โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ทะลุมิติพลิกชะตากับครอบครัวคลั่งรักยุค 70

นิยาย Dek-D

อัพเดต 08 เม.ย. 2567 เวลา 09.05 น. • เผยแพร่ 08 เม.ย. 2567 เวลา 09.05 น. • OfficeOnlybook
‘เสิ่นทิงหง’ คนนี้จะไม่ยอมอดตายอยู่ในยุคล้าหลังแบบนั้นเด็ดขาด!

ข้อมูลเบื้องต้น

‘เสิ่นทิงหง’ คนนี้จะไม่ยอมอดตายอยู่ในยุคล้าหลังแบบนั้นเด็ดขาด!

ทะลุมิติพลิกชะตากับครอบครัวคลั่งรักยุค 70
穿越七零,未婚椒妻有空间
*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท โอลลี่บุ๊คส์ จำกัด ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์
ผู้แต่ง : 知李 ผู้แปล : ทีมงาน onlybook
419 ตอนจบ อัปวันละ 2 ตอนทุกวัน

เรื่องย่อ
‘เสิ่นทิงหง’ ฝันถึงหญิงสาวที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายตน มิหนำซ้ำยังมีชื่อแซ่เหมือนเธอทุกตัวอักษร แต่เธอกลับรู้สึกอยู่ตลอดเวลาหญิงสาวคนนั้นไม่ใช่ตนเอง หลังจากฝันแบบนี้อยู่หลายคืนติดต่อกัน ในฐานะแฟนนิยายตัวยง พล็อตเรื่องแบบนี้มันดูคุ้น ๆ เกินไปหรือเปล่า? อย่าบอกนะว่าเธอจะทะลุมิติไปยังยุคที่หญิงสาวคนนั้นอยู่!? แม้ว่ายุคที่หญิงสาวคนนั้นอยู่จะเป็นยุคข้าวยากหมากแพง และต้องพบเจอกับญาติพี่น้องประสาทกลับ แต่เสิ่นทิงหงก็ไม่ได้กลัวเท่าไหร่หรอกนะ เธอจะไม่ยอมให้ใครมารังแกกันง่าย ๆ หรอกนะ นอกจากนี้เธอก็ไม่กลัวจะอดตายด้วย
เพราะว่าเธอมีห้วงมิติอยู่ในครอบครองน่ะสิ๊! ค่อยดูเถอะเธอจะกักตุนของจากโลกปัจจุบันไว้ในห้วงมิติ และใช้มันให้ทำให้ครอบครัวของเธออยู่รอดและมีชีวิตที่ดีขึ้นในยุคที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมแบบนั้นให้ได้!

บทที่ 1 สัญญาณเตือนจากความฝัน? (รีไรท์)

บทที่ 1 สัญญาณเตือนจากความฝัน? (รีไรท์)

เสิ่นทิงหงตื่นขึ้นมาจากห้วงความฝัน บริเวณหน้าผากมีเหงื่อเม็ดเล็กผุดซึมประปราย

“ทำไมถึงฝันอีกแล้วล่ะ”

เป็นครั้งที่เท่าไหร่ของเดือนนี้แล้วนะ หลายวันกันมานี้เสิ่นทิงหงมักฝันแทบเหมือนกันทุกคืน

ในความฝันมีหญิงสาวที่มีหน้าตาคล้ายตัวเอง 80 เปอร์เซ็นต์ แต่รูปร่างผอมกว่าอย่างเห็นได้ชัด ไม่อย่างนั้นอย่างน้อยอาจจะคล้ายกันไปแล้ว 90 เปอร์เซ็นต์ก็ได้

ทว่าไม่รู้ทำไมเสิ่นทิงหงถึงรู้สึกอยู่ตลอดว่าไม่ใช่หญิงคนนั้นไม่ใช่ตัวเอง แต่ก็รู้สึกประทับใจในจิตวิญญาณของหญิงสาวคนนั้นไม่น้อย

สิ่งที่เห็นบ่อยที่สุดในความฝันคือบ้านกำแพงดินหลังหนึ่ง ขนาดพื้นที่ไม่ถือว่าน้อย แต่ภายในมีครอบครัวขนาดใหญ่อาศัยอยู่ ทำให้ดูแออัดไปถนัดตา

ยุคสมัยที่นั่นแตกต่างไปจากที่ตนอาศัยอยู่ตอนนี้อย่างสิ้นเชิง การเดินทางก็ยากลำบาก จะไปไหนก็ต้องใช้จดหมายแนะนำตัว สินค้าจำกัดจำนวนการซื้อ และยังใช้ตั๋วพิเศษอีกต่างหาก มีหลายอย่างที่ไม่สามารถซื้อได้หากไม่มีตั๋ว

แต่ครอบครัวของเด็กสาวในความฝันปฏิบัติต่อเธอเป็นอย่างดี เธอจึงดูสะอาดสะอ้านกว่าคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านมาก ในความฝันของเสิ่นทิงหง เด็กสาวคนนั้นมีที่มีชื่อและแซ่เดียวกันกับเธอ

เมื่อนึกถึงห้วงมิติที่เธอได้มาโดยไม่ได้ตั้งใจก่อนหน้านี้ สัญญาณเตือนในใจเสิ่นทิงหงก็ดังขึ้น

ในฐานะแฟนนิยายตัวยง พล็อตเรื่องแบบนี้มันดูคุ้น ๆ เกินไปหรือเปล่า!?

คงไม่ใช่พล็อตนางเอกได้รับนิ้วทองคำ จากนั้นทะลุมิติไปอยู่ในยุคข้าวยากหมากแพงที่ใช้กันบ่อย ๆ หรอกนะ!?

