เกิดใหม่ครั้งนี้ผมจะไม่ร้าย#มู่หยางเป็นคนดี
ข้อมูลเบื้องต้น
นิยายเรื่องนี้เป็นหนึ่งในเชตโชคชะตารักโลกคู่ขนาน มีทั้งหมดสิบสามเรื่อง รหัส[00]-[12]
เรื่องนี้รหัส03
เพื่อความสงบสุขในชีวิตมู่หยางตัดสินใจจะเป็นคนดี แม้บ้านใหม่ของเขาจะมีชีวิตที่ลำบาก ย่ากับป้าเป็นอสรพิษ ก่อนจากกันกูขอเผาบ้านมึงก่อนเถอะอี้เหี้ย ยังยืนยันคำเดิมมู่หยางในโลกใบใหม่นี้คือคนดี
"ระบบ พอฉันออกจากบ้านไปสักสิบนาที แกจุดไฟเผาห้องครัวเลยนะ"เมื่อเก็บข้าวของที่มีอยู่น้อยนิดใส่กระเป๋าก็หันไปหาระบบที่ลอยอยู่
มู่หยางจะไม่ทน เขาเคยอ่านนิยายแนวนี้มามากก็จริง แต่จะให้ทำตามเหรอ ใครทำแบบนั้นก็โง่เต็มทน แก้แค้นวันนี้สะใจวันนี้จะรออนาคตทำไม
นี่คือสโลแกนการเป็นนักเลงของมู่หยาง
[ไหนบอกจะเป็นคนดี]ระบบงงเล็กน้อย ความเป็นคนดีของโฮสต์มันอยู่ตรงไหนกัน เห็นระบบเป็นเบ๊แล้วจะสั่งให้ทำอะไรก็ได้นะเหรอ
"แกไม่เห็นเหรอว่าสถานการณ์บังคับอ่ะ ถ้าฉันออกจากบ้านนี้ ฉันเป็นคนดีแน่ๆ"มู่หยางพูดด้วยความมั่นใจ เขาจะเป็นคนดีแน่ๆแต่รอก่อนได้ไหมล่ะ
บทนำ
ผลัวะ เสียงกำปั้นหนักๆกระแทกเข้าที่ริมฝีปากจนมุมปากมีเลือดไหลซึม มู่หยางแสยะยิ้มเมื่อศัตรูล้มลงไปกองที่พื้น มือที่เปื้อนไปด้วยเลือดล้วงผ้าเช็ดหน้าสีชมพูขึ้นมาเช็ดท่ามกลางสายตานับสิบ
"ต้องให้กูบอกว่าครั้ง ว่ากูไม่รู้จักเมียมึง อย่าโทษที่กูหน้าตาดี โทษที่ควยมึงเล็กจนรั้งอีกฝ่ายไม่อยู่จะดีกว่า"มู่หยางตบซีกแก้มขวาอีกฝ่ายด้วยหลังมือเบาๆก่อนจะใช้เท้าเหยียบที่กลางหน้าอกแล้วเดินจากไป
หนึ่งในลูกน้องของมู่หยางยื่นเสื้อคลุมสีดำ ลูกพี่คนเก่งตวัดมันไว้บนบ่าแล้วกวักมือให้ลูกน้องนับสิบสลายตัว
"ลูกพี่ไปร้านเกมกันไหม"หนึ่งในลูกกระจ๊อกของมู่หยางเอ่ยขึ้น
"แม่งเล่นเป็นแต่เกมรึไง กูมีการมีงานทำ"ฝ่ามือตวัดเข้าที่หัวดังป๊าบเสียงดังสนั่นพร้อมหัวสั่นเล็กน้อย
"ลูกพี่จะทำอะไร"ไอ้ลูกน้องหมายเลขสองเดินมาถาม
"อ่านหนังสือ"มู่หยางตอบด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง แม้จะเป็นอันธพาลแต่มู่หยางก็รักการอ่าน
"แต่ลูกพี่เรียนห่วยนะครับ"
"ห่วยพ่องมึงสิ ครูแม่งให้คำถามไม่ตรงคำตอบกูเอง แล้วอีกอย่างเรียนห่วยแล้วรักการอ่านไม่ได้รึไง"มู่หยางอยากจะไล่กระทืบเรียงตัวเสียจริง ไอ้พวกที่เอาแต่เล่นเกม แม่งได้คะแนนมากกว่ากูอีก
"ครับๆ"หลังจากที่เดินแยกย้ายกันออกมา มู่หยางก็ตรงกลับเข้าห้อง มุมหนึ่งของห้องนอนมีโต๊ะวางหนังสือตั้งอยู่ บนโต๊ะเองก็มีคอมพิวเตอร์พร้อมกับหนังสือวางอยู่
ภายในห้องนอนของมู่หยางมีหนังสือเต็มไปหมด ยิ่งช่วงนี้ติดนิยายแนวเกิดใหม่ในยุคต่างๆก็ยิ่งชอบ หมวดหมู่หนังสือคือBLเสียส่วนใหญ่
"เชี่ย"มู่หยางที่อ่านนิยายจบปิดนิยายลงก็พบกับก้อนกลมสีขาวดวงตาสีม่วงมีปากคล้ายแมวแต่ไม่มีจมูก เรียกง่ายๆว่าทั้งตัวกลมๆมีแค่ตาสองข้างกับปากเท่านั้น
"มึงเป็นตัวเชี่ยไรเนี่ย อ๊ากกก"มู่หยางปัดเจ้าก้อนกลมจนกระเด็นไปไกลจากนั้นก็กรีดร้องเมื่อเจ้าก้อนนั้นลอยกลับมาที่เดิม
[สวัสดีโฮสต์ ฉันเป็นผู้ช่วยของคุณ คุณจะตายในเร็วๆนี้แล้วฉันจะพาคุณไปเกิดใหม่ในโลกคู่ขนาน]
มู่หยางได้ฟังก็ยิ้มเหี้ยมยกกำปั้นขึ้นแล้วต่อยเจ้าก้อนกลมที่บังอาจมาแช่งว่าจะตายในเร็วๆนี้แต่ทว่าเจ้าก้อนกลมไม่ได้แข็งอย่างที่คิดมันอ่อนยวบลงไปตามแรง
[เอาไว้โฮสต์อารมณ์ดี เราค่อยเจอกัน]น้ำเสียงโมโนโทนดังขึ้นก่อนที่ร่างกลมๆจะหายไป มู่หยางเสยผมที่ปรกหน้าผากขึ้นแล้วหัวเราะออกมา
"แม่ง อ่านนิยายจนหลอนแน่ๆ"มู่หยางพยายามปลอบใจตัวเองก่อนจะอาบน้ำนอน ตลอดทั้งคืนมู่หยางเอาแต่พลิกตัวไปมาเพราะดันไปคิดมากกับคำพูดนั้นเสียได้
และแล้วช่วงเวลาแห่งความตายก็มาถึง มู่หยางมองลูกปืนที่ฝังกลางอก ใบหน้าหล่อเหลามองศัตรูที่หน้าเละถือปืนมายิงแล้วตะโกนด่า
"ยิงหาแม่มึงเหรอ ไอ้เหี้ย"นั่นคือคำพูดเฮือกสุดท้ายก่อนที่ร่างหนักอึ้งจะฟุบลงกับพื้น สติที่ยังไม่เลือนหายได้ยินเสียงพูดที่ดังเข้ามาในหู
"ไอ้ลูกเหี้ย มึงยิงคนได้ยังไง"เป็นเสียงผู้หญิงวัยกลางคนน้ำเสียงกระหืดกระหอบ
"แม่"ศัตรูคู่อาฆาตตะโกนเสียงดังด้วยความตกใจ
มู่หยางพยายามใช้แรงเฮือกสุดท้ายยิ้มเยาะเย้ยออกมา แม่ง…มันยิงหาแม่มันจริงด้วย สมน้ำหน้าจริงๆป่านนี้คงโดนดีดจู๋ไปแล้วแน่ๆ
ระบบตัวกลมส่ายหัวอย่างเอือมระอาก่อนจะพาวิญญาณนักเลงไปสู่โลกใบใหม่
มู่หยางพยายามลืมตาที่หนักอึ้งของตัวเองหน้าผากกว้างรับรู้ถึงความเปียกชื้นที่ทำให้รู้สึกหนาวจนตัวสั่น ใบหูพยายามแยกแยะเสียงที่ได้ยิน
แม้แต่นรกก็ยังวุ่นวาย เสียงคล้ายป้าข้างบ้านที่ชอบเสือกดังขึ้น
"แค่ให้ไปซักผ้าแค่นี้ทำเป็นสำออย"เสียงแว้ดเหมือนแดกแก้วเข้าไป เอ่ยหนึ่งครั้งสั่นสะเทือนถึงขี้หูให้ลุกขึ้นเต้นระบำ
"พี่สะใภ้ มู่หยางตกน้ำเพราะเสี่ยวหนิงเป็นคนผลัก คนที่ซักผ้าแถวลำธารเองก็เห็น"น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความร้อนใจแต่ก็ยังมีความยำเกรงอีกฝ่ายอยู่ในที ถ้าเป็นเขาหน่อยคงต่อยอีกฝ่ายปากแตก
"จือหนิงไม่ได้ตั้งใจ แกจะอะไรกับหลานนักหนา ไปเลยนะนังสะใภ้ขี้เกียจไปทำกับข้าวไม่ใช่มาดูแลไอ้เกอสำออยนี่"เสียงเหมือนยายแก่ในนิทาน คล้ายๆแม่มดที่ทำยาพิษเก่ง
"แม่ ทำไมพูดกับเมียผมแบบนั้น ลูกผมก็ป่วยอยู่ เงินที่ผมหาได้ต่อปีไม่ต่ำกว่าร้อยหยวนทำไมแม่ไม่ยอมให้ผมพามู่หยางไปหาหมอ"
"มันยังไม่ตายสักหน่อย น้องแกหลานแกก็ยังเรียนหนังสืออีกจำนวนมาก ฉันจะไปมีเงินเหลือได้ยังไง"
"ได้งั้นพวกแกดูแลมันไป สะใภ้สามไปทำกับข้าวกับปลาเดี๋ยวนี้"
เสียงผ่อนลมหายใจผสมกันสามคน มู่หยางสัมผัสถึงฝ่ามือใครบางคนลูบที่ศีรษะแผ่วเบา
"ฮวาผมขอโทษนะ ที่ดูแลคุณกับลูกไม่ดี"
"ฉันเข้าใจ"
มู่หยางอยากจะกลอกตาใส่สักร้อยรอบ เจอเหตุการณ์แบบนี้แค่ขอโทษแล้วอีกคนก็เข้าใจนี่มันอะไรกัน ถ้าเป็นเขาหน่อยนะฟาดปากแตกไปแล้ว
