ผู้นำเกาหลีใต้เสนอ 3 แนวทางสันติ เรียกร้องเปียงยางกลับมาเจรจา
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 23 ก.ย. ว่า ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ผู้นำเกาหลีใต้ กล่าวต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (ยูเอ็นจีเอ) สมัยสามัญครั้งที่ 81 เสนอให้เกาหลีเหนือกลับมาเจรจา และร่วมกันสร้างสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี
อีเสนอ “3 แนวทาง” เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ได้แก่ การเคารพซึ่งกันและกันและยอมรับความแตกต่าง การอยู่ร่วมกันอย่างมั่นคงผ่านกลไกจัดการวิกฤติ และการอยู่ร่วมกันอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อส่งเสริมสันติภาพในคาบสมุทรเกาหลี เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ และทั่วโลก
ผู้นำเกาหลีใต้ยืนยันว่า รัฐบาลโซลจะเคารพเกาหลีเหนือในเวทีระหว่างประเทศ และแสวงหาความร่วมมือในทุกด้านที่เป็นไปได้ โดยเฉพาะสาธารณสุข การรับมือภัยพิบัติ และวิกฤติสภาพภูมิอากาศ
ขณะเดียวกัน อีหวังว่า การเจรจาระหว่างเกาหลีเหนือกับสหรัฐที่หยุดชะงักมานานจะกลับมาโดยเร็ว และอาจพัฒนาไปสู่การเจรจาระหว่างทุกฝ่าย เพื่อยุติสงครามบนคาบสมุทรเกาหลี และเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบสันติภาพ
ผู้นำเกาหลีใต้เสนอว่า กระบวนการดังกล่าวควรเริ่มจากการระงับการพัฒนาขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ ก่อนลดขนาดโครงการในระยะกลาง และนำไปสู่คาบสมุทรเกาหลีที่ปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในท้ายที่สุด
นอกจากนี้ อียังเรียกร้องให้เพิ่มบทบาทของเยาวชนในกระบวนการตัดสินใจระดับนานาชาติ ผ่านการขยายโอกาสให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็น
ในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อีกล่าวว่า ไม่มีประเทศใดสามารถรับมือกับปัญหานี้ได้เพียงลำพัง และการละทิ้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ใช่แนวทางที่จะทำให้ทุกประเทศมีส่วนร่วม
สำหรับความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก อีเตือนถึงความเสี่ยงจากการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง โดยระบุว่า การใช้เส้นทางพลังงานและโลจิสติกส์สำคัญเป็นเครื่องมือทางการทหาร อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อประชาชนทั่วโลก
ผู้นำเกาหลีใต้ย้ำว่า เสรีภาพในการเดินเรือและการเดินทางอย่างปลอดภัยเป็นสิทธิภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ และการโจมตีเรือพาณิชย์หรือคุกคามความปลอดภัยของลูกเรือ “ไม่สามารถให้เหตุผลอันชอบธรรมได้ไม่ว่าในกรณีใด”
อีระบุว่า เกาหลีใต้จะเพิ่มความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานพลังงาน ผ่านกรอบความร่วมมือที่มีอยู่ เช่น ทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) เพื่อป้องกันการหยุดชะงักของอุปทาน ไม่ให้ลุกลามเป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจโลกและความเป็นอยู่ของประชาชน.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS