โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ทะลุมิติมาเป็นภรรยาตัวร้ายในยุค 80 (อัพราคาตอนที่62-102 วันที่ 20/2)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 20 มี.ค. 2567 เวลา 19.06 น. • เผยแพร่ 20 มี.ค. 2567 เวลา 19.06 น. • ชงเมิ่ง
ทะลุมิติมาในนิยายยุค 80 ว่ายากลำบากแล้วเธอยังต้องมาเลี้ยงลูกแฝดและวางแผนหนีชะตาชีวิตที่นักเขียนระบุให้ตายอย่างทรมานภายใต้เงื้อมมือของพ่อตัวร้ายอีก สวรรค์!ยังจะมีตัวละครทะลุมิติใดบัดซบเท่าเธออีกหรือไม่

ข้อมูลเบื้องต้น

สวัสดีค่ะ ไรต์ขออนุญาตทำความเข้าใจเรื่องการจะติดเหรียญในนิยายก่อนนะคะ

เนื่องจากช่วงนี้อยู่ในช่วงแต่งนิยาย(ต้นฉบับยังไม่สมบูรณ์) ดังนั้นไรต์จะทำการติดเหรียญดังนี้

ติดเหรียญล่วงหน้า ในราคา 2 เหรียญ( 1 บาท) ไปจนจบ ปลดล๊อกอ่านฟรีวันละ 1 ตอน ไปจนจบ ติดถาวร ในราคา 6 เหรียญ (3 บาท) เมื่อมี E-book (เล่ม 1 วันที่ 7/2/67 และ เล่ม 2 ไม่เกิน 15/3/67 ค่ะ)

ทั้งนี้ระบบของเว็ปเด็กดี หากจ่ายเงินซื้อเหรียญล่วงหน้า เมื่อไรต์ทำการติดถาวรอีกครั้ง รีดจะต้องจ่ายซ้ำ ดังนั้นไรต์จึงอยากขอให้รีดพิจารณาและตัดสินใจโดยรอบคอบก่อนกดจ่ายเงินนะคะ เพราะไรต์ไม่อยากให้ทุกคนจ่ายเงินซ้ำค่ะ ทีแรกไรต์จะไม่ติดเหรียญล่วงหน้าในบ้านนี้และอัพวันละตอน
แต่ก็อยากให้ทุกคนได้อ่านเหมือนบ้านอื่นๆ เพราะไรต์รักรีดทุกบ้านเลย

สุดท้ายไรต์ขอร้องอย่าดราม่ากับราคาตอนนิยายไรต์ หรือ ยกไปเทียบกับนิยายคนอื่นเลยนะคะ

…………………………………..

คำโปรย

เพราะอ่านนิยายที่ภรรยาตัวร้ายมีชื่อเหมือนตัวเองทุกตัวอักษร ถึงสามวันสามคืน เฉินซิ่วลี่ จึงวูบหมดสติ รู้สึกตัวตื่นอีกทีก็พบว่าตนเองนอนอยู่ที่ริมแม่น้ำ ก่อนที่ภาพเรื่องราวต่างๆ จะค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาในความคิด เฉินซิ่วลี่ ชื่อนี่ผุดขึ้นมาก่อนเป็นอันดับแรกตามด้วยเหตุการณ์มากมาย จนตอนนี้เธอมั่นใจแล้วว่าตัวเองทะลุมิติมาอยู่ในร่างของภรรยาตัวร้ายในนิยายเรื่อง “เล่ห์แค้นรักลวง” ที่เพิ่งอ่านจบไป

เพียงแต่จะทะลุมิติทั้งทีทำไมไม่ไปอยู่ในร่างของคนที่มีชีวิตดีๆ สักหน่อย กลับมาอยู่ในร่างของเฉินซิ่วลี่ ภรรยาของหลี่อันเฉิง ตัวละครที่ร้ายสุดๆ เขาไม่เพียงจัดการทุกอย่างแบบเลือดเย็น แม้แต่เฉินซิ่วลี่ก็ถูกเขาสังหารอย่างทรมานอีกด้วย เมื่อไม่อาจย้อนกลับภพเดิม สิ่งที่เฉินซิ่วลี่ต้องทำก็คือเปลี่ยนชะตาของเจ้าของร่างนี้เสีย…

………………………………………………………..

สวัสดีค่ะ กลับมาพบกันอีกครั้งกับผลงานเรื่องล่าสุดของชงเมิ่ง นะคะ สำหรับเรื่อง “ทะลุมิติมาเป็นภรรยาตัวร้ายในยุค 80” เป็นนิยายจีนโบราณย้อนยุค อิงอารยธรรมขนบธรรมเนียมบางอย่างในช่วงยุค 80 ของจีน เนื้อหาอ่านสบายๆ ไม่เน้นเรื่องดราม่า เนื้อเรื่องจะดำเนินไปแบบเรื่อยๆ ปมไม่หนักค่ะ โดยนิยายเรื่องนี้อยู่ในชุด #ซีรีส์ชุดตัวร้าย 80 ซึ่งจะมีทั้งหมด 3 เรื่องด้วยกัน ได้แก่

