THE STREAMER จักรวาลกุญแจซอล
ข้อมูลเบื้องต้น
Life should be great rather than long
ชีวิตควรจะยิ่งใหญ่ มากกว่ายืนยาว
(Dr. B.R. Ambedkar)
✼ •••• ✼|| ꧁) ༒ (꧂ ||✼ •••• ✼
นักดนตรีคลาสสิกตื่นขึ้นมาในร่างของเด็กน้อยคนหนึ่ง ซึ่งเขามารู้ทีหลังว่ายุคสมัยที่ตัวเองอยู่นั้นคืออนาคตหลายพันปีถัดไป หลังจากมนุษย์ได้รับชัยชนะจากการทำสงครามกับเผ่าเซิร์กที่ยาวนานนับศตวรรษ เทคโนโลยีและพลังจิตของมนุษย์ได้ถูกพัฒนาจนก้าวหน้าถึงขีดสุด เมื่อทุกอย่างดำเนินมาถึงจุดอิ่มตัว ผู้คนจึงหันมาโหยหาความรื่นรมย์ทางจิตใจแทน
ศิลปะและดนตรีกลับมาเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและความรุ่มรวยทางอารมณ์ของมนุษย์อีกครั้ง พวกเขาพยายามฟื้นฟูอารยธรรมดนตรีเก่าๆ ที่ถูกหลงลืมในดาวโลกจำนวนนับไม่ถ้วน และในท้ายที่สุด พวกเขาก็พากันขนานนามยุคสมัยของตัวเองว่า "เรเนซองก์ยุคดวงดาว" บุคคลที่มีความสามารถด้านการสร้างความบันเทิงใจไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกม ร้องเพลง เต้น วาดรูป ทำอาหาร แฟชั่น หรือแม้แต่เล่นดนตรีล้วนได้รับความชื่นชอบจากผู้คนจำนวนมากผ่าน "ระบบสตรีมมิง" เทคโนโลยีที่ถูกพัฒนามาเพื่อรองรับการติดต่อสื่อสารของมนุษย์จำนวนแสนล้านคนทั่วทั้งกาแล็กซีทางช้างเผือก
แต่เพราะกาลเวลาที่ผ่านไปอย่างยาวนาน ความรู้และเรื่องราวเกี่ยวกับดนตรีคลาสสิกถูกลืมเลือน เครื่องดนตรีทั้งหลายกลายเป็นของหายาก โน้ตเพลง และวิธีการบรรเลงส่วนใหญ่สูญหายไป สำหรับอดีตราชานักดนตรีที่หายใจเข้าก็เป็นบทเพลง หายใจออกก็เป็นดนตรีอย่างเขาแล้วนั้น คงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อกลับไปเป็นนักดนตรีมืออาชีพอีกครั้ง แม้จะถูกเรียกว่า "สตรีมเมอร์" ก็ตาม!
.
.
[เด็กน้อยอายุแค่นี้ แต่กลับเล่นดนตรีได้โหดขนาดนี้ ล้อเล่นหรือเปล่า!?]
[เพลงพวกนี้ไม่เคยได้ยินเลยสักนิด เป็นเพลงของดาวโลกจริง ๆ เหรอ?]
[เอ่อ…สาบานว่านี้คือการเล่นดนตรี ทำไมมันยากแบบนี้ล่ะ?]
[ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเจ้าเครื่องดนตรีอย่างไวโอลิน จะมีวิธีการเล่นที่โหดร้ายแบบนี้ด้วย…]
[เชี่ย!! เล่นเก่งขนาดนี้ สตรีมเมอร์ยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า!?]
[แม่เจ้าโว้ย! อะไรมันจะยากขนาดนั้น ให้ฉันคุกเข่าบูชา แล้วเรียกนายว่า 'ท่านเทพ' เถอะนะ!]
✼ •••• ✼|| ꧁) ༒ (꧂ ||✼ •••• ✼
อัพนิยาย: ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 15.30 - 17.00 น
ปลดเหรียญ: ทุกวันเสาร์ อาทิตย์ และพุธ เวลา 10.00 น.
✼ •••• ✼|| ꧁) ༒ (꧂ ||✼ •••• ✼
E-book Status:
เล่ม 1 วางขายวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 0.00 น.
เล่ม 2 กำลังส่งพิสูจน์อักษร (วางขายวันที่ 6 - 9 มีนาคม 2567)
เล่ม 3 (จบ) Coming Soon…
✼ •••• ✼|| ꧁) ༒ (꧂ ||✼ •••• ✼
นิยายเรื่องนี้สงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลงหรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของนิยายไปเผยแพร่หรือกระทำการใดๆ ก่อนได้รับการอนุญาตจากผู้เป็นเจ้าของ หากฝ่าฝืนจะดำเนินการทางกฎหมายให้ถึงที่สุด
Youtube Playlist
Spotify Playlist
คำเตือนก่อนอ่าน
- นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายฟิลกู๊ดที่เน้นการเติบโตของตัวละครหลักอย่างค่อยเป็นค่อยไป อาจจะมีกลิ่นอายของ Slice of life เข้ามาเพิ่มเติมนิดๆ หน่อยๆ ซึ่งอาจจะดูเรื่อยๆ สำหรับนักอ่านบางท่าน
- มีการติดแท็ก "มิตรภาพ" เพราะฉะนั้นตัวละครที่ออกมาเยอะคือเพื่อนของตัวละครหลัก *ไม่ใช่ฮาเร็ม*
- ตัวละครหลัก คือ "นายเอก" ของเรื่องนี้ *ไม่มีการสลับโพแต่อย่างใด*
- พระเอกเรื่องนี้มีบทช้า หรือแสดงบทบาทของพระเอกออกมาช้า เนื่องจากอยากปูการเติบโตของตัวละครหลักก่อน
- ความรักไม่ใช่เรื่องหลัก หรือแกนหลักของนิยายเรื่องนี้ แต่จะเพิ่มเข้ามาเพื่อให้เรื่องราวมีสีสันมากขึ้นเท่านั้น
- นิยายเรื่องนี้จัดอยู่หมวดวาย เพราะตัวละครหลักเป็น LGBTQ ค่ะ
น้องกลอเรีย & พี่กาเบรียล
@JUDieSparkle
Part No.0 การเริ่มต้นใหม่ครั้งที่สอง
Why did you live?
Is it all nothing but a huge, frightful joke?
ทำไมคุณถึงมีชีวิตอยู่?
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเรื่องตลกที่น่าสะพรึงกลัวใช่ไหม?