แก่แล้วไง ผู้หญิงแล้วไง สำหรับมู่หยางไม่พอใจใครก็ฟาดปากได้ทั้งนั้นแหละ
"พ่อกับแม่ไปพักเถอะ ผมดูแลน้องเอง"เสียงผู้ชายในวัยแตกหนุ่มดังขึ้นข้างๆ มู่หยางรับรู้ได้ทันทีว่าในห้องนี้นอกจากเขาก็มีพ่อ แม่กับพี่ชาย
[สวัสดีโฮสต์ คุณอารมณ์ดีรึยัง]ระบบตัวกลมกะพริบตาปริบๆมองโฮสต์ผู้แสนสงบปากสงบคำทั้งๆที่ตอนนี้ควรลุกขึ้นมาอาละวาดแล้วแท้ๆ
มู่หยางขมวดคิ้วตอบกลับเจ้าตัวกลมในใจว่า อารมณ์ดีเตี่ยแกสิ
[โอเค โฮสต์ยังอารมณ์ไม่ดี งั้นเดี๋ยวมาใหม่]
ระบบรู้สึกน้อยใจเป็นอย่างมาก ทำไมมันถึงตกระกำลำบากเช่นนี้ ทำไมโฮสต์ของมันถึงร้ายกาจเอามากๆ
มู่หยางที่นอนนิ่งๆได้แต่ครุ่นคิด ที่เขาตายเร็วอาจจะเป็นเพราะเขาทำความชั่วมาโดยตลอดจนต้องถูกเจ้าตัวกลมพามาจองจำถึงที่นี่
บางทีถ้าโลกนี้เขาเป็นคนดีขึ้นมา เขาอาจจะหลุดพ้น
"พี่ขอโทษนะมู่หยาง ถ้าพี่ทำงานหนักกว่านี้คงมีเงินพาน้องไปหาหมอ"มู่หยางรับรู้ถึงสัมผัสแผ่วเบาข้างแก้มก่อนจะถอนหายใจทิ้งออกมา
บางทีการเป็นคนดีอาจจะไม่ยากเท่าไหร่
"นังสะใภ้ขี้เกียจถ้าแกไม่ต้องดูแลไอ้เกอนั่นก็ไปช่วยสะใภ้สามทำกับข้าวเดี๋ยวนี้"มู่หยางขมวดคิ้ว รอกูหายก่อนเถอะนังแก่ มึงโดนแน่!
ไม่ได้สิ ชาตินี้เขาจะต้องเป็นคนดี ไม่งั้นตายเร็วเหมือนชีวิตที่แล้วแน่นอน ถ้าเจ้าตัวกลมกลับมาเขาจะพูดกับอีกฝ่ายดีๆเช่นกัน
คนที่นอนจับไข้อยู่หลับลงไปอีกครั้งทำให้มู่เกอผู้เป็นพี่ชายเดินออกไปด้านนอก
"พ่อขอโทษนะลูก"มู่กังเอ่ยกับลูกชายซ้ำสายตายังทอดมองบุตรชายคนเล็กที่นอนนิ่งบนเตียง
"ช่างเถอะครับ นี่ไม่ใช่ครั้งแรก"มู่เกอตอบกลับก่อนจะผละออกไปจัดการซักผ้าที่เหลือแทนน้องชายที่นอนไม่ได้สติ
"ถ้าผมมีความกล้ามากกว่านี้"น่าเสียดายที่เขาเป็นคนขี้ขลาดและรักบิดาเกินกว่าจะแยกบ้าน
[สวัสดีโฮสต์ คุณดูอารมณ์ดีแล้ว ใช่ไหม?]ระบบพยายามขายความน่ารักเมื่อโฮสต์ของมันตื่นขึ้นมา
"แน่นอนฉันจะเป็นคนดี"มู่หยางเอ่ยอย่างหนักแน่น ซึ่งระบบก็ไม่เข้าใจว่าเกี่ยวอะไรกับคนดีก็ตาม
ส่วนมู่หยางก็ตั้งมั่นว่าโลกนี้ ชีวิตนี้เขาจะเป็นคนดีให้ได้แม้มันอาจจะยากก็ตาม
[โอเคผมคือรหัส03เป็นระบบโชคชะตารักโลกคู่ขนาน เพราะงั้นผมขอบอกภารกิจของโฮสต์เลยนะ]
[ภารกิจ:โชคชะตารักโลกคู่ขนาน ภายในสิบปีโฮสต์กับ***แต่งงานกัน]
"แม่ง นี่มันเชี่ยอะไรเนี่ย ไอ้ระบบแกอยากตายใช่ไหม!"มู่หยางโมโหในฐานะนักอ่านระดับยอดพีระมิด ทำไมจะไม่รู้ว่าเกอนั่นหมายถึงอะไร
นอกจากนี้หมายความว่าจากรุกอย่างเขาต้องมาเป็นรับให้คนอื่นเรอะ ไหนจะท้องได้อีก โลกบัดซบ ชีวิตบัดซบ
[ไหนบอกจะเป็นคนดี]ระบบรู้สึกเหนื่อยมากเลยนะ
***มู่หยางคนดีกับระบบ
1.พร้อมเป็นคนดี แต่รอไปก่อน
มู่หยางที่หยุดโมโหก็เริ่มอ่านรายละเอียดของโลกใบนี้ที่ระบบส่งให้
โลกใบนี้คล้ายยุคแปดสิบเก้าสิบของจีนในด้านการศึกษารวมทั้งค่าเงินที่ใช้หน่วยเล็กเป็นเหวินหน่วยหลักเป็นหยวน เงินเดือนขั้นต่ำของแต่ละคนจะอยู่ที่ยี่สิบหยวน
