หมอธีระวัฒน์ เล่าเรื่องสินบนแบงก์ร้อยเต็มลัง-ดัชนี ICU ร้าง ชีวิตเฉียดตาย
ศาสตราจารย์นายแพทย์ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา เปิดประสบการณ์เฉียดตาย เล่าความฝันดัชนีที่ต้องการเห็น ICU ร้าง และครั้งหนึ่งเคยเห็นสินบนแบงก์ร้อยเต็มลัง
เปิดชีวิตนายแพทย์ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์สาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง และหัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
หมอธีระวัฒน์เคยเป็นหนึ่งในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลก ด้านค้นคว้าและอบรมโรคไวรัสสัตว์สู่คน และเขียนบทความในนามของ “หมอดื้อ”
แมกาซีน OPTIMISE ฉบับล่าสุด ธนกร จ๋วงพานิช สัมภาษณ์ หมอธีระวัฒน์ มีเนื้อหาที่ครบเครื่อง เรื่อง The Good Doctor “ประชาชาติธุรกิจ” นำเสนอเนื้อหาบางตอนในชีวิตหมอ และความฝันแห่งอาชีพ และได้เล่าประสบการณ์การเป็นลูกหมอและพยาบาล เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่และถ่ายทอดบทเรียน-ประสบการณ์ชีวิตที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
อยากเห็นดัชนี ไอซียูร้าง
หมอธีระวัฒน์บอกว่า ตัวชี้วัดสำคัญของระบบสาธารณสุขที่เขาต้องการคือ ตัวชี้วัดที่เราต้องการคือ ถ้าโรงพยาบาลจังหวัดไหนพบว่า ICU ร้าง OPD มีคนนั่งหร็อมแหร็ม ศูนย์หัวใจ ศูนย์ล้างไตเจ๊ง พินาศหมด เจ้าหน้าที่ต้องมากวักมือให้เข้าไปใช้ ICU นั่นแหละคือ KPI (Key Performance Indicator) ไม่ใช่เชิญชวนให้คนเข้ามารักษาได้มากขึ้น มันย้อนแย้งกับสิ่งที่เราต้องการ”
“ไม่ได้หมายความว่าเมื่อมีโรคเกิดขึ้นแล้ว โรงพยาบาลต้องสร้างเตียงมากขึ้น สร้างโรงพยาบาลใหญ่ขึ้น 1,500 เตียง 3,000 เตียง มีศูนย์หัวใจ ศูนย์ล้างไตเกิดขึ้นเต็มไปหมด มันปลายทางแล้ว”
หมอธีระวัฒน์อธิบายว่า “…ในเวลาที่ผ่านมาเป็นสิบปี เรามีระบบบัตรทอง 30 บาท ระบบนี้คนเป็นหมอรวมถึงผมเห็นด้วย 100% แต่เราต้องมีความตระหนักว่า หนึ่ง งบฯ จะพอไหม และพอไปนานเท่าไร สอง เวลาบอกว่ารักษาได้ทุกโรค การรักษาจนถึงที่สุดมันคือตรงไหน ถ้าจะคิดว่าระบบ 30 บาทมีงบฯ เพียงพอ มันควรหมายถึงมีงบฯ พอให้คนไข้ได้รับการรักษาที่ดีที่สุด ในโรงพยาบาลดีที่สุด มีเครื่องไม้เครื่องมือ และมีผู้เชี่ยวชาญมาดูแล และไม่ใช่แค่คนเดียวด้วย แต่เป็นกลุ่มของผู้เชี่ยวชาญมาเชื่อมโยงกันสำหรับรักษา สิ่งเหล่านี้คิดเป็นเงินเท่าไหร่ ถ้าไม่ได้อย่างนี้ก็ควรแปลว่างบฯ ไม่พอจริง ๆ ถูกไหม”
“…เราไม่ได้ว่า 30 บาทไม่ดี แต่บางทีเราก็เจ็บปวด เช่น คนไข้บางคนใช้สิทธิ 30 บาทมารักษา เจาะตรวจแล้วพบว่ามีไวรัสตัวหนึ่ง ซึ่งเรามียาที่รักษาได้ทันที แต่เรารักษาให้ไม่ได้ เพราะไม่อยู่ในสิทธิ และเขาก็ไม่มีเงิน เราไม่อยากให้มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ไม่ใช่ว่าคนไข้คนหนึ่งใส่รองเท้าแตะ นุ่งผ้าถุงมา แล้วได้รับการรักษาแตกต่างจากคนที่ขี่รถเบนซ์ ใส่แหวนเพชรเม็ดเท่าลูกข่างมา แต่อาจใช้สิทธิ 30 บาทบวกกับสิทธิข้าราชการ มันเจ็บปวด คนที่กินข้าวมื้อละหมื่น ทิปทีละห้าร้อย ไม่ได้ตระหนักว่าเขาไม่จำเป็นต้องเบิกงบฯ 30 บาทก็ได้ ภาครัฐไม่ได้ตระหนักถึงปัญหาตรงนี้ ประชาชนทั่วไปก็ไม่ได้รับทราบว่าเรามีปัญหาเยอะ”