ไม่ว่าจะเป็นความจริงหรือไม่ก็ตาม เสิ่นทิงหงก็ไม่อยากนั่งงอมืองอเท้าอยู่เฉย ๆ ในเมื่อสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลอย่างห้วงมิติสามารถปรากฏขึ้นได้ ถ้าอย่างนั้นการทะลุมิติก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นไปไม่ได้

ก่อนหน้านี้ไม่นาน เสิ่นทิงหงได้ค้นพบห้วงมิติในจี้หยกที่พกติดตัวอยู่ตลอดเวลา หลังจากพบห้วงมิติจี้หยกของเธอก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย

หญิงสาวจำสิ่งที่ผู้อำนวยการสถานสงเคราะห์เล่าได้ว่า ตอนที่เธอมาพบตนเองที่หน้าทางเข้าสถานสงเคราะห์ก็สวมจี้หยกชิ้นนี้อยู่แล้ว เธอมักสวมจี้หยกติดตัวไว้ตลอด เผื่อสักวันหนึ่งอาจจะได้พบกับครอบครัวของตน

แม้จะไม่คาดหวังว่าครอบครัวจะมารับกลับไป แต่ก็มักจะตั้งคำถามอยู่เสมอว่าเหตุใดพวกเขาถึงต้องทอดทิ้งเธอด้วย

เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าแค่เผลอกรีดนิ้วของตัวเอง ทันทีที่เลือดสีแดงสดหยดลงบนจี้หยก จี้หยกชิ้นนั้นก็ได้อันตรธานหายไปกลายเป็นห้วงมิติที่เชื่อมกับจิตวิญญาณของเธอ

พื้นที่ภายในห้วงมิติมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก เป็นเพียงบ้านชาวไร่เล็ก ๆ ภายในห้วงมิติมีบ้านสำหรับพักอาศัย ด้านหน้ามีที่นาและพื้นที่สำหรับเพาะปลูกจำนวนหนึ่งด้านหลัง จากนั้นก็เป็นบ่อน้ำ ไม่มีอะไรอย่างอื่นอีก

ก่อนหน้านี้เสิ่นทิงหงไม่ได้ใส่ใจนัก เพียงแค่ซื้อเมล็ดพันธุ์ผักและผลไม้มาปลูกไว้ในห้วงมิติเท่านั้น

การฝันแทบจะเหมือนกันทุกวันเป็นเวลาหลายวันติดต่อกันทำให้เสิ่นทิงหงนั่งไม่ติดเก้าอี้

เธอลุกขึ้นแต่งตัว หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูยอดเงินคงเหลือในบัญชี เธอมีเงิน 450,000 หยวนในบัญชี ก่อนจะตัดสินใจใช้จ่ายมันอย่างเด็ดเดี่ยว

เดิมทีหญิงสาวตั้งใจว่าจะเก็บเงินก้อนนี้ไว้ซื้อบ้านของตัวเอง แต่ตอนนี้ดูท่าทางจะเก็บไม่อยู่แล้ว เวลานี้เธอวางแผนที่จะออกไปตุนเสบียงแทน

แม้ว่าสุดท้ายมันอาจจะไม่เหมือนอย่างที่คิด อย่างมากก็แค่หาหมู่บ้านในชนบทที่งดงาม เช่าบ้านสักหลัง และเสบียงเหล่านี้ก็น่าจะเพียงพอสำหรับการใช้ชีวิต

ก่อนอื่นต้องโทรหาบริษัทเพื่อลาหยุดหนึ่งสัปดาห์ให้เรียบร้อย และต่อมาเสิ่นทิงหงจึงออกไปข้างนอก

เสิ่นทิงหงขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าของตัวเองจนเจอกับโกดังร้างใกล้ตลาดสด เธอติดต่อไปที่เจ้าของโกดังเพื่อขอเช่าทันที

เธอต้องการเช่าเพียงแค่เจ็ดวันเท่านั้น เพราะถึงยังไงเธอก็มีเงินอยู่ในมือไม่มาก คำนวณแล้วว่าไม่เกินเจ็ดวันก็ใช้หมดแน่นอน

เจ้าของโกดังคิดว่าไหน ๆ ก็ปล่อยมันร้างมานานแล้ว เขาจึงให้หญิงสาวเช่าในราคา 300 หยวน

หลังจากเช่าโกดังแล้ว เสิ่นทิงหงก็ขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามุ่งหน้าไปที่ตลาดสด
จุดหมายแรกของเธอคือโซนเนื้อสด ตอนที่ได้ห้วงมิติมาเธอได้ทดลองบ้างอย่างมาแล้ว ตราบใดที่ยังอยู่ในบ้าน เวลาภายในห้วงมิติจะหยุดนิ่ง เธอจึงวางแผนกักตุนเนื้อสัตว์เพิ่ม เพราะถึงยังไงยุคสมัยในความฝัน เนื้อสัตว์ก็เป็นสิ่งล้ำค่า ตลอดทั้งปีบางครอบครัวได้กินเนื้อเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น

“เถ้าแก่คะ ฉันขอเนื้อหมู เนื้อวัว และเนื้อแกะสดอย่างละสองร้อยจิน*[1] ฉันซื้อเยอะขนาดนี้ลดให้หน่อยได้ไหมคะ?”

