ภาคประชาสังคมแถลงจุดยืน ต้านความรุนแรง ต้านการคุกคามผู้ชุมนุม ระหว่างการประชุมธนาคารโลก-IMF ที่กทม.
9 ตุลาคม 2569 ที่ห้องออดิทอเรียม หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ร่วมกับคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) จัดงานเสวนา “ใครสั่ง? ใครเจ็บ? ใครรับผิดชอบ? จากความรุนแรงของตำรวจบนท้องถนน สู่หลักนิติธรรมและการคุ้มครองสิทธิในการชุมนุมของประชาชน” และแถลงจุดยืนต่อการประชุมประจำปีธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ซึ่งกำลังจะจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569
งานนี้มีการเสวนาหัวข้อ “เสียงจากผู้เผชิญความรุนแรงจากการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐ” และการเสวนา “หลักนิติธรรมกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ” ดำเนินรายการโดย ฐปณีย์ เอียดศรีไชย
เล่าเหตุการณ์โดยผู้เผชิญความรุนแรงจากการขัดขวางการชุมนุม
การเสวนาช่วงแรก ในหัวข้อ “เสียงจากผู้เผชิญความรุนแรงจากการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐ” มีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย พายุ บุญโสภณ นักกิจกรรมซึ่งเคยถูกตำรวจยิงกระสุนยางใส่ทำให้ตาบอดหนึ่งข้าง วิศรุต ศรีจันทร์ สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ ซึ่งเคยปะทะกับตำรวจทำให้แขนหัก จำนงค์ หนูพันธ์ ตัวแทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือพีมูฟ และสุภาภรณ์ มาลัยลอย ตัวแทนเครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ
พายุ บุญโสภณ นักกิจกรรม ระบุว่า ตัวเขามาชุมนุมตามสิทธิของประชาชร เพื่อคัดค้านการประชุม APEC2022 เนื่องจากเนื้อหาของการประชุมในฝั่งไทยจะส่งผลกระทบต่อภาคประชาชนอย่างมาก จึงร่วมเคลื่อนไหวในนามกลุ่มราษฎรหยุด APEC แต่เมื่อมาร่วมชุมนุม ก็พบการสกัดกั้นจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อไม่ให้ขบวนผู้ชุมนุมเดินจากถนนดินสอไปทางถนนราชดำเนิน และเกิดการสลายการชุมนุมโดยใช้ความรุนแรงขณะที่ประชาชนกำลังพักรับประทานอาหาร โดยกรณีของพายุอาจเป็นกรณีที่บาดเจ็บหนักที่สุด
การสลายการชุมนุมครั้งนั้น เป็นการสลายการชุมนุมที่ไม่มีการแจ้งก่อนล่วงหน้าตามขั้นตอนในพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ตำรวจใช้ความรุนแรงโดยลักษณะจ่อยิงกระสุนยางใส่ผู้ที่เป็นแกนนำ และหลังจากการสลายการชุมนุม ได้มีการดำเนินคดีต่อผู้ชุมนุมราว 30 คน และยังมีการติดตามคุกคามผู้ถูกดำเนินดคีด้วย
มากไปกว่านั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจยังโทรติดตามพายุขณะที่ทำการรักษา ติดตามอาการ จนกระทั่งฟื้นฟูร่างกาย โดยไม่พูดถึงการชดเชยเยียวยา หรือแม้กระทั่งการรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
สำหรับกรณีการยิงกระสุนยางเข้าที่ดวงตานั้นไม่ได้เกิดขึ้นกับกรณีของพายุครั้งแรก แต่ยังมีอีกหลายครั้งที่มีการสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรง และเคยมีการสลายการชุมนุมที่ทำให้มีผู้สูญเสียดวงตาด้วย โดยค่ารักษาพยาบาลที่ผ่านมา พายุเป็นฝ่ายจ่ายค่าใช้จ่ายในการรักษาทั้งหมด