นั่นคือคำพูดที่ยังคงติดตรึงอยู่ในห้วงความคิดนับตั้งแต่วินาทีแรกที่เขาลืมตาขึ้นมา มันเป็นไปได้หรือที่ความทรงจำของมนุษย์คนหนึ่งจะยังคงอยู่แม้ตัวจะตายไปแล้วแบบนี้ ต่อให้เวลาผ่านไปนานแค่ไหนก็ไม่มีทางที่เขาจะลืมหน้าตาของตัวเอง แต่ทว่าผิวหนังที่เต่งตึงราวกับเด็กน้อย แถมแขนขาก็ยังหดสั้นลง นี่มันไม่ใช่สถานการณ์ที่เขาจะสามารถยอมรับมันได้ง่าย ๆ อย่างแน่นอน
มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของเขากันแน่? นับจากช่วงเวลาที่เขารู้สึกตัว เวลาก็ผ่านไปแล้วสักพักใหญ่ แต่ความรู้สึกหนักอึ้งภายในใจกลับไม่ได้ลดลงไปตามกาลเวลาเลย
เด็กชายร่างกายผอมบางผิวขาวซีด ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความอ่อนล้าและอ่อนเพลีย ซึ่งเดาได้ไม่ยากเลยว่ามันคงมีสาเหตุมาจากความเจ็บป่วย มีเพียงดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเท่านั้นที่ยังคงมีชีวิตชีวา มันเต็มไปด้วยความฉงนสนเท่ห์ และเมื่อนัยน์ตาสบกับนัยน์ตาที่สะท้อนจากกระจกหน้าต่าง
เด็กคนนี้…ทำไมถึงเคลื่อนไหวเหมือนกับเป็นตัวเขา? แต่เขาไม่ใช่เด็กคนนี้เสียหน่อย
มือเล็กขาวซีดพยายามทดสอบเคลื่อนไหวไปมาบนภาพสะท้อน ริมฝีปากแห้งผากเม้มแน่นเมื่อเห็นชัดเจนแล้วว่าความจริงตรงหน้าเป็นอย่างไร เขาบังคับฝ่ามือลูบไล้บนใบหน้าของตัวเองอย่างแผ่วเบา เขาไม่รู้เลยว่าเด็กคนนี้อายุเท่าไร แต่นี่คือใบหน้าของเด็กน้อยอายุไม่ถึงสิบขวบอย่างแน่นอน
ผมสีน้ำตาลอ่อนยิ่งขับเน้นให้ใบหน้าซีดของเด็กน้อยคนนี้ดูอ่อนหวานมากขึ้น จินตนาการได้ไม่ยากเลยว่าเมื่อเติบโตขึ้นใบหน้านี้จะสมบูรณ์แบบขนาดไหน โดยเฉพาะดวงตาเฉี่ยวคมที่แสนจะดึงดูดสายตา แม้ว่าดวงตาคู่นี้จะอยู่บนใบหน้าของเขาเองก็ตาม
แต่ทั้งหมดนี่คือตัวเขา…หรือไม่ใช่ตัวเขากันแน่? ไม่ทันที่เขาจะได้พิจารณาสภาพตัวเองให้นานกว่านี้ เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้นพร้อมกับร่างหนึ่งพรวดพราดเข้ามา เธอคือหญิงสาวที่ดูมีอายุเล็กน้อย ทว่ากาลเวลาก็ไม่อาจพรากความงามของเธอไปได้ ใบหน้าของเธอสวยงามราวกับรูปปั้นที่ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีตบรรจง โดยเฉพาะรูปตาคมเฉี่ยวที่เด่นชัด ทำให้เขารู้ตัวทันทีว่าหญิงสาวตรงหน้านี้อาจจะมีความเกี่ยวข้องกับเด็กคนนี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
“กาเบรียล! ในที่สุดลูกก็ฟื้นขึ้นมา”
ทันทีที่ดวงตาของเราสบกัน เธอก็ถลาตัวเข้ามาหาพร้อมกับลูบเนื้อลูบตัวเขาไปมาด้วยความเป็นห่วง เสียงของผู้หญิงคนนี้สั่นเครือด้วยความตื้นตันใจ
“ลูกป่วยหนักมาก แถมยังนอนไม่ได้สติเกือบอาทิตย์ หมอบอกว่าลูกหยุดหายไปเกือบห้านาที…แม่…แม่คิดว่าจะเสียลูกไปซะแล้ว”
กาเบรียล…คือชื่อของเด็กคนนี้สินะ แต่นี่มันไม่ใช่ชื่อของเขาสักหน่อย ชื่อของเขาคือ…ไม่สิ…เขาชื่ออะไรกัน…?
เขานั่งนิ่งอยู่บนเตียงปล่อยให้หญิงสาวกอดเขาพร้อมกับร้องห่มร้องไห้ด้วยความดีใจ ด้วยความสงสารมือเล็ก ๆ จึงยกขึ้นมากอดตอบพร้อมกับตบหลังคนเป็นแม่เบา ๆ
“แม่ครับ…”
เขารู้สึกถึงความอบอุ่นที่เอ่อล้นขึ้นภายในใจ
“…!!”
ดูเหมือนว่าการที่เขาพูดออกไป จะทำให้คนเป็นแม่ที่กำลังร้องไห้อยู่หยุดชะงัก เธอรีบผละตัวออกมามองหน้าลูกชายในอ้อมกอดตัวเองด้วยความตื่นตกใจ
“กาเบรียล?”
เธอเรียกชื่อลูกชายด้วยความสับสน
“ครับ?”
เขาเอียงคอมองอีกฝ่ายด้วยความงุนงงต่อท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วนั้น
“ลูก…พูดได้…”
“ผมพูดไม่ได้เหรอครับ?”
เขาถามอีกฝ่ายด้วยความสับสน ทุกอย่างก็ดูปกตินี่นา นอกจากเสียงของเขาที่ดูแหบแห้งเพราะตั้งแต่ฟื้นขึ้นมายังไม่ได้ดื่มน้ำเลย
“ไม่ใช่…ไม่สิ! ฉันต้องฝันไปแน่ ๆ …เพียะ!”
ผู้หญิงที่บอกว่าเป็นแม่ของเขาเริ่มสติแตก เธอตบหน้าตัวเองไปมาเหมือนกับว่าตัวเองกำลังฝันไป เด็กชายตัวน้อยตาโตด้วยความตกใจจากการกระทำนั้น
“แม่! แม่ครับ! ผมหิวน้ำ”
เสียงตบแม้จะเพียงสองสามครั้งแต่มันก็ดังมากพอให้เขารู้ว่ามันจะต้องเจ็บอย่างแน่นอน และเขาก็ไม่ต้องการให้ผู้มีพระคุณของร่างนี้ต้องเจ็บตัวเพราะเขาเป็นสาเหตุหรอกนะ
“อ๊ะ ใช่สิ! ลูกยังไม่ได้ดื่มน้ำสินะ”
คิดได้ดังนั้นเธอก็หยุดการกระทำนั้นแล้วกระวีกระวาดหยิบน้ำมาให้ด้วยความลนลาน ไม่กี่นาทีเธอก็กลับมาพร้อมกับ ‘น้ำ’ ที่ดูยังไงก็ไม่เหมือนน้ำที่เขาคุ้นเคยมาก่อน
กาเบรียลมองน้ำที่อีกฝ่ายยื่นให้ด้วยความสับสน ทำไมมันเป็นน้ำที่อยู่ในลักษณะแปลก ๆ อย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ตามความเคยชิน น้ำจะเป็นของเหลวที่เทออกมาจากขวดหรือแก้ว? แต่ทำไม ‘น้ำ’ ตรงหน้าเขาถึงเป็นก้อนนุ่มหยุ่นแบบนั้น
ดูเหมือนว่าเขาจะจ้องมองมันนานเกินไป คนเป็นแม่เห็นดังนั้นก็เข้าใจว่าลูกชายของเธออาจจะไม่คุ้นชินกับการกินน้ำด้วยตัวเองแบบนั้น
“ลูกแค่เอามันเข้าปากแบบนี้แหละ อ้าม…”
ไม่ว่าเปล่า เธอยังหยิบ ‘ก้อน’ ในมือเข้าปากให้ดูเป็นตัวอย่างท่ามกลางสายตาที่ตื่นตกใจของเด็กชายที่มองตาค้าง นี่…คือการกินน้ำแบบไหนกัน
“กาเบรียลอ้าปากสิลูก เดี๋ยวแม่ป้อนเองนะ”
เมื่อเห็นลูกชายของตัวเองมองนิ่งก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกเอ็นดูมากกว่าเดิม แม้จะยังตกใจกับรูปแบบการกินน้ำแบบใหม่อยู่ แต่เพราะตอนนี้ในคอของเขาแห้งผาก สุดท้ายก็ต้องอ้าปากอย่างจำยอม
ทันทีที่ก้อนน้ำนั้นเข้ามาในปากมันก็แตกออกมากลายเป็นน้ำที่เขาคุ้นเคย คงเป็นเพราะว่ามันอยู่ในรูปแบบแปลก ๆ ทำให้เขาอดรู้สึกไม่ได้ว่าน้ำนี้มันดูรสชาติพิลึกไปสักนิด แต่มันก็ไม่ได้แย่จนกินไม่ได้ คงคล้ายกับการกินน้ำยี่ห้อเดิมมาตลอด แต่พอวันหนึ่งเปลี่ยนไปกินน้ำยี่ห้ออื่นก็เลยไม่คุ้นชินกับรสชาติเสียมากกว่า
“แม่ครับ ทำไมน้ำเป็นแบบนี้…มันไม่ได้เป็นขวดเหรอครับ”
เขาตัดสินใจถามสิ่งที่คาใจเขามากที่สุด เรื่องนี้มันทำให้เขาค้างคามากกว่าการที่ตื่นมารู้ว่าตัวเองอยู่ในร่างใหม่ที่ตัวเองไม่คุ้นเคยเสียอีก
“น้ำขวด? นั่นมันแพงเกินไปที่เราจะซื้อได้นะลูก มันไม่ได้ขายที่ดาวของเราหรอกนะ”
“ครับ?”
อะไรคือการที่น้ำมีราคาแพง? อะไรคือดาว? ก็พวกเราเป็นมนุษย์ก็ต้องอยู่บนโลกไม่ใช่หรือ?
