โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนตำบลบ้านใหม่ ศูนย์ดีเด่นพะเยา 3 ปีซ้อน

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 31 ต.ค. 2566 เวลา 10.23 น. • เผยแพร่ 02 พ.ย. 2566 เวลา 02.00 น.

ตำบลบ้านใหม่ ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตร มีครัวเรือนเกษตรจำนวน 989 ครัวเรือน พืชเศรษฐกิจสำคัญคือ ข้าวนาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา เกษตรกรประสบปัญหาผลผลิตตกต่ำ มีต้นทุนสูงจากใช้ปุ๋ยเคมี ในปี 2562 ทางนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรของสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา ได้มาให้คำแนะนำเรื่องการตรวจวิเคราะห์ดิน และได้รวบรวมตัวอย่างดินของเกษตรกรส่งตรวจวิเคราะห์กับสถานีพัฒนาที่ดินพะเยา ปรากฏว่าดินของเกษตรกรทุกรายมีค่าเป็นกรดสูง เนื่องจากมีการใช้ปุ๋ยเคมีเป็นระยะเวลายาวนาน และพื้นที่เป็นชุดดินเรณู ที่มีความเป็นกรดสูง

ทางนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรของสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา จึงได้เข้ามาถ่ายทอดความรู้เรื่องการปรับปรุงบำรุงดิน ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ต่อมา คุณประสาน เชื้อดี และเกษตรกรแกนนำบ้านใหม่ บ้านร่องไฮ จำนวน 10 ราย ได้มาขอคำปรึกษาเพิ่มเกี่ยวกับการปรับปรุงบำรุงดิน และต้องการลดต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร ที่สูงเพิ่มขึ้นทุกปี นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรของสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองพะเยา ร่วมกับกลุ่มแกนนำจึงได้ประชาสัมพันธ์ ชักชวนผู้สนใจรวมตัวจัดตั้งเป็น ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน เพื่อที่จะได้เข้ามาถ่ายทอดความรู้ การปรับปรุงบำรุงดิน การตรวจวิเคราะห์ดิน และการใช้ปุ๋ยสั่งตัด หรือการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน เพื่อให้เหมาะสมกับพื้นที่ และพืชที่เกษตรกรเพาะปลูก จากการจัดตั้งศูนย์แห่งนี้ขึ้น นอกจากจะลดต้นทุนการผลิตแล้ว ที่สำคัญที่เห็นได้ชัดเจนคือ ดินมีความร่วนซุยเพิ่มมากขึ้น ข้าวในนาเขียว ให้ผลผลิตสูงขึ้น มีเกษตรกรเครือข่ายเพิ่มขึ้น และที่สำคัญสมาชิกกลุ่มยังมีรายได้จากการจำหน่ายปุ๋ย การบริการผสมปุ๋ย และจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ที่ทางสมาชิกกลุ่มร่วมกันผลิต

ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนตำบลบ้านใหม่ ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา ก่อตั้งเมื่อปี 2562 ปัจจุบันมีสมาชิก 31 ราย สมาชิกเครือข่าย 272 คน ปี 2564 ได้เข้าร่วมโครงการบริการธุรกิจดินปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) ได้รับการสนับสนุนแม่ปุ๋ย และเครื่องผสมปุ๋ย

ปี 2566 สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองพะเยาสนับสนุน กิจกรรมการพัฒนาศูนย์เครือข่าย (ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน) พัฒนาศูนย์เครือข่ายและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการจัดการดินและปุ๋ย สนับสนุนการดำเนิน กิจกรรมของศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนเครือข่าย 8,000 บาท กิจกรรมการพัฒนาศูนย์เครือข่าย (ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน) ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการจัดการดินและปุ๋ยเพื่อลดต้นทุนการผลิต จัดกระบวนการเรียนรู้ด้านการจัดการดินและปุ๋ยแก่สมาชิกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน กิจกรรมการพัฒนาศูนย์เครือข่าย (ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน) พัฒนาศูนย์เครือข่ายและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการจัดการดินและปุ๋ย จัดทำแปลงเรียนรู้ด้านการจัดการดินและปุ๋ย

การบริการของ ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.)