ชีวิตนักวิจัย-หมอรักษาไข้ มือรางวัล
หมอธีระวัฒน์ไม่เพียงทำหน้าที่รักษาคนไข้ ยังได้ทำหน้าที่ผลิตความรู้ผ่านงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง และมีผลงานเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ ได้รับรางวัลต่าง ๆ เช่น ผลงานวิจัยดีเด่น จากสภาวิจัยแห่งชาติ (2535) รางวัลผลงานวิจัยดีเยี่ยมเจ้าฟ้ามหิดล-บีบราวน์ (2536) รางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ จากสภาวิจัยแห่งชาติ (2537)
รางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น จากมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ (2547) หรือแม้กระทั่งตำแหน่งระดับโลกอย่างผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือขององค์การอนามัยโลก ด้านค้นคว้าและอบรม โรคไวรัสสัตว์สู่คน
หมอดื้อเล่าเรื่องชีวิตนักวิจัยวัยเด็กว่า “พ่อมีคลินิกอยู่ที่บ้าน เราก็ขี้สงสัยตั้งแต่เด็กที่เห็นพ่อตรวจคนไข้ ว่าตรวจไปทำไม พอ ป.3 ป.4 เริ่มอ่านหนังสือออก ก็ไปหาไอ้นู่นนี่อ่าน ป.6 ป.7 ก็เริ่มอ่าน ‘ไทยกับสงครามโลกครั้งที่ 2’ ของดิเรก ชัยนาม เริ่มอ่านหนังสือภาษาอังกฤษอย่าง ‘เจมส์ บอนด์ 007’ ของเอียน เฟลมมิง เพราะมันมีฉากอีโรติกเยอะ”
“พอตอนโตเรียนชีววิทยา มีแค่ผ่ากบ ผ่าปลา เราอยากรู้เรื่องโครงสร้างสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เรื่องคน ก็ต้องไปหาอ่านเอง สมัยนั้นไม่มีอินเทอร์เน็ตก็ต้องไปค้นหนังสือ หรือพ่อไปเมืองนอกก็ขอให้ช่วยซื้อตุ๊กตาใส ๆ ที่เห็นเครื่องในคนมาให้ดู เห็นคนเจ็บป่วยก็อยากรู้ว่าเขาป่วยได้ยังไง อยากช่วย แต่จะช่วยได้ต้องรู้ก่อน ก็ต้องไปหาหนังสืออ่าน แต่อ่าน ๆ ไปบางทีก็สอบได้ไม่ดี เขาถามแค่ตรงนี้ แต่ตอบยืดยาวเลย เขาก็ไม่ให้คะแนนเพิ่มหรอก”
หมอดี-อธิบายความเป็นหมอดื้อของตัวเองไว้ว่า “คือเราดื้อในสิ่งที่ถูก เราไม่ได้เชื่อไกด์ไลน์เสมอไป แต่เชื่อในสิ่งที่อยู่ตรงหน้า และมีหลักฐานประกอบทั้งหมด เพราะเราไม่มีผลประโยชน์อื่นทับซ้อน แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราพบว่าเราพูดผิด เราก็พร้อมที่จะขอโทษและปรับเปลี่ยนได้ เราคิดนอกกรอบจริง แต่ไม่ได้คิดนอกลู่นอกทาง”
ครั้งหนึ่งเคยเห็นสินบนแบงก์ร้อยเต็มลัง
ตอนหนึ่ง หมอธีระวัฒน์เล่าเรื่องความเจ็บป่วยและความรวย-จนไว้ว่า “เราอาจจะอยากร่ำรวยสัก 10 ล้าน 100 ล้าน แต่ถามว่าแล้วคนที่เราเห็นอยู่ตรงหน้าใน ICU นั่นก็มีเป็นพันล้านใช่ไหม แต่ครอบครัวเขาก็ยังเจ็บปวด ดังนั้น อย่าปล่อยให้สิ่งที่เรากอบโกยขึ้นมา สุดท้ายแล้วมีไว้แค่ให้ลูกหลานแย่งกัน”
ช่วงวัยเด็กหมอธีระวัฒน์เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ “คลินิกในบ้าน” ที่มีพ่อเป็นหมอ และแม่เป็นพยาบาล “ก่อนมาเป็นปลัดกระทรวงสาธารณสุข พ่อเป็นข้าราชการในระดับกลาง ไต่เต้าขึ้นมา แม่ก็เป็นพยาบาล ปลูกบ้านอยู่สุขุมวิท ซอย 2 ตอนนี้เป็นเวิ้งเศรษฐี แต่เมื่อสมัย 60 ปีที่แล้วเป็นทุ่งนา มีวัวควาย มีขโมยขโจร เราเป็นชาวบ้านแต่โชคดีที่มีการศึกษาที่ดี ได้ไปเรียนที่เซนต์คาเบรียล”
