โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดข้อกังวล หลังตรวจพบ แบตเตอรี่ลิเธียม 1 หมื่นตัน ที่โกดังบางปะกง

Thai PBS

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

ทนายสิ่งแวดล้อม จี้ สอบที่มา หวั่นไทยเป็นถังขยะอิเล็กทรอนิกส์ หลังพบ แบตเตอรี่ลิเธียมนับหมื่นตัน สะท้อนโจทย์ “จัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์” หวั่น หากเกิดเพลิงไหม้ ควบคุมยาก-กระทบวงกว้าง จี้ รัฐตรวจสอบแหล่งที่มา มาตรฐานกำจัด และเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงให้ชุมชนรับรู้

วันนี้ (7 พ.ย. 2569) จากกรณีตรวจพบการจัดเก็บแบตเตอรี่ลิเธียมและผลิตภัณฑ์กากอุตสาหกรรม ภายในโกดังพื้นที่หมู่ 3 ต.ท่าข้าม อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา กลายเป็นประเด็นที่ต้องจับตา ทั้งเรื่องการประกอบกิจการที่ไม่เป็นไปตามใบอนุญาต การลักลอบเคลื่อนย้ายกากอุตสาหกรรม และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ

ภาพ: ที่ทำการปกครองอำเภอบางปะกง

ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่า บริษัท เอพลัส แบตเตอรี่ แอนด์ ไทร์ (ประเทศไทย) จำกัด มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) แต่ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพตามที่กฎหมายกำหนด แม้เจ้าหน้าที่จะเคยมีคำสั่งให้ขนย้ายแบตเตอรี่ลิเธียมออกจากพื้นที่ภายใน 7 วัน และดำเนินการขออนุญาตให้ถูกต้อง แต่บริษัทไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่ง จากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบแบตเตอรี่ลิเธียมและผลิตภัณฑ์กากอุตสาหกรรมในอาคารโรงงานใกล้เคียง รวมถึงพบการคัดแยกกากอุตสาหกรรมจากแบตเตอรี่ลิเธียมในโรงงานที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการผลิตแบตเตอรี่ แต่ยังไม่ได้รับอนุญาตประกอบกิจการคัดแยกกากอุตสาหกรรมตามที่ยื่นขอไว้

อรุณรัตน์ พุ่มเจริญ นายอำเภอบางปะกง เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่อายัดของกลางทั้งหมด 5 โกดัง น้ำหนักรวมเกือบ 10,000 ตัน พร้อมเตรียมดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง และสั่งตรวจสอบแหล่งน้ำ คูคลองสาธารณะที่เชื่อมต่อกับโกดังและไหลลงสู่แม่น้ำบางปะกง เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ทนายสิ่งแวดล้อม ชี้ ต้องตรวจสอบที่มา ปลายทางกำจัด

หวั่นไทยเป็นถังขยะอิเล็กทรอนิกส์

The Active พูดคุยเรื่องนี้กับ ชำนัญ ศิริรักษ์ ทนายความผู้เชี่ยวชาญคดีสิ่งแวดล้อม ซึ่งตั้งข้อสังเกตถึงกรณีพบแบตเตอรี่ลิเธียมจำนวนมากในพื้นที่ อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา โดยเห็นว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบ คือ แหล่งที่มาของแบตเตอรี่เหล่านี้ว่าเป็นซากที่เกิดขึ้นภายในประเทศ หรือเป็นการลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ รวมถึงสถานที่และกระบวนการกำจัดที่ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากแบตเตอรี่ลิเธียมจัดเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์และวัตถุอันตราย หากจัดการไม่ถูกวิธีอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง

ชำนัญ ศิริรักษ์ ทนายความผู้เชี่ยวชาญคดีสิ่งแวดล้อม

ชำนัญ กล่าวว่า สิ่งแรกที่ต้องตั้งคำถามคือแบตเตอรี่ลิเธียมเหล่านี้มาจากไหน หากเป็นการลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะอาจทำให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งรองรับขยะอิเล็กทรอนิกส์จากประเทศอื่น โดยต้องตรวจสอบว่ามีการสำแดงการนำเข้าในรูปแบบสินค้าอะไร เนื่องจากที่ผ่านมาเริ่มพบการนำเข้าสิ่งของที่ผ่านการใช้งานแล้ว เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้ามือสอง ซึ่งอาจต้องตรวจสอบเพิ่มเติมว่ามีการนำเข้ามาเพื่อดัดแปลงหรือแยกชิ้นส่วนหรือไม่

