โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฟื้นกลิ่นอายไหมยกดอก จากคุ้มหลวงสู่รวงร้าน (จบ)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 04 ม.ค. 2567 เวลา 04.21 น. • เผยแพร่ 07 ม.ค. 2567 เวลา 01.00 น.

ตอนจบเรื่องผ้าไหมยกดอกลำพูนนี้ ขอนำเสนอเนื้อหาที่เจาะลึกลงไปให้เห็นรายละเอียดในส่วนที่ว่า ผ้าไหมยกดอกแต่ละผืนมี “องค์ประกอบลวดลาย” อย่างไรบ้าง

รวมถึง “กรรมวิธีเทคนิคการทอ” ลักษณะของ “กี่ทอผ้า” ที่เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์เครื่องมือหลัก กับ “ความสัมพันธ์ทางด้านวัฒนธรรมกับเพื่อนบ้านอุษาคเนย์”

ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้อ่านได้รู้จักกับ “หัวใจ” ของผ้าไหมยกดอกลำพูนให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

โครงสร้าง-องค์ประกอบผ้าซิ่น

โดยปกติแล้ว “ผ้าซิ่นล้านนา” หนึ่งผืนจะมีองค์ประกอบหรือโครงสร้าง 3 ส่วน ดังนี้

หนึ่ง ส่วนบนที่ใช้พันกับเอวเรียก “หัวซิ่น” นิยมใช้ผ้าดิบเรียบๆ สีขาวนำมาต่อเพิ่มช่วงที่ใช้พันกับเอว ส่วนนี้ใช้งานหนักมาก ทำหน้าที่ซับเหงื่อเพราะแนบติดกับเนื้อตัวร่างกาย ไม่จำเป็นต้องใช้ผ้าที่สวยงาม แค่ผ้าดิบง่ายๆ ที่สามารถใช้ม้วนพันรัดดึงได้ดี เมื่อเปื่อยเก่าก็เลาะทิ้งแล้วเปลี่ยนผืนใหม่

สอง ส่วนกลาง คือตัวผ้าถุงเรียก “กลางซิ่น” (อ่าน ก๋างซิ่น) เป็นส่วนที่ใช้โชว์ลงมาตั้งแต่ช่วงสะโพก ก้น เข่า ขา นิยมทอออกมาเป็นลายตามขวาง เรียกซิ่นก่าน หรือซิ่นต๋า (ตาตาราง)

สาม ส่วนล่าง เรียก “ตีนซิ่น” (อ่าน ตี๋นซิ่น) ส่วนนี้มีความงามพิเศษ ใช้ต่อตอนล่างสุดให้ยาวกรอมเท้า เสริมส่งความสง่างามให้แก่ผู้สวมใส่ ตีนซิ่นมักทอแยกด้วยลายจกออกมาต่างหาก เวลาจะใส่ค่อยนำทั้งสามส่วนนี้มาเย็บติดกันเป็นผืนเดียว

ในกรณีของผ้าไหมยกดอก ถือเป็นประดิษฐกรรมใหม่ของผ้าซิ่นล้านนา ดังนั้น ดิฉันจึงอดสงสัยไม่ได้ว่า โครงสร้างของผ้าไหมยกดอก (รวมทั้งผ้าฝ้ายยกดอก) แต่ละผืน ยังคงไว้ซึ่งองค์ประกอบเหมือนหรือต่างจากผ้าซิ่นล้านนา (โดยเฉพาะผ้าซิ่นตีนจก) อย่างไรบ้าง

ผู้เชี่ยวชาญที่จะไขคำตอบเรื่องนี้ได้ ย่อมหนีไม่พ้น อาจารย์ปรีชาเกียรติ บุญยเกียรติ “ครูศิลป์แผ่นดิน ผ้าไหมยกดอกลำพูน”

