โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

จุกอก แม่ภัทร เล่าสาเหตุ ตัดสินใจ แจ้งความจับลูกชายแท้ๆ

สยามนิวส์

เผยแพร่ 21 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Nick
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 ต.ค. 2569 ที่ สน.วังทองหลาง นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด พร้อมทีมงาน พา นางณภัทร หรือ “แม่ภัทร” เข้าพบ พ.ต.อ.เจษฎา ยางนอก ผกก.สน.วังทองหลาง เ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 ต.ค. 2569 ที่ สน.วังทองหลาง นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด พร้อมทีมงาน พา นางณภัทร หรือ “แม่ภัทร” เข้าพบ พ.ต.อ.เจษฎา ยางนอก ผกก.สน.วังทองหลาง เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด หลังถูกกล่าวหาว่าลูกชายแท้ ๆ จ้างทีมกู้ภัยอุ้มตัวไปกักขังไว้ที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรี

นายเอกภพ กล่าวว่า การแจ้งความครั้งนี้ต้องการดำเนินคดีให้ถึงที่สุดกับทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นลูกชาย ผู้รับจ้าง หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับศูนย์ดูแล โดยหลังจากออกจากรายการโหนกระแส ได้พูดคุยกับแม่ภัทร ซึ่งยืนยันว่าต้องการแจ้งความดำเนินคดีตั้งแต่แรกที่เกิดเหตุบริเวณบ้านพักในพื้นที่วังทองหลาง

แม่ภัทรเล่าว่า ในวันเกิดเหตุ ลูกชายเดินทางมาที่บ้านโดยอ้างว่าจะมาพูดคุยเรื่องงาน ก่อนที่ตนจะกดรีโมตเปิดประตูบ้าน และพบชายแปลกหน้า 2 คนเข้ามาพร้อมกัน จากนั้นชายทั้งสองได้เข้าประชิดตัว คนหนึ่งล็อกปิดปาก ส่วนอีกคนยกขาอุ้มตนออกไปนอกรั้วบ้าน ก่อนนำขึ้นรถตู้ที่จอดอยู่บริเวณข้างกำแพง

เมื่อถูกนำตัวขึ้นรถ ตนพยายามร้องขอความช่วยเหลือ แต่ถูกผลัก ต่อย และสั่งไม่ให้ร้อง ก่อนถูกใส่กุญแจมือและให้นอนอยู่บนเปลภายในรถ โดยตนสามารถจดจำรอยสักที่มือของหนึ่งในชายที่ก่อเหตุได้ และพยายามสอบถามตลอดทางว่าจะพาไปที่ใด เพราะเกรงว่าจะถูกอุ้มไปฆ่า

ระหว่างทางมีการเปลี่ยนรถตู้บริเวณปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง ใต้สะพานยูเทิร์นเพชรเกษม 97 โดยรถคันใหม่จอดเทียบชิดกับรถคันเดิม ทำให้ตนถูกผลักข้ามไปยังรถอีกคันโดยไม่มีโอกาสหลบหนีหรือร้องขอความช่วยเหลือ เนื่องจากเกรงว่าจะถูกทำร้ายซ้ำ ทั้งยังสามารถสังเกตและจดจำทะเบียนรถคันที่นำตัวมาได้

แม่ภัทรยังเล่าว่า ระหว่างเดินทางได้ขอเข้าห้องน้ำเนื่องจากปวดท้อง แต่ถูกปฏิเสธ พร้อมถูกบอกว่า หากทนไม่ไหวให้ปัสสาวะรดกางเกง ทำให้ตนถามผู้คุมตัวว่า ลูกชายเป็นคนพามาเพื่อฆ่าหรือไม่ พร้อมพูดว่า หากจะฆ่าก็อย่าทรมาน ขอให้ทำให้จบในครั้งเดียว

เมื่อเดินทางถึงศูนย์ดูแลใน จ.กาญจนบุรี ตนถูกล็อกกุญแจมือจนเกิดรอยเขียว ก่อนถูกชาย 2 คนและหญิง 1 คนพาตัวเข้าไปภายใน เมื่อหันไปพบลูกชายอยู่ในบริเวณดังกล่าว ตนถึงกับจุกจนไม่สามารถร้องขอความช่วยเหลือ และเชื่อว่าลูกชายเป็นผู้ว่าจ้างให้พาตัวมาจริง