แต่หากเป็นซากแบตเตอรี่ที่เกิดขึ้นภายในประเทศ ก็ต้องตั้งคำถามถึง ระบบจัดการแบตเตอรี่จากรถยนต์ไฟฟ้าที่เสื่อมสภาพ ประสบอุบัติเหตุ หรือ ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ว่าหลังจากถอดแยกออกจากรถแล้วถูกส่งต่อไปที่ไหน เพราะปัจจุบันประเทศไทยมีการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แต่ระบบรองรับการจัดการซากแบตเตอรี่ยังเป็นเรื่องใหม่ที่ต้องเร่งหาคำตอบ

“เราต้องดูว่าปัจจุบันมีสถานประกอบการที่รับกำจัดแบตเตอรี่ลิเธียมอย่างถูกต้องกี่แห่ง ตั้งอยู่ที่ไหน และกำจัดอย่างไร เพราะสุดท้ายสิ่งเหล่านี้จะมีจำนวนมากขึ้น หากกำจัดไม่ถูกต้องก็เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแน่นอน”

ชำนัญ ศิริรักษ์

ชำนัญ ระบุว่า แบตเตอรี่ลิเธียมมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากแบตเตอรี่แบบเดิม อย่างแบตเตอรี่น้ำกรด เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการเกิดปฏิกิริยาและเพลิงไหม้ หากได้รับแรงกระแทก แตกหัก ถูกเจาะ หรือมีการชำแหละอย่างไม่ถูกวิธี อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีและเพลิงไหม้ ซึ่งเป็นเหตุที่ควบคุมและดับได้ยาก ดังนั้น จึงต้องพิจารณาว่ามาตรฐานอุตสาหกรรมและข้อกำหนดด้านความปลอดภัยสำหรับสถานประกอบการที่รับจัดการแบตเตอรี่ลิเธียมมีความพร้อมเพียงพอหรือไม่ รวมถึงหน่วยงานกำกับดูแลมีข้อมูลสถานประกอบการที่ได้รับอนุญาตและมีศักยภาพในการกำจัดอย่างถูกต้องครบถ้วนหรือไม่

ภาพ: ที่ทำการปกครองอำเภอบางปะกง

จี้ กำหนดมาตรฐาน ป้องกันความเสี่ยงต่อชุมชนใกล้เคียง

ชำนัญ ชี้ว่า สิ่งที่น่ากังวล คือ หากเกิดเพลิงไหม้ในสถานที่จัดเก็บแบตเตอรี่จำนวนมาก โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้ชุมชน อาจเกิดเหตุเพลิงไหม้ต่อเนื่องเป็นเวลานานและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ขณะที่สารเคมีจากการเผาไหม้ของแบตเตอรี่อาจเป็นพิษและกระทบต่อสุขภาพของประชาชน จึงควรมีการกำหนดมาตรฐานการจัดเก็บ การจัดการ และการกำจัด รวมถึงพิจารณาการกำหนดพื้นที่หรือโซนนิ่งสถานประกอบการประเภทนี้อย่างเหมาะสม รวมถึงพิจารณาช่องว่างของกฎหมายที่ใช้กำกับดูแล โดยเฉพาะกรณีสถานประกอบการที่อาจจดทะเบียนเป็นร้านรับซื้อของเก่าหรือกิจการรีไซเคิลทั่วไป แต่มีการจัดเก็บแบตเตอรี่ลิเธียมซึ่งเป็นวัสดุอันตรายไว้ภายในสถานที่

ชำนัญ เห็นว่า กฎหมายที่มีอยู่ เช่น พ.ร.บ.การสาธารณสุข ซึ่งกำกับดูแลกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการขยะอันตราย อาจเป็นกลไกที่ใช้กำกับดูแลได้ แต่ต้องตรวจสอบว่าการจำแนกประเภทกิจการครอบคลุมลักษณะการจัดเก็บและคัดแยกแบตเตอรี่ลิเธียมโดยเฉพาะหรือไม่ หากยังไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน อาจต้องยกระดับข้อกำหนดให้กิจการที่มีการจัดเก็บแบตเตอรี่ลิเธียมต้องขออนุญาตเป็นการเฉพาะ พร้อมกำหนดเงื่อนไขด้านความปลอดภัย เช่น มาตรการป้องกันเพลิงไหม้ การป้องกันการปนเปื้อน และการจัดการเศษซากแบตเตอรี่ที่เหลือจากการคัดแยกหรือชำแหละ

ส่วนกฎหมายที่อาจเข้ามาช่วยเสริมการกำกับดูแล ระบุว่า ปัจจุบันมีความพยายามผลักดันกฎหมาย PRTR หรือ ร่าง พ.ร.บ.การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้มีการรายงานข้อมูลเกี่ยวกับสารพิษหรือสารเคมีที่อาจก่อให้เกิดอันตราย รวมถึงทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น

