โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จับตาทั่วโลกเงินตึงตัว"ครัวเรือน-ธุรกิจ"ฟื้นตัวได้ช้า

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ทั่วโลกเข้าสู่สภาวะเงินตึงตัวจากดอกเบี้ยสูง กำลังซื้อทรุด หนี้พุ่ง สภาพคล่องหาย จับตาสงครามวิกฤตพลังงาน ซ้ำเติมกำลังซื้อคนไทย

ตอนนี้มีการตั้งคำถามว่าความวุ่นวายปั่นป่วนทั่วโลกเป็นเพราะโลกกำลังเข้าสู่ภาวะเงินตึงตัวทั่วโลก (Global Tight Monetary Policy)แล้วหรือไม่ โดยมีสาเหตุหลักมาจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอย่างยืดเยื้อ ปัญหาหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้น และแรงกดดันด้านราคาพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สิ่งที่บ่งชี้ว่าโลกเข้าสู่ภาวะเงินตึงตัว มาจากหลายปัจจัย เช่นการที่อัตราดอกเบี้ยสูงยาวนาน มาจากการธนาคารกลางหลายแห่งยังคงรักษานโยบายดอกเบี้ยในระดับสูง เพื่อคุมแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและตลาดแรงงานที่ยังตึงตัว

ปัจจัยด้านราคาพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ จาก สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันดิบเพิ่มภาระต้นทุนและเงินเฟ้อให้แก่ประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน อีกปัจจัยคือวิกฤตหนี้สาธารณะ โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนว่าหนี้สาธารณะทั่วโลกมีแนวโน้มขยับเข้าใกล้ 100% ของ GDP ขณะที่สัดส่วนการชำระหนี้ต่อรายได้ของรัฐบาลในประเทศรายได้ต่ำเพิ่มขึ้นจาก 8% เป็น 14% ซึ่งหนี้สาธาณะของไทยก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ส่วนผลกระทบต่อประเทศไทยค่าเงินยังมีความผันผวนภาคธุรกิจรวมถึงภาครัฐต้องระมัดระวังต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นในยุคที่เงินกู้ไม่ใช่แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจราคาถูกอีกต่อไป ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายคงต้องจับตาการประชุมกนง.วันที่ 28 ต.ค.นี้จะคงไว้ร้อยละ 1 ต่อไปหรือไม่ ซึ่งหลายสำนักฟันธงว่ามีแบงก์ชาติแนวโน้มคงดอกเบี้ยยาวถึงสิ้นปี โดยให้เหตุผลว่า แม้เศรษฐกิจมีโอกาสปรับดีขึ้น แต่ครัวเรือนและธุรกิจ SME ยังมีภาระหนี้ ต้นทุนทางการเงิน และข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ ท่ามกลางตลาดแรงงานที่เปราะบาง

ส่วนแนวโน้มราคาสินค้าแพงขึ้นตามตัวเลขเงินเฟ้อนั้นไทยก็หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน จากตัวเลขเงินเฟ้อเดือนก.ย.ที่เพิ่มขึ้น 2.82% จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ยังทรงตัวในระดับสูง รวมถึงราคาอาหารสำเร็จรูปที่ได้รับผลจากต้นทุนการผลิต ค่าเช่าบ้าน และค่าทัศนาจรต่างประเทศ ทำให้กระทรวงพาณิชย์ต้องปรับกรอบเงินเฟ้อทั้งปีจาก 1.5-2.5% เป็น 1.8-2.2% โดยมีค่ากลางที่ระดับ 2%

การที่เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง จากาคาสินค้าที่แพงขึ้นทำให้เงินในกระเป๋ากำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของครัวเรือนไทย เมื่อค่าครองชีพมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากวิกฤตพลังงานโลก แต่รายได้กลับไม่ได้เติบโตตามต้นทุนที่สูงขึ้น และสำหรับคนบางกลุ่ม ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ของแพงขึ้นเท่านั้น แต่ยังหมายถึงรายรับที่อาจลดลง เงินสำรองที่แทบไม่มี และภาระหนี้ที่รออยู่ทุกสิ้นเดือน

บทวิเคราะห์ล่าสุดของวิจัยกรุงศรี ล่าสุดชี้ให้เห็นความเสี่ยงที่เรียกว่า Household Cost-Income Squeeze หรือภาวะที่ครัวเรือนถูกบีบจากทั้งด้านรายจ่ายและรายรับพร้อมกัน โดยมีชนวนสำคัญจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวสูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงที่ต้นทุนพลังงานจะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน

ความน่ากังวลคือ ผลกระทบครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกครัวเรือนเท่ากัน และกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดอาจไม่ใช่กลุ่มที่มีค่าใช้จ่ายมากที่สุด แต่เป็นกลุ่มที่มีรายได้จำกัด ต้องใช้เงินส่วนใหญ่ไปกับสิ่งจำเป็น และแทบไม่มีเงินสำรองเหลือพอรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดโดยเฉพาะกลุ่มที่ทำงานในภาค ก่อสร้าง ค้าปลีก ค้าส่ง เกษตรกรรม รวมถึงธุรกิจที่พักแรมและบริการอาหาร

ส่วนภาคธุรกิจเมื่อเผชิญต้นทุนสูงขึ้นหรือมีลูกค้าน้อยลง ผลกระทบอาจส่งต่อไปถึงการลดชั่วโมงทำงาน ลดค่าจ้าง หรือแม้แต่การเลิกจ้าง ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมครัวเรือนที่มีรายได้จำกัดอยู่แล้ว

ดังนั้นเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ เมื่อภาพรวมเศรษฐกิจยังเดินหน้าได้ แต่เงินในกระเป๋าของประชาชนและผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยกลับตึงตัวมากขึ้น เพราะแรงหนุนทางเศรษฐกิจยังกระจุกอยู่ในบางอุตสาหกรรม ขณะที่ครัวเรือนต้องแบกรับค่าครองชีพสูงขึ้น รายได้ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง และยังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ปีนี้อยู่ในภาวะค่อนข้างทรงตัว แม้จะมีแรงหนุนจากการลงทุน การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล รวมถึงมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ แต่แรงส่งเหล่านี้ยังไม่กระจายไปถึงครัวเรือนและธุรกิจอย่างทั่วถึง

ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังเพิ่มแรงกดดันผ่านราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่ทยอยสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการเดินทางและการประกอบธุรกิจเพิ่มขึ้น และมีความเสี่ยงที่ต้นทุนจะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอื่น ๆ ซ้ำเติมกำลังซื้อของประชาชนที่ยังเปราะบาง

แม้ตัวเลขหนี้ครัวเรือนต่อ GDP จะลดลงมาอยู่ที่ 85.2% ในไตรมาส 2 ซึ่งต่ำที่สุดในรอบกว่า 6 ปี แต่ SCB EIC เตือนว่า ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าฐานะการเงินของครัวเรือนไทยฟื้นตัวแล้ว เพราะประชาชนยังเผชิญข้อจำกัดด้านสภาพคล่องและการเข้าถึงสินเชื่อ ขณะที่ตลาดแรงงานเริ่มมีสัญญาณเปราะบางมากขึ้นโดยเฉพาะอัตราการว่างงานในช่วง 2 เดือนแรกของไตรมาส 3 ที่ปรับเพิ่มขึ้นทั้งในภาพรวมและในกลุ่มแรงงานอายุน้อยมีอัตราว่างงานสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศมากกว่าสองเท่า สะท้อนว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังไม่ได้สร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้กับแรงงานทุกกลุ่ม และเมื่อเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนกันยายนต่อเนื่องถึงเดือนตุลาคม จึงกลายเป็นอีกแรงกระแทกที่เข้ามาซ้ำเติมสถานการณ์

นอกจากนั้น SCB EIC ยังประเมินว่า น้ำท่วมรอบนี้จะฉุดGDP ปีนี้ลงประมาณ 0.05 - 0.1%นอกจากความเสียหายต่อบ้านเรือนและทรัพย์สินแล้ว ยังมีแรงงานมากกว่า 1.69 ล้านคนที่ได้รับผลกระทบและยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการฟื้นตัวของรายได้และสภาพคล่องของครัวเรือนกับธุรกิจ หลังสถานการณ์น้ำลดลงแล้ว

นอกจากน้ำท่วมแล้ว เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญความเสี่ยงในระยะข้างหน้าอีกหลายด้าน ทั้งความเป็นไปได้ที่จะเกิดน้ำท่วมในภาคใต้ช่วงปลายปี ความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ Super El Niño ที่อาจทำให้เกิดอากาศร้อนและภัยแล้งยืดเยื้อถึงกลางปี หน้าตลอดจนความขัดแย้งในตะวันออกกลางแรงกดดันราคาน้ำมันและมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลต่อการส่งออกและการผลิตของไทย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...