ภาษาที่ใช้ก็เป็นภาษาโลกเดิม จักรวรรดิที่เขาอยู่ใช้ภาษาจีนเป็นหลัก แต่ตอนนี้เริ่มใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารกับจักรวรรดิข้างเคียง
และที่สำคัญโลกนี้ผสมแฟนตาซีภูตพิเศษที่ทุกคนสามารถสร้างออกมาได้จากเจตจำนงของตัวเอง
บางคนใช้เวลาไม่นานก็มีภูตเป็นของตัวเอง แต่บางคนใกล้ตายก็ยังไม่สามารถทำได้
ภายในตระกูลมู่เองก็มีคนที่มีภูตแต่น่าเสียดายข้อมูลที่ระบบมอบให้นั้นซับซ้อนจนน่าปวดหัว นี่มันไม่ต่างกับนิยายแนวทะลุมิติที่เคยอ่านเลยสักนิด
ในยุคปฏิวัติหลายสิบปีก่อนตระกูลมู่จากเมืองหลวงแตกแยกสาขาเพื่อความอยู่รอดของลูกหลาน ตระกูลมู่ของมู่หยางเป็นสายรองที่แยกมาจากสายหลัก
ปู่รองคนปัจจุบันรอคอยที่จะได้กลับเมืองหลวง มีลูกทั้งหมดห้าคนพ่อของมู่หยางชื่อมู่กังเป็นลูกคนรอง เรียกง่ายๆว่าเป็นคนทำงานหนักเสียสละเพื่อเหล่าพี่น้องโดยแท้จริง
รวมทั้งอามู่คุน เป็นลูกคนที่สามของปู่รองที่ทำงานไม่ต่างกับมู่กัง มีลูกชายหนึ่งคน
ทั้งสามคนรวมพี่ชายคนโตเป็นลูกชายของปู่รองกับภรรยาคนแรกที่เสียชีวิตไปแล้ว และยังมีลูกชายกับลูกสาวอย่างละคนกับภรรยาปัจจุบันซึ่งก็คือย่าที่ส่งเสียงแว้ดๆในตอนแรก
ภรรยารองคนนี้รักลูกชายคนโตเพราะรู้ว่าปู่รองรักและฝากความหวังไว้กับลูกชายคนโต และรักลูกชายกับลูกสาวของตัวเอง
มู่หยางมองความสัมพันธ์จนตาลาย ในฐานะคนที่ขี้เกียจไหนเลยจะอ่านจนถึงต้นตระกูล แค่รับรู้ความในใจของปู่รองเป็นอันพอ
"มู่หยาง น้องเป็นยังไงบ้าง"เจ้าของชื่อมองผู้พูด ก่อนจะเริ่มสำรวจมู่เกอที่เป็นพี่ชายยามนี้อายุยี่สิบปีที่ไม่ได้ศึกษาต่อแต่ออกมาทำงานเพื่อส่งทั้งเขาและลูกหลานคนอื่นๆเรียน
ใบหน้าหล่อเหลาคมคายแต่ทว่าร่างกายไม่ได้ดูกำยำสุขภาพดี แววตาทอประกายความอ่อนโยน แต่จนถึงตอนนี้ก็ไม่มีผู้หญิงหรือเกอคนไหนคิดจะคบหากับมู่เกอ
"พี่ ผมอยากไปจากที่นี่"มู่หยางมองพี่ชายตัวเองอย่างคาดหวัง
"น้องก็รู้ว่าทำไม่ได้ เราจะทิ้งพ่อแม่ไปได้อย่างไง"มู่เกอส่ายหน้านั่งลงข้างๆใช้ฝ่ามือหยาบกร้านจากการทำงานหนักลูบเส้นผมสีน้ำตาลสวย
"แต่ผมเกือบตายเลยนะ ทั้งหายใจไม่ออก ทั้งทรมาน"มู่หยางกลั้นสะอื้นหมดมาดนักเลงในวันวาน มีเพียงมู่หยางการละครทำให้มู่เกอโอบกอดน้องชายในอ้อมแขน
"ผมจะหาวิธีทำให้เรากับบ้านสามออกไปจากที่นี่ พี่มู่ตงเองก็คงอยากไปแน่ๆ"มู่หยางนึกไปถึงลูกชายของมู่คุนที่ทำงานหนักแบบเดียวกับพี่ชายของเขา
"เอาเถอะ พี่จะช่วยน้องเอง"เมื่อพี่ชายรับปาก เพียงแค่นี้มู่หยางก็พอใจ เพราะการแยกบ้านตัดขาดถาวรนั้นทำได้อย่างง่ายดาย
หลายวันที่มู่หยางใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ มันค่อนข้างจะสงบสุขถ้าเทียบกับโลกที่แล้ว อย่างน้อยมันก็เงียบจนกระทั่ง
"กรี๊ดดดด"เสียงกรีดร้องของมู่จือหนิงบุตรคนที่สามของลุงมู่หยางดังขึ้น
