โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“ตลาดกระทิงหุ้นสหรัฐ” ครบ 4 ปี S&P 500 พุ่ง 120% จับตาปี 2570 เสี่ยงสิ้นสุดขาขึ้น

การเงินธนาคาร

อัพเดต 13 ตุลาคม 2569 เวลา 15.09 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“ตลาดกระทิงหุ้นสหรัฐ” ครบรอบ 4 ปี ดัน S&P 500 พุ่งเกือบ 120% จากกระแส AI แต่นักวิเคราะห์เตือนปี 2570 อาจเป็นช่วงสุดท้ายของขาขึ้น หลังเผชิญแรงกดดันจากบอนด์ยีลด์สูง Fed เข้มงวด และแรงซื้อกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยี

วันที่ 13 ตุลาคม 2569 เวลา 01.18 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในภาวะขาขึ้น (Bull Market) ครบรอบ 4 ปี เมื่อวันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม 2569 โดยดัชนี S&P 500 ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 120% นับตั้งแต่ทำจุดต่ำสุด ณ ราคาปิดเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2565 ท่ามกลางกระแสการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดตลอดช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่าตลาดกระทิงรอบนี้จะสามารถเดินหน้าต่อไปจนครบรอบปีที่ 5 ได้หรือไม่ เนื่องจากกำลังเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับตัวสูงขึ้น และท่าทีดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)

การปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของ AI ในการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะหลังการเปิดตัว ChatGPT ในช่วงปลายปี 2565 ซึ่งจุดกระแสการลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ตั้งแต่ผู้ผลิตชิปประมวลผลไปจนถึงผู้ให้บริการเทคโนโลย

หนึ่งในบริษัทที่ได้รับประโยชน์สูงสุดคือ Nvidia ซึ่งเดิมเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ผลิตชิปกราฟิกสำหรับวิดีโอเกม ก่อนก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทชั้นนำของการปฏิวัติ AI โดยปัจจุบันมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดประมาณ 5.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากมีมูลค่าทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกในปี 2566 ขณะที่ Micron Technology ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของสหรัฐฯ มีมูลค่าตลาดทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม 2569

แรงซื้อหุ้นเทคโนโลยีช่วยพยุงตลาดให้ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง แม้ต้องเผชิญความกังวลด้านเศรษฐกิจและนโยบายการเงินหลายระลอก โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนี S&P 500 ปรับตัวทะลุระดับ 7,800 จุดเป็นครั้งแรก และยังคงเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากน้ำหนักของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่คิดเป็นประมาณ 40% ของดัชน

อย่างไรก็ตาม หลังตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง นักลงทุนเริ่มประเมินว่าการปรับตัวขึ้นรอบนี้จะดำเนินต่อไปได้อีกนานเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสูงขึ้น และแนวโน้มที่ Fed จะดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวด (Hawkish) มากขึ้น อาจจำกัดโอกาสการปรับตัวขึ้นของตลาดในระยะถัดไป

อารี วอลด์ (Ari Wald) นักวิเคราะห์ทางเทคนิคจาก Oppenheimer ระบุว่า ตลาดกระทิงรอบปัจจุบันมีระยะเวลายาวนานเป็นอันดับ 6 จากตลาดกระทิงทั้งหมด 24 รอบ นับตั้งแต่ปี 2475 โดยข้อมูลในอดีตพบว่า ระยะเวลามัธยฐานที่เหลือก่อนตลาดกระทิงจะขึ้นไปถึงจุดสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 13 เดือน ซึ่งอาจบ่งชี้ว่าปี 2570 จะเป็นช่วงสุดท้ายของการปรับตัวขึ้นในรอบน

อย่างไรก็ตาม วอลด์ชี้ว่า ผลตอบแทนมัธยฐานของตลาดกระทิงในปีที่ 5 ยังคงอยู่ที่ประมาณ 21% สะท้อนว่าตลาดหุ้นอาจมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อได้อีก ก่อนเข้าสู่จุดสูงสุดของวัฏจักร แม้ตัวเลขดังกล่าวจะไม่ได้เป็นหลักประกันว่าตลาดจะให้ผลตอบแทนในระดับเดียวกัน

ปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดว่าตลาดกระทิงจะดำเนินต่อไปได้หรือไม่ คือความแข็งแกร่งของการปรับตัวขึ้นในหุ้นหลายกลุ่ม หรือความกว้างของตลาด (Market Breadth) ซึ่งเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแอลง

ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา หุ้นถึง 75% ของบริษัทในดัชนี S&P 500 ปิดตลาดในแดนลบ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนหันกลับไปกระจุกตัวในหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าตลาดสูง (Mega-cap) เพียงไม่กี่แห่ง

ขณะเดียวกัน หุ้นบริษัทขนาดเล็กได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยวอลด์ระบุว่ากำลังติดตามการเคลื่อนไหวของดัชนี Russell 2000 บริเวณเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน เพื่อประเมินว่าตลาดกระทิงยังมีโอกาสเดินหน้าต่อหรือไม

วอลด์มองว่า ความอ่อนแอของหุ้นเมื่อเทียบกับตลาดโดยรวมยังถือเป็นสัญญาณเตือน มากกว่าจะเป็นโอกาสเข้าลงทุน จนกว่าสภาวะตลาดจะกลับมาแข็งแกร่งขึ้นอย่างชัดเจน

อีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน แม้นักวิเคราะห์คาดว่าฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2569 จะออกมาแข็งแกร่ง แต่ยังมีความกังวลว่ากำไรที่เติบโตอาจไม่เพียงพอที่จะผลักดันราคาหุ้นให้ปรับตัวขึ้นต่อ เนื่องจากนักลงทุนได้สะท้อนความคาดหวังเชิงบวกไว้ในราคาหุ้นค่อนข้างมากแล้ว

โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดตลอดช่วงที่ผ่านมา เริ่มเผชิญคำถามเกี่ยวกับความคุ้มค่าของการลงทุนเมื่อเทียบกับความเสี่ยง

พารัก ธัตเต (Parag Thatte) นักกลยุทธ์จาก Deutsche Bank ระบุว่า การโยกย้ายเงินลงทุนเข้าสู่หุ้นเทคโนโลยีเกิดขึ้นมากเกินไปแล้ว ส่งผลให้อัตราส่วนระหว่างผลตอบแทนที่คาดหวังกับความเสี่ยง (Risk-Reward) ของการลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้เริ่มไม่น่าสนใจเท่าที่ควร

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจำนวนหนึ่งยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเชื่อว่าความแข็งแกร่งของตลาดตลอด 4 ปีที่ผ่านมาไม่ได้เกิดจากกระแสเก็งกำไรใน AI เพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนและการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI อย่างต่อเนื่อง

อดัม พาร์กเกอร์ (Adam Parker) ผู้ก่อตั้ง Trivariate Research ระบุว่า นักลงทุนที่ต้องการสร้างผลตอบแทนเหนือกว่าตลาดจำเป็นต้องเลือกลงทุนในบริษัทที่มีการเติบโตสูงและสามารถทำผลประกอบการได้ตามความคาดหวังอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งยังคงเป็นหลักการสำคัญในการลงทุนของบริษัท

พาร์กเกอร์ยังยืนยันมุมมองว่า ตลาดหุ้น สหรัฐฯ จะยังคงสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ในระยะข้างหน้า แม้การคัดเลือกหุ้นที่สามารถสร้างผลตอบแทนโดดเด่นจะมีความท้าทายมากขึ้นก็ตาม

อ้างอิง : cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์หุ้นทั่วโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...