ดูเหมือนว่าตอนนี้จะมีเรื่องราวมากมายที่เขาไม่เข้าใจอยู่เต็มไปหมด นอกจากเรื่องการมาอยู่ในร่างที่ไม่คุ้นเคยก็น่าตกใจมากพออยู่แล้ว แต่เรื่องสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป แถมมีแต่อะไรที่เขาไม่รู้จักเต็มไปหมด พวกนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าตกใจไม่แพ้กัน
“แต่ถ้าลูกอยากดื่มน้ำแบบนั้นแม่จะลองถามพ่อดู…”
“ม…ไม่เป็นไรครับ ผมแค่สงสัยเฉย ๆ ก็มันแพงไม่ใช่เหรอครับ”
เขารีบปฏิเสธเมื่อเห็นท่าทีมุ่งมั่นนั้น
“มันแพงก็จริง แต่ไม่ใช่ว่าเราจะซื้อมาให้ลูกลองดื่มไม่ได้หรอกนะ”
“ไม่ใช่ครับ ผมแค่ไม่คุ้นเคยก็เลยถามเฉย ๆ”
เขาแก้ตัวเสียงอ้อมแอ้ม ไม่สบายใจอย่างมากที่รู้ว่าตัวเองเป็นสาเหตุให้คนใกล้ตัวต้องมาลำบากในเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้
หญิงสาวเห็นใบหน้าที่ซึมลงคล้ายกับสัตว์ตัวน้อย ๆ ก็ยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู เธอยกมือลูบผมสีน้ำตาลอ่อนที่ถอดแบบออกมาจากสามีของเธออย่างอ่อนโยน
“ถ้าพ่อของลูกกลับมาจะต้องดีใจมากแน่นอนที่เห็นว่าลูกเป็นปกติแบบนี้แล้ว”
เธอบอกพร้อมกับน้ำตาที่เริ่มคลอด้วยความดีใจ เดิมทีลูกชายคนโตของเธอคลอดออกมาด้วยสภาวะผิดปกติ และไม่มีใครรู้แม้กระทั่งแพทย์ด้วยกันเองก็ตาม
เพราะตอนที่เธอตั้งครรภ์ในช่วงเดือนแรก ทั้งเธอและสามีก็คอยพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพของเด็กอยู่ตลอดเวลา และไม่ว่าจะตรวจมากแค่ไหน แพทย์ทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเด็กมีร่างกายแข็งแรงปกติ ซึ่งเธอและสามีก็รู้สึกวางใจ
จนเวลาล่วงเลยผ่านไปถึงสามปีนับตั้งแต่ลูกชายคนโตคลอดออกมา เธอและสามีจึงพบว่าลูกของเธอเป็นเด็กผิดปกติทางสติปัญญา เขาจะชอบเหม่อลอยและไม่มีปฏิสัมพันธ์กับใคร อีกทั้งสุขภาพร่างกายก็อ่อนแอ เจ็บป่วยออด ๆ แอด ๆ อยู่เสมอ
เธอและสามีจึงร้อนใจพาลูกน้อยไปรักษากับแพทย์ที่มีชื่อเสียงจากต่างดาว แต่กลายเป็นว่าเราทั้งคู่ต่างคว้าน้ำเหลว หมอทุกคนพากันส่ายหน้าบอกว่าไม่สามารถรักษาอาการเหล่านี้ได้
สุดท้ายสองสามีภรรยาก็ต้องถอดใจอย่างไม่ยินยอม พวกเขาตัดสินใจว่าจะพยายามเลี้ยงดูลูกชายคนโตให้ดีที่สุดไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ไม่คิดว่าท้ายที่สุดแล้วปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้น ลูกชายเธอหายเป็นปกติอย่างไม่น่าเชื่อ!
“พ่อ?”
ยิ่งเห็นใบหน้าราวกับตุ๊กตานั้นพยายามถามอะไรมากมายเพื่อทำความเข้าใจ ก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกปลื้มปริ่มจนอยากจะร้องไห้ ขอบตาของหญิงสาวร้อนผ่าว แต่ก็ต้องกลั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้ลูกชายต้องตกใจไปมากกว่านี้
“เมื่อครู่แม่ส่งข้อความไปบอกพ่อแล้วว่าลูกหายเป็นปกติแล้ว แต่เพราะว่าพ่อของลูกไปติดต่อธุรกิจที่ดาว AB1102 เรื่องน้องสาวของลูกเลยต้องใช้เวลาเดินทางประมาณสองชั่วโมงกว่า ๆ แต่รอไม่นานหรอกจ้ะ”
“ครับ”
เด็กน้อยตัดสินใจพยักหน้าตามน้ำไปก่อน ทว่าภายในใจกลับเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่ผสมปนเปกันจนเขาเลือกไม่ถูกว่าจะถามเรื่องอะไรก่อนดี
อะไรคือดวงดาวเอบี…? มันคือชื่อเมืองใหม่เหรอ? อันที่จริงสิ่งที่น่าแปลกใจไม่ได้มีเพียงก้อนน้ำแปลก ๆ หรือชื่อดวงดาวเท่านั้น ทว่าทุกอย่างภายในห้องนี้ล้วนแต่แปลกตาเขาไปหมด ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ของใช้ทั่วไป เฟอร์นิเจอร์ การแต่งตัวของผู้หญิงที่กลายมาเป็นแม่ของเขา รวมไปถึงเตียงนอนและชุดที่เขาสวมใส่อยู่
นี่เขาอยู่ในโลกไหนกันแน่เนี่ย หรือว่าเขาตายแล้วโผล่มาในสวรรค์? เด็กชายรู้สึกคันยุบยิบภายในใจอย่างสุดขีดเมื่อต้องแบกรับความสงสัยที่พอกพูนทุกวินาที แต่ทว่าไม่สามารถถามใครได้!
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่…?
Part No.1 ความปรารถนาจากห้วงความทรงจำ
“พี่!! ทำไมวันนี้ก็ออกไปข้างนอกอีกแล้ว! แม่บอกให้พี่อยู่เป็นเพื่อนหนูนะ!”
เสียงร้องโวยวายของเด็กหญิงตัวน้อยอายุประมาณแปดขวบ ใบหน้ากลมน่ารักบัดนี้บู้บี้ด้วยความโมโห ถึงแม้เธอจะเป็นเด็กแต่ดูเหมือนว่าเธอจะเป็นเด็กน้อยที่ฉลาดและหัวไวกว่าเด็กวัยเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด
“แค่ออกไปข้างนอกแป๊บเดียวเอง”
กาเบรียลในตอนนี้เริ่มโตขึ้นมากกว่าเดิมแล้ว เขาก้มมองน้องสาวที่ผันตัวเป็นหมีโคอาลาไล่เกาะเอวเขาไม่ปล่อยอย่างอ่อนใจ
นับจากวันที่เขาฟื้นขึ้นมาเป็นครั้งแรก เวลาก็ล่วงเลยผ่านไปนานถึงห้าปี จากเด็กชายอายุห้าขวบที่ร่างกายผอมแห้งคล้ายคนป่วยใกล้ตาย บัดนี้กลายเป็นเด็กชายที่มีร่างกายแข็งแรงคนหนึ่งแล้ว
ทว่ากาเบรียลก็ยังเป็นเด็กชายที่มีหน้าตาน่ารักคล้ายกับตุ๊กตาอยู่เหมือนเดิม ซึ่งครั้งแรกที่เขาได้เจอหน้าคุณพ่อของร่างนี้ก็เข้าใจได้ทันทีว่าที่มาของเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนประกายพร้อมกับริมฝีปากอวบอิ่มคล้ายกับลูกเชอร์รีนี้ได้มาจากใคร
เพราะหน้าตาของเขาถอดแบบออกมาจากคนเป็นพ่อแทบทั้งหมด มีเพียงดวงตาของคนเป็นแม่เท่านั้นที่ช่วยตัดความหวานของใบหน้าให้ดูเฉียบคมขึ้น ไม่หวานจนเกินไป
เมื่อหันกลับมามอง “กลอเรีย” น้องสาวเพียงหนึ่งเดียวที่หน้าตาสวยคมถอดแบบจากแม่เต็มที่ กาเบรียลก็ได้แต่แอบอิจฉาอยู่ในใจ โดยเฉพาะดวงตาคมกริบที่รับกับคิ้วที่โก่งราวกับคันศรนั้นยิ่งขับให้ใบหน้าของน้องสาวของเขาดูสวยคมมากขึ้นกว่าเดิม แม้ว่าตอนนี้เธอจะมีอายุเพียงแค่แปดขวบก็ตาม
ส่วนตัวเขากลับถูกคนส่วนใหญ่เรียกว่าตุ๊กตาเดินได้เสียอย่างนั้น…ไม่ยุติธรรมเลยสักนิด…
“ไม่จริง! รอบที่แล้วพี่ก็บอกแบบนั้น แต่สุดท้ายก็หายไปทั้งวันเลย!!”