เนื้อหมูราคาจินละ 15 หยวน เนื้อวัวจินละ 35 หยวน และเนื้อแกะ 40 หยวน ตามราคานี้เธอจะใช้จ่ายที่นี่ได้ 18,000 หยวน เธอมีเงินอยู่ในมือเพียงน้อยนิด จึงต้องวางแผนอย่างละเอียดถี่ถ้วน

เถ้าแก่เองก็เป็นคนตรงไปตรงมา มิหนำซ้ำหญิงสาวก็ซื้อของร้านตนเองเป็นจำนวนมาก สรุปรวม ๆ แล้วก็ลดให้เธอไป 800 หยวน

แม้ว่าจะประหยัดได้ไม่มาก แต่ก็ทำให้เสิ่งทิงหงพอใจไม่น้อย ท้ายที่สุดแล้วเงิน 800 หยวนก็เอาไปซื้อของเพิ่มได้อีกจำนวนหนึ่ง เพราะอะไรที่ประหยัดได้ก็ควรประหยัด

เถ้าแก่ยังให้พวกเครื่องในมาให้อีกด้วย หญิงสาวก็ไม่ได้รังเกียจสักนิดพลางเอ่ยขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“เธอทำงานฝ่ายจัดซื้อหรือเปล่า วันหลังถ้าต้องการอะไรอย่าลืมมาหาอานะ รับประกันว่าร้านออามีแต่ของดี ๆ ทั้งนั้น แถมยังให้ราคาถูกกว่าอีกด้วย”

ก่อนไปเถ้าแก่ร้านขายเนื้อยังกล่าวกับเสิ่นทิงหงอย่างอบอุ่น

“คุณอานี่สุดยอดเลยค่ะ!” เสิ่นทิงหงพยักหน้า “งั้นพรุ่งนี้คุณอาช่วยจัดเตรียมของในปริมาณนี้ให้ฉันด้วยนะคะ แล้วส่งมาที่อยู่นี้เลยค่ะ”

เสิ่นทิงหงให้พิกัดโกดังแก่เถ้าแก่ เพราะเนื้อมากมายขนาดนี้ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคันน้อยคงขนไปไม่ไหว หลังจากนัดหมายที่จะส่งสินค้าในเวลาเที่ยงตรง เสิ่นทิงหงก็ไปยังจุดหมายต่อไป

น้ำมันกับแป้งสาลีก็สำคัญมากเช่นกัน เธอเดินตรงไปที่โซนขายส่งน้ำมัน ธัญพืช สั่งซื้อข้าวสาร 10,000 จิน แป้งสาลี 10,000 จิน และน้ำมันปรุงอาหารอีก 10,000 จิน

ราคาขายส่งข้าวสารและแป้งสาลีคือจินละ 1.5 หยวน ปริมาณที่เธอซื้อก็ค่อนข้างมากจริง ๆ แม้แต่ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ก็ไม่มีสินค้ามากมายขนาดนี้เพียงพอให้เธอซื้อในคราวเดียว แถมเถ้าแก่ก็ยังให้ส่วนลดแก่เธอ เหลือเพียง 1.4 หยวนเท่านั้น

น้ำมันปรุงอาหารมีราคาแพงกว่าเล็กน้อย ในตลาดราคาเกือบจินละ 10 หยวน ต่อให้เป็นราคาขายส่งก็เกือบ 7 หยวนแล้ว เธอใช้เงินกับที่นี่ไปเกือบ 100,000 หยวนทีเดียว

นอกจากนี้ เธอยังซื้อพวกธัญพืช เช่น ข้าวฟ่าง แป้งข้าวโพด และแป้งมันเทศ รวม ๆ กันแล้วก็ 100,000 กว่าหยวน

จากนั้นก็เป็นพวกผลไม้ เสิ่นทิงหงชอบผลไม้มาแต่ไหนแต่ไร เธอจึงซื้อผลไม้มาจำนวนหนึ่ง

สุดท้ายก็ซื้อลูกเจี๊ยบ ลูกเป็ด ลูกห่าน ลูกกระต่าย รวมถึงลูกหมู ลูกวัว และลูกแกะที่ตลาดสดกลับไปด้วย ทั้งหมดคละระหว่างตัวผู้และตัวเมีย บางทีต่อไปอาจจะสามารถสืบพันธุ์กันในห้วงมิติได้ก็ได้ เมื่อถึงเวลานั้นเธอก็จะมีเนื้อสัตว์กินไม่ขาดแคลนแล้ว

แม้ว่าบ้านในห้วงมิติจะค่อนข้างใหญ่ แต่ถึงยังไงห้วงมิติก็มีพื้นที่จำกัด เสิ่นทิงหงยังต้องเลี้ยงสัตว์เอาไว้อีกจำนวนหนึ่ง ถือได้ว่าเป็นทรัพยากรที่จะสามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง

เมล็ดพันธุ์ผักและผลไม้ต่าง ๆ ก็ต้องซื้อไว้ด้วย รวมถึงข้าวเปลือก ข้าวสาลี และข้าวโพด

เมื่อเห็นว่าใช้เวลามาพอสมควรแล้ว เสิ่นทิงหงจึงขี่สกู๊ตเตอร์ไปที่โกดัง เมื่อครู่เธอตกลงกับเถ้าแก่ว่าจะให้มาส่งสินค้าตอนเที่ยงวันรุ่งขึ้น และจ่ายแค่เงินมัดจำไว้เท่านั้น หญิงสาวไม่ได้กังวลเลยว่าเจ้าของร้านจะเบี้ยว เพราะในสายตาของพวกเขา ในอนาคตเสิ่นทิงหงย่อมเป็นลูกค้ารายใหญ่แน่นอน

[1] หน่วยวัดน้ำหนักที่นิยมใช้ในประเทศจีน มีน้ำหนักเท่ากับ 500 กรัม

บทที่ 2 1974 (รีไรท์)

บทที่ 2 1974 (รีไรท์)

เวลา 11.50 น.

