โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘นายกฯ’ จี้ผู้ว่าฯ ส่งรายชื่อรับเงินเยียวยารายวัน แก้คอขวด ร่งช่วยพื้นที่น้ำท่วมหนักต่อเนื่อง

The Bangkok Insight

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • The Bangkok Insight

นายกฯ สั่งเร่งช่วยพื้นที่น้ำท่วมหนักต่อเนื่อง อย่าให้ภาพรวมดีขึ้นบดบังความเดือดร้อนประชาชน กำชับผู้ว่าฯ ส่งรายชื่อรับเงินเยียวยารายวัน เร่งแก้คอขวดให้เงินถึงมือโดยเร็ว พร้อมเร่ง Big Cleaning ฟื้นฟูระบบน้ำ ไฟฟ้า

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการช่วยเหลือประชาชน โดยมีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หัวหน้าส่วนราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นายกฯ

นายอนุทินกล่าวว่า วันนี้เป็นวันที่ 10 ของการประชุมติดตามสถานการณ์ พร้อมขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือประชาชน โดยย้ำว่าอย่าให้ภาพรวมสถานการณ์ที่ดีขึ้นบดบังความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมหนัก ขอให้เน้นรายงานพื้นที่ชุมชนที่ยังได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะจุดที่มีปัญหาการระบายน้ำในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด เพื่อเร่งสนับสนุนให้เพียงพอต่อความจำเป็น

สำหรับพื้นที่ที่สถานการณ์คลี่คลายแล้ว ขอให้เร่งจัดเก็บขยะและดำเนินการทำความสะอาดครั้งใหญ่ (Big Cleaning) ก่อนฝนระลอกใหม่ โดยหากพื้นที่ใดต้องการกำลังสนับสนุนเพิ่มเติม ให้ร้องขอตามความจำเป็นของสถานการณ์

พร้อมกันนี้ ยังได้กำชับผู้ว่าราชการจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดในภาคใต้ ให้เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ทุกด้าน แม้ปริมาณฝนที่ผ่านมาจะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ยังประมาทไม่ได้ เนื่องจากช่วงเดือนต.ค.-ธ.ค.เป็นช่วงที่มีปริมาณน้ำมาก จึงต้องติดตามสถานการณ์และเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการประเมินของ บกปภ.ช. พบว่า ปริมาณฝนสูงสุดอยู่ที่จ.สุราษฎร์ธานี 91 มิลลิเมตร ส่วนกรุงเทพมหานครมีปริมาณฝนสูงสุดที่เขตบางบอน 4.4 มิลลิเมตร โดยวันที่ 9 ต.ค. คาดว่าจะมีฝนในพื้นที่ภาคตะวันออก ภาคใต้ และบางส่วนทางด้านตะวันออกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่ปริมาณการระบายน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาลดลงเหลือ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และสถานการณ์น้ำในแม่น้ำสายหลักยังอยู่ในระดับที่กรมชลประทานสามารถบริหารจัดการได้

อย่างไรก็ตาม ลุ่มน้ำบางปะกงยังต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากรองรับมวลน้ำจากแม่น้ำปราจีนบุรีและแม่น้ำนครนายกที่ไหลลงสู่จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีการหน่วงน้ำไว้บริเวณเหนือเขื่อนคลองสียัด เขื่อนนฤบดินทรจินดา และเขื่อนขุนด่านปราการชล พร้อมระดมกำลังและเครื่องผลักดันน้ำเร่งระบายบริเวณปลายแม่น้ำบางปะกง ขณะที่ปริมาณน้ำในเขื่อนทั่วประเทศอยู่ที่ร้อยละ 83 ของความจุรวม โดยเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนแก่งกระจาน และเขื่อนหนองปลาไหลมีปริมาณน้ำเต็มศักยภาพการกักเก็บ จึงต้องบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ น้ำทะเลหนุนในช่วงบ่ายวันที่ 9-10 ต.ค. เป็นปัจจัยสำคัญต่อการระบายน้ำ แม้การพยากรณ์อากาศระยะสั้น (Nowcast) ไม่พบแนวโน้มฝนตกหนักใน 12 ชั่วโมงข้างหน้า แต่ยังต้องติดตามระดับน้ำในแม่น้ำบางปะกงและเฝ้าระวังพื้นที่ภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีถึงยะลาและนราธิวาส

สำหรับกรณีจ.ฉะเชิงเทรา ที่ประชาชนและเจ้าหน้าที่มีความเข้าใจไม่ตรงกัน โดยขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อมูลและขั้นตอนการทำงานให้ชัดเจน เพื่อลดความเข้าใจผิดและความขัดแย้ง พร้อมชื่นชมเจ้าหน้าที่กรมชลประทานและผู้ปฏิบัติงานที่ทุ่มเทช่วยเหลือประชาชน และขออย่าให้ผู้ใดนำสถานการณ์ไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง

ด้านการช่วยเหลือผู้ประสบภัย นายกรัฐมนตรีกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้ชี้แจงเกณฑ์และเงื่อนไขการรับเงินเยียวยาแก่ประชาชน เกษตรกร และชาวสวนผลไม้ให้ชัดเจน พร้อมขอให้เกษตรกรขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ถูกต้อง เพื่อส่งข้อมูลให้ ปภ. ดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาโดยเร็ว

ขณะเดียวกัน ยังเน้นย้ำให้เตรียมความพร้อมด้านสินค้าอุปโภคบริโภคในพื้นที่ประสบภัย โดยประสานเครือข่ายผู้ประกอบการเพื่อให้ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ดำเนินต่อเนื่อง พร้อมจัดเตรียมศูนย์สนับสนุนและกระจายอาหารกับวัตถุดิบทั้งระดับจังหวัดและระดับภาค รองรับกรณีเส้นทางคมนาคมถูกตัดขาดดังเช่นสถานการณ์น้ำท่วมอำเภอหาดใหญ่

ให้ประสานทั้งห้างค้าปลีกขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ตลาดกลาง ผู้จำหน่ายเนื้อสัตว์ ผู้ประกอบธุรกิจอาหาร และฟาร์มผลิตสินค้าเกษตร เพื่อกระจายอาหาร วัตถุดิบ เครื่องนุ่งห่ม และสินค้าจำเป็นผ่านหลายช่องทาง

สำหรับการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย นายกรัฐมนตรีกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดทุกแห่งให้รวบรวมและส่งรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินเยียวยาเป็นรายวัน โดยไม่ต้องรอให้ครบทั้งจังหวัด เพื่อให้สามารถทยอยจ่ายเงินช่วยเหลือได้ทันที พร้อมเร่งแก้ไขปัญหาคอขวดและลดระยะเวลาในทุกขั้นตอน เพื่อให้เงินถึงมือประชาชนโดยเร็ว

ขณะนี้มีการโอนเงินเยียวยาแล้วประมาณ 11,702 ครัวเรือนทั่วประเทศ จึงขอให้ทุกจังหวัดเร่งดำเนินการให้ครอบคลุมผู้มีสิทธิ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครซึ่งมีประมาณ 3 แสนครัวเรือน แต่โอนเงินแล้วเพียง 866 ครัวเรือน จึงกำชับให้เร่งส่งรายชื่อรายครัวเรือนมายัง ปภ. และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อลดอุปสรรคในการจ่ายเงิน

รัฐบาลมีความตั้งใจอย่างมากในการที่เร่งดำเนินการโอนเงินค่าเสียหายและค่าชดเชยเหล่านี้ไปให้ประชาชนโดยเร็ว

พร้อมกันนี้ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งฟื้นฟูพื้นที่และจัดการขยะ พร้อมสื่อสารแนวทางช่วยเหลือประชาชน ควบคู่กับการฟื้นฟูระบบน้ำและไฟฟ้า ตรวจสอบคุณภาพน้ำให้ได้มาตรฐาน และซ่อมแซมท่อส่งน้ำกับสายไฟให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัย ส่วนจังหวัดในภาคใต้ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเตรียมแผนเผชิญเหตุและแผนอพยพให้พร้อม เพื่อรับมือสถานการณ์ในพื้นที่เสี่ยงและลดผลกระทบต่อประชาชน

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...