"จือหนิงเกิดอะไรขึ้น"เสียงกระวนกระวายของป้าดังขึ้นลั่นบ้าน ตามด้วยเสียงยายเฒ่าที่ตามกันไปโอ๋ให้กับเด็กสาวที่ลื่นล้มในห้องน้ำด้วยฝีมือมู่หยางที่ไม่ว่าใครก็จับไม่ได้
ตราบใดที่มีการเตะเข้าที่เอ็นใสที่มู่หยางขึงไว้ จะทำให้เอ็นใสกระชากม้วนตัวเก็บคล้ายตลับเทป
แน่นอนว่าความสำเร็จนี้มู่หยางได้ข่มขู่ระบบให้เข้าร่วมเรียบร้อย
มู่หยางจะเป็นคนดีแน่นอน แต่รอก่อนแล้วกัน
"ฮือออ อีกแล้วแม่ หนูมั่นใจว่าเตะอะไรบางอย่างจริงๆ"
"โอ๊ะโอ จือหนิงเธอผลักคนอื่นอีกรึเปล่า ถ้าไปทำใครตายไม่แน่เขาจะมาเอาคืนนะ"มู่หยางพูดด้วยสีหน้าเป็นกังวลซ้ำยังเห็นอกเห็นใจ ด้วยนิสัยดั้งเดิมไม่สู้คนทั้งยังอ่อนแอทำให้มู่หยางทำอะไรได้สะดวกขึ้น
เพราะไม่มีใครสงสัยไงละ รวมทั้งการทำงานบ้านทุกอย่างที่ทำให้มู่หยางรับรู้ถึงตำแหน่งที่ซ่อนสิ่งต่างๆ
"หุบปาก ไอ้เด็กเลว ออกไปเลยนะ"จางลี่สะใภ้แสนสูงศักดิ์จากเมืองหลวงที่แต่งให้กับบุตรชายคนโตของปู่รองตวาดลั่น จนมู่หยางตัวสั่นน้ำตาคลอ
"แล้วน้องผมพูดผิดตรงไหน สายเลือดเดียวกันยังผลักตกน้ำได้เลย"มู่เกอเดินมาด้านหน้าดันน้องชายให้อยู่ด้านหลัง
"เงียบกันให้หมด มู่เกอพาน้องแกออกไป"เสียงปู่รองดังขึ้นทำให้ไม่มีใครกล้าพูดอะไร มู่เกอพยักหน้าก่อนจะจับมือน้องชายให้กลับห้อง
"ลูก"ยามที่มารดาเข้าใกล้ มู่หยางเดินหนีทันที เขาบอกกับพี่ชายไว้แล้วว่าเราจะไม่สนใจพ่อแม่ อย่างน้อยก็ทำให้พวกเขารู้ว่าเราทั้งคู่ไม่พอใจ
เขากตัญญูต่อปู่แล้วเขาไม่รักที่เราเป็นลูกรึไง สุดท้ายพี่ชายก็พยักหน้า คงเพราะมู่หยางย้ำเรื่องความทรมานที่เกือบตายซ้ำๆให้มู่เกอฟัง
"ฮวา"มู่กังเอื้อมมือแตะแผ่นหลังภรรยา
"ฉันไม่เป็นอะไร ฉันคงเป็นแม่ที่ไม่ได้เรื่อง ลูกคงผิดหวังที่ปกป้องพวกเขาไม่ได้"แต่มันคือเรื่องจริง ในเมื่อสามียังคงเลือกพ่อก่อนอันดับแรก แล้วคนที่แต่งเป็นภรรยาเข้าบ้านฝ่ายชายจะกล้าขัดใจอีกฝ่ายได้ยังไง
"รวมทั้งคุณด้วย"และนี่เป็นครั้งแรกที่ทำให้เจียวฮวาตอบกลับชายคนรักก่อนจะสะบัดตัวออกมุ่งหน้าไปยังห้องครัวเพื่อทำอาหารเหมือนทุกๆวันกับสะใภ้สาม
มู่กังรับรู้ว่าภรรยาและบุตรทั้งสองคนไม่พอใจต่อครอบครัวมู่ แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้และเชื่อว่าวันหนึ่งลูกชายจะเข้าใจ
น่าเสียดายที่มู่กังจะโดนลูกชายทั้งสองคนรวมหัวกันดัดหลังและเริ่มปลูกฝังความคิดของบิดาที่รักครอบครัวพร้อมสู้เพื่อลูกเมีย
ช่วงเวลาอาหารบ้านมู่เป็นครอบครัวใหญ่ บ้านคล้ายเรือนสี่ประสานที่มีหลายห้องให้นอน และบ้านมู่ที่แยกจากเมืองหลวงเองก็มีเงินจับจ่ายใช้สอยในช่วงแรกจำนวนมาก
จึงเลือกที่จะซื้อเรือนใหญ่นี้เป็นที่ตั้ง แม้จะไม่ได้เจริญเทียบเท่าเมืองหลวงแต่ก็ไม่ได้กันดารที่น้ำไฟจะเข้าไม่ถึง
ห้องรับประทานอาหารมีทั้งหมดสองโต๊ะด้วยกัน แยกเด็กกับผู้ใหญ่ มู่หยางนั่งกินข้าวโดยนั่งตรงกลางระหว่างพี่ชายตัวเองกับมู่ตง