1. ทะลุมิติมาเป็นภรรยาตัวร้ายในยุค 80 แต่งโดย ชงเมิ่ง

2.#ทะลุมิติมาเป็นแม่หม้ายตัวร้ายในยุค 80 แต่งโดย ต้ายวี่ ทดลองอ่านกด

https://dekd.co/w/n/2533846

3.# ทะลุมิติมาเป็นสะใภ้ตัวร้าย ในยุค 80 แต่งโดย ฝออ้าย ทดลองอ่าน

https://writer.dek-d.com/dek-d/writer/view.php?id=2533884

ยังไงก็ฝากติดตามด้วยนะคะ เนื้อหาไม่ต่อเนื่องกัน สามารถแยกอ่านได้ตามใจชอบค่ะ

สุดท้ายหากนิยายเรื่องนี้มีข้อผิดพลาดประการใด ผู้เขียนต้องขออภัยมา ณ. ที่นี้ด้วย

บทนำ

บทนำ

เฉินซิ่วลี่ ปรือตาตื่น ในหัวรู้สึกอื้ออึงสับสน ความทรงจำสุดท้ายก่อนหน้านี้ก็คือเธอกำลังนั่งอ่านนิยายเรื่อง “เล่ห์แค้นรักลวง” ที่ภรรยาของตัวร้ายในเรื่องมีชื่อเหมือนเธอทุกตัวอักษร แต่เพราะใช้เวลาอ่านอย่างตั้งใจถึงสามวันสามคืน ร่างกายจึงอ่อนล้า ตอนที่ลุกขึ้นยืนก็รู้สึกหน้ามืดและสติวูบดับ เพียงแต่ตอนที่ได้สติอีกครั้ง กลับพบว่าตนเองนอนอยู่ที่ริมแม่น้ำในสภาพเปียกปอนไม่ใช่บนเตียงนอนอย่างที่ควรจะเป็น

เกิดอะไรขึ้น ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง

เป็นคำถามแรกที่เกิดขึ้นในความคิดของเฉินซิ่วลี่ ก่อนที่ภาพเรื่องราวต่างๆ จะค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาในความคิดของเธอ

เฉินซิ่วลี่ ชื่อนี่ผุดขึ้นมาก่อนเป็นอันดับแรกตามด้วยเหตุการณ์ มากมาย จนตอนนี้เธอมั่นใจแล้วว่าตัวเองทะลุมิติมาอยู่ในร่างของภรรยาตัวร้ายในนิยายเรื่อง “เล่ห์แค้นรักลวง” ที่เพิ่งอ่านจบไป

เพียงแต่จะทะลุมิติทั้งทีทำไมไม่ไปอยู่ในร่างของคนที่มีชีวิตดีๆ สักหน่อยกลับมาอยู่ในร่างของเฉินซิ่วลี่ ภรรยาของตัวร้ายของเรื่องได้กัน

พดูดถึงตัวร้ายของเรื่อง หลี่อันเฉิง เขาคือชายหนุ่มที่มีหน้าตาโดดเด่นที่สุดในหมู่บ้าน ยิ่งต่อมาเขาได้เป็นทหารยิ่งทำให้ผู้หญิงค่อนหมู่บ้านหลงใหลแม่สื่อมากมายเดินเข้าบ้านตระกูลหลี่มาทาบทามเสนอหญิงสาวในมืออย่างไม่อาย แต่สุดท้ายกลับเป็น เฉินซิ่วจู นางเอกในนิยายที่ได้รับหนังสือหมั้นหมายจากเขา

เรื่องคงจบที่ชายหนุ่มโดดเด่น หญิงสาวงดงามครองรักกันอย่างสุขสงบ หากไม่เพราะ เฉินซิ่วลี่ เจ้าของร่างเดิมผู้นี้จะทำเรื่องน่าละอายอย่างการวางยาปลุกอารมณ์ หลี่อันเฉิง ผู้เป็นคู่หมั้นของญาติผู้พี่จนมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งและได้แต่งเข้าไปเป็นสะใภ้ใหญ่บ้านตระกูลหลี่

แน่นอนว่าหลังแต่งงานหลี่อันเฉิงก็ไม่ได้ใส่ใจภรรยาร้ายกาจแบบเธอเลยแม้แต่น้อย ในคืนแต่งงานหลังเข้าพิธีเสร็จเขาก็ออกจากบ้านไปทำงานในทันที ไม่แม้แต่จะอยู่ร่วมหอกับเธอ เรื่องนี้ทำให้เฉินซิ่วลี่อับอายจนไม่กล้าออกจากรั้วบ้านตระกูลหลี่ถึงสามเดือน จนกระทั่งเธอตั้งครรภ์จึงกล้าเอาท้องกลมๆ เดินออกมาอวดผู้คนว่าหลี่อันเฉินกับเธอรักกันลึกซึ้งจนมีพยานรัก สร้างความเจ็บปวดใจให้เฉินซิ่วจูเป็นอย่างยิ่งสุดท้ายจึงหนีความช้ำใจไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย

แม้ในนิยายหลี่อันเฉินจะเป็นตัวร้ายที่โหดเหี้ยม แต่เมื่อรู้ว่าตนเองกำลังมีลูกก็ยอมถอยหนึ่งก้าว ส่งเงินมาให้เฉินซิ่วลี่ใช้ไม่ขาดมือ ในหนึ่งปีเขายังกลับบ้านมาถึงสองครั้งเพื่อเยี่ยมลูกชายฝาแฝดของเขา ทว่าเข้าสู่ปีที่สี่ทางกองทัพก็ส่งจดหมายมาแจ้งว่าเขาเสียชีวิตแล้ว

