โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไทยชวนอาเซียนร่วมมือ รับมือวิกฤตอากาศ เชื่อมตลาดคาร์บอน–ระดมทุนสีเขียว

Amarin TV

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ไทยเสนออาเซียนร่วมมือรับมือวิกฤตโลกร้อน เชื่อมตลาดคาร์บอน ระดมทุนสีเขียว ขณะที่ World Bank ชี้การลงทุนด้านภูมิอากาศช่วยสร้างงานได้ทั่วโลก

การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน ภัยธรรมชาติ และความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่ที่การหาเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการทำให้โครงการด้านสิ่งแวดล้อมสามารถสร้างผลตอบแทน ดึงดูดนักลงทุน และตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาวได้จริง

ประเด็นนี้เป็นหัวใจสำคัญของเวที Financing a Resilient Green Economy ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้การประชุมประจำปี 2569 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) โดยมีผู้แทนรัฐบาลไทย ธนาคารโลก และผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินสีเขียวระดับโลกร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางระดมเงินทุนเพื่อสร้างเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและพร้อมรับมือกับวิกฤตในอนาคต

ไทยชู 3 แนวทางรับมือวิกฤตพลังงาน ดันเศรษฐกิจสีเขียวควบคู่ความมั่นคง

ดร.สันติธาร เสถียรไทย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในอดีตการสร้างเศรษฐกิจที่มีความสามารถรับมือวิกฤต (Resilient Economy) และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) มักถูกมองเป็นคนละเรื่อง แต่ความผันผวนของราคาพลังงานในปัจจุบันทำให้ทั้งสองเป้าหมายเชื่อมโยงกันมากขึ้น

สำหรับประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง ความผันผวนของตลาดพลังงานโลกส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนเศรษฐกิจและภาระทางการคลัง การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดจึงไม่ใช่เพียงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นแนวทางลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาพลังงานนำเข้า

รัฐบาลไทยจึงวางแนวทางดำเนินงานผ่าน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ Stabilize, Transition และ Invest

แนวทางแรกคือ Stabilize หรือการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยปรับจากการใช้นโยบายอุดหนุนราคาพลังงานในวงกว้างไปสู่การช่วยเหลือครัวเรือนและธุรกิจแบบตรงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อลดผลกระทบจากราคาพลังงานโดยไม่สร้างภาระต่องบประมาณมากเกินไป

ด้านที่สองคือ Transition หรือการเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยรัฐบาลผลักดันมาตรการส่งเสริมให้ครัวเรือนติดตั้งโซลาร์เซลล์ รวมถึงการปรับกฎระเบียบเพื่อให้ประชาชนและธุรกิจขนาดเล็กสามารถเข้าถึงโครงข่ายไฟฟ้า และเปลี่ยนบทบาทจากผู้ใช้ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวมาเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค หรือ Prosumer

ส่วนด้านสุดท้ายคือ Invest หรือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการปรับปรุงระบบสายส่งและโครงข่ายไฟฟ้าให้รองรับพลังงานสะอาด รวมถึงการพัฒนากลไกทางการเงินเพื่อดึงดูดเงินลงทุนระยะยาว

หนึ่งในโครงการที่ ดร.สันติธาร กล่าวถึงคือ Low Carbon City ซึ่งเป็นความร่วมมือกับธนาคารโลกและสถาบันการเงิน เพื่อสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์และระบบบริหารจัดการพลังงานในอาคารและพื้นที่อุตสาหกรรม โดยใช้ระบบดิจิทัลติดตาม ตรวจวัด และรายงานผลการลดการปล่อยคาร์บอน ก่อนนำข้อมูลเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและรับรองเพื่อพัฒนาเป็นคาร์บอนเครดิตสำหรับซื้อขายกับผู้ซื้อในต่างประเทศ

แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายทั้งลดต้นทุนพลังงาน พัฒนาตลาดคาร์บอนของไทย และสร้างกลไกทางการเงินที่สามารถสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง

World Bank ระดมทุน Climate Finance 9.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ชี้ลงทุนสีเขียวช่วยสร้างงาน

Paschal Donohoe ผู้บริหารกลุ่มธนาคารโลก กล่าวว่า สถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาอย่าง World Bank Group มีบทบาทสำคัญในการช่วยประเทศต่าง ๆ เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวผ่านสองช่องทาง ได้แก่ การใช้เงินทุนของสถาบันสนับสนุนโครงการพัฒนาโดยตรง และการระดมเงินลงทุนภาคเอกชนผ่านมาตรการค้ำประกัน การลดความเสี่ยง และการพัฒนาสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบ

เขาเปิดเผยว่า ในปีงบประมาณล่าสุดที่รายงานในเวทีดังกล่าวWorld Bank Group จัดสรรเงินทุนสำหรับโครงการด้านสภาพภูมิอากาศจำนวน 48,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกันยังสามารถระดมเงินทุนจากภาคเอกชนได้อีก 48,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็นเงินทุนสำหรับกิจกรรมด้านสภาพภูมิอากาศถึง 96,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปีเดียว

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้เงินทุนจากสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาเป็นเครื่องมือดึงดูดเงินทุนเอกชน โดยเฉพาะในโครงการที่มีความเสี่ยงสูงหรือยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในตลาดได้ด้วยตนเอง

นอกจากนี้ Donohoe ยังกล่าวว่า การลงทุนด้านการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศทั่วโลกจนถึงปี 2050 อาจเกี่ยวข้องกับการสร้างหรือรักษาตำแหน่งงานได้มากถึง 150 ล้านตำแหน่ง

เขามองว่าการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมไม่ควรถูกแยกออกจากการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ควรเชื่อมโยงกับการสร้างงาน ความมั่นคงทางพลังงาน และการเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม โดยแต่ละประเทศควรเป็นผู้กำหนดลำดับความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านให้สอดคล้องกับบริบทของตนเอง

จีนชี้เงินทุนสีเขียวต้องมีแรงจูงใจ ลดต้นทุนให้ถูกกว่าสินเชื่อทั่วไป

ด้าน Dr. Ma Jun ประธาน Institute of Finance and Sustainability (IFS) และ Capacity-building Alliance of Sustainable Investment (CASI) กล่าวถึงประสบการณ์การพัฒนาระบบการเงินสีเขียวของจีนว่า การระดมเงินทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมให้เกิดขึ้นในวงกว้างจำเป็นต้องมีทั้งมาตรฐานที่ชัดเจน ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย และมาตรการจูงใจที่ทำให้การลงทุนสีเขียวมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ Green Taxonomy หรือระบบจัดประเภทกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งช่วยให้ธนาคารและนักลงทุนสามารถตรวจสอบได้ว่าโครงการใดเข้าข่ายเป็นกิจกรรมสีเขียว โดยไม่ต้องพึ่งพาการตรวจสอบจากบุคคลภายนอกในทุกธุรกรรม

เขาระบุว่า จีนมีการปล่อยสินเชื่อสีเขียวประมาณ 1 ล้านรายการต่อปี การมีเกณฑ์กลางที่ใช้ร่วมกันจึงช่วยลดต้นทุนการตรวจสอบและป้องกันการกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมเกินจริง หรือ Greenwashing

อย่างไรก็ตาม การมีมาตรฐานเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ เพราะสินเชื่อสีเขียวมักมีต้นทุนเพิ่มเติมจากการจัดทำรายงาน การเปิดเผยข้อมูล และการตรวจสอบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หากต้นทุนเหล่านี้ทำให้สินเชื่อสีเขียวมีราคาแพงกว่าสินเชื่อทั่วไป ผู้กู้ก็อาจไม่มีแรงจูงใจเลือกใช้

Dr. Ma Jun ยกตัวอย่างเมืองฝูโจวของจีน ซึ่งใช้มาตรการสนับสนุนหลายรูปแบบ ทั้งเงินอุดหนุน การค้ำประกัน และบริการตรวจวัดคาร์บอนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย จนสามารถลดต้นทุนสินเชื่อสีเขียวให้ต่ำกว่าสินเชื่อทั่วไปประมาณ 0.20 จุดเปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้สินเชื่อสีเขียวของเมืองเติบโตเฉลี่ยประมาณ 40% ต่อปีในช่วงแปดปีที่ผ่านมา

เขายังระบุว่า ตลอดสิบปีที่ผ่านมา จีนได้พัฒนาตลาดสินเชื่อสีเขียวและตราสารหนี้สีเขียวจนมีมูลค่าคงค้างรวมกันประมาณ 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ปัญหา Climate Adaptation ไม่ใช่แค่ขาดเงิน แต่หลายโครงการยังสร้างรายได้ไม่ได้

อีกหนึ่งความท้าทายที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการลงทุนเพื่อปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Adaptation ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่โครงการป้องกันน้ำท่วม การบริหารจัดการน้ำ ไปจนถึงการพัฒนาระบบเกษตรกรรมให้ทนต่อภัยแล้งและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

Dr. Ma Jun ประเมินว่า เงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศที่ไหลเข้าสู่โครงการปรับตัวอาจมีสัดส่วนเพียงประมาณ 5–10% โดยอุปสรรคสำคัญคือโครงการจำนวนมากยังไม่สามารถสร้างรายได้หรือผลตอบแทนเพียงพอสำหรับชำระคืนเงินกู้ ทำให้ธนาคารและนักลงทุนเอกชนไม่สามารถเข้ามาสนับสนุนได้ง่าย

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ เขาได้กล่าวถึง Green Accelerator ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มไม่แสวงหากำไรที่มุ่งเชื่อมโยงผู้พัฒนาเทคโนโลยีกับผู้ใช้งาน เพื่อเปลี่ยนโครงการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศให้สามารถสร้างรายได้และเข้าถึงเงินทุนได้จริง

ตัวอย่างหนึ่งคือเทคโนโลยีเก็บน้ำฝนจากหลังคาอาคารและพื้นผิวโครงสร้างพื้นฐาน ก่อนนำมาผ่านกระบวนการผลิตเป็นน้ำดื่ม โดยมีต้นทุนประมาณหนึ่งในห้าของกระบวนการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยลดปริมาณน้ำที่อาจก่อให้เกิดน้ำท่วม ขณะเดียวกันก็สร้างรายได้จากการจำหน่ายน้ำ

อีกตัวอย่างคือเมล็ดพันธุ์พืชที่ทนต่อสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเขาระบุว่าสามารถลดการใช้น้ำได้ประมาณ 30–40% และเพิ่มผลผลิตได้ราว 15% รวมถึงระบบชลประทานอัจฉริยะที่ใช้ข้อมูลพยากรณ์อากาศเพื่อกำหนดเวลาการให้น้ำและปุ๋ย ช่วยลดต้นทุนการเกษตรและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

กรณีเหล่านี้สะท้อนว่า การลงทุนด้านการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศไม่จำเป็นต้องเป็นโครงการที่พึ่งพางบประมาณรัฐเพียงอย่างเดียว หากสามารถพัฒนารูปแบบธุรกิจที่สร้างรายได้ควบคู่ไปกับการลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติได้ ก็จะช่วยเปิดโอกาสให้เงินทุนเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

IOSCO ย้ำมาตรฐานข้อมูลสำคัญต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน

ขณะที่ Jean-Paul Servais ประธานคณะกรรมการ International Organization of Securities Commissions (IOSCO) เน้นย้ำว่าการสร้างตลาดทุนที่สามารถสนับสนุนเศรษฐกิจสีเขียวได้ จำเป็นต้องมีระบบเปิดเผยข้อมูลที่น่าเชื่อถือและสามารถเปรียบเทียบกันได้ระหว่างประเทศ

เขากล่าวถึงบทบาทของมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนที่พัฒนาโดย International Sustainability Standards Board (ISSB) ซึ่งช่วยให้บริษัทและนักลงทุนใช้กรอบข้อมูลที่สอดคล้องกันในการประเมินความเสี่ยงและโอกาสด้านความยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม เขามองว่ามาตรฐานระหว่างประเทศต้องคำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละประเทศ ทั้งด้านขนาดเศรษฐกิจ ความพร้อมของภาคธุรกิจ และศักยภาพในการจัดทำข้อมูล โดยไม่ควรกำหนดข้อกำหนดที่เพิ่มภาระเกินความจำเป็น

สิ่งสำคัญไม่ใช่ปริมาณข้อมูลที่บริษัทเปิดเผย แต่เป็นคุณภาพและความเกี่ยวข้องของข้อมูลต่อการตัดสินใจลงทุน เพราะข้อมูลที่น่าเชื่อถือจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและทำให้เงินทุนสามารถไหลเข้าสู่โครงการที่เหมาะสมได้มากขึ้น

สันติธารชี้ 3 อุปสรรคปรับตัวต่อโลกร้อน เงินทุนอย่างเดียวแก้ไม่ได้

อีกประเด็นหนึ่งที่ ดร.สันติธาร ให้ความสำคัญคือ การลงทุนด้าน Climate Adaptation ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นนอกเหนือจากเงินทุน เพราะการที่ประชาชนและธุรกิจยังไม่สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ อาจเกิดจากข้อจำกัดสามด้าน ได้แก่ ความตระหนักรู้ แรงจูงใจ และขีดความสามารถ