กลอเรียโวยวายพร้อมกับออกแรงโอบแขนที่กอดเอวกาเบรียลให้แน่นขึ้น ยังไงวันนี้เธอก็จะไม่ยอมปล่อยพี่ชายไปง่าย ๆ แน่!
“เฮ้อ…”
เห็นแบบนั้นกาเบรียลก็ได้แต่ถอนหายใจด้วยความปลง
“ไม่ต้องมาถอนหายใจเลย คนขี้โกหก!”
กลอเรียเห็นพี่ชายถอนหายใจก็ยิ่งโมโหมากขึ้นกว่าเดิม อย่ามาทำเหมือนกับว่าเธอเป็นภาระนะ ก็แค่อยู่ด้วยกันอีกวันเดียวเอง!
“ถ้าอย่างนั้นพี่ขอคุยกับแม่แป๊บนึงนะ”
ถึงแม้ว่าเขาจะชอบเด็กฉลาด แต่การที่น้องสาวดูฉลาดเกินวัยแถมรู้ทันเขาแบบนี้มันดูจะไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไรหรอกนะ
กลอเรียมองหน้าพี่ชายอย่างไม่ไว้ใจ แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มน่ารักของพี่ชายก็ดันใจอ่อนเผลอปล่อยเอวอย่างไม่รู้ตัว กาเบรียลเห็นน้องสาวว่าง่ายดังนั้นก็ก้มลงไปหอมแก้มเบา ๆ เป็นรางวัล ทันใดนั้นเจ้าหญิงน้อยที่หน้าตาบูดบึ้งก็ฉีกยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดีทันที
กาเบรียลเดินเข้ามาในบริเวณมุมหนึ่งของบ้านที่มีจอโฮโลแกรมขนาดใหญ่อยู่ นี่คืออุปกรณ์สำหรับติดต่อข้ามดวงดาวที่มีราคาแพงมากเสียจนเขาแทบเป็นลมตอนรู้ราคาครั้งแรก แต่ถึงอย่างนั้นมันก็คือสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีติดบ้านเอาไว้ เนื่องจากช่วงที่พ่อกับแม่ของเขาออกไปทำธุระแต่ละครั้งถ้ามีเรื่องด่วนอะไรขึ้นก็จะต้องติดต่อผ่านอุปกรณ์นี้เท่านั้น
เพราะดาวที่เขาอยู่คือดาวที่อยู่ห่างไกลจากจุดศูนย์กลางของกาแล็กซีมาก ถ้าจะเรียกให้เข้าใจง่ายกว่านั้นก็คือเป็นดาวบ้านนอกที่มีความเจริญในระดับล่าง ๆ ของกาแล็กซี ดังนั้นการติดต่อระหว่างดวงดาวจึงมีข้อจำกัดสูง
โชคดีที่เขาเกิดในครอบครัวที่มีฐานะค่อนข้างดีสำหรับดาวดวงนี้ ทำให้สามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่อัตคัดนัก
พ่อของกาเบรียลเป็นนักธุรกิจที่ต้องคอยติดต่อกับนักธุรกิจของแต่ละดวงดาว ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาว่างอยู่บ้านแบบนาน ๆได้ ยิ่งช่วงหลังธุรกิจไปได้ด้วยดี แม่ก็เลยต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเพื่อไม่ให้พ่อโหมงานหนักอยู่คนเดียว ดังนั้นการที่เขาต้องอยู่บ้านเพื่อเลี้ยงน้องจึงกลายเป็นเรื่องปกติ กลายเป็นว่าสุดท้ายน้องสาวคนเล็กก็ติดพี่ชายยิ่งกว่าพ่อแม่ของตัวเองเสียอีก
ซึ่งโลกที่กาเบรียลอยู่นั้นเรียกได้ว่าเป็นโลกอนาคตของมนุษย์ในอีกหลายพันปีต่อมา หลังจากมนุษย์สามารถหาทางออกไปใช้ชีวิตนอกโลกได้ สุดท้ายพวกเขาก็ขยายอาณาเขตของตัวเองไปทั่วกาแล็กซีทางช้างเผือก เรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาอารยธรรมอย่างขีดสุดของมนุษยชาติ
แต่กลายเป็นว่าทุกอย่างไม่ได้สวยงามอย่างที่วาดฝันไว้ ณ ใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือกมีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “เซิร์ก” ซึ่งเป็นสัตว์ประหลาดที่ไม่ต่างอะไรจากปรสิตระดับต่ำ พวกมันมีจำนวนมากแถมยังใช้จิตวิญญาณร่วมกัน
จึงกลายเป็นว่ามนุษย์ต้องเจอกับศัตรูที่โหดร้ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าพวกเขายังต้องการที่จะขยายพื้นที่ต่อไป การต่อสู้กับเซิร์กจึงกลายเป็นเป้าหมายที่มวลมนุษยชาติต้องก้าวผ่านไปให้ได้
สงครามดำเนินต่อไปยาวนานนับสหัสวรรษ การต่อสู้นั้นไม่เพียงจบลงด้วยชัยชนะอย่างสมบูรณ์แบบของมนุษย์ แต่มันยังทิ้งมรดกตกทอดเอาไว้ นั่นคือ ‘พลังจิต’ ที่มนุษย์บางกลุ่มวิวัฒนาการระหว่างการต่อสู้กับเหล่าเซิร์ก และนั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของระบอบการปกครองแบบใหม่ในท้ายที่สุด
“แม่ครับ…”
กาเบรียลทักทายคนในจอทันทีที่การติดต่อสำเร็จ
“กาบี้ แม่เพิ่งออกเดินทางก็ติดต่อมาแล้ว มีอะไรด่วนหรือเปล่าจ๊ะ”
หญิงสาวในจอยิ้มแย้มอย่างสดใส ด้านข้างของเธอมีชายหนุ่มที่มีใบหน้าสวยราวกับตุ๊กตากำลังนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ทั้งคู่คือรีเบคก้า และอกูสติน คุณแม่และคุณพ่อของกาเบรียลนั่นเอง
“วันนี้ผมมีนัดไปที่บ้านคุณฟีดันโก แต่ว่ากลอเรียงอแงอยากจะไปด้วย ผมพาน้องไปด้วยได้ไหมครับ”
เพราะการเลี้ยงเด็กในยุคสมัยนี้จะมีเทคโนโลยีคอยอำนวยความสะดวกเสมอ ดังนั้นพี่เลี้ยงจึงเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น กอปรกับสภาพสังคมของดาวดวงนี้ที่แทบจะไม่มีความเหลื่อมล้ำอะไรมากมาย
เพราะมนุษย์ที่อาศัยอยู่ที่ดาวแห่งนี้ส่วนใหญ่เป็นคนธรรมดาที่ทำธุรกิจเป็นอาชีพหลัก หรือบางกลุ่มก็เป็นเกษตรกรติดต่อค้าขายกับดาวอื่น ๆ เรียกได้ว่าเป็นดาวที่มีอัตราการว่างงานต่ำ ไม่มีผู้คนเร่ร่อนหรือขอทาน ดังนั้นอัตราการเกิดอาชญากรรมจึงต่ำจนแทบจะเป็นศูนย์เช่นเดียวกัน
“ลูกไปเล่นเครื่องอะไรนั่นอีกแล้วหรือจ๊ะ”
รีเบคก้าถามอย่างไม่แน่ใจ หลังจากที่ลูกชายของเธอฟื้นขึ้นมาก็เอาแต่พูดถึงเรื่องดนตรี เรื่องเครื่องเล่นประหลาด ๆ ที่มีแต่พวก ‘ซาจิทาเรียส’ หรือกลุ่มคนที่ถูกขนานนามว่าเจริญและทรงอำนาจที่สุดในกาแล็กซีเท่านั้นที่รู้จัก