รถบรรทุกหลากหลายรูปแบบทยอยเคลื่อนเข้ามาในโกดัง

หลังจากที่พวกเขาขนของเข้าโกดังเรียบร้อย เสิ่นทิงหงจึงจ่ายเงินจำนวนที่เหลือ จากนั้นเมื่อเห็นทุกคนออกไปหมดแล้ว หญิงสาวก็รีบจัดเก็บสิ่งของทั้งหมดเข้าไปในห้วงมิติ

อันไหนที่ต้องรักษาความสดใหม่จะถูกเก็บเข้าไปไว้ในบ้าน อันไหนที่ไม่จำเป็นต้องรักษาความสดใหม่จะถูกวางไว้ข้างนอก และลูกสัตว์ตัวเล็ก ๆ ก็ถูกปล่อยทิ้งไว้ในรั้ว

จากนั้นเสิ่นทิงหงก็พบว่าสัตว์ตัวเล็ก ๆ เหล่านี้เชื่องมากหลังจากเข้ามาในห้วงมิติ แค่เธอบอกพวกมันว่าอย่าวิ่งเพ่นพ่านไปทั่ว แต่ละตัวก็เชื่อฟังเธออย่างมาก จึงไม่ต้องกังวลว่าพวกมันจะไปทำลายผักและผลไม้ที่เพิ่งงอกใหม่ในสวนเลย

หลังจากล็อกประตูโกดังแล้ว เสิ่นทิงหงก็มุ่งหน้าไปร้านบะหมี่แล้วเลือกกินของง่าย ๆ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่า ในเมื่อเวลาในบ้านหยุดนิ่ง ทำไมเธอไม่ซื้ออาหารปรุงสุกแล้วไปด้วยล่ะ?

ดังนั้นในช่วงบ่ายเสิ่นทิงหงจึงตระเวนไปร้านอาหารที่ชอบกิน สั่งอาหารปรุงสุกมาเป็นจำนวนมาก เช่น ซาลาเปา หมั่นโถว หรืออาหารจีนต่าง ๆ

เหตุผลที่เธอใช้ก็คือสั่งอาหารให้พนักงาน คนอื่น ๆ จึงไม่ติดใจอะไร อันที่จริงเรื่องแบบนี้ก็ไม่จำเป็นต้องไปซักไซ้อะไรเท่าไหร่ ขอแค่ได้เงินก็พอแล้ว

จากนั้นเสิ่นทิงหงก็ไปที่ตลาดขายส่งขนาดใหญ่ ซื้อขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มที่ชอบกินมาอีกจำนวนมาก รวมถึงผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกายประจำวันที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นยาสีฟัน แปรงสีฟัน เจลอาบน้ำ หรือของวิเศษอย่างผ้าอนามัย เธอก็ไม่เคยลืม

เอาแค่ผ้าอนามัยก็ใช้ไม่เคยพอแล้วจนกว่าเธอจะหยุดมีประจำเดือน ไหนจะสถานที่ในฝันที่ดูคล้ายกับยุคสมัยเมื่อหลายสิบปีก่อนอีก แม้หากไม่มีอะไรผิดพลาดในอนาคตจะมีการพัฒนาขึ้นก็เถอะ

ต่อมาเสิ่นทิงหงก็ซื้อเสื้อผ้าหลากหลายรูปแบบ ผ้านวม และแม้แต่เสื้อคลุมทหารในสมัยเก่าที่เชยจนไม่มีใครมาซื้อ เธอไม่ได้พวกเสื้อผ้าสวย ๆ งาม ๆ เลยสักตัว เพราะยุคสมัยในความฝันนั้นอ่อนไหวมาก ชาวบ้านชาวเมืองล้วนใส่แต่สีดำ น้ำเงิน และเทา ถ้าเธอแต่งกายด้วยเสื้อผ้าหลากสีสัน จะไม่เป็นการบอกคนอื่นอย่างเปิดเผยว่าเธอมีปัญหาหรอกเหรอ

ทั้งยังได้สำลีและขนเป็ดมาอีกเป็นจำนวนมาก ถึงยังไงก็ต้องมีโอกาสที่ได้ใช้มันแน่

จักรยานสไตล์โบราณก็เอาเข้าไปในห้วงมิติไม่น้อย อันที่จริงขอเพียงนำของราคาแพงในยุคนั้นไปด้วย ยังไงก็ดีแน่นอน

ตอนนี้เสิ่นทิงหงจึงมีเงินเหลืออยู่ในมือเพียง 100,000 หยวน เมื่อหักลบกับเงินส่วนสุดท้ายสำหรับอาหารปรุงสุกที่เธอสั่งไปก็อาจยังมีเงินเหลืออยู่ประมาณ 50,000 หยวนได้

เธอไปสั่งอาหารทะเล ขนมอบ น้ำตาลทรายแดง น้ำตาลทรายขาว และเครื่องปรุงรสต่าง ๆ มาอีกหนึ่งชุด ตอนนี้จึงเหลือเงินในมือเพียง 1,000 - 2,000 หยวน เสิ่นทิงหงไม่กล้าสุรุ่ยสุร่ายอีกต่อไป เพราะถ้าเธอไม่มีเงินเหลืออยู่เลย และเกิดไม่สามารถข้ามเวลาไปได้ เธอก็จะไม่เหลือแม้กระทั้งเงินค่าเช่าบ้าน

หลังจากวุ่นวายมาหลายวัน ในที่สุดเสิ่นทิงหงก็ใช้เงินที่มีจนหมด และได้รับสินค้าทั้งหมดที่สั่งไว้ครบถ้วน เธอใส่ข้าวของไวง้ในห้วงมิติอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะในห้องที่สามารถเก็บอาหารได้จึงเต็มไปด้วยข้าวของวางระเกะระกะ

