โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เสถียร-สินีนุช เปิดสูตรสำเร็จธุรกิจครอบครัวไทย เจ้าของรุ่นที่ 1 สู่รุ่นที่ 2

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 26 ม.ค. 2567 เวลา 04.53 น. • เผยแพร่ 25 ม.ค. 2567 เวลา 15.54 น.

“เสถียร” คาราบาวกรุ๊ป เจ้าของธุรกิจรุ่น 1 เตือนธุรกิจครอบครัวใส่ใจ “เทคโนโลยี-กติกาโลก” เมื่อธุรกิจใหญ่พอควรเข้าตลาดหุ้น หวังลดข้อขัดแย้ง ชี้ทำธุรกิจอย่ายึดมั่นถือมั่น ฟาก “สินีนุช” แนะจัดทำโครงสร้างให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น-รีวิวธรรมนูญครอบครัวต่อเนื่อง ทำธุรกิจรุ่น 2 แก้ปัญหาเป็น มุ่งสร้าง Legacy

วันที่ 25 มกราคม 2567 เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับหนังสือ “สูตรสำเร็จธุรกิจครอบครัวไทย ในโลกความเปลี่ยนแปลง” ซึ่งจะตีพิมพ์ทั้งหมด 5,000 เล่ม เขียนโดย ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) และกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ที่ใช้เวลาในการเขียนจากประสบการณ์ร่วม 20 ปี ในการเป็นที่ปรึกษาจัดโครงสร้างให้กับธุรกิจครอบครัวไทยมาอย่างมากมาย และหนึ่งในนั้นก็คือ บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง บมจ.คาราบาวกรุ๊ป (CBG)

โดยภายในงานเปิดตัวหนังสือ “เสถียร เสถียรธรรมะ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.คาราบาวกรุ๊ป (CBG) ในฐานะเจ้าของธุรกิจรุ่นที่ 1 พร้อมด้วย “สินีนุช โกกนุทาภรณ์” กรรมการผู้จัดการ บมจ.ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (TEGH) ในฐานะเจ้าของธุรกิจรุ่นที่ 2ที่ประกอบธุรกิจยางธรรมชาติ น้ำมันปาล์มดิบ และพลังงานทดแทน ร่วมเสวนาในหัวข้อ “สูตรสำเร็จธุรกิจครอบครัวไทย ในมุมมองจากเจ้าของธุรกิจ”

“เสถียร” เตือนใส่ใจ “เทคโนโลยี-กติกาโลก”

นายเสถียร เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.คาราบาวกรุ๊ป (CBG) เปิดเผยว่า ในฐานะรุ่นที่ 1 ของการทำธุรกิจ เห็นผลกระทบต่อการทำธุรกิจมาหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี ซึ่งต้องใส่ใจมาก เพราะเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงจะส่งผลไปถึงพฤติกรรมของคนที่จะต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

ตอนนี้ยิ่งเห็นการเข้ามาของเอไอ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ไม่รับรู้ไม่ได้ เพราะจะมีผลกระทบต่อธุรกิจอย่างแน่นอน ขณะเดียวกันกฎระเบียบหรือกฎกติกาของโลกที่เพิ่มขึ้น เช่น กฎเกณฑ์ ESG เป็นเรื่องปฏิเสธไม่ได้ เพราะถ้าไม่ปรับตัวจะทำให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ยาก

คาราบาวกรุ๊ปให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับเรื่องเทคโนโลยีและเอไอ โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีก ถ้ารู้จักใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี จะสามารถพัฒนาธุรกิจเข้าไปแข่งขันกับบริษัทอื่นได้อย่างรวดเร็ว และการที่มาทีหลัง ก็ไม่มีภาระเทคโนโลยีเก่า ๆ ทำให้การปรับเปลี่ยนง่ายกว่าเดิมมาก

