๆ สั้น กระชับ…”

ไม่เพียงใช้เวลานานในการเขียนเท่านั้น กว่าจะเป็นหนังสือเล่มนี้ อาจารย์ยังฝังตัวอ่านเอกสารเก่าในห้องสมุด หอจดหมายเหตุ เดินทางทั่วไทยและไปคุยกับปัญญาชนชั้นแนวหน้าหลายคนในหลายประเทศ ด้วยความอุตสาหะทุ่มเท และที่สำคัญอาจเรียกได้ว่าเป็นการต่อสู้ทางความคิด ทำสงครามทางอุดมการณ์ต่อทฤษฎีสังคมศาสตร์ที่ยังคงเป็นที่ถกเถียง และมี ค่ายความคิด มีแก็งผูกขาดอุดมการณ์ทั้งในมหาวิทยาลัยและบนเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งต่างยังแข่งขันและต่อต้านซึ่งกันและกันเข้มข้น จากการศึกษาของลูกศิษย์คนสำคัญอย่าง พรพิไล เลิศวิชา เธอวิเคราะห์ว่า อาจารย์ฉัตรทิพย์อ่านงานของพระยาอนุมานราชธน หรือเสฐียรโกเศศ และศรัทธาในวิธีการศึกษาที่ไม่ยึดติดอยู่กับแบบแผนการศึกษาใด นอกจากนี้อาจารย์ยังศึกษาไปทุกปริมณฑลแห่งขุมความรู้โดยเฉพาะในโลกตะวันตก และอาจารย์ก็ยังรู้จักงานของหลวงวิจิตรวาทการก่อนที่จะอ่านงานของพระยาอนุมานราชธนโดยละเอียดเสียอีก[16]

อาจารย์ฉัตรทิพย์เล่าว่า “…อ่านงานของหลวงวิจิตรวาทการละเอียดตั้งแต่ช่วงมัธยมศึกษา ส่วนงานพระยาอนุมานราชธนอ่านตอนอายุ 30 กว่า…”

ครั้นผลิตงานด้วยกรอบทฤษฎีมาร์กซิสต์ แต่วิพากษ์ชนชั้นกระฎุพี ในบริบทสังคมไทยหลังสยามลงนามสนธิสัญญาเบาว์ริง พ.ศ. 2398 ที่ทำให้ไทยต้องเปิดประเทศและตกอยู่ภายใต้ระบบทุนนิยมโลกแล้ว อาจารย์ฉัตรทิพย์และลูกศิษย์จำนวนหนึ่งได้เสนอว่า สังคมไทยขาดกระฎุมพีอิสระแบบสังคมอุตสาหกรรมตะวันตกที่เป็นพลังหลักเปลี่ยนสังคมเป็นทุนนิยมเสรี กระฎุมพีสยามคือนายทุน นายหน้า (comprador) ไม่สามารถประดิษฐานทุนนิยมเสรีในสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามได้ แต่กลับสวามิภักดิ์ต่อระบบศักดินาสยาม

ต่อมาอาจารย์ฉัตรทิพย์และลูกศิษย์ยังศึกษาแล้วสรุปว่า หมู่บ้านช่วงนั้นไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกับทฤษฏีกึ่งเมืองขึ้น กึ่งศักดินา (Semi-Colonialism Semi Feudalism) ของจิตร ภูมิศักดิ์ ในงาน ‘โฉมหน้าของศักดินาไทยในปัจจุบัน’ [17] และอรัญญ์ พรหมชมพู ในงาน ‘ไทยกึ่งเมืองขึ้น’[18]ซึ่งเป็นงานที่วิพากษ์ระบบศักดินาไทยและจักรวรรดินิยม และเป็นผลงานอันทรงพลังช่วงทศวรรษ 2500 ที่ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2616

ก่อนและหลัง 14 ตุลาคม 2516 ดร.แพทริก โจรี (Patrick Jory) นักวิชาการประวัติศาสตร์และไทยศึกษาชาวออสเตรเลีย ยกย่องผลงานของอาจารย์ฉัตรทิพย์และคณะต่อประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทย สำนักเศรษฐศาสตร์การเมือง ที่อาจารย์ฉัตรทิพย์ร่วมกับเพื่อนร่วมงานและลูกศิษย์จัดตั้งขึ้น ซึ่งช่วยสร้างที่มั่นประวัติศาสตร์มาร์กซิสต์ในมหาวิทยาลัยไทย ซึ่งแม้ว่าจะไม่อาจแทนที่ประวัติศาสตร์นิพนธ์รอยัลลิสต์ ซึ่งตั้งมั่นเป็นกระแสหลักของประวัติศาสตร์ไทยได้ แต่ก็สามารถสร้างแรงท้าทายได้ไม่น้อย [19]

เมื่องานเศรษฐกิจหมู่บ้านไทยในอดีตได้รับการตีพิมพ์ พ.ศ. 2527 อาจารย์ฉัตรทิพย์เสนอเรื่องการพึ่งตัวเองของหมู่บ้าน ในเศรษฐกิจหมู่บ้านไทย ซึ่งทำให้หมู่บ้านสามารถรอดพ้นจากการคุกคามของทุนนิยมและอิทธิพลตะวันตก รวมทั้งการปล้นสดมภ์ของรัฐศักดินา จนเกิดแรงปะทะทางทฤษฎีวิเคราะห์สังคมไทยมากทั้งจากนักวิชาการในมหาวิทยาลัยและจากฝ่ายยุทธศาสตร์ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย กลายเป็นช่วงระยะเวลาที่ข้อถกเถียงสำคัญในหมู่นักวิชาการและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองเกิดขึ้น อย่างเรื่องที่ว่าสังคมไทยเป็นทุนนิยมหรือเป็นสังคมกึ่งเมืองขึ้น กึ่งศักดินา กันแน่ ข้อถกเถียงนี้เป็นวิวาทะยาวนานมากกว่า 30 ปี เพราะฝ่ายชี้นำการเคลื่อนไหวของปวงชนต่อการเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าของสังคมไทย ต้นปี 2525 มีบทความสำคัญของผู้ใช้นามว่า กลุ่มวิจัยสังคม 25เสนอความเห็นว่า สังคมไทยยังเป็นกึ่งเมืองขึ้น กึ่งศักดินา

วิวาทะที่เกิดขึ้นนับว่าใหญ่มาก โดยฝ่ายซ้ายไทยหลังการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยนับตั้งแต่กลางทศวรรษ 2520 หรือที่ถูกขนามนามว่า ‘ป่าแตก’ วิจารณ์ว่า ทัศนะของอาจารย์ฉัตรทิพย์และคณะกลายเป็นพันธมิตรกับอดีตศัตรูคือกลุ่มรอยัลลิสต์ไปโดยปริยาย

อย่างไรก็ตาม วิวาทะแห่งวิวาทะยังไม่สิ้นสุด แต่ทอดยาวอย่างดุดัน และอีกด้านก็สะท้อนพลังความคิดของสำนักคิดที่อาจารย์ฉัตรทิพย์มีส่วนประกอบสร้างขึ้นมาด้วย

อ่านตอนแรกได้ที่ ฉัตรทิพย์ นาถสุภา: ชีวิตและผลงาน

อ่านตอนที่สองได้ที่ ฉัตรทิพย์ นาถสุภา: ชีวิตและผลงาน (2)

[1] อาจารย์ฉัตรทิพย์ เล่าว่า ศ.ดร.ลิขิต ธีระเวคิน ซึ่งเป็นอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และร่วมงานในสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทยสมัยนั้น ได้มาสอบถามว่า เนื่องจาก The Ford Foundation ประจำประเทศไทยมีทุนวิจัยให้ทำเรื่องประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย อาจารย์สนใจไหม อาจารย์ฉัตรทิพย์ตอบว่าสนใจครับ แล้วอาจารย์ ฉัตรทิพย์ก็ได้รับทุนนี้มาทำวิจัย ในที่สุดออกมาเป็นหนังสือ The Political Economy of Siam สองเล่ม

[2] ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, ประสบการณ์การทำวิจัยด้านประวัติศาสตร์เศรษฐกิจในประเทศไทย, ประชาคมวิจัย 21 ปีที่ ฉบับที่ 122 กรกฎาคม-สิงหาคม 2558 : 41-42.

[3] รศ.ดร.มนตรี เจนวิทย์การ ขณะนั้นเป็นอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์มนตรีเป็นเพื่อนสนิทของอาจารย์ฉัตรทิพย์ที่ผูกพันกันมานาน อาจารย์ฉัตรทิพย์มักเรียกชื่ออาจารย์มนตรีว่า ‘ตรี’ อย่างสนิทสนม อาจารย์มนตรีเป็นนักรัฐศาสตร์สนใจด้านทฤษฎีทางสังคม เรียนจบจาก University of Chicago สหรัฐอเมริกา เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีชื่อเสียงและสอบเข้ายากและเรียนจบยาก ปริญญาตรีก็ใช้เวลาเรียนถึง 6 ปี ต่างจากมหาวิทยาลัยอเมริกันทั่วไป แม้แต่คนอเมริกันก็ยังสอบเข้าไปเรียนยาก คณาจารย์ของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ได้แก่นักปรัชญาที่ได้รับรางวัลโนเบลคือ Bertrand Russell นักปรัชญาและทฤษฎีการเมือง Hannah Adrendt นักปรัชญาและทฤษฎีการเมืองที่โด่ดดัง และ Leo Strauss เป็นต้น