ตอนแรกเธอก็ไม่เห็นด้วยที่ลูกชายเอาแต่ร้องหาแต่เรื่องที่มันเกินตัวแบบนี้ ยิ่งพวกเราอาศัยอยู่ดาวดวงเล็กตรงขอบกาแล็กซีอย่างนี้ พวกเครื่องดนตรีก็ไม่ต่างอะไรกับการงมเข็มในมหาสมุทร
โชคดีที่เพื่อนของอกูสตินเคยไปซาจิทาเรียส และเขาก็ได้ซื้อเครื่องดนตรีที่ว่าติดมือมาด้วยทั้งที่ไม่มีใครที่เล่นเป็นเลยด้วยเหตุที่ว่า…มันสวยดี
ดังนั้นเมื่อตอนที่อกูสตินปวดหัวถึงวิธีหาซื้อเปียโน เพื่อนคนนี้ที่ทราบข่าวก็เข้ามาแสดงน้ำใจให้อย่างเอื้อเฟื้อ ดังนั้นลูกชายของเธอจึงกลายเป็นแขกประจำของบ้านนั้นไปโดยปริยาย
“เปียโนต่างหากละครับ”
กาเบรียลบึนปากเมื่อเห็นว่าแม่ของตัวเองมีท่าทีต่อต้านเครื่องดนตรีสุดที่รักของตัวเอง
“เปียโนก็เปียโน…แม่ละแปลกใจจริงที่ลูกรู้วิธีเล่น ทั้งที่ดาวของเราไม่มีใครเล่นมันได้เลย”
“ใกล้ถึงวันเกิดของกาบี้แล้วนี่ อยากได้อะไรเป็นของขวัญวันเกิดครับ”
คุณพ่อที่นั่งเงียบมาตลอดก็เงยหน้าขึ้นมาถามหลังจากที่เอกสารในมือถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว ถึงแม้สองสามีภรรยาจะเดินทางทำธุรกิจไม่เว้นวัน แต่พวกเขาจะมีเวลาสำหรับวันสำคัญของลูกชายและลูกสาวเสมอ
“ผมอยากไปเล่นเปียโนที่บ้านคุณฟีดันโกบ่อย ๆ”
เมื่อเห็นโอกาส กาเบรียลก็ไม่ลังเลที่จะคว้าไว้
“เฮ้อ…ลูกชายของเราไม่คิดจะขออะไรเหมือนกันคนอื่นเลยสักครั้ง”
รีเบคก้าได้ยินคำขอนั้นก็ถอนหายใจอย่างปลง ๆ ไม่ว่าวันเกิดของลูกชายจะผ่านไปกี่ปี คำขอของเขาก็ยังมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือการขอให้พวกเธออนุญาตให้เขาเล่นดนตรีต่อไป
“พ่ออยากจะซื้อเครื่องดนตรีให้ลูกเหมือนกันนะ เพียงแต่ว่ามันหายากเสียเหลือเกิน”
อกูสตินบ่นออกมาด้วยความหงุดหงิด เขาพยายามติดต่อและใช้เส้นสายที่มีในมือทั้งหมดในการหาช่องทางการซื้อเปียโนให้ได้
ทว่าโชคร้ายที่ช่วงนี้เป็นช่วงตลาดขาขึ้นของเปียโน เมื่อประชากรในกลุ่มซาจิทาเรียสกำลังนิยมเครื่องดนตรีแบบนี้พอดิบพอดี ทำให้มันไม่หลงเหลือมาถึงพวกเขาที่อยู่ห่างไกลเลยสักชิ้นเดียว
“ไม่เป็นไรครับ ผมเล่นที่บ้านคุณฟีดันโกก็ได้”
สำหรับ กาเบรียล เครื่องดนตรีก็คือเครื่องดนตรี เขาต่างหากที่เป็นผู้สร้างเสียงอันสวยงามที่แท้จริง ดังนั้นต่อให้มันจะเป็นหรือไม่เป็นของเขาก็ไม่สำคัญ ตราบใดที่เขาสามารถเล่นมันได้ เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว
“แต่เราจะไม่รบกวนเขามากเกินไปเหรอคะที่รัก”
รีเบคก้าหันไปถามสามีด้วยความกังวล
“โธ่ที่รัก…หมอนั่นแทบจะแย่งลูกเราไปอยู่แล้ว ช่วงไหนกาบี้ไม่ไปติดต่อกันเกินสามวัน มันก็ทักมาถามผมแล้วว่าเมื่อไหร่ลูกชายของเราจะไปอีก”
“อย่างนั้นเหรอคะ”
เมื่อเห็นว่าทางฝั่งนั้นไม่มีปัญหาเธอก็โล่งใจ
“ถ้าอย่างนั้นให้ผมพากลอเรียไปด้วยนะครับ”
กาเบรียลขอร้องพร้อมกับทำตาปริบ ๆ เมื่อคู่สามีภรรยาเห็นลูกชายตัวเองอ้อนวอนด้วยหน้าตาน่ารักนั้นก็ใจละลายทันที พร้อมกับพยักหน้าอนุญาตอย่างลืมตัว
“ขอบคุณครับ!”
เห็นดังนั้นกาเบรียลก็ฉีกยิ้มด้วยความดีใจ ในที่สุดเขาก็จะได้ไปเล่นเปียโนอีกครั้งหลังจากอยู่บ้านเลี้ยงน้องสาวและเป็นเพื่อนน้องสาวติดต่อกันมาสองวัน
กาเบรียลเดินดี๊ด๊าอารมณ์ดีโดยมีกลอเรียมองด้วยสีหน้าไม่ไว้ใจ
“พี่ชายเหมือนคนบ้า!”
น้องสาวเบะปากบอก
“เดี๋ยวเถอะ พี่อุตส่าห์ติดต่อขอท่านแม่ให้พาเราไปด้วย เดี๋ยวก็เปลี่ยนใจซะหรอก”
เห็นน้องสาวที่จ้องจะปีนเกลียวตัวเองตลอดเวลาแบบนี้ คนเป็นพี่ก็ได้แต่ปลงอยู่ในใจ ต้องยอมรับว่ามันเป็นความผิดของเขาเองที่ตามใจน้องสาวจนเสียคน เพราะเขาไม่เคยมีพี่น้องมาก่อน ดังนั้นครั้งแรกที่รู้ว่าตัวเองมีน้องสาว เขาก็ตั้งใจจะปกป้องดูแลน้องสาวคนนี้ให้ดีที่สุด
แต่กลายเป็นว่าความตั้งใจนั้นกลับทำให้กลอเรียกลายเป็นเจ้าหญิงแสนเอาแต่ใจของบ้านแทน
“บู๊…ไม่รู้แหละ หนูรู้ว่ายังไงแม่ก็อนุญาตเพราะใกล้วันเกิดของพี่ไง”
นอกจากเจ้าหญิงน้อยจะเอาแต่ใจแล้ว เธอยังชอบทำตัวรู้ทันชาวบ้านเสียด้วย
“เราไม่เคยไปบ้านคุณฟีดันโกเลยใช่ไหมล่ะ ไปแล้วต้องรักษามารยาทด้วยนะ ถึงเขาจะเป็นเพื่อนของท่านพ่อแต่ก็เป็นตระกูลทรงอำนาจตระกูลหนึ่งของดาวนี้”
กาเบรียลกำชับเสียงเข้มขณะที่เดินเข้าไปอุ้มเด็กน้อยที่ดูเหมือนจะน้ำหนักขึ้นอีกแล้ว
“รู้แล้วค่า” กลอเรียตอบรับเสียงยาน
“…หนูก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าพี่ไปทำอะไรที่บ้านนั้นบ่อย ๆ ปล่อยให้น้องสาวที่น่ารักอยู่บ้านกับหุ่นยนต์แบบนี้มันไม่ดีต่อพัฒนาการของเด็กนะคะ!”
กาเบรียลได้ยินแบบนั้นก็ยกมือบีบจมูกเล็ก ๆ ของน้องสาวด้วยความมันเขี้ยว
“ดูคำพูดคำจาสิ”
“พี่! อย่าแกล้งหนู!”
เด็กน้อยโวยวายเมื่อถูกทำร้ายโดยไม่มีทางสู้
“พี่ไปเล่นดนตรีต่างหาก”
กาเบรียลตัดสินใจเฉลยก่อนล่วงหน้าเพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหญิงน้อยคนนี้ตกใจตอนไปถึงบ้านคุณฟีดันโกจริง ๆ
“เล่นดนตรี?”