ยกตัวอย่าง ช่วงเปลี่ยนทำธุรกิจคาราบาวแดง เมื่อ 20 ปีที่แล้ว และหลังจากที่มีแผนจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ตอนนั้นโรงงานเก่า (ตอนทำยังจนอยู่) เทคโนโลยีก็จะเก่า ๆ สภาวะแวดล้อมก็ไม่เอื้อต่อการบริหารจัดการเรื่องต้นทุน

แต่วันหนึ่งตัดสินใจตั้งโรงงานใหม่ ใช้เทคโนโลยีใหม่ จากเดิมมีไลน์การผลิตคาราวบาวแบบขวดหรือกระป๋องได้ประมาณ 250 ขวด/กระป๋อง/นาที แต่พอใช้เทคโนโลยีใหม่ มีอัตราการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 1,200 ขวด/กระป๋อง/นาที

หรือตอนทำโรงงานผลิตกระป๋องร่วมกับญี่ปุ่น ก็สามารถผลิตกระป๋องได้ถึง 2,700 กระป๋อง/นาที ซึ่งเร็วมาก เทียบให้เห็นภาพ ยิงปืน M16 แค่ 500 นัด/นาที ดังนั้นเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ แต่อย่างไรก็ตามอย่าคิดว่าเทคโนโลยีเป็นคำตอบทั้งหมด เพียงแต่ต้องรู้จักใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์

สนับสนุนเข้าตลาดหุ้น

และถ้าธุรกิจมีขนาดใหญ่พอแนะนำว่าควรเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น เพราะกฎกติกา หรือข้อบังคับต่าง ๆ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ จะทำให้ทุกอย่างโปร่งใส แม้กระทั่งผู้สอบบัญชีที่ต้องได้มาตรฐาน และต้องมีกรรมการอิสระ ซึ่งช่วยลดข้อครหาหรือความขัดแย้งต่าง ๆ ได้

“เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ตอนเริ่มธุรกิจกับพี่แอ๊ด-คาราบาว และคุณณัฐชไม ถนอมบูรณ์เจริญ ซึ่งพี่แอ๊ดไม่ได้บริหาร มาลงทุนและช่วยงานด้านการตลาด ตอนนั้นบริษัทเล็ก ยังไม่รู้จะอยู่รอดหรือไม่ มีทุนจดทะเบียนเบื้องต้น 200 ล้านบาท และผมก็บอกไปว่าเราควรจะจ้างผู้ตรวจสอบบัญชี BIG4 ซึ่งตอนนั้นหลายคนคัดค้าน แต่มองว่าอย่างน้อยที่สุดก็ถือว่าซื้อประกันการทะเลาะกัน โดยที่ยังไม่มีกรรมการ ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งว่าถ้าเรามีกฎกติกา แม้กระทั่งเป็นหุ้นส่วน หรืออยู่ในหมู่พี่น้อง ก็จะลดความขัดแย้งได้”

ทำธุรกิจอย่ายึดมั่นถือมั่น

นายเสถียรกล่าวอีกว่า นอกจากนี้เวลาเกิดความขัดแย้งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในหมู่พี่น้อง หุ้นส่วน หรือระหว่างรุ่นที่ 1 กับรุ่นที่ 2 ง่ายนิดเดียว อย่าเชื่อว่าตัวเองถูกทั้งหมด ความขัดแย้งจะบานปลายเพราะว่า “ยึดมั่นถือมั่น” ว่าสิ่งที่ตัวเองคิดนั่นถูก แล้วยิ่งไม่ได้ จะยิ่งขัดใจ เหมือนเวลาออกจากบ้าน ตัดสินใจไปใช้เส้นทางใหม่โดยไม่ใช้ google map ส่วนใหญ่พบว่ามักตัดสินใจผิดมากกว่าถูก เพราะไปเจอเส้นที่รถติดเป็นประจำ

