โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นักวิชาการเตือน ค.ศ. 2050 กทม. จมน้ำถาวร 1 ใน 3 แนะรัฐบาลทำงานเชิงรุก เลิกถอดบทเรียน

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

นักวิชาการเตือนปี ค.ศ. 2050 กทม. จมน้ำถาวร 1 ใน 3 แนะรัฐบาลเลิกถอดบทเรียน เร่งทำงานเชิงรุก จี้ปฏิรูปแผนน้ำชาติ “สิตางศุ์” ลั่นหาก “อนุทิน” ไม่เปลี่ยนวิธีคิด เราอาจต้องเปลี่ยนผู้นำประเทศแทน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 7 ตุลาคม 2569 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดงานเสวนาในหัวข้อ “หยุดวงจรน้ำท่วมซ้ำซาก ทางออกประเทศไทยสู่การบริหารน้ำระยะยาว” ที่โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร โดยมีผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการด้านบริหารจัดการน้ำ อาทิ รศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า วิศวกรรมทรัพยากรน้ำ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ, ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพมาร่วมเสนอ

ดร.สนธิ กล่าวว่า องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) รวมทั้ง ธนาคารโลก และกรีนพีซ เคยเตือนว่ากรุงเทพมหานครมีพื้นที่เสี่ยงจมน้ำหรือท่วมสูงถึงร้อยละ 40-96 เนื่องจากแผ่นดินทรุดตัวปีละ 1-2 เซนติเมตร (ซม.) จากการก่อสร้างอาคารบนดินอ่อน ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยหนุนสูงเฉลี่ยปีละ 4 มิลลิเมตร (มม.) ประกอบกับน้ำเหนือ Rain-Flood และรูปทรงเมืองที่เป็นแอ่งกระทะ ต้องพึ่งพาการสูบน้ำเพียงอย่างเดียวเหมือนกรณีวัดขุนสมุทราวาส ต.แหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ ที่ถูกน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งจนวัดตั้งอยู่กลางทะเลห่างจากฝั่งถึง 1 กิโลเมตร (กม.)

นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) และ Change Center จัดอันดับให้กรุงเทพฯ เป็น 1 ใน 6 เมืองของโลกที่มีความเสี่ยงจมน้ำสูง และจัดเป็นเมืองเสี่ยงน้ำท่วมใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากจาการ์ตา เม็กซิโกซิตี และโฮจิมินห์ คาดการณ์ว่าในปี ค.ศ. 2050 ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยจะหนุนสูงขึ้น 20-30 ซม. ถึงสูงสุด 75 ซม. ส่งผลให้ 1 ใน 3 ของพื้นที่กรุงเทพฯ จมอยู่ใต้น้ำอย่างถาวร ประชากรราว 11 ถึง 12 ล้านคนเสี่ยงต้องอพยพย้ายถิ่น โดยมีพื้นที่ชายฝั่งอย่างบางขุนเทียน สมุทรปราการ และสมุทรสาคร เป็นด่านแรกที่ได้รับผลกระทบ

ส่วนแนวทางแก้ไข รัฐบาลต้องเร่งฟื้นฟูพื้นที่รับน้ำเพิ่มอุโมงค์ระบายน้ำยักษ์และแก้มลิงใต้ดิน เพิ่มพื้นที่สีเขียว ปลูกป่าชายเลน และใช้วัสดุซึมซับน้ำ พร้อมใช้มาตรการทางภาษีควบคุม เช่น ลดภาษีให้พื้นที่ซึมน้ำและเก็บภาษีบ้านที่ปูซีเมนต์เต็มพื้นที่ เข้มงวดผังเมืองห้ามสร้างอยู่อาศัยในพื้นที่น้ำหลาก การหยุดเจาะน้ำบาดาลเพื่อลดแผ่นดินทรุด และการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่แม่นยำด้วยดาวเทียม ข้อมูล Big Data และเทคโนโลยี AI แจ้งเตือนตรงสู่พื้นที่