จากกี่หน้านางสู่กี่กระตุก

อาจารย์ปรีชาเกียรติอธิบายว่า

“การทอผ้าไหมยกดอกลำพูน (รวมทั้งผ้าฝ้ายยกดอก) มีความแตกต่างจากโครงสร้างของผ้าซิ่นล้านนาดั้งเดิม กล่าวคือ เราจะทอโดยรวมเป็นผืนเดียว ไม่มีแยกทอเป็นสามชิ้น หัว กลาง ตีน แล้วนำมาเย็บติดกัน

การจะทอแบบต่อเนื่องเป็นผืนเดียวกันได้ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์หลักคือ “กี่ทอผ้า” ใหม่ให้ตอบโจทย์กันด้วย เนื่องจากกี่ทอของล้านนาดั้งเดิมหรือที่เรียกว่า “กี่หน้านาง” นั้นสามารถทอผ้าได้หน้าแคบ แต่ละผืนกว้างไม่มาก

ในขณะที่การทอผ้าไหม-ฝ้ายยกดอก ต้องทอเพิ่มทั้งส่วนหัวซิ่นและตีนซิ่นรวมเบ็ดเสร็จในผืนเดียว ยิ่งคนสมัยใหม่รูปร่างสูงใหญ่กว่าคนสมัยก่อน จึงยิ่งต้องใช้กี่หน้ากว้างมากยิ่งขึ้น ทำให้เราต้องประยุกต์รูปแบบของกี่จาก “กี่หน้านาง” หน้าแคบ มาเป็น “กี่กระตุก” โดยได้รับอิทธิพลจากการทอผ้ากี่เพ้าของจีน เรียกโดยรวมว่า “กี่ผ้ายกใหญ่” หมายถึงรวมหัวซิ่น กลางซิ่น ตีนซิ่น ไว้ด้วยกันในผ้าหน้ากว้างผืนเดียว”

ว่าด้วยความกว้าง-ความยาวของผ้ายกดอกแต่ละผืน

“ผ้ายกดอกลำพูน 1 ผืน มีความกว้างอย่างต่ำสุด 1 เมตร (ตอนทอเราจะเรียกว่าความกว้าง เป็นการเรียกตามหน้ากี่ ทว่า ตอนสวมใส่ผ้าซิ่น ส่วนที่เรียกว่าความกว้างนี้ก็คือความยาวของผ้าซิ่นแต่ละผืน) และเราจะทอไปเรื่อยๆ จนได้ความยาวไม่ต่ำกว่า 1.80-2 เมตร (หมายความว่า เมื่อทอเสร็จ ความยาวของการทอเป็นพับๆ นี้ ก็จะสลับกันกลายเป็นความกว้างของผ้าถุงนั่นเอง)

นอกจากนี้ ในกรณีที่ต้องการนำไปตัดชุดไทยแบบภาคกลาง จำเป็นต้องทอยาวกว่าปกติเพิ่มอีกครึ่งเมตร เผื่อสำหรับใช้พับทบจีบหน้านางด้านหน้า”

ส่วนการแบ่งโครงสร้างของหัวซิ่น กลางซิ่น ตีนซิ่นนั้น แบ่งกันอย่างไร อาจารย์ปรีชาเกียรติ อธิบายต่อไปว่า

“ในส่วนหัวซิ่น มีความยาวประมาณ 1-2 คืบ กรณีผ้ายกดอก ช่างทอได้ใส่ลวดลายลงบ้างเล็กน้อย ไม่ได้ทอเป็นผ้าเรียบๆ เลียนแบบผ้าดิบ อาจไม่เน้นดอกดวงมากนัก เพราะว่าส่วนนี้ในที่สุดก็ต้องถูกมัดพันที่เอว ไม่ได้ใช้เป็นส่วนโชว์