”สิ่งที่อยากให้คำนึงไว้เสมอ มีด้วยกัน 3 ข้อคือ 1.คนในครอบครัวต้องรักกัน ถ้าเราเริ่มทุกอย่างจากความรักจะแก้ปัญหาได้หมด แต่หากสร้างสิ่งนี้ไม่ได้ ธุรกิจที่ใหญ่โตมโหฬารก็ไม่มีความหมายอะไร 2.ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของความสุขมาก ๆ และ 3.ต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น” นายเสถียรกล่าว

เน้นสร้างมืออาชีพด้วยตัวเอง

ส่วนในเรื่องมุมมองการจ้างมืออาชีพเข้ามาช่วยบริหารแล้วบริษัทจะเดินต่อไปได้นั้น โดยส่วนตัวแล้วมองว่าอาจจะไม่จริงเสมอไป เพราะตอนเริ่มทำธุรกิจค้าปลีกซีเจใหม่ ๆ ซึ่งยังขาดทุนอยู่ เคยจ้างผู้บริหารคนหนึ่ง ให้เงินเดือน 2.5 ล้านบาท/เดือน เมื่อประมาณ 5-6 ปีที่แล้ว ตั้งเป้าหมายภายใน 3 ปี ต้องทำให้ธุรกิจมีกำไร 1,000 ล้านบาท และจะให้โบนัส 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เอาจริง ๆ ทำงานอยู่ได้เพียง 6 เดือนเท่านั้น

ในขณะที่ปัจจุบันนี้ซีเจมีกำไรแล้ว 2,600 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการมุ่งสร้างมืออาชีพขึ้นมาด้วยตัวเอง โดยการฟูมฟักคนที่ทำงานอยู่กับบริษัท พยายามให้โอกาสพนักงานทุกคนได้เติบโตไปพร้อมกับธุรกิจ ซึ่งเป็นสิ่งที่มองว่าเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า

จัดทำโครงสร้างให้ชัดเจน

นางสาวสินีนุช โกกนุทาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (TEGH) กล่าวว่า ในฐานะรุ่นที่ 2 ของการทำธุรกิจ แนะนำว่าควรวางแผนจัดทำโครงสร้างให้ชัดเจน ตั้งแต่โครงสร้างครอบครัว/โครงสร้างโฮลดิ้งส์ และควรทำตั้งแต่ตอนที่ไม่มีปัญหาจะดีที่สุด ซึ่งตอนที่ครอบครัวจัดทำโครงสร้าง แบ่งปันทรัพย์สิน-ที่ดิน เป็นช่วงที่ทุกคนช่วยกันก่อร่างสร้างตัว เพราะฉะนั้นไม่มีความขัดแย้งใด ๆ ว่าใครได้มากได้น้อย เพราะทุกคนอยู่ในช่วงร่วมกันปลุกปั้นธุรกิจ จึงมองว่าเป็นจังหวะที่ดีในการเริ่มทำโครงสร้างให้ชัดเจน

“อย่างไรก็ตามแม้เราทำธรรมนูญครอบครัวแล้ว แต่ต้องรีวิวอยู่เรื่อย ๆ เพื่อปรับเปลี่ยนให้มีความทันสมัย”

และพอธุรกิจใหญ่โตขึ้น แนะนำว่าให้นำบริษัทเข้าตลาดหุ้น เพราะจะมีแหล่งเงินช่วยในการขยายกิจการให้เติบโตต่อไปได้ จากที่พึ่งพาแหล่งเงินจากธนาคารเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจทำให้ธุรกิจมีข้อจำกัดอยู่

และจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้รับเงินปันผล ซึ่งก่อนหน้านี้ที่บริษัทยังไม่เข้าตลาดหุ้น ไม่เคยมีการจ่ายปันผลเลย แต่หลังจากเข้าตลาดหุ้นไปแล้ว บริษัทมีนโยบายจ่ายปันผล 40% ของกำไรสุทธิ