กลอเรียเอียงหน้าด้วยความสงสัย “ดนตรีก็แค่ใช้ ‘ระบบ’ สร้างก็ได้นี่นา ไม่จำเป็นต้องไป ‘เล่น’ ให้เหนื่อยเปล่า เสียเวลาจะตาย”
“มันเหมือนกันซะที่ไหน…”
กาเบรียลถอนหายใจเมื่อนึกได้ว่าโลกอนาคตอย่างทุกวันนี้ การเล่นดนตรีกลายเป็นเรื่องสูงส่ง หายาก และมักกระจุกตัวอยู่แต่ในกลุ่มพวกมหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ นายพล ขุนนาง หรือนักธุรกิจที่ร่ำรวยอันดับต้น ๆ ที่อาศัยอยู่บริเวณใจกลางกาแล็กซี
ส่วนพวกเขาที่อยู่ดวงดาวห่างไกลก็ได้แต่มองตาปริบ ๆ ใช้ระบบสังเคราะห์เสียงสร้างดนตรีขึ้นมาเพียงอย่างเดียวเพราะโอกาสในการเข้าถึงเครื่องดนตรีพวกนั้นมันน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
อันที่จริงใช่ว่ากาเบรียลจะไม่ได้ลองใช้ระบบที่กลอเรียพูดถึง แต่เขาไม่พอใจกับการสร้างดนตรีจากระบบอย่างมากถึงมากที่สุด เพราะเสียงสังเคราะห์พวกนั้นสร้างได้แต่เสียงที่ไพเราะเพียงอย่างเดียว ทว่ามันกลับไม่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ที่เขาต้องการได้เลย ต่างจากการเล่นดนตรีที่แม้จะมีเสียงเหมือนกัน แต่ทักษะของผู้เล่น การใช้เทคนิค และความเข้าใจที่มีต่อเครื่องดนตรีนั้นส่งผลต่อเสียงเพลงที่บรรเลงออกมาทั้งสิ้น
และนั่นจึงทำให้เขาต้องขอร้องคุณพ่อคุณแม่เรื่องการเล่นดนตรีอยู่เสมอทั้งที่ไม่มีใครสามารถสอนเขาได้เลยก็ตาม เพราะขอแค่มีเครื่องดนตรีให้ เขาสามารถเรียนรู้และฝึกฝนด้วยตัวเองจาก “ความทรงจำ” ที่มีทั้งหมดได้
“ไม่เหมือนกันตรงไหน เพลงที่หนูฟังก่อนนอนทุกวันก็มาจากระบบทั้งนั้น”
กลอเรียเห็นพี่ชายยืนยันหนักแน่นก็บ่นหงุงหงิงคนเดียว
“ไม่เหมือนอย่างมากเลยแหละ…”
กาเบรียลเห็นน้องสาวทำหน้าบู้บี้ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ เขาก้มลงหอมแก้มน้องสาวด้วยความมันเขี้ยวอีกครั้ง
“…เดี๋ยวพี่จะเล่นให้ฟังนะ”
กลอเรียได้ยินดังนั้นก็รีบเงยหน้าขึ้นมาตาเป็นประกาย
“จริงนะ?”
“จริงสิครับ”
“สัญญานะ”
ไม่ว่าเปล่า เจ้าหญิงก็ยกนิ้วก้อยขึ้นมาเป็นการกดดัน นี่เป็นสิ่งที่เธอได้เรียนรู้จากพี่ชายว่าถ้าทำแบบนี้หมายความว่าอีกฝ่ายจะต้องรักษาคำพูดของตัวเอง ห้ามบิดพลิ้ว!
กาเบรียลอดยิ้มกับความหัวไวของน้องสาวไม่ได้ เขาพูดถึงการเกี่ยวก้อยแค่ครั้งเดียว แต่เด็กน้อยกลับจดจำมันได้อย่างรวดเร็วจนคาดไม่ถึง
เด็กชายยกนิ้วก้อยเล็ก ๆ ขึ้นมาเกี่ยวกับนิ้วป้อมป้อมนั้นพร้อมกับเขย่าไปมาเบา ๆ
“สัญญาครับ”
Part No.2 บทกวีแห่งความสุข
“ว้าว…” เสียงร้องอย่างตื่นเต้นของเด็กน้อย พร้อมกับดวงตาที่เป็นประกายเมื่อมองเห็นสิ่งประดิษฐ์ที่แปลกตาอย่าง “แกรนด์เปียโน”
มันคือเครื่องดนตรีที่มีขนาดใหญ่ แถมการออกแบบของมันก็แสนจะโอ่อ่า ตัวรูปร่างที่ดูงดงามทว่าแข็งแกร่ง อีกทั้งพื้นผิวของมันยังถูกทาด้วยสีดำเงาวาววับ เมื่อประกอบรวมกันก็ยิ่งขับให้เปียโนหลังนี้ดึงดูดสายตาด้วยความสง่างามของตัวมันเอง แม้ตรงลิ่มคีย์บอร์ดมีฝาครอบปิดเอาไว้ก็ไม่ได้ลดทอนความสวยงามของมันลงเลยแม้แต่น้อย
ตอนนี้เจ้าหญิงน้อยของกาเบรียลกำลังจ้องมองเครื่องดนตรีชนิดนี้ด้วยดวงตาที่เป็นประกายวาววับ
“สวัสดีครับคุณฟีดันโก”
ทันทีที่มาถึงก็ควรจะทักทายเจ้าของบ้านเป็นสิ่งแรกสิ กาเบรียลถอนหายใจพร้อมกับรีบหันตัวของน้องสาวที่เอาแต่จ้องเปียโนตรงหน้าตาเป็นมันกลับมา
“สวัสดีค่า หนูชื่อกลอเรีย ซัลลาซาร์เป็นน้องสาวของพี่ชายค่ะ”
เมื่อรู้ตัวว่าเผลอเสียมารยาทไป หนูน้อยกลอเรียก็รีบทักทายเสียงหวาน
คุณฟีดันโก แท้จริงเขาชื่อ ดีแลน ฟีดันโก เป็นชายวัยกลางคนที่อายุเกือบหกสิบปีที่เกษียณตัวเองมาอยู่บ้านกับภรรยา เดิมทีเขาเป็นนักธุรกิจแบบเดียวกับคุณพ่อ และบังเอิญรู้จักกันจากการร่วมมือกันทางธุรกิจ แม้จะไม่กี่ครั้งแต่ก็ทำให้ทั้งสองพูดคุยถูกคอกันโดยไม่มีช่องว่างของอายุมาเกี่ยวข้อง
ในดาวที่พวกเราอาศัยอยู่ ตระกูลฟีดันโกเรียกว่าเป็นหนึ่งในยักษ์ใหญ่ที่ครองอำนาจ ถึงแม้ตอนนี้ธุรกิจในมือของเขาส่วนใหญ่จะถูกถ่ายโอนไปให้ลูกชายดูแล แต่ถึงอย่างนั้นอำนาจและบารมีของคุณฟีดันโกก็ไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย
เพราะคุณฟีดันโก เป็นหนึ่งในนักธุรกิจไม่กี่คนของกลุ่มดาวห่างไกลที่มีโอกาสได้ติดต่อทำธุรกิจกับกลุ่มซาจิทาเรียส แม้จะแค่ไม่กี่ครั้ง แต่ก็ทำให้เขาสามารถแทรกตัวเข้าไปเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่สามารถซื้อเปียโนหลังนี้มาได้ และนั่นก็ทำให้เขาได้รับการยอมรับจากบรรดานักธุรกิจ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็รวมถึงคุณพ่อของเราด้วยเช่นกัน
“โอ้! ไม่เคยเจอลูกสาวคนเล็กของบ้านซัลลาซาร์เลย หน้าตาน่ารักกว่าที่คิด แถมถอดแบบออกมาจากคุณแม่เปี๊ยบเลยนะเนี่ย”
ชายวัยกลางคนที่มีริ้วรอยของกาลเวลาแย้มยิ้มออกมาอย่างยินดี หน้าตาของเขาดูธรรมดาทั่วไป แถมรูปร่างก็เหมือนกับคนแก่ธรรมดา มีหนวดเคราท่าทางขึงขังและมีพุงโต ๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังแผ่บรรยากาศแห่งอำนาจบารมีออกมาอยู่ดี
