“ตลาดกระทิงหุ้นสหรัฐ” ครบ 4 ปี S&P 500 พุ่ง 120% จับตาปี 2570 เสี่ยงสิ้นสุดขาขึ้น
“ตลาดกระทิงหุ้นสหรัฐ” ครบรอบ 4 ปี ดัน S&P 500 พุ่งเกือบ 120% จากกระแส AI แต่นักวิเคราะห์เตือนปี 2570 อาจเป็นช่วงสุดท้ายของขาขึ้น หลังเผชิญแรงกดดันจากบอนด์ยีลด์สูง Fed เข้มงวด และแรงซื้อกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยี
วันที่ 13 ตุลาคม 2569 เวลา 01.18 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในภาวะขาขึ้น (Bull Market) ครบรอบ 4 ปี เมื่อวันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม 2569 โดยดัชนี S&P 500 ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 120% นับตั้งแต่ทำจุดต่ำสุด ณ ราคาปิดเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2565 ท่ามกลางกระแสการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดตลอดช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่าตลาดกระทิงรอบนี้จะสามารถเดินหน้าต่อไปจนครบรอบปีที่ 5 ได้หรือไม่ เนื่องจากกำลังเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับตัวสูงขึ้น และท่าทีดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)
การปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของ AI ในการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะหลังการเปิดตัว ChatGPT ในช่วงปลายปี 2565 ซึ่งจุดกระแสการลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ตั้งแต่ผู้ผลิตชิปประมวลผลไปจนถึงผู้ให้บริการเทคโนโลย
หนึ่งในบริษัทที่ได้รับประโยชน์สูงสุดคือ Nvidia ซึ่งเดิมเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ผลิตชิปกราฟิกสำหรับวิดีโอเกม ก่อนก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทชั้นนำของการปฏิวัติ AI โดยปัจจุบันมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดประมาณ 5.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากมีมูลค่าทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกในปี 2566 ขณะที่ Micron Technology ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของสหรัฐฯ มีมูลค่าตลาดทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม 2569
แรงซื้อหุ้นเทคโนโลยีช่วยพยุงตลาดให้ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง แม้ต้องเผชิญความกังวลด้านเศรษฐกิจและนโยบายการเงินหลายระลอก โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนี S&P 500 ปรับตัวทะลุระดับ 7,800 จุดเป็นครั้งแรก และยังคงเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากน้ำหนักของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่คิดเป็นประมาณ 40% ของดัชน
อย่างไรก็ตาม หลังตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง นักลงทุนเริ่มประเมินว่าการปรับตัวขึ้นรอบนี้จะดำเนินต่อไปได้อีกนานเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสูงขึ้น และแนวโน้มที่ Fed จะดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวด (Hawkish) มากขึ้น อาจจำกัดโอกาสการปรับตัวขึ้นของตลาดในระยะถัดไป
อารี วอลด์ (Ari Wald) นักวิเคราะห์ทางเทคนิคจาก Oppenheimer ระบุว่า ตลาดกระทิงรอบปัจจุบันมีระยะเวลายาวนานเป็นอันดับ 6 จากตลาดกระทิงทั้งหมด 24 รอบ นับตั้งแต่ปี 2475 โดยข้อมูลในอดีตพบว่า ระยะเวลามัธยฐานที่เหลือก่อนตลาดกระทิงจะขึ้นไปถึงจุดสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 13 เดือน ซึ่งอาจบ่งชี้ว่าปี 2570 จะเป็นช่วงสุดท้ายของการปรับตัวขึ้นในรอบน
อย่างไรก็ตาม วอลด์ชี้ว่า ผลตอบแทนมัธยฐานของตลาดกระทิงในปีที่ 5 ยังคงอยู่ที่ประมาณ 21% สะท้อนว่าตลาดหุ้นอาจมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อได้อีก ก่อนเข้าสู่จุดสูงสุดของวัฏจักร แม้ตัวเลขดังกล่าวจะไม่ได้เป็นหลักประกันว่าตลาดจะให้ผลตอบแทนในระดับเดียวกัน
ปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดว่าตลาดกระทิงจะดำเนินต่อไปได้หรือไม่ คือความแข็งแกร่งของการปรับตัวขึ้นในหุ้นหลายกลุ่ม หรือความกว้างของตลาด (Market Breadth) ซึ่งเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแอลง
ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา หุ้นถึง 75% ของบริษัทในดัชนี S&P 500 ปิดตลาดในแดนลบ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนหันกลับไปกระจุกตัวในหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าตลาดสูง (Mega-cap) เพียงไม่กี่แห่ง
ขณะเดียวกัน หุ้นบริษัทขนาดเล็กได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยวอลด์ระบุว่ากำลังติดตามการเคลื่อนไหวของดัชนี Russell 2000 บริเวณเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน เพื่อประเมินว่าตลาดกระทิงยังมีโอกาสเดินหน้าต่อหรือไม
วอลด์มองว่า ความอ่อนแอของหุ้นเมื่อเทียบกับตลาดโดยรวมยังถือเป็นสัญญาณเตือน มากกว่าจะเป็นโอกาสเข้าลงทุน จนกว่าสภาวะตลาดจะกลับมาแข็งแกร่งขึ้นอย่างชัดเจน
อีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน แม้นักวิเคราะห์คาดว่าฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2569 จะออกมาแข็งแกร่ง แต่ยังมีความกังวลว่ากำไรที่เติบโตอาจไม่เพียงพอที่จะผลักดันราคาหุ้นให้ปรับตัวขึ้นต่อ เนื่องจากนักลงทุนได้สะท้อนความคาดหวังเชิงบวกไว้ในราคาหุ้นค่อนข้างมากแล้ว
โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดตลอดช่วงที่ผ่านมา เริ่มเผชิญคำถามเกี่ยวกับความคุ้มค่าของการลงทุนเมื่อเทียบกับความเสี่ยง
พารัก ธัตเต (Parag Thatte) นักกลยุทธ์จาก Deutsche Bank ระบุว่า การโยกย้ายเงินลงทุนเข้าสู่หุ้นเทคโนโลยีเกิดขึ้นมากเกินไปแล้ว ส่งผลให้อัตราส่วนระหว่างผลตอบแทนที่คาดหวังกับความเสี่ยง (Risk-Reward) ของการลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้เริ่มไม่น่าสนใจเท่าที่ควร
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจำนวนหนึ่งยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเชื่อว่าความแข็งแกร่งของตลาดตลอด 4 ปีที่ผ่านมาไม่ได้เกิดจากกระแสเก็งกำไรใน AI เพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนและการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI อย่างต่อเนื่อง
อดัม พาร์กเกอร์ (Adam Parker) ผู้ก่อตั้ง Trivariate Research ระบุว่า นักลงทุนที่ต้องการสร้างผลตอบแทนเหนือกว่าตลาดจำเป็นต้องเลือกลงทุนในบริษัทที่มีการเติบโตสูงและสามารถทำผลประกอบการได้ตามความคาดหวังอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งยังคงเป็นหลักการสำคัญในการลงทุนของบริษัท
พาร์กเกอร์ยังยืนยันมุมมองว่า ตลาดหุ้น สหรัฐฯ จะยังคงสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ในระยะข้างหน้า แม้การคัดเลือกหุ้นที่สามารถสร้างผลตอบแทนโดดเด่นจะมีความท้าทายมากขึ้นก็ตาม
อ้างอิง : cnbc.com