เฉินซิ่วลี่กลายเป็นหม้ายตั้งแต่อายุ 20 ปีอีกทั้งยังมีลูกติดเป็นฝาแฝดวัย 3 ขวบ ในใจของเธอนั้นยากจะยอมรับสถานะนี้แต่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง ต่อมาเธอได้บังเอิญพบเจอกับชายหนุ่มที่หน้าตาดี ดูมีฐานะ หลังพูดคุยกันเพียงเดือนเศษอีกฝ่ายก็สารภาพรักและชวนเธอไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกัน เฉินซิ่วลี่จึงวางแผนหนีตามเขาในทันที

แน่นอนว่าเรื่องโชคดีเช่นนี้จะมีที่ไหนกัน ชายหนุ่มที่เธอคิดว่าเป็นขาทองคำมาให้เธอเกาะ กลับกลายเป็นคนต่ำทรามล่อลวงเธอไปขายให้ผู้มีอิทธิพลคนหนึ่ง

เฉินซิ่วลี่จึงหยิบขวดเหล้าต่างประเทศฟาดหัวชายวัยห้าสิบปีที่คิดลวนลามเธอ แล้วหยิบกระเป๋าเงินของอีกฝ่ายวิ่งหนีออกมา

จับตัวนางคนสารเลวนั่นไว้

เฉินซิ่วลี่วิ่งหนีออกมาจากร้านอาหารอย่างสุดชีวิต แต่เพราะถูกไล่ล่าจนถึงทางตันสุดท้ายจึงเลือกกระโดดน้ำ และซมซานกลับบ้านในชนบท

เฉินซิ่วลี่ถอนหายใจยาวแม้จะตกใจกับเหตุการณ์ที่กำลังพบเจอ แต่ชีวิตเดิมเธอมีอายุ 38 ปีแล้วจึงสามารถจัดการอารมณ์ตนเองได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังคิดวางแผนชีวิตต่อจากนี้ในทันที

ดวงตาเรียวมองกระเป๋าเงินในมือแล้วเปิดออก ในนิยายกล่าวถึงนิสัยของเจ้าของร่างว่ามีความรักในเงินหยวนเท่าชีวิต ดูจากที่แม้จะหมดลมหายใจแล้วเฉินซิ่วลี่คนนี้ก็ยังกำกระเป๋าเงินของผู้อื่นเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย เรื่องรักเงินหยวนเท่าชีวิตนี้คงจะจริงไม่น้อยทีเดียว

แต่ทั้งนี้เฉินซิ่วลี่ก็อดที่จะรู้สึกยินดีไม่ได้เมื่อพบว่าในกระเป๋ากว้างขนาดหนึ่งฟุตนี้มีเงินสดถึง 3,000 หยวน

ในเมื่อตอนนี้ยังคืนเงินคนไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นเงินนี้เธอก็ขอเอาไว้เป็นทุนก่อนก็แล้วกัน

หากจำไม่ผิดคนที่เจ้าของร่างเดิมตีจนหัวแตกคือนายท่านตระกูลเย่ พ่อของเย่ชิงเหวิน พระเอกของนิยายเรื่องนี้นั่นเอง ในเมื่อเฉินซิ่วจูนางเอกในนิยายคือญาติผู้พี่ของเธอ เช่นนั้นเย่ชิงเหวินก็นับเป็นพี่เขยในอนาคต อาจจะดูไม่สมเหตุสมผลแต่เอาเป็นว่าเงินก้อนนี้เธอขอยืมตระกูลเย่มาใช้ก่อน อนาคตค่อยชดใช้คืนให้เขาก็แล้วกัน

ในนิยายกล่าวไว้ว่าหลังจากที่เฉินซิ่วลี่หนีตามชายชู้ไป หม่าอิงหงมารดาเลี้ยงของหลี่อันเฉิง ก็จะขายลูกแฝดของเขาออกไปในทันที เมื่อเฉินซิ่วลี่ซมซานกลับมาที่บ้านตระกูลหลี่ หม่าอิงหงก็ไล่เธอกลับบ้านเดิม คุณนายใหญ่เฉินเดิมทีก็มีใจลำเอียงรักเพียงหลานสาวบ้านใหญ่อย่างเฉินซิ่วจู เมื่อเฉินซิ่วลี่กลับไปก็ด่าทอเช้าเย็น เฉินซิ่วลี่ที่ไร้พ่อแม่ตอนนี้จึงกลายเป็นโดดเดี่ยวชีวิตต่อจากนี้จึงยากลำบากจนต้องใช้กายสาวแลกเงินประทังชีวิต

จนกระทั่งหนึ่งปีต่อมาหลี่อันเฉินที่ทุกคนคิดว่าตายไปแล้วก็กลับมาในหมู่บ้านอีกครั้ง เมื่อรู้ว่าลูกชายสองคนถูกขายก็แค้นใจจับมารดาเลี้ยงอย่างหม่าอิงหงเข้าคุก แล้วทวงคืนเฉินซิ่วจูจากพระเอกเป็นตัวร้ายที่ทำให้เส้นทางรักของพระเอกและนางเอกในนิยายเรื่องนี้สะบักสะบอมไม่น้อยเลยทีเดียว

แต่เรื่องนั้นไม่สำคัญเพราะที่สำคัญก็คือ ตัวร้ายหลี่อันเฉินผู้นี้ยังจับภรรยาเดิมอย่างเจ้าของร่างไปทรมานจนตายอีกด้วย แน่นอนว่าเฉินซิ่วลี่ที่ตอนนี้มาอาศัยอยู่ในร่างของเฉินซิ่วลี่ย่อมไม่ยินดีเดินตามชะตานี้ ดังนั้นเวลานี้เรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือรีบไปช่วยเหลือเด็กชายทั้งสอง เพื่อหลีกหนีชะตาตามบทที่นักเขียนบังคับ

……………………………………………….