ในด้านความตระหนักรู้ ประชาชนบางส่วนยังไม่เข้าใจว่าภัยธรรมชาติที่เคยเกิดขึ้นไม่บ่อยกำลังมีแนวโน้มเกิดถี่ขึ้น หรือแม้จะตระหนักถึงความเสี่ยงแล้ว ก็อาจยังขาดข้อมูลสภาพภูมิอากาศที่จำเป็นต่อการตัดสินใจ

ส่วนด้านแรงจูงใจ แม้เกษตรกรหรือผู้ประกอบการจะทราบว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจหรือสถานประกอบการของตนอยู่ในพื้นที่เสี่ยง แต่ก็อาจไม่ยอมปรับเปลี่ยน เนื่องจากกังวลเรื่องต้นทุนและรายได้ที่จะสูญเสียไป

เขามองว่าระบบการเงินต้องช่วยสะท้อนราคาความเสี่ยงให้เหมาะสม เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนและภาคธุรกิจตัดสินใจปรับตัว แทนที่จะสร้างแรงจูงใจให้ยังคงดำเนินกิจกรรมในรูปแบบที่มีความเสี่ยงสูง

ขณะเดียวกัน หลายพื้นที่อาจมีความจำเป็นต้องลงทุนในระบบป้องกันน้ำท่วมหรือบริหารจัดการน้ำ แต่ยังขาดความสามารถในการพัฒนาโครงการให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ จึงเป็นจุดที่ภาครัฐและสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาสามารถเข้ามาช่วยเหลือ

ดร.สันติธารยังเน้นย้ำถึงแนวทางการพัฒนาที่ให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืนก็ต่อเมื่อประชาชนเข้าใจความเสี่ยงและมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางปรับตัวของตนเอง

ไทยเสนออาเซียนสร้างกลไกทางการเงินรับมือ Climate Shock

ดร.สันติธาร ได้เสนอแนวคิดให้ประเทศสมาชิกอาเซียนพัฒนาความร่วมมือด้านการเงินเพื่อรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ โดยนำบทเรียนจากกลไกความร่วมมือทางการเงินในอดีตมาปรับใช้

เขาอธิบายว่า อาเซียนเคยสร้างความร่วมมือเพื่อรับมือกับความผันผวนทางการเงินและวิกฤตเศรษฐกิจมาแล้ว แต่เมื่อโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ภูมิภาคอาจจำเป็นต้องมีกลไกความร่วมมือทางการเงินที่ตอบโจทย์ความท้าทายรูปแบบใหม่นี้

แนวคิดดังกล่าวประกอบด้วยสามด้าน ได้แก่ การแลกเปลี่ยนข้อมูลและพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าด้านสภาพภูมิอากาศ การเชื่อมโยงตลาดคาร์บอนและมาตรฐานการเงินสีเขียวระหว่างประเทศสมาชิก และการระดมทรัพยากรร่วมกันทั้งด้านเงินทุน องค์ความรู้ และความเชี่ยวชาญ

การพัฒนาความร่วมมือในระดับภูมิภาคยังอาจช่วยให้ประเทศสมาชิกสามารถใช้เครื่องมือทางการเงินแบบผสมผสาน หรือ Blended Finance เพื่อดึงดูดเงินลงทุนจากภาคเอกชนเข้าสู่โครงการด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความจำเป็น แต่ยังมีข้อจำกัดในการระดมทุนด้วยตนเอง

แม้ข้อเสนอนี้ยังเป็นเพียงแนวคิดสำหรับการหารือในอนาคต แต่สะท้อนความพยายามขยายความร่วมมือทางการเงินของอาเซียนจากการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ ไปสู่การจัดการความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศที่กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของภูมิภาคมากขึ้น

การเสวนาครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า การสร้างเศรษฐกิจสีเขียวที่รับมือกับวิกฤตได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการออกแบบนโยบายที่เหมาะสม มาตรฐานข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เทคโนโลยีที่ช่วยให้โครงการสร้างรายได้ และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการเงิน และภาคเอกชน

โจทย์สำคัญของการเปลี่ยนผ่านจึงไม่ใช่เพียงการหาเงินมาลงทุนในโครงการสีเขียวให้มากขึ้น แต่คือการทำให้การลงทุนเหล่านั้นสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ลดความเสี่ยงจากวิกฤต และเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...