จากนั้นถูกนำตัวไปกักขังในห้อง โดยบุคคลที่เรียกว่า “เจ๊แมว” ซึ่งอ้างว่าเป็นพยาบาลและเจ้าของสถานที่ เข้ามาดูแล เมื่อแม่ภัทรทักท้วงเรื่องกฎหมาย กลับถูกกล่าวข่มขู่ รวมถึงถูกจับถอดเสื้อผ้า บังคับให้สวมแพมเพิส และถูกบังคับให้รับประทานยานอนหลับ

แม่ภัทรยังกล่าวอ้างว่า ภายในศูนย์มีการใช้ไม้พายข่มขู่และทำร้ายร่างกาย รวมถึงบังคับให้ผู้ถูกกักขังเต้นและร้องเพลงเพื่อถ่ายภาพส่งให้ญาติดูว่าใช้ชีวิตอย่างมีความสุข หากไม่ทำตามจะถูกอดอาหารหรือถูกตี โดยผู้ถูกกักขังต่างอยู่ในภาวะหวาดกลัวและถูกลงโทษอยู่เป็นประจำ

ต่อมาแม่ภัทรได้รับความช่วยเหลือ หลังลูกชายของ “เจ๊แมว” ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศ สังเกตเห็นว่าตนนั่งอ่านหนังสือและจดบันทึกด้วยท่าทีปกติ จึงเข้ามาพูดคุย ก่อนที่แม่ภัทรจะเล่าให้ฟังว่าถูกอุ้มตัวมาโดยไม่ได้สมัครใจ

ประมาณ 2 สัปดาห์ต่อมา เจ้าหน้าที่แจ้งว่าแม่ภัทรจะได้ออกจากศูนย์ โดยมีลูกชายและน้องสาวมารับตัวกลับ ก่อนออกจากสถานที่ เจ้าหน้าที่พยายามกล่าวหาว่าตนขโมยของและจะขอตรวจค้นกระเป๋า แต่ทางน้องสาวได้ทักท้วงและขอให้ตรวจค้นต่อหน้า

ด้านแม่ภัทร กล่าวว่า จะให้ตำรวจดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทุกคนตามกระบวนการทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นลูกชายหรือบุคคลใด แม้ในฐานะแม่จะรู้สึกสงสารลูก แต่เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และจำเป็นต้องให้เป็นบทเรียน

นายเอกภพ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในทางกฎหมาย เหตุการณ์กักขังหน่วงเหนี่ยวดังกล่าวมีความเกี่ยวเนื่องกันตั้งแต่พื้นที่วังทองหลางไปจนถึง จ.กาญจนบุรี ดังนั้นพนักงานสอบสวนในพื้นที่เกิดเหตุ หรือกองปราบปราม จึงสามารถมีอำนาจสอบสวนดำเนินคดีได้

ขณะที่แม่ภัทรระบุว่า ไม่ไว้วางใจตำรวจในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี เนื่องจากพนักงานของศูนย์ดังกล่าวมีสามีเป็นตำรวจในพื้นที่ พร้อมยืนยันว่าเรื่องการไกล่เกลี่ยทรัพย์สินหรือโรงงานนั้น ยังไม่มีการไกล่เกลี่ยหรือตกลงเรื่องการคืนทรัพย์สินใด ๆ ทั้งสิ้น

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าจะดำเนินคดีกับลูกชายหรือไม่ แม่ภัทรตอบทั้งน้ำตาว่า ยืนยันว่าจะดำเนินคดีกับลูกชาย เพราะลูกชายดูไม่สำนึก และครั้งนี้จะไม่ใจอ่อน ขอให้เรื่องดังกล่าวเป็นบทเรียน ก่อนเดินเข้าไปภายใน สน.วังทองหลาง เพื่อแจ้งความดำเนินคดีต่อไป

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...