ฝากนิยายแนว 80 เรื่องแรกของไรต์ด้วยนะคะ

เนื้อเรื่องเป็นแนวสโลไลฟ์ อ่านเรื่อยๆ ฟีลกู๊ด สบายๆ

สถานะนิยาย แต่งได้ 50% ไรต์รู้สึกหมดไฟแต่งต่อ จึงมาอัพเติมพลังใจจากรีดค่ะ

ปล. จะพยายามอัพวันละตอนนะคะ

บทที่ 1.1 แม่ที่เปลี่ยนไป

บทที่ 1.1

แม่ที่เปลี่ยนไป

“ผมไม่ไป! ปล่อย! แม่ช่วยพวกเราด้วย แม่!”

เสียงของเด็กชายฝาแฝดวัยสามขวบร้องประสานหาคนเป็นแม่ลั่นอยู่ที่หน้าบ้านตระกูลหลี่ แม้จะรู้ว่าต่อให้อีกฝ่ายยืนอยู่ตรงนี้ก็ไม่มีทางช่วยเหลือปกป้องพวกเขา แต่เวลานี้พวกเขานึกถึงใครไม่ออกแล้วจริงๆ แขนเล็กของทั้งสองคนถูกหญิงแปลกหน้าสองคนฉุดกระชากไปคนละทิศละทาง โดยมีหม่าอิงหงผู้เป็นย่ายืนนับเงินหยวนด้วยสีหน้าพอใจ ไม่แม้แต่จะชายตามองหลานชายตัวน้อยทั้งสองคนที่ถูกผู้อื่นฉุดกระชากอย่างไร้ความปรานี

ก็แค่หลานนอกไส้ ที่พ่อมันตายแล้ว ส่วนแม่มันก็หนีตามชู้ เธอจะเลี้ยงดูให้ยากลำบากต่อไปทำไม สู้ขายเอาเงินมาซื้อผ้าใหม่ตอนสิ้นปีไม่ดีกว่าหรือ

“ปล่อย! ย่าช่วยพวกเราด้วยครับ อย่าขายพวกเราเลยพวกเราจะไม่ดื้อ จะเชื่อฟัง ย่าครับ!”

เด็กชายที่ตัวเล็กกว่าอีกคนร้องอ้อนวอนย่า ก่อนจะทิ้งตัวดิ้นรนต่อต้านสุดกำลัง ทว่าไม่เพียงหญิงแปลกหน้าที่ฉุดกระชากจะไม่สนใจเขา เธอยังง้างมือขึ้นฟาดลงมาที่เขาสุดแรง

เพี๊ยะ! ใบหน้าตอบแห้งของเด็กชายตัวน้อยพลันชาวาบ ริ้วแดงขึ้นเป็นแถบรอยนิ้วมือ ยังไม่ทันส่งเสียงร้องร่างกายก็ถูกทุบตีอย่างต่อเนื่องจนดวงตากลมแดงก่ำ หยาดน้ำตาไหลรินร้องโหออกมา

“อย่าทำร้ายอาชุนนะ!”

เด็กชายอีกคนร้องห้ามเสียงลั่นเมื่อเห็นน้องฝาแฝดของตนถูกทุบตี ริมฝีปากเล็กอ้าออกแล้วก้มลงกัดข้อมืออวบอ้วนที่จับเขาไว้จนหลุดจากพันธนาการ ก่อนจะวิ่งไปผลักคนที่ทุบตีน้องของเขาจนอีกฝ่ายล้มลง

“ไอ้เด็กสารเลว วันนี้ฉันจะตีพวกแกให้ตาย”

สองพี่น้องฝาแฝดกอดกันกลมเมื่อเห็นหญิงแปลกหน้าสองคน ง้างมือเดินเข้ามาตบตีพวกเขาอย่างไม่ออมแรง หลี่หมิงกระชับวงแขนโอบน้องชายเอาไว้แน่น หลี่ชุนร่างกายไม่แข็งแรงย่อมไม่อาจทนความเจ็บปวดได้ไหว แต่ถึงอย่างนั้นหลี่หมิงก็เป็นแค่เด็กสามขวบถูกแรงหญิงวัยกลางคนทั้งทุบตีทั้งกระชาก สุดท้ายน้องชายก็หลุดออกไปจากอ้อมแขน

“อาชุน!”

“พี่ชาย… โอ๊ย!”

หลี่ชุนถูกฝ่ามือหยาบตีลงบนเนื้อตัวก็ร้องไห้โฮเสียงดังลั่น ความเจ็บปวดแผ่กระจายไปร่างกายจนต้องงอตัวหลบเลี่ยง

“อย่าตีอาชุนนะ ปล่อย! อย่านะ อย่าตีอาชุน!”

หลี่หมิงร้องลั่น ทั้งดิ้นรนต่อต้าน ทั้งร้องขออ้อนวอน สายมองไปที่น้องชายด้วยความห่วงใยระคนคับแค้นใจ พยายามสุดกำลังเพื่อไปช่วยอีกฝ่าย โดยไม่สนใจแรงฝ่ามือที่ทุบตีบนตัวของเขา

“โอ๊ย!”