“น้องสาวของผมอยู่บ้านคนเดียวไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อนครับผมเลยพามาด้วย”
เด็กชายอธิบายยิ้ม ๆ
“อีกอย่างผมยังไม่เคยเล่นเปียโนให้กลอเรียฟังเลยสักครั้ง วันนี้เลยถือโอกาสน่ะครับ”
ดีแลนได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเสียงดังชอบใจ ดวงตาของเขาประกายความสนุกสนานออกมา
“เอาสิ! เด็กน้อยคนนี้ไม่เคยฟังเพลงของพี่ชายใช่ไหม ระวังนะ ฟังแล้วจะติดใจเหมือนกับฉันคนนี้”
“ไม่ได้มีแค่คุณเสียหน่อยที่ชอบ”
ทันทีที่ดีแลนพูดจบ เสียงนุ่มนวลของหญิงวัยกลางคนก็ดังแทรกขึ้นมา พร้อมกับการปรากฏตัวของคาร์ล่า ฟีดันโก ภรรยาสุดที่รักของดีแลน ใบหน้าที่กลมมนและหน้าผากที่อิ่มเอิบทำให้เธอดูคล้ายคุณแม่ที่ใจดีในอุดมคติ ยิ่งรวมกับดวงตาที่โค้งมนขณะยิ้มแย้มก็ยิ่งทำให้เธอเป็นคนที่ดูน่าเข้าหามากกว่าเดิม
“สวัสดีครับ มาดามฟีดันโก”
กาเบรียลเห็นผู้มาใหม่ก็รีบทักทายทันที
“เรียกว่าป้าคาร์ล่าเถอะจ้ะ เราเจอกันมาหลายปีแล้วนะ ยังจะมาเรียกห่างเหินกันอีก”
“ผมเคยชินน่ะครับ”
เด็กชายยิ้มแหยด้วยความเขินอาย
“สวัสดีค่ะ หนูชื่อกลอเรีย”
เด็กหญิงเห็นท่าทางของพี่ชายก็รีบแนะนำตัวต่อทันที
“สวัสดีจ้ะ หนูหน้าตาสวยน่ารักเหมือนรีเบคก้าเลย”
เธอยิ้มกว้างมากกว่าเดิมเมื่อเห็นใบหน้าของเด็กหญิงชัด ๆ สมกับที่ได้ยินมาว่าบ้านนี้ลูกชายหน้าเหมือนพ่อ ส่วนลูกสาวหน้าเหมือนแม่ ตอนแรกเธอก็ไม่คิดว่าทั้งคู่จะคล้ายพ่อกับแม่ขนาดนั้น แต่พอเจอ กาเบรียลครั้งแรกเธอตกใจแทบแย่ นึกว่าเด็กชายตรงหน้าเป็น อกูสตินถูกย่อส่วนเสียอีก ส่วนลูกสาวก็ไม่ต้องพูดเลย เหมือนถอดแบบจากรีเบคก้ามาทั้งหมดทีเดียวเชียว
“วันนี้เป็นวันแรกที่หนูน้อยกลอเรียจะเห็นพี่ชายเล่นเพลงสินะ วันนี้จะเล่นเพลงอะไรดีล่ะ ฉันยังคงชอบ My heart will go on ที่เธอเล่นที่สุดเลยนะ ยังไม่มีเพลงไหนมาล้มได้เลยเพราะความโรแมนติกของมันทำให้ใจฉันชุ่มฉ่ำเหมือนได้พบรักกับคาร์ล่าสมัยหนุ่ม ๆ”
“พี่ชายเล่นหลายเพลงเลยเหรอคะ”
เจ้าหญิงน้อยเกิดความสงสัย
“พี่ไม่ได้เล่นเพลงเยอะนักหรอก ส่วนใหญ่จะฝึกซ้อมซะมากกว่า เพลงที่เล่นเลยมีไม่กี่เพลง แต่ตอนนี้พี่เริ่มคุ้นชินแล้ว เดี๋ยวจะเล่นเพลงพิเศษต้อนรับเจ้าหญิงโดยเฉพาะ”
กาเบรียลเห็นน้องสาวสงสัยก็อธิบาย อย่างที่บอกว่าแม้เขาจะมาเล่นดนตรีที่บ้านนี้เกือบเข้าปีที่สอง แต่เพราะไม่ได้มาทุกวันทำให้บางครั้งการฝึกซ้อมขาดช่วง เลยต้องใช้เวลานานกว่าปกติในการฝึกร่างกายให้คุ้นชินกว่าจะกลับมาเล่นได้คล่องเหมือนกับตัวเขาในความทรงจำ
อันที่จริงยังมีเรื่องน่าแปลกใจอีกอย่างที่เขาเพิ่งรู้หลังจากเล่นดนตรีไปได้สักพัก นั่นคือเขาสามารถจำโน้ตเพลงทุกเพลงที่เขาเคยเห็นและเคยได้ยินจากในอดีตทั้งหมด เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่ออย่างมากถึงมากที่สุด ทว่าทันทีที่เขากดนิ้วลงบนคีย์บอร์ด เขาก็สามารถรู้ได้ในทันทีว่าควรจะเล่นโน้ตอะไรเป็นตัวต่อไปอย่างอัตโนมัติ จนเมื่อลองเล่นไปนานเข้าก็พบว่าเขาจำโน้ตได้ ‘ทุกเพลง’ ที่เขานึกอยากจะเล่น เว้นเสียแต่บางเพลงที่เขายังเล่นไม่ได้เพราะกล้ามเนื้อที่มือยังไม่พัฒนามากพอ
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็สามารถเล่น Prelude & Fugue No.2 in C minor ของบาคได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว หลังจากพยายามฝึกมาตั้งแต่ครั้งแรกที่เริ่มเล่นเปียโน ซึ่งมันก็ช่วยให้เขาสามารถเล่นเพลงอื่นได้พลิ้วไหวมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แม้ว่า Prelude ในดนตรีหมายถึงบทนำ หรือเกริ่นนำ แต่ความพิเศษของบาคคือ Prelude จะตามมาด้วย Fugue เสมอ เพื่อเป็นการเกริ่นในส่วนของ Fugue ดังนั้นท่วงทำนองจึงออกมาในรูปแบบของการล้อท่วงทำนองหลักซ้ำ ๆ วนไปวนมา มันจึงจำเป็นต้องใช้ทักษะการใช้นิ้วที่สูงมาก สำหรับกาเบรียลรวมถึงนักเปียโนในอดีต เพลงนี้จึงถือว่าเป็นหนึ่งในแบบฝึกหัดที่ดีสำหรับการฝึกฝนทักษะการใช้นิ้วเล่นในระดับสูง
แน่นอนว่าเขาไม่ได้คิดจะเล่นเพลงที่เข้าใจยากแบบนั้นให้เจ้าหญิงน้อยฟัง ในเมื่อตอนนี้เขานึกถึงบทเพลงหนึ่งที่คิดว่าทุกคนในที่นี้จะต้องชอบอย่างแน่นอน
“วันนี้พี่จะเล่นเพลง Canon in Dของโยฮันน์ พาเคลเบลให้ฟังเป็นไง?”
“หา?”
กลอเรียเผลออุทานเสียงแปลก ๆ เธอจึงรีบตะครุบปากตัวเองด้วยความตกใจ
“เพลงอะไรนะคะ? หนูไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย”
ดีแลนพอเห็นปฏิกิริยาของเด็กหญิงก็หัวเราะออกมาเสียงดังก่อนจะอธิบายเมื่อเห็นสายตาคาดโทษของภรรยาที่จ้องเขม็งมา “ขอโทษทีนะ เมื่อก่อนฉันก็ทำหน้าแบบเจ้าหนูนี่พอดีเลย”
“มันเป็นเพลงที่ถูกแต่งจากนักดนตรีในอดีตน่ะ”
กาเบรียลพยายามอธิบาย
“แล้วพี่รู้ได้ยังไงคะ”
“ไม่บอกหรอกนะ”
เพราะถึงบอกไปคนที่นี่ก็ไม่มีทางเข้าใจหรอก จะให้บอกว่าเขาตายแล้วทะลุมิติมาร่างนี้เนี่ยนะ ให้บอกว่าเป็นความลับยังจะดีเสียกว่า
“บู๊! พี่ชายเป็นแบบนี้อีกแล้ว!”