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเราล้มเหลวมาสี่เหตุการณ์แล้ว ตั้งแต่เชียงราย เชียงใหม่ หาดใหญ่ จนมาถึงกรุงเทพฯ รัฐบาลต้องเลิกถอดบทเรียนแล้วเปลี่ยนมาปฏิรูปโครงสร้างทันที ปัจจุบันหน่วยงานรับผิดชอบกระจายอยู่คนละกระทรวง ทั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) อยู่สำนักนายกรัฐมนตรี กรมชลประทาน อยู่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA อยู่อีกกระทรวง และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) อยู่กระทรวงมหาดไทย

กว่าจะทำหนังสือราชการข้ามหน่วยงานก็สายเกินไป เราต้องเปลี่ยนจากมาตรการตั้งรับรอเยียวยา เป็นมาตรการเชิงรุกที่มีความแม่นยำด้วยเทคโนโลยี สร้างศูนย์บัญชาการที่มีอำนาจสั่งการข้ามกระทรวงได้ทันที กระจายอำนาจและงบประมาณให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและท้องถิ่นเตรียมพร้อมก่อนเกิดภัย ไม่ใช่รอประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ แล้วค่อยกดปุ่มสู้ภัยในขณะที่ประชาชนจมน้ำไปแล้ว

ทางด้าน รศ.ดร.เสรี กล่าวว่า ถึงเวลาที่ต้องรื้อฟื้นและปฏิรูปแผนยุทธศาสตร์ชาติรวมถึงแผนบริหารจัดการน้ำครั้งใหญ่ให้มีความยืดหยุ่น พร้อมชี้ว่า ที่ผ่านมามีการระบุถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติไว้ในแผนงาน แต่กลับขาดการนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง จึงต้องนำบทเรียนน้ำท่วมจากพื้นที่ต่างๆ เช่น หาดใหญ่ น่าน และสถานการณ์ปัจจุบัน มาปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการอย่างเร่งด่วน

บทเรียนที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ชี้ชัดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ ขณะเดียวกันระบบเตือนภัยน้ำท่วมต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นเป็นผู้แจ้งเตือนโดยตรง ซึ่งหากท้องถิ่นยังขาดแคลนเครื่องมือ รัฐบาลก็ต้องเข้าไปสนับสนุนเทคโนโลยีเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการเตือนภัยล่าช้าขึ้นอีก ที่สำคัญการนำเสนอข่าวสื่อมวลชนไม่ควรนำข้อมูลเก่ามาพาดหัวซ้ำจนสร้างความตระหนกแก่สังคม แต่ควรประเมินสถานการณ์บนพื้นฐานข้อเท็จจริง

จากนั้นกล่าวถึงสถานการณ์ลุ่มน้ำบางปะกง โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี จ.ฉะเชิงเทรา และ จ.นครนายก กำลังประสบปัญหาน้ำท่วมขังอย่างสาหัส ว่า จากการประเมินปริมาณน้ำค้างทุ่ง พบว่าปริมาณน้ำจากการคำนวณช่วงฝนตก 7 วัน อยู่ที่ประมาณ 1,300 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ส่วนสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ประเมินไว้อยู่ที่ 2,100 ล้าน ลบ.ม. เมื่อนำมาคิดค่ากึ่งกลางร่วมกันจะอยู่ที่ประมาณ 1,700 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งมีปริมาณเกือบเท่ากับ 2 เท่าของความจุเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ การระบายน้ำลงสู่แม่น้ำบางปะกงเป็นไปได้ช้าเนื่องจากลำน้ำแคบ มีความคดเคี้ยว พื้นที่ปลายน้ำมีความตื้นเขิน และมีปัจจัยน้ำทะเลหนุนสูง

หากพึ่งพาการระบายตามธรรมชาติที่มีอัตราการไหลเฉลี่ยในเดือนตุลาคมประมาณ 640 ลบ.ม.ต่อวินาที จะต้องใช้เวลานานถึง 30 วัน จึงต้องเร่งใช้เครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำ พร้อมเสนอให้พิจารณาระบายน้ำผ่านคลองรังสิต คลองประเวศบุรีรมย์ และคลองแสนแสบ เพื่อกระจายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาหากมีศักยภาพเพียงพอ ซึ่งอยู่ระหว่างการประเมินร่วมกับกรุงเทพมหานคร