เสียงร้องอย่างเจ็บปวดของหญิงแปลกหน้าสองคนดังขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน พร้อมกับแรงทุบตีพวกเขาที่หยุดลง หลี่หมิงที่หลุดจากการจับกุมรีบพุ่งตัวไปโอบกอดตรวจสอบอาการบาดเจ็บของน้องชาย

“อาชุนเจ็บตรงไหมบ้าง”

หลี่ชุนเม้มริมฝีปาก ยื่นแขนที่แดงช้ำให้พี่ชายดูทั้งน้ำตา ก่อนจะขยับงอตัวซุกอยู่ในอกของคนเป็นพี่ แต่ทันทีที่เงยหน้าขึ้นมองเหตุการณ์ตรงหน้า ดวงตากลมใสก็พลันเบิกกว้าง เมื่อเห็นว่าบนศีรษะของคนที่ทำร้ายพวกเขาตอนนี้อาบไปด้วยเลือดจนดูน่ากลัว

“เฉินซิ่วลี่!”

หม่าอิงหงร้องอย่างตื่นตระหนก สะใภ้น่ารังเกียจผู้นี้ไม่ใช่ว่าหนีตามชายชู้ไปแล้วหรือไร เหตุใดจึงยังอยู่ตรงนี้ได้เล่า อย่างนี้แล้วเธอจะขายเจ้าภาระสองคนนี้ออกไปได้อย่างไรกัน

“ธะ… เธอกล้าตีคนเหรอ”

“พวกคุณกล้าตีลูกฉัน ทำไมฉันจะไม่กล้าตีคุณล่ะ”

เฉินซิ่วลี่ตอบกลับอย่างไม่เกรงกลัว เพื่ออนาคตที่ปลอดภัยของเธอไม่ว่ายากลำบากอย่างไรเฉินซิ่วลี่ก็ต้องปกป้องเด็กชายฝาแฝดคู่นี้เอาไว้ให้ได้ ดังนั้นตลอดทางจากริมแม่น้ำเธอจึงพยายามสุดชีวิตวิ่งตามความทรงจำเดิมของร่างกายกลับมาที่บ้านหลังนี้ จุดหมายก็คือ ขัดขวางหม่าอิงหงในการขายลูกชายฝาแฝดของเธอและหลี่อันเฉิง

“ฉันจะไปแจ้งคณะกรรมการหมู่บ้านของเธอ ว่าเธอทำร้ายคน”

“แจ้งก็แจ้งสิ เช่นนั้นก็ไปพร้อมกันในตอนนี้เลยดีหรือไม่”

เสียงตอบโต้ที่แข็งกร้าวมั่นคงทำให้หญิงสองคนเกิดความหวั่นเกรงอยู่ในใจ ไม่ใช่ว่าแม่ของเด็กแฝดคู่นี้ เป็นผู้หญิงฉาวโฉ่ที่ไม่เคยใส่ใจลูกๆ หรือไง เหตุใดตอนนี้จึงกลายเป็นแม่ไก่หวงไข่เช่นนี้เล่า

“ทำเป็นแสนดีปกป้องลูก หึ! เธอจะเอาเงินเพิ่มใช่หรือไม่”

แน่นอนว่าต้องเป็นเหตุผลนี้อย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้นคนแบบเฉินซิ่วลี่จะกลายเป็นมารดาที่แสนดีในช่วงข้ามคืนได้อย่างไร

“พวกฉันจ่ายแล้ว จะไม่จ่ายเพิ่ม รีบส่งคนมาได้แล้ว”

“แม่ของพวกเขายังอยู่ตรงนี้ใครกล้าขายพวกเขากัน”

“เอ่อ…”

“หลี่หมิงกับหลี่ชุนเป็นลูกของฉันหากใครกล้าเอาตัวพวกเขาไปฉันจะแจ้งความ”

อย่างไรเสียเธอก็ตัวคนเดียว ถึงแม้อายุจะน้อยกว่าแต่หากหญิงสามคนนี้ร่วมมือกันคิดแย่งคนไปขายจริงๆ เฉินซิ่วลี่ก็คงสู้ไม่ไหวอย่างแน่นอน

เมื่อได้ยินคำว่าแจ้งความใบหน้าของหญิงต่างหมู่บ้านสองคนก็ซีดเผือดหม่าอิงหงรีบเก็บเงินหยวนในมือซ่อนไว้ด้านหลัง เตรียมขยับตัวหนี ทว่าไม่ได้คนจะยอมเสียเงินได้อย่างไร คนทั้งสองจึงเดินมาแย่งเงินคืนแล้วสบถด่าหม่าอิงหงอีกหลายประโยคที่คิดหลอกขายคน โชคดีที่วันนี้พวกเธอไม่ได้นำตัวเด็กไป ไม่อย่างนั้นหากแม่ของเด็กไปแจ้งความจับพวกเธอก็จะกลายเป็นอาชญากรลักพาตัวคนแล้ว

“เฉินซิ่วลี่! นังตัวดีแกกล้าต่อต้านฉันเหรอ ฉันเป็นแม่ของอาเฉิง เป็นย่าของเด็กสองคนนี้นะ”

“แต่ฉันไม่เคยได้ยินพี่เฉิงเรียกคุณว่าแม่เลยนะคะ แบบนี้แล้วคุณจะนับเป็นย่าของลูกฉันได้อย่างไร”

ไม่ผิด หลี่อันเฉิงนั้นตั้งแต่ต้นจนจบไม่เคยเรียกขานหม่าอิงหงว่าแม่เลยสักคำ ยิ่งไม่เคยแสดงท่าทีเคารพต่อเธอเลยแม้แต่น้อย เงินทองที่ส่งมาก็มอบให้เพียงเฉินซิ่วลี่ผู้เป็นภรรยาไม่ส่งให้มารดาเลี้ยงเช่นเธอเลยแม้แต่หยวนเดียว