เดิมทีภายในมีเฟอร์นิเจอร์ แต่เสิ่นทิงหงก็ย้ายออกไปข้างนอกทั้งหมด ก็ช่วยไม่ได้นี่นะ ห้วงมิติมีพื้นที่จำกัดก็ต้องใช้อย่างสมเหตุสมผล

แต่ไม่รู้ว่าทำไม เสิ่นทิงหงมีลางสังหรณ์รุนแรงว่าสิ่งที่ตนคาดเดาไว้กำลังจะเกิดขึ้น เธอจึงนำของทั้งหมดในห้องเช่าเข้าไปไว้ในห้วงมิติด้วยเช่นกัน และเหลือทิ้งไว้แค่เตียงหลังเดียวเท่านั้น

เพราะห้องที่เสิ่นทิงหงเช่าคือห้องเปล่าไม่มีเฟอร์นิเจอร์ เนื่องจากค่าเช่ามีราคาถูกของทุกอย่างเป็นเธอที่ซื้อเข้ามา หญิงสาวจึงไม่ลังเลที่จะเอามันไปด้วย
หลังจากทำทุกอย่างเสร็จ เสิ่นทิงหงก็ทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงอย่างเหนื่อยล้า เธอรู้สึกวิงเวียนอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก่อนที่จะหมดสติไป

……

ฤดูร้อนปี 1974 ณ หมู่บ้านถวนเจี๋ย ชุมชนจินฮวา เมืองจิง มณฑลเสฉวน…

“นีเอ๋อร์ อย่าทำให้แม่ตกใจสิ…”

ในขณะที่กำลังสะลึมสะลือ เสิ่นทิงหงได้ยินเสียงสะอื้นเบา ๆ ของหญิงคนหนึ่ง

นีเอ๋อร์? นีเอ๋อร์คือใคร? อ่า ใช่แล้ว ชื่อเล่นของเด็กสาวในความฝันที่เธอฝันถึงคือนีเอ๋อร์

“อือ…”

แต่คำตอบที่หญิงคนนั้นได้รับเป็นเสียงทอดถอนใจหายของผู้ชายคนหนึ่ง เสิ่นทิงหงรู้สึกเจ็บปวดหัวใจอย่างบอกไม่ถูก เสียงทอดถอนใจนี้แฝงอะไรไว้มากเกินไป

เสิ่นทิงหงพยายามลืมตาขึ้น หลังจากลองดูกว่าสิบครั้ง ในที่สุดก็เห็นแสงริบหรี่

สิ่งแรกที่ปรากฏในคลองจักษุคือบ้านหลังทรุดโทรมหลังหนึ่ง ตามด้วยใบหน้าของผู้หญิงที่เฝ้าอยู่ข้างเตียงก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น ไม่รู้ว่าทำไม ลำคอของเสิ่นทิงหงก็เปล่งเสียงออกมาคำหนึ่งอย่างไม่รู้ตัว

“แม่..”

อาจเป็นเพราะเพิ่งฟื้น เสิ่นทิงหงจึงรู้สึกว่าลำคอของเธอแห้งผาก น้ำเสียงก็แหบแห้ง

“นีเอ๋อร์! นีเอ๋อร์ฟื้นแล้ว! ต้าเฉียง รีบมาดูสิ นีเอ๋อร์ของเราฟื้นแล้ว”

เสียงของหลิวเยว่ดูตื่นเต้นมาก ถึงขนาดน้ำตาคลออยู่ตลอดเวลา

เสิ่นต้าเฉียงที่เดิมทีเงียบไม่พูดจารู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที เขาถูมือมองเสิ่นทิงหงด้วยความประหม่า

เสิ่นทิงหงขยับริมฝีปาก แล้วร้องเรียก ‘พ่อ’ อีกครั้ง

ตอนนี้เสิ่นต้าเฉียงตื่นเต้นดีใจมาก เอาแต่พูดว่า “ดี ดี ดี!”

คำว่า ‘ดี’ สามคำติดต่อกันก็เพียงพอที่จะบ่งบอกถึงอารมณ์ของเสิ่นต้าเฉียงแล้ว

“หมอบอกว่าถ้าลูกยังไม่ฟื้นก็จะกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา ต้องให้แต่อาหารเหลวเท่านั้น … ฮึ เขาโกหก นีเอ๋อร์ของฉันดวงแข็งจะตาย ต้องไม่เป็นอะไรสิ”

เมื่อหลิวเยว่เห็นเสิ่นทิงหงฟื้น ทุกอย่างพลันดูเหมือนมีชีวิตชีวาขึ้นมา สวรรค์รู้ดีว่าเมื่อเธอได้ยินว่าลูกของตัวเองอาจต้องนอนอยู่บนเตียงไปตลอด หลิวเยว่ก็รู้สึกว่าฟ้ากำลังจะถล่มทลาย

กว่าเธอจะมีลูกสาวคนนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย หากเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ เธอจะใช้ชีวิตต่อไปได้ยังไง

“…” เสิ่นทิงหงต้องการพูดอะไรบางอย่าง แต่ทันใดนั้นความทรงจำมากมายก็เอ่อล้นในหัวของเธอ ดวงตาทั้งสองเหลือกขึ้นและสลบไปอีกครั้ง

สิ่งนี้ทำให้เสิ่นต้าเฉียงและภรรยาตกใจอย่างมาก ทั้งสองร้อนใจมากจนหยาดน้ำตาพรั่งพรู