[4] พรพิไล เลิศวิชา, ฉัตรทิพย์ นาถสุภา 60 ปีแห่งความคิดและที่มา, การสัมมนาของศูนย์เศรษฐศาสตร์การเมืองเรื่อง “สืบสานความคิด 60 ปี ฉัตรทิพย์-ปรีชา” วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2544 เวลา 9.00-17.00 น ณ ห้องประชุมจุมภฏ-พันธ์ทิพย์ อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย : 12.

[5] ศาสตราจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

[6] ดร.สังศิต อดีตอาจารย์ประจำ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันเป็นวุฒิสมาชิก

[7] พรพิไล เลิศวิชา, ฉัตรทิพย์ นาถสุภา 60 ปีแห่งความคิดและที่มา, การสัมมนาของศูนย์เศรษฐศาสตร์การเมืองเรื่อง ‘สืบสานความคิด 60 ปี ฉัตรทิพย์-ปรีชา’ วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2544 เวลา 9.00-17.00 น ณ ห้องประชุมจุมภฏ-พันธ์ทิพย์ อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย : 12-13.

[8] ผู้เขียนได้ฟังจากอาจารย์ที่ร่วมเดินทางไปภาคสนามในจังหวัดภาคอีสาน สมัยผู้เขียนยังเป็นนิสิตปริญญาโท ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพ.ศ. 2526

[9] ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, ประสบการณ์การทำวิจัย ด้านประวัติศาสตร์เศรษฐกิจในประเทศไทย, ประชาคมวิจัย ปีที่ 21 ฉบับที่ 122 กรกฏาคม-สิงหาคม :2558 45.

[10] เพิ่งอ้าง

[11] พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2518 จำนวน 3,000 เล่ม

[12] จดหมายอาจารย์ ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ถึงอุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ 7 มิถุนายน 2566

[13] ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, ประสบการณ์การทำงานวิจัย ด้านประวัติศาสตร์เศรษฐกิจในประเทศไทย, ประชาคมวิจัย ปีที่ 21 ฉบับที่ 21 กรกฎาคม-สิงหาคม 2558 : 45.

[14] เพิ่งอ้าง.,

[15] “…ผมเขียนเรื่องจำกัด พลางกูรเสร็จตั้งแต่ปี 2549 เคยเสนอให้ทำละครโทรทัศน์ แต่ยังไม่สำเร็จ จนถึงปี 2556 จึงได้คุยกับลูกศิษย์ว่าจะทำเป็นละครเวที และมาจนถึงปีนี้ก็จะมีคนทำ แต่ผมไม่ได้ช่วยและเพราะไม่ไหว เพียงให้บทไปแล้วสนับสนุน…” สัมภาษณ์ ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ผู้บันทึกประวัติศาสตร์ ‘จำกัด พลางกูร’ บุคคลหลังม่านขบวนการเสรีไทย ThaiPublica 11 ตุลาคม 2014

[16] พรพิไล เลิศวิชา, ฉัตรทิพย์ นาถสุภา 60 ปีแห่งความคิดและที่มา, การสัมมนาของศูนย์เศรษฐศาสตร์การเมืองเรื่อง ‘สืบสานความคิด 60 ปี ฉัตรทิพย์-ปรีชา’ วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2544 เวลา 9.00-17.00 น ณ ห้องประชุมจุมภฏ-พันธ์ทิพย์ อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย : 13.

[17] พิมพ์ครั้งแรกเป็นบทความชื่อ ‘โฉมหน้าของศักดินาไทยในปัจจุบัน’ ในหนังสือ ‘นิติศาสตร์รับศตวรรษใหม่’ ของนักศึกษาธรรมศาสตร์เมื่อ พ.ศ. 2500 จิตร ภูมิศักดิ์ใช้นามปากกาว่า สมสมัย ศรีศูทรพรรณ

[18] อรัญญ์ พรหมชมภูเป็นนามแฝงของ อุดม ศรีสุวรรณ ซึ่งเขียนงานให้แก่หนังสือพิมพ์ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2493

[19] แพทริก โจรี (เขียน) จิรวัฒน์ แสงทอง (แปล), สงครามประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทย การต่อสู้ของสถาบันกษัตริย์ในประวัติศาสตร์ใหม่, ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 8 ฉบับที่ 1 มกราคม-กันยายน 2553 : 101.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...