“ฉันคิดว่าพวกเราควรอยู่กันแบบน้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลองจะดีกว่านะคะ หรือไม่พวกเราสองบ้านก็ไปสำนักทะเบียนทำเรื่องแยกบ้านกัน”

แยกบ้าน หากทำแบบนั้นหม่าอิงหงก็ไม่มีสิทธิในตัวเด็กแฝดคู่นี้น่ะสิ ภายหน้าจะขายพวกเขาได้อย่างไรกัน สุดท้ายเพื่อไม่ให้สิทธิความเป็นย่านี้หายไปหม่าอิงหงก็หันหลังเดินกลับเข้าบ้านของตนเองไป

เมื่อทุกอย่างสงบลงเฉินซิ่วลี่ก็เข้าไปประคองลูกชายที่นอนขดตัวอยู่บนพื้นทั้งสองคนขึ้นมา เด็กชายทั้งสองแสดงอาการตื่นกลัวและหวาดระแวงเธออยู่ในที นี้คงเป็นเพราะก่อนหน้านี้เจ้าของร่างเดิมคงทำตัวร้ายกาจต่อเด็กชายทั้งสองไม่น้อยเช่นกัน

“อาหมิง อาชุนเข้าบ้านไปทำแผลกันก่อนเถอะ”

หลี่หมิงและหลี่ชุนเม้มริมฝีปากแน่น สายตามองท่าทีของคนเป็นแม่ที่เปลี่ยนแปลงไปแบบกะทันหันด้วยความไม่ไว้ใจ ทว่าเมื่อเทียบกับคนแปลกหน้าที่ทุบตีพวกเขาเมื่อครู่ หรือย่าที่ขายพวกเขาให้กับผู้อื่นด้วยสีหน้ายินดี เด็กชายทั้งสองย่อมเลือกที่จะเชื่อฟังแม่ที่เปลี่ยนไปของพวกเขามากกว่า

“ครับ”

แม้ตามนิยายหม่าอิงหงจะขายหลายชายนอกไส้สองคนออกไป แต่เจ้าของร่างเดิมก็ยังหวังว่าคนที่ซื้อลูกชายทั้งสองไปจะดูแลพวกเขาเป็นอย่างดี ไม่ต้องยากลำบากเหมือนยามอยู่กับเธอจึงไม่คิดออกตามหารับตัวกลับมา แต่ดูจากท่าทีโหดร้ายที่คนเหล่านั้นลงมือต่อเด็กทั้งสองเมื่อครู่แล้วไม่อยากจะคิดเลยว่าหากวันนี้เธอกลับมาไม่ทันเด็กชายฝาแฝดคู่นี้จะมีชีวิตอย่างไรในอนาคต

…………………………………..

แต่งตอนนี้แล้วอยากจะเข้าไปทุบหม่าอิงหง

ถึงไม่ใช่ย่าแท้ๆ แต่ก็เห็นกันมาตั้งแต่เด็กตัดใจขายเด็กๆ ได้ยังไงกัน>

บทที่ 1.2 แม่ที่เปลี่ยนไป

บทที่ 1.2
แม่ที่เปลี่ยนไป

เฉินซิ่วลี่ประคองเด็กชายสองคนเข้ามาในบ้าน ถึงแม้บทบาทที่เกี่ยวข้องกับตัวละครเฉินซิ่วลี่ในนิยายจถูกกล่าวถึงไม่มาก แต่เรื่องตำแหน่งบ้านหลังต่างๆ ในตระกูลหลี่ผู้แต่งได้บรรยายเอาไว้ค่อนข้างละเอียดเลยทีเดียว อาจเพราะหลี่อันเฉิงเป็นตัวร้ายหลักของเรื่อง ดังนั้นถึงจะเป็นครั้งแรกที่ก้าวเท้าเข้ามาในรั้วบ้านตระกูลหลี่ เฉินซิ่วลี่ก็เดินไปยังตำแหน่งบ้านที่เธอกับเด็กๆ พักอาศัยได้อย่างถูกต้อง แต่ถึงจะบอกว่าผู้แต่งบรรยายลักษณะตำแหน่งบ้านตระกูลหลี่ได้ละเอียด แต่ก็ไม่เคยบรรยายลักษณะตัวบ้านที่พวกเขาอาศัย

ดวงตาของเฉินซิ่วลี่เบิกกว้างมองบ้านดินสองห้องนอน หนึ่งห้องครัวที่สภาพทรุดโทรมพร้อมถล่มลงมาได้ตลอดเวลาตรงหน้าแล้วลำคอแห้งผาก ผู้อื่นทะลุมิติข้ามเวลามาล้วนมีต้นทุนที่ดี หรือไม่ก็มีโปรแกรมผู้ช่วย มีมิติเวลาที่อุดมสมบูรณ์ ทว่าเธอกลับไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากเงิน 3,000 หยวน ที่เจ้าของร่างหยิบเอาของผู้อื่นมา

หากบอกว่าสภาพตัวบ้านภายนอกทำให้เฉินซิ่วลี่เบิกตากว้าง เวลานี้สภาพในตัวบ้านกลับยิ่งทำให้เธอตาแทบถลน

ไม่ใช่ว่าเจ้าของร่างเดิมผู้นี้รักสวยรักงามเป็นอย่างยิ่งหรือไง ทำไม่สภาพบ้านถึงได้…