มีการให้ความรู้เรื่องดินและปุ๋ย ส่งเสริมการงดการเผา ตรวจวิเคราะห์ดิน พร้อมให้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน จัดหา บริการปุ๋ยคุณภาพดี และบริการผสมปุ๋ย ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ ผลิตและขยายผลแหนแดงสู่เกษตรกรศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนตำบลบ้านใหม่ ได้รับรางวัลประกวดศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนระดับจังหวัดในปี 2564, 2565, 2566 และได้รับรางวัลประกวด โครงการบริการธุรกิจดินปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) ดีเด่นระดับจังหวัด ในปี 2564

การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ทางศูนย์จัดการปุ๋ยชุมชนบ้านใหม่ ใช้องค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในการทำปุ๋ยหมักไม่กลับกอง สูตร “วิศวกรรมแม่โจ้ 1” โดยมีวิธีการทำดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 นำเศษข้าวโพดหรือฟางข้าว 4 ส่วน กับมูลสัตว์ 1 ส่วนโดยปริมาตร วางสลับกันเป็นชั้นบางๆ สูงไม่เกินชั้นละ 10 เซนติเมตร จำนวน 15-17 ชั้น รดน้ำแต่ละชั้นให้มีความชื้น ขึ้นกองเป็นรูปสามเหลี่ยมที่มีความสูงไม่ต่ำกว่า 1.50 เมตร ฐานกว้าง 2.5 เมตร ส่วนความยาวของกองจะยาวเท่าไรก็ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณเศษพืชและมูลสัตว์ที่มีความสำคัญของการที่ต้องทำเป็นชั้นบางๆ 15-17 ชั้น ก็เพื่อให้จุลินทรีย์ที่มีอยู่ในมูลสัตว์ได้ใช้ทั้งธาตุคาร์บอน (มีอยู่ในเศษพืช) และธาตุไนโตรเจน (มีในมูลสัตว์) ในการเจริญเติบโตและสร้างเซลล์ของจุลินทรีย์ ซึ่งจะทำให้การย่อยสลายวัตถุดิบเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว

ขั้นตอนที่ 2 รักษาความชื้นภายในกองปุ๋ยให้มีความเหมาะสมอยู่เสมอตลอดเวลา โดยมีการดำเนินการดังนี้ รดน้ำภายนอกกองปุ๋ยทุกเช้า (ถ้าฝนตกก็ให้งดขั้นตอนนี้) ใช้ไม้แทงกองปุ๋ยให้เป็นรูลึกถึงข้างล่างแล้วกรอกน้ำลงไป ระยะห่างของรูประมาณ 40 เซนติเมตร ทำขั้นตอนนี้ 5 ครั้ง ระยะเวลาห่างกัน 10 วัน เมื่อเติมน้ำเสร็จแล้วให้ปิดรูเพื่อไม่ให้สูญเสียความร้อนภายในกองปุ๋ย ขั้นตอนนี้แม้ว่าอยู่ในช่วงของฤดูฝนก็ยังต้องทำ เพราะน้ำฝนจะไม่สามารถไหลซึมเข้าไปในกองปุ๋ยได้ การที่ฝนไม่สามารถชะล้างเข้าไปในกองปุ๋ยได้เกษตรกรจึงสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ด้วยวิธีนี้ในฤดูฝนได้ด้วย ภายในเวลา 5 วันแรก กองปุ๋ยจะมีค่าอุณหภูมิสูงขึ้นมาก บางครั้งสูงถึง 70 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นเรื่องปกติสำหรับกองปุ๋ยที่ทำได้ถูกวิธี อันเกิดจากกิจกรรมการย่อยสลายของจุลินทรีย์ และความร้อนสูงนี้ยังเป็นสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมกับการทำงานของจุลินทรีย์ในกองปุ๋ยอีกด้วย หลังจากนั้นอุณหภูมิจะค่อยๆ ลดลงจนมีค่าอุณหภูมิปกติที่อายุ 60 วัน