เด็กหญิงย่นจมูกอย่างไม่พอใจ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่เซ้าซี้ต่อ
กาเบรียลยิ้มกับการกระทำที่น่ารักของน้องสาว นี่ถือว่าเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขารักและเอ็นดูน้องสาวคนนี้ยิ่งกว่าใคร เพราะเธอทั้งฉลาดและวางตัวเป็น กลอเรียเป็นเด็กที่บางครั้งก็ให้ความรู้สึกไม่เหมือนเด็กทั่วไป เพราะเธอช่างสังเกตและไวต่ออารมณ์ของคนรอบตัว อีกทั้งยังมีการวางตัวที่ดีเสมอ และน้อยครั้งมาก ๆ ที่เธอจะทำให้เขาหงุดหงิดไม่พอใจ เรียกได้ว่าเป็นเด็กน้อยที่ฉลาดที่สุดในชีวิตเท่าที่เขาเคยเจอมา
“มาตรงนี้สิ เดี๋ยวพี่จะอธิบายให้ฟัง”
เมื่อเห็นน้องสาวทำหน้าบูดบึ้งเขาก็รีบกวักมือเรียกเธอให้เดินตามมา และพาร่างเล็ก ๆ มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าแกรนด์เปียโนที่ดูใหญ่โตมากเมื่อมองในมุมของเด็ก
“ว้าววว มันสวยมากเลย…”
และดูเหมือนว่าสิ่งนี้จะทำให้กลอเรียตื่นเต้นจนลืมอารมณ์ขุ่นมัวไปเสียหมด
“นี่คือเครื่องดนตรีที่มีชื่อว่า ‘แกรนด์ เปียโน’”
กาเบรียลอธิบายเครื่องดนตรีคร่าว ๆ
“เป็นเครื่องดนตรีที่มนุษย์สร้างขึ้นมาหลายพันปีก่อน และในสมัยก่อนมันก็ได้รับความนิยมมาก เพราะเสียงของมันไพเราะมาก…”
หลังจากพูดถึงตรงนี้ กาเบรียลก็เดินไปนั่งที่เก้าอี้ที่วางไว้สำหรับเล่นดนตรีแล้วเปิดฝาครอบเปียโนขึ้นมา
“ข้างในสวยจังเลย…เราต้องกดมันเหรอคะ”
กลอเรียมองลิ่มคีย์บอร์ดด้วยความชื่นชม ใบหน้าของเด็กหญิงตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับเขาในตอนนั้นที่ยังเป็นเด็กและเห็นเปียโนครั้งแรก มันคือหน้าของคนที่กำลังตกหลุมรักสิ่งที่เห็นตรงหน้าอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
“ถูกต้องครับ”
ไม่ว่าเปล่า กาเบรียลก็พรมนิ้วลงไปอย่างแผ่วเบา ทันใดนั้นเสียงนุ่มนวลก็ดังก้องกังวานออกมา เด็กชายเคลื่อนไหวไปมาอย่างช้า ๆ เพื่อให้เสียงตัวโน้ตดังไล่เรียงสอดประสานกลายเป็นท่วงทำนองเล็ก ๆ และรวมกันกลายเป็นท่วงทำนองที่น่ารักสดใสจนเด็กหญิงตัวน้อยแย้มยิ้มด้วยความเบิกบานใจ เธอค่อย ๆ หลับตาและปล่อยอารมณ์ไปตามบทเพลง
เสียงบรรเลงยังคงดำเนินต่อไปสักพัก และในทันทีที่ตัวโน้ตสุดท้ายจบลง ความเงียบก็กลับมาปกคลุมห้องรับรองอีกครั้ง
“เพลงนี้มัน…”
ดีแลนพึมพำเมื่อเขาได้ยินเพลงที่รู้สึกคุ้นเคยขึ้นมา
“คุณฟีดันโกเคยได้ยินเพลงนี้เหรอครับ”
เมื่อเห็นปฏิกิริยานั้นกาเบรียลก็รีบถามทันที เพราะเขาจำได้ว่านี่คือครั้งแรกที่เขาเล่นเพลงนี้ออกมา
“เคยฟังครั้งหนึ่งตอนไปที่ซาจิทาเรียส แต่มันติดหูจนลืมไม่ลงเลย”
“ว่าแต่มันคือเพลงอะไรกันคะ”
คาร์ล่าถามด้วยความสงสัยเช่นกัน ถึงแม้เธอจะไม่เคยเดินทางไปที่ซาจิทาเรียสพร้อมกับสามี แต่ก็อดสนใจเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ไม่ได้
“มันคือเพลง Ode to joy ของเบโธเฟนครับ แต่ว่าผมเล่นแค่ช่วงที่ใช้โน้ตง่าย ๆ ให้กลอเรียฟังเฉย ๆ”
“โน้ตง่าย ๆ เหรอคะ”
กลอเรียเมื่อได้ยินดังนั้นก็เกิดความสนใจทันที
“ใช่แล้ว เราลองมานั่งตรงนี้สิ”
ไม่ว่าเปล่า กาเบรียลยังเขยิบไปด้านข้างและตบที่นั่งตรงเก้าอี้เป็นสัญญาณให้ร่างเล็กของกลอเรียขึ้นมานั่งด้วยกัน
เมื่อเด็กหญิงขึ้นมานั่งเรียบร้อยแล้ว เขาก็เริ่มอธิบายอีกครั้ง
“เปียโนเป็นเครื่องดนตรีที่มีเสียงละเอียดมาก คนเลยนิยมเล่นมันมากที่สุด กลอเรียดูนะ คีย์บอร์ดแต่ละอันก็ให้เสียงไม่เหมือนกัน”
ระหว่างอธิบาย เด็กชายก็ไล่เสียงเปียโนแต่ละปุ่มให้น้องสาวฟัง
“เสียงไม่เหมือนกันจริง ๆ ด้วย…”
เด็กหญิงพึมพำ
“แล้วเพลงที่พี่เพิ่งเล่นไปจะกดโน้ตแบบนี้…”
หลังจากนั้นกาเบรียลก็เริ่มพรมนิ้วเป็นทำนองที่ทุกคนคุ้นเคยอีกครั้ง
Ode to joy เป็นหนึ่งในเพลงที่นักเปียโนมือใหม่ทุกคนต้องเคยเล่น และคนส่วนใหญ่ในอดีตล้วนคุ้นเคยกับมันอย่างแน่นอน เพราะมันเป็นจังหวะที่สนุกสนานและเล่นได้ง่าย และที่สำคัญเพลงนี้ยังเป็นเพลงที่มีอิทธิพลอย่างมากในอดีต ไม่คิดว่าแม้กาลเวลาจะผ่านไปนับพันปี เพลงนี้ก็ยังมีคนพูดถึงและจดจำเสมอ
“…”
โน้ตที่พี่ชายหมายถึงคงเป็นเสียงที่บรรเลงสูงต่ำไม่เท่ากันสินะ กลอเรียแม้ไม่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องดนตรี แต่เธอก็สามารถเดาได้ว่าสิ่งที่พี่ชายพูดคืออะไร เสียงสูงต่ำพวกนี้ถ้าเรียบเรียงดี ๆ ก็สามารถกลายเป็นเพลงที่ไพเราะได้ แล้วคีย์บอร์ดแต่ละปุ่มก็จะมีเสียงเป็นของตัวเอง ปุ่มทางซ้ายนี้จะมีเสียงต่ำมาก ปุ่มถัดไปด้านขวานี้จะมีเสียงสูงกว่าเล็กน้อย และขวามือสุดก็น่าจะเป็นเสียงที่สูงมาก
แต่สิ่งที่เธอไม่เข้าใจที่สุดก็คือแป้นเหยียบที่อยู่ด้านล่างมากกว่า ทำไมบางครั้งพี่ชายก็เหยียบ บางครั้งก็ไม่เหยียบ แล้วส่วนใหญ่ก็มักจะเหยียบทางขวาเป็นส่วนใหญ่ มันหมายความว่ายังไงกันนะ กลอเรียตัวน้อยสงสัยเหลือเกิน แต่เพราะตอนนี้พี่ชายกำลังจมอยู่ภวังค์ของเสียงเพลง เธอจึงไม่กล้าจะรบกวน
“ลองเล่นดูไหม”
ทันทีที่เล่นจบ เด็กชายก็หันไปถามน้องสาว
“…?”
กลอเรียหันไปมองพี่ชายด้วยสีหน้าที่เหลือเชื่อ เธอเพิ่งฟังพี่ชายเล่นแค่ครั้งสองครั้งอีกฝ่ายก็ให้เธอเล่นแล้วอย่างนั้นเหรอ นี่คือวิธีการสอนแบบไหนกันล่ะเนี่ย