ลุงใหญ่มีลูกสามคน คนโตกับคนรองเป็นผู้ชายชื่อมู่โจวอีกคนชื่อมู่จ้านและลูกสาวอีกหนึ่งคนคือมู่จือหนิง คนโตกับคนรองสองคนนั้นร่ำเรียนมหาลัยอาชีวะอายุยี่สิบกว่าๆใกล้จบแล้ว
ส่วนลูกของยายเฒ่า คนแรกเป็นบุตรสาวชื่อมู่เจียอี เป็นผู้หญิงที่แต่งออกแต่พาสามีมาอยู่ที่บ้าน มีลูกสองคนเป็นฝาแฝด
และคนสุดท้าย มู่ชางลูกหลงที่อายุเท่ากับมู่หยางและมู่จือหนิง เป็นความภาคภูมิใจของปู่กับยายเฒ่ามากเพราะฉลาดเนื่องจากให้ไปเรียนพิเศษ
โดยที่มั่นใจว่าว่าอีกฝ่ายจะสามารถสอบเข้ามหาลัยอันดับต้นๆของจักรวรรดิได้
มู่หยางลอบเบ้ปาก ชีวิตใหม่ทำไมต้องเรียนอีก ระบบที่ลอยไปมาตามถ้วยข้าวก็ลอยมาหาโฮสต์ของมันก่อนจะมีหน้าต่างคล้ายโฮโลแกรมเด้งขึ้น
[อย่าห่วงเลยโฮสต์ โลกนี้คุณฉลาดแน่นอน]
มู่หยางแสยะยิ้ม ในขณะที่คำถามมัธยมตอนปลายของที่นี่ไม่ต่างจากประถมตอนต้นของโลกเขาเลยด้วยซ้ำ มิน่าระบบถึงชมว่าเขาฉลาด
ในยามค่ำคืนที่เงียบสงบผู้คนในบ้านมู่หลับสนิทเพราะยานอนหลับ มู่หยางที่บอกว่าจะเป็นคนดีก็สะเดาะกลอนเข้าห้องคนอื่นจากนั้นก็ฉกเงินเก็บไว้ที่ระบบ
[ไหนบอกจะเป็นคนดี]ระบบเอ่ยถาม
"ก็พร้อมแล้ว แต่รอไปก่อน แค่นี้รอไม่ได้เหรอระบบ เราลงเรือลำเดียวกันแล้วนะ"
2.ก้าวแรกของการเป็นคนดี คือหานักแสดง
มู่หยางแวะเวียนเยี่ยมเยียนทุกห้อง ค่อยๆเก็บกวาดอย่างใจเย็นก่อนจะกลับไปนอนหลับสนิทบนเตียง
ยามเช้าที่แสนสดใส เป็นอีกวันที่มู่หยางได้ยินเสียงกรีดร้องของมู่จือหนิงที่ล้มหน้าทิ่มพื้น ด้วยฝีมือมู่หยางอีกนั่นแหละ
ยามเช้าหลังกินข้าวเสร็จทุกคนก็เริ่มแยกย้ายกันไปทำงาน มู่เกอที่ต้องไปจ่ายตลาดกับแม่ก็ถูกมู่หยางเดินตามต้อยๆแล้วเอ่ยออกมา ทำให้เจียวฮวาชะงัก
"มู่เกอผมไปด้วยครับ"มู่หยางเอ่ยออกมา
"งั้นก็ไปกับน้องเถอะ มู่หยางถ้าลูกอยากกินอะไรก็ซื้อได้เลยนะ เงินของแม่อยู่ที่มู่เกอ"มู่หยางพยักหน้าก่อนจะนั่งซ้อนท้ายจักรยานมือสองราคาร้อยหยวนออกไปตลาด
"นึกยังไงอยากจะไปด้วย หึ"มู่เกอถามเท้าทั้งสองข้างปั่นไปเรื่อยๆตามถนน รอบข้างเป็นบ้านเรือนเรียงรายที่ทำให้มู่หยางตื่นตาตื่นใจ
"ผมก็แค่อยากออกจากบ้าน ไม่ได้รึไงกัน"มู่หยางเอ่ยออกมาซ้ำยังบ่นมุบมิบ ฝ่ามือน้อยๆลูบเส้นผมสีน้ำตาลยาวของตัวเอง ขนาดไม่ได้บำรุงเส้นผมยังงดงามชื่นชมธรรมชาติของการเกิดเป็นเกอจริงๆ
"เดี๋ยวพี่พาไป"มู่เกอเข้าใจว่ามู่หยางไม่พอใจที่ต้องอยู่ในบ้าน หากเป็นเมื่อก่อนเจ้าตัวไม่มีทางตามคนในบ้านออกมาตลาดแน่นอน
เพราะมู่หยางมีแค่บ้านกับโรงเรียนเท่านั้นแหละที่รู้จัก
เมื่อมาถึงตลาดที่คนพลุกพล่านก็เปลี่ยนเป็นเดินจูงจักรยานไปจอด จากนั้นก็พาน้องชายเข้าชมตลาดครั้งแรก
ระบบแยกตัวไปตามร้านค้าเพื่อค้นหาพ่อค้าที่โกงตาชั่งตามที่โฮสต์ของมันต้องการ หลักๆก็มีร้านเนื้อกับร้านผลไม้
มู่หยางจดจำไว้อย่างแม่นยำก่อนจะเดินตามหลังพี่ชายราวกับเด็กเรียบร้อยก่อนจะกระตุกมือพี่ชายให้หยุดเมื่อสายตามองไปเห็นบางอย่าง