รู้จักแก้ปัญหา

นางสาวสินีนุชกล่าวต่อว่า ในส่วนของการบริหารธุรกิจนั้น จริง ๆ จะเน้นค่อย ๆ ทำ และค่อย ๆ แก้ปัญหาอุปสรรค รวมถึงวางโมเดลให้ธุรกิจมีความยั่งยืน เห็นคุณพ่อทำงานมาตั้งแต่เด็ก เติบโตมาจากการเป็นเกษตรกร ทำไร่ปลูกอ้อย ปลูกยางพารา ปลูกปาล์ม และมาทำโรงงาน มีการเตรียมพร้อมด้านทรัพยากรที่ดิน มีการสร้างความน่าเชื่อถือที่ดีให้กับสถาบันการเงิน ทำให้เมื่อเข้ามารับช่วงต่อได้รับการสนับสนุนที่ดีจากทั้งธนาคารและคู่ค้าเกษตรกร

ทั้งนี้เมื่อเข้ามาทำงานจริง ปัญหาแรกเวลาทำสินค้าเกษตรคือ แหล่งทรัพยากรที่จำกัด โดยเฉพาะทรัพยากรน้ำ เพราะได้รับผลกระทบจากเอลนีโญ ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพของผลผลิตอย่างมาก ดังนั้นการจัดการน้ำเป็นเรื่องแรกที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก

ซึ่งช่วงที่ผ่านมาที่มีการขยายโรงงาน ปัจจุบันมีอยู่กว่า 10 แห่งแล้ว การแก้ปัญหาการจัดการน้ำมองแบบระยะยาว โดยกำหนดแผนลงทุนที่ชัดเจนทุก ๆ 2-3 ปี ต้องมีการพัฒนาแหล่งน้ำใหม่มารองรับ แต่จะค่อย ๆ ลงทุน เนื่องจากโตมาจากธุรกิจขนาดเล็ก

แต่อย่างไรก็ตามพอพัฒนามาถึงระดับหนึ่งแล้ว แม้ว่าจะมีแหล่งน้ำเพิ่ม แต่ก็ไม่พอ จึงต้องเริ่มคิดต่อไปว่า ถ้าไม่พอทำอย่างไรให้เกิดการรีไซเคิลหรือรียูสได้

นั่นจึงเกิดเป็นโมเดลของการแชริ่งทรัพยากรร่วมกัน ในธุรกิจซัพพลายเชนทั้งธุรกิจยางและปาล์ม เพราะบางกระบวนการไม่จำเป็นต้องใช้น้ำใหม่ สามารถใช้น้ำรียูสจากโรงงานหนึ่งมารียูสอีกโรงงานหนึ่งได้ เป็นลักษณะของการต่อโมเดลว่าแต่ละปัญหา แต่ละช่วงเวลาที่เจอ ทำอย่างไรให้พอกับการเติบโต พอกับการใช้ และใช้อย่างเพียงพอ

“สิ่งเหล่านี้ทำมาเป็นเวลา 20 ปีแล้ว ตั้งแต่ยังไม่รู้จักคำว่า ESG เลยด้วยซ้ำ และเมื่อเราจัดการทรัพยากรน้ำเสร็จ ต่อมาเราก็มามุ่งทำเรื่องพลังงาน และทำเรื่อง Zero Waste เพราะปี ๆ หนึ่งจะมีน้ำเสียออกมาเป็นล้านตัน สิ่งที่รุ่น 2 ทำ ถามว่าทำเพื่ออะไร ก็เพื่อสร้างอีโคซิสเต็มของทรัพยากรที่เพียงพอในการส่งต่อธุรกิจให้รุ่นถัดไป ซึ่งอาจไม่ได้โผล่มาเป็นตัวเงิน แต่เหมือนเรากำลังสร้าง Legacy ซึ่งภูมิใจที่ได้ทำอะไรเอาไว้ให้คนรุ่นที่ 3”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เสถียร-สินีนุช เปิดสูตรสำเร็จธุรกิจครอบครัวไทย เจ้าของรุ่นที่ 1 สู่รุ่นที่ 2

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...