หลังจากนั้น พายุได้ฟ้องกลับต่อเจ้าหน้าที่ผ่านศาลปกครองเพื่อให้ชดเชยค่าเสียหาย ซึ่งปัจจุบันคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยที่พายุเองไม่รู้ว่าใครเป็นคนยิงเนื่องจากมีการผลัดกำลังพล และมีเจ้าหน้าที่ถือปืนจำนวนมาก โดยที่ไม่มีใครยอมรับว่า เป็นคนสั่งให้ยิงกระสุนยาง แม้เวลาผ่านไป 4 ปีแล้ว ก็ยังไม่มีใครยอมรับด้วยซ้ำ
วิศรุต ศรีจันทร์ จากสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ ระบุว่า เขาเข้าร่วมกับกิจกรรมเดินธรรมชาติยาตรา ของเครือข่ายรักษ์แม่น้ำกก เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 โดยวันดังกล่าวเป็นวันสุดท้ายของการเดินธรรมชาติยาตราที่จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มผู้ชุมนุมได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี แต่ปรากฏว่าผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รับหนังสือ ทำให้เห็นว่าฝ่ายการเมืองไม่ได้ใส่ใจต่อปัญหาดังกล่าว จึงตัดสินใจจะไปยื่นหนังสือต่อสถานกงสุลจีนประจำประเทศไทยที่จังหวัดเชียงใหม่โดยมีเพียงหนังสือและการเดินขบวนไปเท่านั้น
ในการชุมนุมดังกล่าว วิศรุตเป็นผู้ทำความเข้าใจกิจกรรมกับตำรวจ โดยแจ้งการชุมนุมและแจ้งรายละเอียดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่เมื่อขบวนเดินไปใกล้สถานกงสุลจีน ได้มีการตั้งรั้วกั้น 3 ชั้น วิศรุตเล่าว่า เมื่อขบวนไปถึงรั้วกั้นชั้นแรก ไม่มีผู้ใดมาเจรจาและสามารถเดินไปได้ แต่เมื่อถึงรั้วกั้นชั้นที่สองซึ่งห่างจากสถานกงสุลจีน 100-200 เมตร ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร (ผกก. สภ.) เมืองเชียงใหม่ได้ปรี่เข้ามาที่ผู้ชุมนุม 2 คน ที่ใส่หน้ากากหมีพูห์และพยายามแย่งป้ายจากมือทั้งสอง ขณะที่วิศรุตพยายามจะเจรจาว่า ขอให้ทั้งสองฝ่ายถอยคนละก้าว โดยตัวเขา กางมือออกป้องกันผู้ชุมนุมอยู่และหันหลังเพื่อเจรจา หลังจากนั้น วิศรุตได้ยิน ผกก. สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดันเข้ามาในลักษณะดันแบบตัวต่อตัว ทำให้วิศรุตจึงล้มลงไปและได้รับบาดเจ็บแขนหักสองท่อน ภายหลังจึงทราบว่า ในวันนั้นที่สถานกงสุลไม่มีคนอยู่
ในกรณีของการใช้ความรุนแรงต่อการชุมนุมของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือพีมูฟ จำนงค์ หนูพันธ์ ตัวแทนจากพีมูฟ กล่าวว่า เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล พีมูฟก็จะติดตามทวงถามปัญหาต่างๆ ที่ไม่ได้รับการแก้ไข เมื่อไม่ได้โอกาสพูดคุยกับผู้มีอำนาจตัดสินใจ จึงต้องชุมนุมปักหลักและแจ้งชุมนุมตาม พ.ร.บ. ชุมนุมฯ ซึ่งรัฐบาลต้องเข้าใจว่า การชุมนุมดังกล่าวเกิดจากปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไข
สำหรับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในการชุมนุมหน้ากระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 จำนงค์เล่าว่า ผู้ชุมนุมต้องการไปพบรัฐมนตรีที่สามารถยืนยันว่า ปัญหาที่ดินของประชาชนจะได้รับการแก้ไข แต่เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าให้พบแต่ข้าราชการประจำ ที่แม้จะเป็นรองปลัดกระทรวง แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จึงต่อรองขอพบฝ่ายการเมือง ก็ไม่สามารถทำได้ ผู้ชุมนุมจึงปักหลักหน้ากระทรวง แต่ก็ถูกเหยียดหยามจากเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.)