ขณะที่ รศ.ดร.สิตางศุ์ ระบุว่า แม้จะมีการคาดการณ์ล่วงหน้าหลายปีว่ากรุงเทพมหานครเสี่ยงจมน้ำร้อยละ 40-96 ภายในปี 2573 แต่จนถึงปี 2569 ประเทศไทยยังคงขาดการดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ขณะที่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้รูปแบบฝนตกหนักและแช่ขังมีความรุนแรงยิ่งขึ้น กรมอุตุนิยมวิทยาให้ข้อมูลภาพใหญ่ แต่ในระดับพื้นที่ ทั้งกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ ยังขาดศักยภาพในการย่อยข้อมูลวิเคราะห์ฝนระดับพื้นที่

“กรุงเทพมหานครเคยจัดทำแบบจำลองฝนตก 300 มิลลิเมตรแบบหาดใหญ่ไว้ แต่ในสถานการณ์จริงกลับไม่ได้ถูกนำมาใช้งาน นอกจากนี้ ระบบท่อระบายน้ำของ กทม. ออกแบบไว้รับฝนได้ 60 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง แต่ปัจจุบันประสิทธิภาพเหลือเพียงร้อยละ 60 หรือรับได้จริงราว 40 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง เมื่อเผชิญขยะและน้ำเสียสะสม ฝนตกเพียง 20-30 มิลลิเมตรต่อชั่วโมงก็เกิดน้ำท่วมขัง จึงเตือนประชาชนอย่าเพิ่งย้ายสิ่งของลงชั้นล่างจนกว่าจะพ้นช่วงกลางเดือนตุลาคม”

รศ.ดร.สิตางศุ์ เผยต่อไปอีกว่า ขณะที่การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีปัญหาอย่างมาก โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งปกติจะใช้วิธีการปรับเพิ่มการระบายน้ำแบบขั้นบันไดและเว้นช่วง 7-10 วัน แต่ครั้งนี้เกิดการปล่อยน้ำอย่างกะทันหัน เนื่องจากมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ทุ่งและชุมชนปริมาณมาก ก่อนจะไหลมารวมที่สถานีวัดน้ำ C2 จังหวัดนครสวรรค์ และ C13 เขื่อนเจ้าพระยา ส่งผลให้กรมชลประทานมีเวลาบริหารจัดการเพียง 1-2 วัน

เมื่อไปดูงบประมาณบูรณาการบริหารจัดการน้ำของประเทศในปีล่าสุดมีประมาณ 60,762 ล้านบาท แบ่งออกเป็น 5 แผนงานหลัก ได้แก่ น้ำอุปโภคบริโภค การป้องกันน้ำท่วม การพัฒนาแหล่งน้ำ สิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการ พบว่า หลายปีที่ผ่านมา งบประมาณส่วนใหญ่ถูกทุ่มไปที่การสร้างสิ่งก่อสร้างในแผนงานป้องกันน้ำท่วมและพัฒนาแหล่งน้ำ ขณะที่แผนงานการบริหารจัดการกลับได้รับการจัดสรรงบประมาณน้อยที่สุด

อยากเสนอให้ภาครัฐปรับเปลี่ยนการลงทุนจากการเน้นสร้างสิ่งก่อสร้าง มาเป็นการพัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจที่นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลน้ำแบบบูรณาการอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องการเกษียณอายุ จัดสรรงบประมาณตามที่พื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติ สิ่งสำคัญที่สุดคือผู้บริหารและผู้นำประเทศต้องเปลี่ยนวิธีคิด หากผู้นำประเทศยังไม่รู้ว่าจุดอ่อนของตัวเองอยู่ตรงไหน หรือไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไร แล้วคิดว่ารู้ทุกอย่าง ถ้าผู้นำประเทศไม่เปลี่ยนวิธีคิด เราอาจจะต้องเปลี่ยนผู้นำประเทศแทน.

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นักวิชาการเตือน ค.ศ. 2050 กทม. จมน้ำถาวร 1 ใน 3 แนะรัฐบาลทำงานเชิงรุก เลิกถอดบทเรียน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...