ท้องไส้ของเฉินซิ่วลี่พลันปั่นป่วนมองดูสภาพภายในบ้านที่ทั้งรกทั้งสกปรกจนแทบจะไม่มีทางเดิน อีกทั้งยังมีกลิ่นเน่าเสียของอาหารลอยคละคลุ้งชวนคลื่นไส้ ในที่สุดเธอก็ยากจะทำใจยอมรับกับเรื่องตรงหน้า ตัดสินใจอุ้มเด็กชายทั้งสองหมุนตัวเดินออกจากรั้วบ้านตระกูลหลี่ในทันที

"พวกเราจะไปไหนหรือครับ"

หลี่ชุนเอ่ยถามเสียงเบาแต่เฉินซิ่วลี่ที่กำลังเร่งฝีเท้าไม่เอ่ยตอบ เมื่อเห็นแม่นิ่งงันเด็กทั้งสองก็สงบคำทำตัวราวกับเป็นตุ๊กตาผ้าถูกอุ้มอยู่เงียบๆ

เฉินซิ่วลี่จำได้ว่าในนิยายเรื่อง “เล่ห์แค้นรักลวง” กล่าวถึงสถานพยาบาลขนาดเล็กในหมู่บ้านอยู่หลายหน เด็กแฝดทั้งสองถูกทุบตีก็สมควรพาไปตรวจ แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นก็คือ

อย่างไรคืนนี้เธอก็ไม่อาจทำใจนอนในกองขยะนั้นได้ จึงจำเป็นต้องหาที่นอนสะอาดๆ สักคืน

แม้เจ้าก้อนแป้งทั้งสองจะผอมแห้งจนหนังหุ้มกระดูก แต่เมื่อต้องอุ้มนานๆ ก็ทำเอาปวดแขนอยู่ไม่น้อย เด็กชายที่ตัวสูงกว่าอีกคนสังเกตเห็นใบหน้าของแม่มีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นก็เอ่ยเสียงสั่นด้วยอาการหวาดกลัวอยู่ในที

“แม่ครับพวกเราเดินได้ครับ”

สองเด็กชายไม่ถามถึงสถานที่ที่เฉินซิ่วลี่จะพาไป เขาเพียงเอ่ยให้เธอวางพวกเขาลง เพราะพวกเขาจำได้ดีว่าหากแม่เหนื่อยแม่ก็จะโมโห หากแม่โมโหแม่ก็จะทุบตีพวกเขา ดังนั้นเพื่อไม่ให้ถูกทุบตีซ้ำ ต่อให้ต้องคลานไปเบื้องหน้าเด็กชายทั้งสองก็ยินดี

เฉินซิ่วลี่มองอาการที่นิ่งสงบแต่ตื่นตัวและหวาดระแวงตลอดเวลาของเด็กทั้งสองแล้วได้แต่สะท้อนในอก เจ้าของร่างเดิมคงสร้างรอยแผลในใจของเด็กชายทั้งสองไม่น้อยเลยทีเดียว

“หลี่ชุน”

เพราะเฉินซิ่วลี่ไม่รู้ว่าใครคือหลี่ชุน ใครคือหลี่หมิง จึงทำได้เพียงทดลองเรียกชื่อหนึ่งในพวกเขาสองคน ทว่ากลับทำให้เด็กน้อยทั้งสองมีอาการตื่นตระหนกทิ้งตัวลงคุกเข่าในทันที เด็กชายที่ตัวสูงกว่าเล็กน้อยรีบขยับมาเบื้องหน้าบังอีกคนที่ดูบอบบางกว่าไว้เบื้องหลัง

“แม่ครับ น้องชายไม่ได้ตั้งใจ พวกเราขอโทษ หากแม่จะตีก็ตีผมแทน”

ตี ทำไมเธอต้องตีพวกเขาด้วยเฉินซิ่วลี่ถอนหายใจยาว มองเด็กชายทั้งสองแล้วก็พอจะคาดเดาชื่อของอีกฝ่าย

“แม่แค่จะถามอาชุนว่าเดินไหวหรือไม่ หากไม่ไหวก็มาขี่หลังแม่”

ดวงตาของเด็กชายทั้งสองเบิกกว้างกับคำพูดและท่าทางที่เปลี่ยนไปของคนเป็นแม่

หลี่ชุนพลันขยับตัวหลบหลังคนเป็นพี่ มือผอมแห้งจับชายเสื้อที่ทั้งเก่าทั้งขาดของเขาเอาไว้มั่น ก่อนหน้านี้คนตรงหน้าโอบอุ้มพาพวกเขาเดินออกมาจากรั้วบ้านตระกูลหลี่ ในใจของหลี่ชุนก็กลัวจนแทบจะไม่กล้าหายใจ แต่เพราะเห็นว่าในอ้อมแขนอีกข้างของคนอุ้มมีพี่ชายฝาแฝดอยู่จึงวางใจ ทว่าหากตอนนี้ให้เขาขึ้นขี่หลังมารดา ก็เท่ากับสร้างความยากลำบากให้เธอพรุ่งนี้ไม่รู้ว่าจะต้องถูกทำโทษอย่างไรบ้าง

“พวกเราเดินไหวครับ แม่ไม่ต้องห่วง”

หลี่หมิงไม่ต้องสบตาหรือถามไถ่ก็รู้ความคิดของน้องชายจึงเป็นคนบอกปัดความช่วยเหลือที่มารดาหยิบยื่นมา เฉินซิ่วลี่ย่อมเข้าใจเด็กๆ ดี ดังนั้นจึงไม่ได้ดึงดันบังคับอะไร ลุกขึ้นยืนผายมือให้พวกเขาเดินนำทาง

“อย่างนั้นพวกลูกๆ มาเดินนำทาง แม่จะคอยระวังหลังให้”

“นำทางไปไหนครับ”

“ไปสถานพยาบาลหมู่บ้าน”

สถานพยาบาลหมู่บ้าน นี่แม่คงไม่คิดเอาพวกเขาไปขายให้คุณหมอกู้ เจ้าหน้าที่ที่มาประจำการอยู่ที่นั่นใช่หรือไม่ แต่ถึงเธอจะทำเช่นนั้นพวกเขาที่ยังเป็นเพียงเด็กสามขวบจะต่อต้านอะไรได้ สุดท้ายก็ยอมก้าวขาเล็กๆ เดินไปข้างหน้า อย่างยอมรับในโชคชะตา

…………………………………..