ขั้นตอนที่ 3 เมื่อกองปุ๋ยมีอายุครบ 60 วัน ก็หยุดให้ความชื้น กองปุ๋ยจะมีความสูงเหลือเพียง 1 เมตร แล้วทำปุ๋ยอินทรีย์ให้แห้งเพื่อให้จุลินทรีย์สงบตัวและไม่ให้เป็นอันตรายต่อรากพืช วิธีการทำปุ๋ยอินทรีย์ให้แห้งอาจทำโดยทิ้งไว้ในกองเฉยๆ ประมาณ 1 เดือน หรืออาจแผ่กระจายในที่ร่มอากาศถ่ายเทให้มีความหนาประมาณ 20-30 เซนติเมตร แล้วเกลี่ยไปมา ซึ่งจะแห้งภายในเวลา 3-4 วัน ก็สามารถนำไปใช้บำรุงพืช และปรับปรุงดินในพื้นที่ของเกษตรกรได้ทันที หรือจะนำมาป่นละเอียดเพื่อจำหน่ายสร้างรายได้

ข้อห้าม ห้ามขึ้นเหยียบกองปุ๋ยให้แน่น หรือเอาผ้าคลุมกองปุ๋ย ห้ามละเลยการดูแลความชื้นทั้ง 2 ขั้นตอน เพราะถ้ากองปุ๋ยแห้งเกินไปจะทำให้ต้องใช้ระยะเวลาหมักนานขึ้น และปุ๋ยมีคุณภาพต่ำ ห้ามวางเศษพืชหนาเกินไป เพราะจะทำให้จุลินทรีย์ที่มีในมูลสัตว์ไม่สามารถเข้าไปย่อยสลายได้ ห้ามทำกองปุ๋ยใต้ต้นไม้ เพราะความร้อนของกองปุ๋ยจะทำให้ต้นไม้ตายได้ ห้ามระบายความร้อนจากกองปุ๋ย เพราะความร้อนจะช่วยให้จุลินทรีย์ทำงานได้ดีมากขึ้น

การใช้ ในนาข้าว ใช้ 300-3,000 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี ไม้ผล ใช้ 50 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี พืชผัก ใช้ 2 กิโลกรัมต่อตารางเมตร อ้อย ใช้ 600-1,200 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี

หมายเหตุ : ทั้งนี้ ขึ้นกับคุณภาพของดิน การทำกองปุ๋ยความยาว 4 เมตร สูง 1.5 เมตร ได้ปุ๋ยอินทรีย์ประมาณ 1 ตัน

นอกจากนี้ ทางศูนย์จัดการดินปุ๋ยบ้านใหม่ ยังได้เพาะเลี้ยงแหนแดงเพื่อใช้เป็นปุ๋ยและทำเป็นอาหารสัตว์ ช่วยลดต้นทุนการผลิต

การเพาะเลี้ยงแหนแดง แหนแดงเป็นพรรณไม้น้ำชนิดลอยบนผิวน้ำ ลักษณะทั่วไปประกอบด้วยลำต้น ราก และใบแหนแดงมีลักษณะพิเศษคือ ใบบนเป็นใบที่มีโพรงใบ ซึ่งเป็นที่อยู่ของสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน (Anabaena azollae) ในลักษณะพึ่งพาอาศัยกัน สาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวที่อาศัยในโพรงใบของแหนแดงสามารถตรึงไนโตรเจนได้ แล้วทำการเปลี่ยนไนโตรเจนให้เป็นแอมโมเนียม ซึ่งแหนแดงสามารถนำไปใช้ประโยชน์เพื่อการเติบโตได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มจำนวนแหนแดงได้ถึง 2 เท่า ภายใน 3-5 วัน