"หือ"มู่เกอหันกลับมามองน้องชายที่ยามนี้สายตามองไปอีกฝั่งของตลาดก่อนที่มู่เกอจะมองตาม
"ผมอยากไปดูนั่น ได้ไหม"คณะละครคือที่ที่มู่หยางชี้ก่อนจะเขย่าแขนมู่เกอ ทางฝั่งมู่เกอเองไหนเลยจะทนต่อสายตาคาดหวังได้สุดท้ายก็ใจอ่อน
"น้องจำไว้นะห้ามเดินตามใครเด็ดขาด รอพี่อยู่ที่นั่นเดี๋ยวพี่ไปรับ"มู่เกอย้ำซ้ำๆมู่หยางพยักหน้าก่อนจะเดินต้อยๆไปที่คณะละครโดยการสอบถามชาวบ้านเรื่องระยะเวลาการแสดง
คณะแสดงละครหรือการเล่าเรื่องเป็นคณะที่เดินทางไปเรื่อยๆจะหยุดที่เมืองนี้แค่สองสัปดาห์ก่อนจะเดินทางไปเมืองอื่น
มู่หยางจ้องคณะละครสีหน้าสนอกสนใจ ใบหน้างดงามทำให้คนที่เห็นเอ็นดูได้ไม่ยาก
มู่เกอใช้เวลาไม่นานก็กลับมาหาน้องชายที่ยามนี้ถูกเหล่าสาวๆของคณะละครบีบแก้มด้วยความเอ็นดู ก่อนที่เจ้าตัวจะเอ่ยลาแล้วบอกว่าจะมาใหม่วันหลัง
"น้องชอบเหรอ"มู่เกอเอ่ยถามแม้ยามนี้น้องน้อยของเขากำลังมีความสุข
"อื้อ พวกเขาเหล่าเรื่องเมืองอื่นๆให้ผมฟัง มันน่าทึ่งมาก"มู่หยางตอบดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์เปร่งประกายด้วยความตื่นเต้น
"พรุ่งนี้ก็มากับพี่อีกแล้วกัน"และแล้วในทุกๆวันก็เป็นมู่เกอกับมู่หยางที่ออกไปซื้อของให้กับที่บ้าน
"ฝีมือเรานี่ดีจริงๆ"กัวเหมยเอ่ยชื่นชมเมื่อมู่หยางแต่งหน้าให้คนของเธอจากสตรีอายุสี่สิบกลายเป็นหกสิบได้ไม่ยาก
"ค่าจ้างเท่าไหร่ครับ"มู่หยางเอ่ยถามหลังจากว่าจ้างงานบางอย่าง
"ไม่ต้องหรอก ชีวิตเราคล้ายกันมากจริงๆ"กัวเหมยลูบศีรษะมู่หยางอย่างอ่อนโยน ก่อนจะเล่าเรื่องราวของตัวเองให้ฟัง จากนั้นก็มีเสียงหัวเราะคิกคักดังออกมา
มู่เกอยืนพิงต้นไม้อยู่ด้านนอกยกยิ้มเมื่อหนึ่งในเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงของน้องชายตัวเอง
"ผมกลับก่อนนะครับ"มู่หยางเอ่ยลาเมื่อเห็นว่าได้เวลาแล้ว
"กลับเถอะ รอดูฝีมือพี่สาวได้เลย"เหล่าพี่สาวตบหน้าอกตัวเองก่อนจะบีบแก้มมู่หยางคนละที
"ให้ตายสิ มัวแต่คุยเลยมาตลาดช้าเลย"นางจ้าวเอ่ยน้ำเสียงสะบัดยิ่งนึกถึงตอนที่เอาแต่อวดลูกอวดหลานแข่งกับคนอื่นๆจนมาตลาดสาย ก่อนจะเดินชนหญิงชราคนหนึ่ง
"ช่วงนี้ดวงซวยสินะนังหนู ดูแล้วในช่วงหลายวันมานี้จะเกิดเรื่องบ่อยๆ"จากที่อ้าปากเตรียมด่าก็หยุดชะงัก นางจ้าวประคองหญิงชราตรงหน้าแล้วเอ่ยถาม
"คุณป้ารู้ได้ไงคะ"นางจ้าวยกมือปิดปากด้วยความตะลึง เรื่องราวซวยๆในบ้านของเธอยามนี้ไม่มีใครรับรู้แน่นอน มีแค่คนในบ้านเท่านั้น
"โอ่งแตก ขาเตียงหัก หกล้ม สารพัดเรื่อง"หญิงชราว่าออกมา ดวงตาเต็มไปด้วยความกดดันที่ทำให้นางจ้าวกลืนน้ำลายอึกใหญ่
"มี มีวิธีแก้ไหมคะ"นางจ้าวเอ่ยถามน้ำเสียงอ่อนหวาน
"มันจะจบลงวันนี้ หลังจากนี้จะเจอเรื่องราวดีๆไม่ใช่ว่าลูกชายคนเล็กกำลังจะขึ้นมหาลัยหรอกรึ ได้สมความปรารถนาแน่นอน"
"จริงเหรอคะ"นางจ้าวยิ้มหน้าบานเมื่อได้ยินคำกล่าวแบบนั้น ยิ่งพูดคุยกันไปนานๆก็ทำให้นางจ้าวตกตะลึงไม่น้อย