เมื่อมาถึงสถานพยาบาลหมู่บ้านหลี่หมิงก็ขมวดคิ้วเล็กอย่างสงสัย เพราะแม่ไม่ได้พาเขากับน้องชายมาขายอย่างที่คิด แต่กลับพามาตรวจร่างกายและรับยา

“เด็กๆ ไม่ได้เป็นอะไรมาครับ มีเพียงรอยฟกช้ำกับแผลเก่าเท่านั้น”

กู้เหยียน เจ้าหน้าที่ประจำสถานพยาบาลหมู่บ้านเอ่ยบอกผลการตรวจเบื้องต้น

“แต่ผมไม่ใช่หมอ หากคุณอยากตรวจเด็กๆ ให้ละเอียดผมแนะนำให้พาไปที่โรงพยาบาลในเมืองครับ”

“ตอนนี้มืดแล้วฉันไม่สะดวกพาพวกเขาเข้าเมืองค่ะ คงต้องเป็นวันพรุ่งนี้”

กู้เหยียนพยักหน้ารับ แม้หมู่บ้านตงหยางจะไม่ไกลจากตัวเมืองมากนัก แต่เดินเท้าไปก็ใช้เวลาถึงหนึ่งชั่วโมง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าตอนนี้เป็นเวลากลางคืนหนึ่งหญิงสาวกับสองเด็กน้อยเดินเท้าฝ่าความมืดยังไงก็ไม่ปลอดภัย

“อย่างนั้นก็แล้วแต่คุณครับ”

“แต่จะพาพวกเขากลับบ้านก็ไม่วางใจ จะเป็นอะไรไหมคะถ้าคืนนี้ฉันกับลูกจะขอนอนค้างที่นี่สักคืน หากพวกเขามีอาการเปลี่ยนแปลงอย่างน้อยก็มีคุณช่วยตรวจเบื้องต้นให้”

เฉินซิ่วลี่พูดด้วยน้ำเสียงกังวล เดิมทีเธอพอจะประเมินอาการของเด็กๆ ได้ว่าไม่หนักมาก ดังนั้นระหว่างมาที่นี่จึงได้ให้พวกเขาเดินเอง แต่เหตุผลที่ต้องขอค้างที่สถานพยาบาลหมู่บ้านก็เพราะเธอยังรับกับสภาพบ้านใหม่ของตัวเองไม่ได้

“ได้ครับ ที่ห้องพักฟื้นไม่มีคนไข้คุณกับเด็กๆ นอนพักที่นั่นได้”

กู้เหยียนไม่ใช่คนใจจืดใจดำถึงขั้นจะไล่คนกลับบ้านในเวลาค่ำๆ มืดๆ อีกอย่างแค่ขอนอนพักก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร เฉินซิ่วลี่ยิ้มกว้างเอ่ยขอบคุณชายหนุ่มก่อนจะพาเด็กๆ ไปยังห้องพักฟื้นที่เขาบอก

สายตาของชายหนุ่มมองตามแผ่นหลังเล็ก หมู่บ้านตงหยางไม่ได้กว้างขวางมากนัก เรื่องราวต่างๆ จึงรู้กันโดยทั่ว เช่นเดียวกับเรื่องของเฉินซิ่วลี่ที่ผู้คนต่างเล่าลือกันว่าเธอใช้แผนสกปรกแย่งคู่หมั้นของญาติผู้พี่ เมื่อแต่งงานมีลูกก็ไม่สนใจทำหน้าที่แม่ เงินทองที่หลี่อันเฉิงผู้เป็นสามีส่งมาให้ก็นำมาบำรุงปรนเปรอตนเอง สุดท้ายเมื่อหลี่อันเฉิงตายไปยังไม่ทันถึงสามเดือนก็หนีตามชายชู้ไป

ทว่าสิ่งที่เขาเห็นกลับตรงหน้า สายตาที่มองเด็กๆ ของเฉินซิ่วลี่ล้วนเต็มไปด้วยความโอบอ้อมอารี ท่าทีที่แสดงก็ดูจริงใจไม่เสแสร้ง ชายหนุ่มมองคนที่กำลังห่มผ้าให้เด็กชายทั้งสองอย่างใส่ใจแล้วยกมุมปากขึ้นยิ้มบาง เรื่องบางเรื่องเพียงได้ยินจากปากผู้อื่นก็ไม่อาจตัดสินได้จริงๆ

………………………………………….

เปิดตัวคุณหมอกู้เหยียน ชายหนุ่มวัน 31 ปี เป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่มาประจำการอยู่สถานพยาบาลหมู่บ้านต้าหยาง อบอุ่น จิตใจดี พึ่งพาได้ และยังไม่แต่งงานค่ะ^^

ปล. มาค่ำไปหน่อยขออภัยด้วยค่ะ เนตที่บ้านล่มค่ะ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...