“พ่อมีคลินิกอยู่ในบ้าน เห็นพ่อวัดความดัน วัดปรอท พออายุสัก 3-4 ขวบ เราก็เริ่มหัดวัดความดัน หัดใช้หูฟัง คิดไม่ออกว่าเคยอยากจะเป็นอะไรอย่างอื่น เพราะเห็นแต่สิ่งนี้มาตั้งแต่เด็ก เวลาคนไข้มาที่บ้านก็กดกระดิ่ง ตีสองตีสามก็มาให้ตรวจ เราก็ได้เห็นตัวอย่างที่ดี พ่อรักษาแล้วบางทีก็ไม่คิดเงิน แม่ยังบอกว่า ถ้าไม่คิดเงิน มันก็ไม่มีอะไรเข้าบ้าน ถ้าพ่อไม่คิด แม่คิดเอง ตอนหลังพอพ่อโคม่าไป ก็ลำบากยากเข็ญ”
“…มีครั้งหนึ่ง ตอนนั้นพ่อเป็นเลขาธิการ อย. มีสิทธิเซ็นอนุมัติยา อยู่ ๆ ก็มีเงินใส่ลังส่งมาที่บ้าน พ่อเปิดลังเห็นปึกแบงก์ร้อยก็เรียกคนส่งมา บอกว่าจะไปแจ้งตำรวจข้อหาติดสินบน ตอนพ่อโคม่าเรายังพูดกันว่าตอนนั้นน่าจะหยิบเอาไว้สัก 2-3 ลัง เพราะการดูแลพ่อลำบากยากเข็ญพอสมควร”
“แต่แม่บอกว่าถึงไม่ได้ร่ำรวย เราก็ยังมีกิน ดีกว่าคนอื่นอีกเยอะ การมีพ่อเป็นหมอ มีแม่เป็นพยาบาล จึงดีที่เราไม่ได้เห็นแต่คนที่มีความสุข เราเห็นคนที่อยู่ในสภาพเจ็บป่วย ทำให้เรารับทราบถึงความทุกข์ ทุกคนก็คงมีความทะเยอทะยาน มีด้านดำด้านขาว แต่ด้านขาวคงฉุดไว้ ไม่อย่างนั้นบ้านเราคงใหญ่โตมโหฬาร มันก็พิสูจน์แล้ว เพราะเรายังอยู่บ้านเท่าเดิม”
ประสบการณ์หมอเฉียดตาย
แม้วันนี้จะเป็นหมอที่เก่งกาจได้รับการยอมรับทั้งใน-ต่างประเทศ แต่หมอธีระวัฒน์ก็เคยมีประสบการณ์ที่เรียกว่า “เฉียดตาย” ในการเข้ารับการรักษาตัว
“…ส่วนตัวก็มีประสบการณ์เฉียดตาย เคยผ่าตัดแล้วบล็อกหลัง แต่เราแพ้มอร์ฟีน พี่หมอที่ให้ดมยาก็บอกว่าน้องไม่เป็นไร เดี๋ยวให้ยาแก้ปวด แล้วก็ฉีดยาแก้ปวดให้ ซึ่งเราก็ไม่เคยแพ้มาก่อน แต่พอฉีดเข้าไปแล้วเวียนหัวมากต้องบอกพี่เขา ยังพูดไม่จบเลย ความดันก็ตก ช่วงนั้นทรมานมากเหมือนทุกอย่างดำมืดไปหมด”
“แล้วก็เริ่มเห็นภาพตั้งแต่สมัยเด็กที่เอาไฟไปจุดเผารังมดแดง เล่นเด็ดหางแมลงปอ แล้วก็มีเรื่องดีสลับเข้ามา คือตอนสัก ป.2 ป.3 มีเงินไปโรงเรียน 5 บาท 10 บาท แต่แถวหน้าโรงเรียนมีคุณยายขายขนมเทียน เราก็พยายามช่วย ไม่ได้ซื้อแต่เอาเงินให้เขา ทำอยู่ตลอดจนคุณยายหายไป หรือเห็นภาพสมัยเป็นแพทย์ฝึกหัด มีผู้หญิงที่ไปทำแท้งผิดกฎหมายมา เลยติดเชื้อจนมีภาวะช็อก เรากับพี่ที่เป็นแพทย์ประจำบ้านช่วยเขาไม่ได้ ก็ยืนร้องไห้อยู่ มันมีภาพเหตุการณ์อย่างนี้สลับไปสลับมา”
“…จนในที่สุดจะว่าเรามีความดีมากกว่าความไม่ดีหรือเปล่า อยู่ ๆ เหมือนกับมีลมเย็นสบาย ที่เวียนหัวก็หาย เห็นมีจุดสว่าง ตอนนั้นเรารู้สึกว่าพร้อมที่จะไปแล้ว รู้สึกสบายใจ แต่เสร็จแล้วก็ฟื้น ช่วงเวลานั้นคงเป็นช่วงเป็นตาย ถ้าเราร่ำรวยด้วยการคดโกง ด้วยการทำให้คนอื่นทรมานทุกข์ยาก อาจจะมีหมูหมากาไก่ อาจจะมีคนที่ครอบครัวเขาประสบเคราะห์กรรมมายืนล้อมไหม ตรงนั้นเองก็ช่วยบอกเราว่า ถ้าจะตายเมื่อไหร่ เราคงตายได้โดยไม่ติดค้าง”
ที่มา https://optimise.kkpfg.com