ในช่วงสายของวันตามปกติที่ศาลากลางหมู่บ้านจะมีผู้หญิงหลายคนมารวมกลุ่มกันเพื่อพูดคุยโอ้อวดกันเหมือนทุกๆวัน
อย่างบ้านมู่ก็ยังมียายมู่คนเดิมกับสะใภ้ใหญ่พร้อมทั้งบุตรสาวที่นั่งรวมกลุ่มกับคนอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีสตรีจากบ้านจ้าว บ้านโจว บ้านจิน บ้านหลิน
หัวข้อการสนทนาในวันนี้เป็นนางจ้าวที่เอ่ยบอกถึงความแม่นยำของหมอดูที่ทำนายทายทักอย่างแม่นยำราวกับตาเห็น
นางจ้าวเล่าออกมาจนคนอื่นๆตาลุกวาว ไม่ว่าใครก็อยากพบเจอหมอดูคนนี้สักครั้ง แต่น่าเสียดายที่อีกฝ่ายจะอยู่อีกแค่เจ็ดวันก่อนจะเดินทางไปเมืองอื่น
ในเช้าวันถัดไปนางจ้าวพานางโจวออกไปพิสูจน์เพื่อให้เป็นพยานถึงความแม่นยำ ไม่นานก็ถูกหญิงชราเอ่ยทัก
"ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงนอกจากหล่นเตียงบ่อยๆใช่ไหม"นางโจวตาลุกวาวก่อนที่มันจะกลายเป็นหัวข้อการสนทนาของวันนั้นในยามสาย
"พรุ่งนี้ฉันจะลองเชิญแม่หมอมาที่นี่"นางจ้าวที่เห็นคนอื่นๆอิจฉาก็เอ่ยขึ้น เพราะงานนี้เจ้าตัวได้หน้าอย่างแน่นอน
"ดี ฉันเองก็อยากรู้ว่าเจ้าชางมันจะสอบเข้ามหาลัยได้ไหม"แม่เฒ่ามู่เอ่ยออกมาแต่สีหน้าเต็มไปด้วยความมั่นใจ
"อืม ฉันให้เรื่องที่เกิดขึ้นไปครบไหมนะ"มู่หยางนั่งซักผ้าอยู่ริมลำธารเอ่ยถามกับระบบ ดวงตาจับจ้องไปที่น้ำใสในลำธารดวงตานั้นทอดมองด้วยความบริสุทธิ์
[ก็เท่าที่โฮสต์สั่ง โอ่งแตก เตียงหัก ผลักให้ล้ม ก็มีเท่านี้]ระบบที่ทำหน้าที่เบ๊ ได้ทำงานสำเร็จลุล่วงเรียบร้อยเอ่ยตอบ
"เอาเถอะ อีกไม่นานยายจ้าวก็คงโอ้อวดเองแหละ"มู่หยางปล่อยผ่านความคิดก่อนจะตั้งอกตั้งใจซักผ้าของตัวเอง ส่วนของคนอื่นๆนั้นระบบเป็นคนทำ
ระบบรู้สึกว่ามันแปลกมากๆ ทำไมระบบก่อนหน้าไม่เห็นต้องมาทำอะไรแบบนี้ แต่ทำไมมันถึงเป็นระบบตัวเดียวที่โดนจิกหัวใช้ราวกับเบ๊แบบนี้
ช่วงเย็นมู่หยางที่กำลังรับประทานอาหารก็ได้ยินเสียงยายเฒ่ามู่เอ่ยออกเล่าเรื่องราวของนางจ้าวกับนางโจวที่พากันไปพิสูจน์ความแม่นยำ
เรื่องความเชื่อยังคงมีในโลกใบนี้ ทำให้ยังมีคนศรัทธากราบไหว้ ขนาดปู่รองเองก็ยังมีความเชื่อในเรื่องแบบนี้ ทำให้มู่หยางมั่นใจว่าเรื่องที่เขาต้องการมันจะจบลงอย่างสวยงาม
ช่วงสายของวันแม่หมอที่ว่าก็ถูกเชิญมาก่อนจะเริ่มพูดกับคนบ้านอื่น ไม่ว่าใครก็ตามที่ถูกทักจะพยักหน้าเสมอพร้อมทั้งแววตาตกตะลึง
ยิ่งเห็นยายเฒ่ามู่ก็ยิ่งกระหาย อยากจะให้อีกฝ่ายทำนายทายทักบ้านมู่ของตน
"บ้านมู่ลูกหลานเยอะแยะเชียว คงเป็นตระกูลใหญ่แต่น่าเสียดายที่ต้องแตกแยกกันออกมา ความหวังที่จะกลับเมืองหลวงย่อมมี"เพียงแค่ประโยคเดียวก็ทำให้ผู้หญิงบ้านมู่ตาวาววับ
"จริงเหรอคะแม่หมอ พวกเราจะได้กลับกันจริงๆใช่ไหม"สะใภ้ใหญ่เอ่ยถาม เพราะหากได้กลับเมืองหลวงเธอจะมีเงินจับจ่ายใช้สอยได้อีกมาก การอยู่อย่างประหยัดมันน่าอึดอัด
"แน่นอน แต่ว่า…"
***ก้าวแรกไม่เป็นไร ก้าวต่อไปมู่หยางคนดีจะเผาบ้าน ขอบคุณค่ะ