ความจริง จิตใต้สำนึกของเสิ่นทิงหงยังคงชัดเจนอยู่ในเวลานี้ แต่ตอนนี้เธอไม่สามารถลืมตาหรือพูดได้ ทำได้เพียงนอนเงียบ ๆ อยู่ตรงนั้น และยอมรับความทรงจำจากเจ้าของร่างเดิม

เธอเดินทางข้ามเวลามาแล้วจริง ๆ ข้ามเวลามาสู่เรื่องราวที่คล้ายกับยุค 60 ถึง 70 ในชาติก่อนของเธอ มีนโยบายทางการเมืองที่คล้ายกันอย่างน่าประหลาดใจ แต่ผู้นำนั้นเปลี่ยนไป

และวิญญาณของเธอก็เข้ามาอยู่ในร่างของเด็กสาวที่มีชื่อแซ่เดียวกัน เด็กสาวคนนี้เป็นดั่งสมบัติล้ำค่าของพ่อแม่ในยุคสมัยที่มีค่านิยมชายเป็นใหญ่แพร่หลาย

สาเหตุก็คือหลิวเยว่ผู้เป็นมารดาของเจ้าของร่างเดิมได้รับอิทธิพลจากคุณยายของเจ้าของร่างเดิมอย่างลึกซึ้ง เธอเชื่อว่าเด็กผู้ชายเมื่อโตขึ้นก็ต้องใช้เงินไปสู่ขอภรรยา ได้ภรรยาแล้วก็ลืมมารดา การมีลูกสาวอถือเป็นของชดเชยที่สมน้ำสมเนื้อ

เมื่อลูกสาวโตขึ้นก็ยังสามารถจุนเจือบ้านเดิมได้ ต่างจากลูกชายที่คอยทวงหนี้ ที่สำคัญคือคุณยายของเจ้าของร่างเดิมก็มีหลิวเยว่เป็นลูกสาวคนเดียว โดยก่อนหน้านี้ก็มีลูกชายสามคน แค่นี้ก็รู้ว่าหลิวเยว่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบไหน ตอนนี้แม้หลิวเยว่จะกลับมาบ้านเดิมแล้ว เธอก็ยังเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือและมีอิทธิพลมากที่สุดอีกด้วย

บทที่ 3 สถานการณ์ภายในครอบครัว (รีไรท์)

บทที่ 3 สถานการณ์ภายในครอบครัว (รีไรท์)

สิ่งนี้ยังทำให้หลิวเยว่สืบทอดแนวคิดแปลก ๆ มาจากคุณยายเจ้าของร่างเดิมอย่างสมบูรณ์แบบแถมยังหล่อหลอมเสิ่นต้าเฉียงให้ซึมซับเรื่องนี้มาด้วย ควรจะบอกดีไหมนะว่าเสิ่นทิงหงรู้สึกว่าเรื่องราวแบบนี้มันสนุกมาก

สาเหตุที่เธอข้ามเวลามานั้นเป็นเพราะเสิ่นปี้เหลียน ซึ่งเป็นญาติผู้พี่ของเจ้าของร่างเดิม นิสัยใจคอของเสิ่นปี้เหลียนนั้นหน้าด้านสมกับชื่อจริง ๆ เพราะนีเอ๋อร์ร่างเดิมได้หมั้นหมายกับผู้ชายที่เธอหมายปอง ต่อมาเธอจึงผลักนีเอ๋อร์ล้มลงกระแทกหินจนเอาชีวิตไม่รอด

หลังจากกลับมาก็รับบทเป็นเหยื่อร้องห่มร้องไห้ไม่หยุด หลิวเยว่เป็นห่วงลูกสาวมาก จึงยังไม่มีเวลาไปจัดการหลานตัวดี ถ้าไม่อย่างนั้นด้วยความโกรธเกรี้ยวของหลิวเยว่ น้ำตาจอมปลอมของเสิ่นปี้เหลียนต้องเหือดแห้งแน่นอน

ส่วนผู้ชายที่หมั้นหมายกับเจ้าของร่างเดิมเป็นนายทหารหนุ่ม ได้เป็นผู้รักษาการแทนตั้งแต่อายุยังน้อย เป็นคนรู้จักเอาตัวรอด แม้ไม่ได้กลับมาดูตัวเสิ่นทิงหง แต่ทั้งสองฝ่ายต่างสนใจในกันและกันจึงตัดสินใจหมั้นหมายกัน

ข้อเสียเพียงอย่างเดียวก็คือพ่อแม่ของเยี่ยเสิ่นเหยียนเสียชีวิตไปนานแล้ว ปู่ย่าก็จากไปทีละคน ตอนนี้เขาจึงเหลือเพียงตัวคนเดียว

การแต่งงานครั้งนี้หลิวเยว่เป็นคนเอ่ยกับเยี่ยเสิ่นเหยียนขึ้นมาก่อน

สำหรับสถานการณ์ของสมาชิกภายในครอบครัวเจ้าของร่างเดิมก็ซับซ้อนมากเช่นกัน ตอนนี้พวกเขายังไม่ได้แยกบ้าน ดังนั้นทั้งครอบครัวจึงอาศัยอยู่ด้วยกัน เสิ่นทิงหงคิดแล้วก็ปวดหัว

สองปู่ย่าของตระกูลเสิ่นยังมีชีวิตอยู่ คุณปู่ของเสิ่นทิงหงคือเสิ่นเจี้ยนกั๋ว คุณย่าคือหลี่ต้าฮวา ปัจจุบันมีอายุเพียงห้าสิบกว่า ๆ เท่านั้น ร่างกายยังแข็งแรงดี