แหนแดงสำหรับปุ๋ยในนาข้าว ใบแหนแดงมีโพรงขนาดเล็กที่เป็นที่อาศัยของสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน Anabana azollae ที่สามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศได้ ด้วยภายในเซลล์จะมีเอนไซม์ Nitrogenase ซึ่งใช้เหล็กและโมลิบดินัมสำหรับเป็นโคแฟกเตอร์ในปฏิกิริยา พร้อมกับรีดิวซ์ก๊าซไนโตรเจนให้เป็นแอมโมเนีย และเก็บไว้ในเซลล์ และไนโตรเจนที่ตรึงได้นี้กลายเป็นธาตุอาหารสำคัญในการเติบโตของแหนแดง ทำให้แหนแดงมีคุณสมบัติเป็นปุ๋ยพืชสดได้เหมือนกับพืชตระกูลถั่วอื่นๆ แหนแดงที่อยู่ในสภาพที่เหมาะสม แหล่งอาศัยมีธาตุอาหารสูงจะสามารถเพิ่มจำนวนต้นได้รวดเร็ว โดยในเวลา 30 วัน แหนแดงสามารถเพิ่มจำนวน และเติบโตจนได้ต้นสดได้มากถึง 3 ตันต่อไร่ ซึ่งจะตรึงไนโตรเจนได้ประมาณ 5-10 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับนาดำ การใช้แหนแดงจะทำการหว่านแหนแดงก่อนการไถปักดำ ประมาณ 1 เดือน อัตราการหว่านที่ 50 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งระยะนี้จำเป็นต้องมีน้ำขังในแปลงนาตลอด หลังจากนั้น แหนแดงจะเติบโตและขยายจำนวนจนเต็มแปลงนา ก่อนทำการไถเพื่อปักดำต้นข้าว โดยสามารถให้ผลผลิตกว่า 1-3 ตันต่อไร่ หลังจากนั้น เมื่อต้นข้าวเติบโตจึงหว่านแหนแดงอีกรอบ ประมาณ 100 กิโลกรัมต่อไร่

วิธีการเพาะเลี้ยงแหนแดง เตรียมกะละมังหรือบ่อปูนซีเมนต์สำหรับเพาะเลี้ยงแหนแดง นำขี้วัวมาแช่น้ำทิ้งไว้อย่างน้อย 2 สัปดาห์ เมื่อครบกำหนดแล้วตักน้ำทิ้งแล้วเติมน้ำลงไปใหม่ ใส่ดินลงไปผสมกับขี้วัวอัตราส่วน 1 : 1 เติมน้ำสะอาดลงไปให้เหนือจากผิวดินประมาณ 10-15 เซนติเมตร ทิ้งไว้ให้ตกตะกอนประมาณ 1-2 วัน จึงปล่อยแหนแดงลงไปในบ่อหรือกะละมังเพื่อทำการเพาะเลี้ยง

ข้อดี ใช้เป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าวทดแทนปุ๋ยเคมีไนโตรเจน โดยที่ในโพรงใบแหนแดง สามารถดึงเอาไนโตรเจนจากอากาศมาใช้สำหรับการเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ แหนแดงมีอัตราส่วนระหว่างคาร์บอนต่อไนโตรเจน (C : N) อยู่ระหว่าง 8-13 หลังถูกไถกลบ จะย่อยสลายและปลดปล่อยธาตุอาหารออกมาในระยะเวลาที่สั้นประมาณ 8 สัปดาห์ ทำให้พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เร็วขึ้น ลดปริมาณวัชพืชในนาข้าว แหนแดงจะคลุมผิวน้ำป้องกันไม่ให้แสงแดดส่องลงไปในน้ำ ทำให้วัชพืชในน้ำเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่หากมีปริมาณมาก ให้เก็บมากองรวมกันสำหรับทำปุ๋ยหมักใช้ในแปลงพืชผักหรือสวนผลไม้ เป็นพรรณไม้น้ำประเภทลอยน้ำที่บางครั้งถูกนำมาปล่อยในระบบบำบัดน้ำเสีย โดยเฉพาะระบบบำบัดแบบบึงประดิษฐ์หรือบ่อบำบัดแบบเติมอากาศในบ่อสุดท้ายก่อนปล่อยลงสู่ลำน้ำสาธารณะทั้งนี้ แหนแดงที่ใช้บำบัดน้ำเสียจะช่วยลดความสกปรกของน้ำ และไนโตรเจนเป็นหลัก รวมถึงช่วยบำบัดโลหะหนักบางชนิดได้

สนใจศึกษาเรียนรู้ร่วมกัน ติดต่อศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนบ้านใหม่ หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา ประธาน คุณประสาน เชื้อดี โทร. 087-173-9241

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...