“จริง ๆ ถ้าเราพูดถึงกฎหมายที่มีอยู่ ก็มีเรื่อง PRTR ซึ่งการครอบครองสิ่งที่เป็นพิษหรือมีการปนเปื้อนสารเคมีที่ก่อให้เกิดอันตราย ยังไม่มีความชัดเจนมากนัก แต่ถ้ามีกฎหมายนี้ก็จะช่วยได้ เพราะจะต้องมีการชี้แจงข้อมูล”

ชำนัญ ศิริรักษ์

นอกจากโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว อีกหนึ่งจุดที่ต้องให้ความสำคัญ คือการจัดการแบตเตอรี่ที่ถูกถอดออกจากรถยนต์ไฟฟ้าตามอู่ซ่อมรถ ซึ่งอาจเป็นต้นทางหนึ่งของซากแบตเตอรี่ ชำนัญ อธิบายว่า อู่ซ่อมรถที่มีมาตรฐาน เชื่อว่าจะมีความเข้าใจหลักการป้องกันอันตรายจากแบตเตอรี่ เช่น การตัดวงจร การแยกแบตเตอรี่ออกจากระบบ และการหลีกเลี่ยงการเจาะหรือทุบแบตเตอรี่ เพราะอาจทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ ขณะที่แบตเตอรี่ที่ถอดออกแล้วจะต้องถูกส่งไปกำจัดในสถานที่ที่ถูกต้อง ไม่ควรวางทิ้งไว้โดยไม่มีระบบจัดเก็บที่เหมาะสม

ขณะที่ อู่ซ่อมรถขนาดเล็กที่ไม่ได้เข้าข่ายโรงงานอุตสาหกรรม จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมายสาธารณสุข และกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการขยะอันตราย โดยขยะอันตรายจะต้องแยกเก็บออกจากขยะชุมชนทั่วไป และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่จัดการและส่งต่อไปยังแหล่งกำจัดเฉพาะ

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวยังมีข้อจำกัดด้านศักยภาพและต้นทุนของท้องถิ่น แต่ประเทศไทยมีกฎหมายกำหนดให้มีการแยกขยะอันตรายออกจากขยะชุมชนมานานแล้ว เช่น ถ่านไฟฉายและหลอดไฟที่มีสารปรอท ตะกั่ว และโลหะหนัก แต่ในทางปฏิบัติหลายท้องถิ่นยังขาดศักยภาพในการแยกเก็บและขนส่งขยะเหล่านี้โดยไม่ให้ปะปนกัน ขณะที่ประชาชนเองก็ยังไม่แยกขยะอันตรายตั้งแต่ต้นทาง ส่งผลให้ขยะเหล่านี้ปะปนเข้าสู่พื้นที่กำจัดขยะชุมชน และอาจทำให้เกิดการปนเปื้อนของโลหะหนักสู่สิ่งแวดล้อม

ภาพ: ที่ทำการปกครองอำเภอบางปะกง

ชวนประชาชน ร่วมจับตาป้องกันลักลอบเก็บขนวัตถุอันตราย

ชำนัญ ระบุอีกว่า ประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากกรณีนี้ควรมีสิทธิได้รับข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงและมาตรการป้องกันอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง โดยช่วยกันสังเกตความผิดปกติในพื้นที่รอบชุมชนหรือบริเวณที่อยู่อาศัย หากพบการจัดเก็บแบตเตอรี่หรือวัสดุอันตรายจำนวนมากในสถานที่ที่ไม่เหมาะสม หรือมีลักษณะน่าสงสัย ควรประสานหน่วยงานราชการให้เข้าตรวจสอบตั้งแต่ต้นทาง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุอันตรายขึ้น

“อยากฝากประชาชนช่วยกันเป็นหูเป็นตา เฝ้าสังเกตในพื้นที่รอบชุมชนว่ามีสิ่งผิดปกติอะไรที่อาจก่อให้เกิดอันตรายหรือไม่ เพราะหากเกิดเพลิงไหม้จากแบตเตอรี่จำนวนมากจริง ๆ จะเป็นเหตุการณ์ที่ควบคุมได้ยากและอาจสร้างผลกระทบเป็นวงกว้าง การแจ้งหน่วยงานราชการเข้าไปตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางจึงเป็นเรื่องสำคัญ”

ชำนัญ ศิริรักษ์

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

คลิปม็อบประท้วงพรรครีพับลิกันในบอสตัน แท้จริงเป็นภาพชุมนุม No Kings Rally เมื่อปี 2568

10 ชั่วโมงที่ผ่านมา

น้ำสีรุ้งท่วมพื้นที่เกษตรปราจีนฯ ยังรอรัฐยืนยันความปลอดภัย จำใจเกี่ยวข้าวขาย

10 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ทั่วไป อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...