พวกเขามีลูกทั้งหมดสี่คน

ลูกชายคนโตเสิ่นต้าลี่ เป็นพ่อของเสิ่นปี้เหลียน เขากับจางซู่ฉินผู้เป็นภรรยายังมีลูกชายอีกคนหนึ่ง เป็นคนโตในบรรดาคนรุ่นหลังของตระกูล ชื่อเสิ่นโหย่วเหวย

พี่ชายคนรอง เสิ่นต้าหย่ง ภรรยาชื่ออู๋อวิ๋น มีลูกชายหนึ่งหญิงหนึ่ง คนโตคือเสิ่นชุนฮวา ญาติผู้พี่ของของเสิ่นทิงหง และคนเล็กคือเสิ่นเสี่ยวปิงเป็นหลานชายคนสุดท้องในบ้าน

คนที่สามก็คือเสิ่นต้าเฉียง พ่อของเสิ่นทิงหง เสิ่นทิงหงยังมีพี่ชายฝาแฝดอีกสองคน คือเสิ่นทิงเหวินและเสิ่นทิงอู่

คนที่สี่เป็นลูกสาว เป็นอาหญิงของเสิ่นทิงหง ชื่อเสิ่นหมิงฟาง เธอแต่งงานกับจางกั๋วต้งซึ่งเป็นน้องชายของจางซู่ฉิน มีลูกชายหนึ่งคนชื่อจางเสี่ยวเหว่ย อายุไล่เลี่ยกับเสิ่นเสี่ยวปิง

ดังนั้นจางซู่ฉินและเสิ่นหมิงฟางจึงสนิทสนมกันมากที่สุดในบรรดาสะใภ้ทั้งหลาย

……

ในที่สุดเธอก็ซึมซับทุกสิ่งเอาไว้ในหัว เสิ่นทิงหงลืมตาขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ร่างกายของเธอผ่อนคลายลงมาก

หลิวเยว่และเสิ่นต้าเฉียงที่เฝ้าดูอยู่ตลอดเวลา เมื่อเห็นลูกสาวลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็โล่งใจได้ในที่สุด

“นีเอ๋อร์ ลูกทำให้มะ…แม่ตกใจแทบแย่…”

ตั้งแต่เสิ่นทิงหงเข้าเรียนมัธยมในเมืองก็เริ่มเรียกพ่อแม่ตามวิถีคนที่นั่น ดังนั้นหลิวเยว่จึงนึกขึ้นได้

“แม่คะ หนูไม่เป็นอะไรแล้ว แค่เหนื่อยนิดหน่อยน่ะค่ะ แม่กับพ่อออกไปก่อนได้ไหมคะ หนูอยากพักผ่อนอีกสักหน่อย”

“ได้ ๆๆ ลูกพักผ่อนให้เต็มที่เถอะ อยากได้อะไรก็เรียกแม่นะ รอลูกหายดีเมื่อไหร่ แม่จะไปพาพวกลุงของลูกมาที่นี่เอง ให้ลูกได้แก้แค้นเต็มที่เลย”

ยิ่งพูดก็ยิ่งโมโห จู่ ๆ หลิวเยว่ก็รู้สึกว่าเสิ่นต้าเฉียงขัดหูขัดตาขึ้นมา “มัวทำบื้ออะไรอยู่ตรงนี้ล่ะ ไม่ได้ยินเหรอว่าลูกสาวบอกว่าเหนื่อยต้องการพักผ่อนน่ะ!?”

เสิ่นต้าเฉียงคิดในใจ ‘เขาเป็นแค่อาสามของเสิ่นปี้เหลียน แต่นี่คือสิ่งที่เขาสมควรได้รับเหรอ…’

เสิ่นต้าเฉียงล้างสมองตัวเอง แม้ความจริงแล้วทั้งหมดหลิวเยว่จะเป็นคนพูด แต่เขาคิดว่าคำพูดของภรรยาเป็นจริงตามนั้นมาโดยตลอด

ไม่ว่าหลิวเยว่จะพูดอะไร เขาก็อดไม่ได้ที่จะเอาสมุดบันทึกเล่มเล็กมาจดเอาไว้ชื่นชมในภายหลัง แล้วท่องมันให้ขึ้นใจ

“ลูกรัก พักผ่อนให้เต็มที่เถอะ” เสิ่นต้าเฉียงยิ้มให้เสิ่นทิงหงอย่างใสซื่อ แม้ใบหน้าจะตากแดดจนดำคล้ำ แต่ดวงตาคู่นั้นและฟันขาวซี่ใหญ่ก็ส่องแสงสดใส
“ค่ะพ่อ”

เสิ่นทิงหงใช้ชีวิตอยู่คนเดียวมาตลอด แม้จะทุะลุมิติมาโลกที่ไม่คุ้นเคย แต่เธอก็ยอมรับได้อย่างรวดเร็ว

เมื่อยอมรับสภาพแวดล้อมที่ยอมรับได้น้อยที่สุดแล้ว ต่อไปก็จะค้นพบความสวยงามของสิ่งอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้น อย่างเช่นในตอนนี้เสิ่นทิงหงรู้สึกว่าแม้โลกใบนี้จะไม่พัฒนาเท่าที่ที่เธอเคยอาศัยอยู่ แต่การมีพ่อแม่ที่รักเธอมากขนาดนี้ก็เป็นเรื่องที่ดีมากแล้ว

เสิ่นทิงหงพยายามประคองร่างกายที่อ่อนแอลงจากเตียงไปปิดประตูห้อง จากนั้นก็นั่งลงบนเตียงเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ของห้วงมิติ