ส่วนของกลางซิ่นกับตีนซิ่นนั้น จะแบ่งเขตพื้นที่ออกจากกันแบบกลมกลืน ไม่แยกชัดเจนผิดกับผ้าซิ่นตีนจก หากไม่เพ่งพินิจจะมองเห็นไม่ชัดนัก ช่างทอแบ่งโครงสร้างระหว่างกลางซิ่นกับตีนซิ่นออกเป็นสัดส่วน 2 ต่อ 3 ส่วน

ตีนซิ่นที่มีพื้นที่เศษ 1 ส่วน 3 ของผ้ายกดอกนั้น จะนิยมทอเป็นลายที่ถอดแบบออกมาจากเชิงเสาในพระวิหาร ผสมกับการประยุกต์ลายหางสะเปาที่เคยพบในผ้าซิ่นตีนจก กลายเป็นลายต้นสน ลายกรวยเชิง ลายเชิงเทียน ฯลฯ”

ขอบคุณคุณป้าคำหอม

และโรงทอผ้าที่ดาวคะนอง

ข้อมูลใหม่หรือเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่แทบไม่มีใครรู้มาก่อนเกี่ยวกับเส้นทางทุลักทุเลหน้ากลบพื้นของผ้าไหมยกดอกลำพูนก็คือ ครั้งหนึ่งโรงทอผ้ายกดอกในลำพูนแทบจะปิดตัวหมดทุกรวงร้าน ในช่วงทศวรรษ 2510-2520 ระหว่างนั้นอาจารย์ปรีชาเกียรติยังทำงานหลักอยู่ในสำนักงานฉลากกินแบ่งของรัฐบาล

ความที่วัยเยาว์ 5-6 ขวบ เติบโตวิ่งเล่นในคุ้มเจ้าหญิงลำเจียก เคยเห็นคุณแม่บุญศรีทอผ้าไหมยกดอกมาก่อน อาจารย์ปรีชาเกียรติรู้สึกสลดใจ และมีความประสงค์จะฟื้นโรงทอผ้าไหมยกดอกให้กลับคืนมาอีกครั้ง

เมื่อได้สอบถามคุณแม่บุญศรีว่าทำไมกี่เหล่านี้จึงร้างหมดทุกบ้าน ได้คำตอบว่า “ไม่มีใครอยากทอกันแล้ว เพราะมันไม่คุ้มทุน เส้นไหมก็หายาก”

อาจารย์ปรีชาเกียรติไม่ยอมแพ้ต่อชะตากรรม ท่านพยายามรวบรวมองค์ความรู้จากคุณแม่บุญศรี และจากเพื่อนๆ คุณแม่ที่เรียนวิชาทอผ้ามาจากคุ้มเจ้าหญิงลำเจียกด้วยกัน เพื่อหาผู้ที่ยังมีความเชี่ยวชาญพอจะช่วยสืบสานการทอผ้าไหมยกดอกลำพูนสู่คนรุ่นหลังได้บ้าง

ในที่สุดได้ “คุณป้าคำหอม” บ้านอยู่แถวกาดหนองดอก ยินดีที่จะช่วยฟื้นฟู อาจารย์ปรีชาเกียรติเปิดโรงทอผ้าไหมยกดอกที่กรุงเทพฯ แถวดาวคะนอง ฝั่งธนบุรี โดยเชิญคุณป้าคำหอมกับลูกมือชาวลำพูนไปด้วยอีก 5 คน รวม 6 คนเพื่อสอนวิธีการทอผ้าไหมยกดอกให้แก่ช่างทอที่กรุงเทพฯ

ผลปรากฏว่า ช่างทอ 2 คนหนีกลับลำพูน ด้วยความคิดถึงบ้าน ไม่อาจทนต่อบรรยากาศที่แปลกใหม่ในเมืองหลวง

ปี 2526 อาจารย์ปรีชาเกียรติตัดสินใจปิดโรงทอที่ดาวคะนองลง แล้วกลับมาเปิดโรงทอแห่งใหม่ที่แม่สารป่าแดด ต.เวียงยอง อ.เมืองลำพูน แทน มีเด็กสาวชาวยองมาฝากตัวเรียนวิธีการทอผ้าไหมยกดอกจำนวน 29 คน

สิ่งที่อาจารย์ปรีชาเกียรติภาคภูมิใจยิ่งก็คือ ช่างทอทั้ง 29 คนนี้ ปัจจุบันเป็นเจ้าของโรงทอผ้าไหม-ฝ้ายยกดอกที่ประสบความสำเร็จ และช่วยสืบสานงานทอผ้าอัตลักษณ์ลำพูนกันทุกคน

เทคโนโลยีใหม่ vs การคืนสู่รากเหง้า

ต้องถือว่าสถานภาพของอาจารย์ปรีชาเกียรติที่มีโอกาสได้ไปเปิดโรงทอผ้าอยู่ที่ดาวคะนอง ฝั่งธนบุรีอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่งนั้น เป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก ทำให้ท่านกลายเป็นคนที่โลกกว้าง หูตากว้างไกล ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์จากวัฒนธรรมต่างถิ่นอยู่ตลอดเวลา

อาจารย์ปรีชาเกียรติเล่าว่า ช่วงที่เปิดโรงงานแถวดาวคะนองนั้น ได้มีสำนักงานอุตสาหกรรมสิ่งทอมาสอนอบรมวิธีการทำให้เส้นไหมหรือเส้นฝ้ายมีความแข็งแกร่งอดทน พร้อมทั้งสอนกรรมวิธีการย้อมสีสิ่งทอด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้แก่ช่างทอของท่านอีกด้วย

นอกจากนี้แล้ว อาจารย์ปรีชาเกียรติยังมีความสนใจว่า “ต้นตำรับของการทอผ้ายก” นั้นเริ่มมาจากการที่พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ทรงได้แรงบันดาลใจมาจากช่างทอในราชสำนักสยามที่เป็นชาวปักษ์ใต้ที่นำมาจากนครศรีธรรมราช และไชยา สุราษฎร์ธานี

อาจารย์ปรีชาเกียรติจึงลงพื้นที่ไปเยี่ยมชมศึกษากรรมวิธีการทอผ้ายกของสองจังหวัดนี้ด้วย ได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในทุกรายละเอียด โดยเฉพาะเรื่องลวดลาย

ซึ่งทางไชยายังนิยมลายดั้งเดิมคือ “ลายเขี้ยวกระแต” อยู่ ในขณะที่ทางลำพูนมีการพัฒนาลวดลายไปไกลมากกว่านั้นแล้ว อาจารย์ปรีชาเกียรติจึงได้ถ่ายทอดลวดลายแปลกๆ ใหม่ๆ ที่ทางลำพูนได้ออกแบบไว้ให้แก่ทางปักษ์ใต้อีกด้วย

ทำให้ทุกวันนี้ เมื่อเราเห็นผ้ายกดอกของทางไชยาและนครศรีธรรมราช จะพบว่ามีความอ่อนหวานอีกทั้งบางลวดลายละม้ายกันกับทางลำพูน

อิทธิพลเขมร-พม่าในผ้ายกดอกลำพูน

นอกเหนือไปจากการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงการหวนกลับไปหาแหล่งกำเนิดของผ้ายกดอกที่นครศรีธรรมราชและไชยาแล้ว

อาจารย์ปรีชาเกียรติยังให้ข้อมูลว่า กว่าจะเป็นผ้าไหมยกดอกลำพูนทุกวันนี้ได้นั้น ยังมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางด้านวัฒนธรรมกับอีกสองประเทศเพื่อนบ้าน นั่นคือกัมพูชาและพม่า