โชคดีที่เป็นเหมือนอย่างที่เธอคิดไว้ พอเห็นว่าห้วงมิติยังคงอยู่ จิตใจของเสิ่นทิงหงก็มั่นคงขึ้นมาก อย่างน้อยในหมู่บ้านบนภูเขาเล็ก ๆ ลำบากลำเข็ญแห่งนี้ เธอก็มีกำลังใจมากพอแล้ว

เสิ่นทิงหงมองกำแพงที่มีอากาศถ่ายเทรอบตัวและอดทอดถอนใจไม่ได้ หลังจากแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้ เธอก็หยิบโจ๊กหมูไม่ติดมันใส่ผักออกมาจากห้วงมิติ

หญิงสาวรู้สึกได้ว่าร่างกายนี้ขาดไขมัน แม้แต่การก้าวสักสองก้าวในสถานการณ์แบบนี้ยังเป็นเรื่องยากเลย

ถึงเสิ่นทิงหงจะไม่ใช่เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ แต่เธอก็พอจะมีความรู้พื้นฐานอยู่บ้าง ในเวลาแบบนี้คงกินอะไรที่เลี่ยนเกินไปไม่ได้แน่นอน แต่สารอาหารที่จำเป็นก็ยังต้องเสริมเข้าไปอยู่ดี

ในเวลานี้โจ๊กหมูไม่ติดมันใส่ผักได้กลายเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เมื่อเห็นว่าร่างนี้ไม่มีเนื้อส่วนเกิน เสิ่นทิงหงจึงคิดว่าจะรอให้ตัวเองอาการดีขึ้นอีกหน่อย จากนั้นค่อยบำรุงให้เต็มที่

เธอรีบกินให้เสร็จ ไม่กล้าเคี้ยวอย่างเชื่องช้าเลย เพราะถึงยังไงความเป็นส่วนตัวในห้องนี้ก็ไม่ได้มีมากนัก หากคนอื่นมาเห็นเข้าคงจะลำบากน่าดู

หลังจากกินเสร็จแล้วเสิ่นทิงหงก็โยนกล่องอาหารทิ้งลงไปในห้วงมิติแล้วเริ่มพักผ่อน ตอนนี้เธอไม่มีกำลังมากพอที่จะคิดเรื่องกวนใจทุกอย่างในบ้านหลังนี้ เจ้าของร่างเดิมได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ เพราะงั้นจำเป็นต้องพักผ่อนให้เต็มที่

หากจะบอกว่าเจ้าของร่างเดิมยังมีแม่ที่ดีก็ไม่ถูกอีก ควรจะบอกว่าแม่ของเธอมีครอบครัวที่ดีมากกว่า

เดิมทีทุกคนอาศัยเบียดเสียดอยู่ด้วยกัน สามครอบครัวต้องแบ่งย่อยออกเป็นสองห้อง อย่างเช่นเสิ่นปี้เหลียน ตอนนี้เธอต้องแบ่งห้องกับเสิ่นโหย่วเหวยพี่ชายของตัวเอง ตรงกลางมีเพียงไม้กระดานกั้นไว้

แต่หลังจากที่หลิวเยว่ให้กำเนิดเสิ่นทิงหง เธอก็ขอให้พี่ชายทั้งสามช่วยสร้างห้องเดี่ยวให้เสิ่นทิงหง แต่เมื่อผ่านไปสิบกว่าปี ภายในห้องนี้ก็ดูทรุดโทรมไปมาก

แม้ครอบครัวใหญ่และครอบครัวที่สองจะไม่พอใจ หากแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ การสร้างบ้านไม่ว่าจะเป็นเรื่องออกแรงหรือออกเงินฝ่ายหลิวเยว่เป็นคนจัดการทั้งหมด ต่อให้พวกเขาจะไม่พอใจยังไง ก็ต้องเก็บเอาไว้ในใจ

สองผู้เฒ่าเคยพูดแล้วว่า รากฐานของบ้านหลังเก่ามีขนาดใหญ่มาก หากพวกเขามีกำลังก็สามารถต่อเติมบ้านได้ คนแก่อย่างพวกเขาสองคนก็ไม่ว่าอะไร

ระหว่างนั้นหลิวเยว่ได้มาถามอาการของเสิ่นทิงหงสองครั้ง หลังจากแน่ใจแล้วว่าลูกสาวไม่เป็นอะไรจึงสบายใจได้ในที่สุด

ระหว่างกินอาหารเย็น เสิ่นทิงหงก็ได้ยินเสียงดังเอะอะโวยวายข้างนอก เธอรู้สึกเป็นกังวลในทันที ครอบครัวใหญ่อาศัยอยู่ร่วมกัน เหมือนอยู่ในจักรวาลครอบครัวอันกว้างใหญ่เลย

“นีเอ๋อร์ ถึงเวลากินข้าวเย็นแล้ว แม่ยกเข้าไปให้ดีไหม?”

เสียงของหลิวเยว่ดังขึ้นข้างนอก

เสิ่นทิงหงลุกจากเตียงไปเปิดประตู เดิมทีเธอตั้งใจจะออกไปรับกินข้าวด้วย จะได้ทำความรู้จักกับสมาชิกในครอบครัว แต่เสียงข้างนอกหนวกหูเสียเหลือเกิน ทั้งเสียงของผู้สูงอายุและเด็ก ๆ ทำให้เสิ่นทิงหงที่ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะอยู่แล้วรู้สึกทรมานมากกว่าเดิม

“แม่คะ ช่วยยกเข้ามาให้หนูหน่อยแล้วกันค่ะ”

“ได้เลย ลูกรีบนอนเถอะ เดี๋ยวแม่ไปเอามาให้เอง”

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...