ย้อนกลับไปสู่ประเด็นที่ว่า เมื่อการทอผ้ายกดอกต้องใช้พื้นที่หน้ากว้างเพิ่มมากขึ้น ในลักษณะที่เรียกว่ากี่ผ้ายกใหญ่ ทำให้ช่างทอบางคนต้องประยุกต์เอาลวดลายจากเขมรมาผสมด้วย เรียกว่า “ลายสังเวียน” เนื่องจากหากทอเฉพาะลวดลายแบบดั้งเดิมคือซิ่นก่าน ซิ่นต๋า ตามขวางไปเรื่อยๆ หรือทอลายดอกพิกุลเล็กๆ จิ๋วๆ ทั้งผืน มันจะดูไม่งาม จำเป็นต้องเอาแนวคิดของลายผ้าเขมรซึ่งมีลายขนาดค่อนข้างโตมาประยุกต์ใช้เป็นพื้นหลังบ้างอย่างแยบยล

โดยอาจารย์ปรีชาเกียรติเล่าว่า ช่วงที่กัมพูชาปิดประเทศเพราะมีสงครามกลางเมือง อาจารย์ปรีชาเกียรติได้รับเชิญให้ไปเป็นวิทยากรสอนการทอผ้าเพื่อเพิ่มอาชีพให้กับผู้ลี้ภัยชาวเขมรที่ชายแดนไทย

ปรากฏว่าสตรีบางคนมีพื้นฐานการทอผ้าอย่างเชี่ยวชาญอยู่ก่อนแล้ว แทนที่จะเป็นผู้รับฝ่ายเดียว สตรีเหล่านั้นยังได้สอนกรรมวิธีเทคนิคการทอผ้า ลวดลายผ้าแบบเขมร แลกเปลี่ยนให้กับอาจารย์ปรีชาเกียรติอีกด้วย

ซึ่งคนที่เป็นปราชญ์ด้านผ้าทอเช่นท่านอาจารย์ย่อมอดไม่ได้ที่จะนำสิ่งดีงามของทุกวัฒนธรรมมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่องานผ้าไหมยกดอกลำพูน

ส่วนอิทธิพลของประเทศเพื่อนบ้านเราอีกฟากหนึ่งนั้น อาจารย์ปรีชาเกียรติเล่าว่า

“พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ทรงโปรดปราน “ผ้าซิ่นลุนตยาอาฉิก” ของพม่าอย่างมาก แนวคิดของการทอผ้าแบบลุนตยา แท้ก็คล้ายกับผ้าลายน้ำไหลของชาวไทลื้อนั่นเอง คือลายจะเลื่อนไหลพลิ้วไหวไปเรื่อยๆ เหมือนสายน้ำ

ต่างกันที่ลายลุนตยาจะไม่ใช่ลายแบบเรขาคณิต แต่มีการเว้าโค้งเป็นเกลียวคลื่น มีลายนูนบางช่วง ซึ่งพระราชชายาได้นำเทคนิคบางประการที่ใช้ทอผ้าลุนตยาอาฉิกของพม่า เข้ามาผสมผสานกับการทอผ้ายกดอกจากนครศรีธรรมราช แล้วนำมาสอนถ่ายทอดให้แก่เจ้าหญิงลำเจียก (ณ ลำพูน) เกษมสันต์ ธิดาองค์โตของพลตรีเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ จนกลายเป็นอัตลักษณ์เฉพาะของผ้าไหมยกดอกลำพูน”

น่าทึ่งทีเดียว สมแล้วกับที่ผ้าไหมยกดอกลำพูนได้รับรางวัลสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือ GI จากยูเนสโก เพราะเป็นงานหัตถศิลป์ที่รวบรวมภูมิปัญญาอันหลากหลายของมวลมนุษยชาติแห่งอุษาคเนย์ไว้เป็นหนึ่งเดียว •

ปริศนาโบราณคดี | เพ็ญสุภา สุขคตะ

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024?fbclid=IwAR22RbstgOdFjK3Kl_MAt_MusBlq5oxijEcCbx_-0y6zmJhXvZl3Q_2G-cE

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ฟื้นกลิ่นอายไหมยกดอก จากคุ้มหลวงสู่รวงร้าน (จบ)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...