จำนงค์เล่าต่อไปว่า ผู้ชุมนุมถูก อส. ไล่ แค่เพียงผู้ชุมนุมยืนใกล้รถหน้ากระทรวงก็โดนไล่ว่า อย่ายืนใกล้รถ ผู้ชุมนุมจึงเจรจาให้ย้ายรถ แลกเปลี่ยนกับการขอให้มีฝ่ายการเมืองมารับข้อเสนอจากประชาชน ถ้าผู้ชุมนุมจะขอเข้าห้องน้ำก็ต้องแลกบัตรคนต่อคน และมีเจ้าหน้าที่ติดตาม ทำให้อึดอัด ต่อมาสภาพอากาศฝนใกล้ตก แกนนำจึงประกาศให้ผู้ชุมนุมย้ายเข้ามาในกระทรวงมหาดไทย เจ้าหน้าที่ อส. กลับตอบโต้ด้วยการบอกว่า พวกเขาก็มีปัญหาที่ดินเหมือนกัน แต่ไม่ทำแบบนี้ ก่อให้เกิดการโต้เถียงกันระหว่างผู้ชุมนุมกับอส. สุดท้ายจึงมี อส. คนหนึ่งพูดว่า “เอาคนนี้ไปเลย สร้างปัญหา” และมีการโห่ ทำให้แกนนำตัดสินใจให้ผู้ชุมนุมที่เป็นผู้สูงอายุและผู้หญิงขึ้นมาข้างหน้าเพื่อลดแรงปะทะ แต่อส. กลับดันเข้ามา ทำให้ผู้ชุมนุมแถวหน้าได้รับบาดเจ็บ บางคนฟกช้ำ ผู้ชุมนุมบางคนถูกกระจกตู้ที่แตกบาด
ก่อนเริ่มประชุมธนาคารโลก เจ้าหน้าที่บุกไปหาชาวบ้านก่อน ถามเรื่องการชุมนุม
สุภาภรณ์ มาลัยลอย จากเครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟเล่าว่า จากทั้งสามเหตุการณ์สะท้อนให้เห็นว่า พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 (พ.ร.บ. ชุมนุมฯ) เมื่อนำมาบังคับใช้ได้สิบปีแทนที่จะเป็นกฎหมายที่สนับสนุนการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่กลับเป็นกลไกของเจ้าหน้าที่ที่กำกับควบคุมการใช้เสรีภาพ
สุภาภรณ์เล่าว่า ก่อนการประชุมประจำปีของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ มีนักกิจกรรมหรือเครือข่ายภาคประชาชนถูกคุกคามในหลากหลายพื้นที่ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
วันที่ 22 กันยายน 2569 มีชาย 2 คนอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ความมั่นคง ไปตามหานักปกป้องสิทธิฯ ตามที่อยู่ในทะเบียนราษฎรที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อไม่พบตัว เจ้าหน้าที่ก็ได้สอบถามญาติว่าจะเดินทางไปกรุงเทพฯ กี่คน
วันที่ 2 ตุลาคม 2569 ซึ่งวันเปิดตัวเครือข่ายฯ มีตำรวจท่องเที่ยวในเครื่องแบบพยายามขอเข้าพื้นที่จัดงาน และถามว่าจะมีชาวต่างชาติร่วมชุมนุมหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีตำรวจสืบสวนจากนครบาลแฝงตัวมาลงทะเบียนเข้างานเพื่อประเมินผู้เข้าร่วม
วันที่ 6 ตุลาคม 2569 มีเพจเฟซบุ๊กเผยแพร่เนื้อหาซึ่งโจมตีเครือข่ายฯ ในพื้นที่ปาตานี โยงเรื่องความมั่นคงและอ้างว่ามีต่างชาติหนุนหลัง ซึ่งไม่เป็นความจริง และที่จังหวัดหนองบัวลำภู มีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบไปพบผู้ใหญ่บ้านเพื่อสอบถามข้อมูลการเดินทางของกลุ่มผู้ชุมนุม
วันที่ 7 ตุลาคม 2569 ตำรวจในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นได้บุกไปที่บ้านของนักกิจกรรมคนหนึ่ง เมื่อไม่พบตัวได้สอบถามมารดาของนักกิจกรรมดังกล่าวว่า ลูกทำงานที่ไหน ทำงานอะไร ที่ทำงานของลูกอยู่ที่ใด เมื่อมารดาตอบว่าไม่ทราบ ตำรวจดังกล่าวได้ข่มขู่มารดาว่า เป็นแม่ แต่ทำไมไม่รู้ที่ทำงานของลูก
วันที่ 8 ตุลาคม 2569 มีชายฉกรรจ์ 6 คน บุกไปหาผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ณ ที่ทำงานในจังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อซักถามเรื่องการเข้าร่วมประชุม และขอหมายเลขโทรศัพท์ จนสร้างความหวาดกลัว เมื่อผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนดังกล่าวพยายามถามข้อมูลของกลุ่มบุคคลเหล่านั้น กลับถูกปฏิเสธ
สุภาภรณ์กล่าวว่า สถานการณ์การคุกคามดังกล่าว ใกล้เคียงกับสถานการณ์ก่อนการประชุมเอเปค 2022 APEC2022 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ไปบุกถามนักกิจกรรมว่าจะเข้าร่วมการชุมนุมหรือไม่ เธอยืนยันว่า เสรีภาพในการชุมนุม แสดงความเห็น ไม่ว่าจะเห็นด้วย ต่อต้าน คัดค้าน หรือวิพากษ์วิจารณ์ เป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญและตามหลักสากล การมีพ.ร.บ. ชุมนุมฯ ที่กำหนดหน้าที่ให้เจ้าหน้าที่ดูแลการชุมนุมให้เป็นไปอย่างเรียบร้อยนั้น ต้องถามว่า พฤติการณ์เช่นนี้เป็นการดูแลใช่หรือไม่
“เมื่อมีการประชุมระดับโลก รัฐมักอ้างเรื่องความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย และภาพลักษณ์ของประเทศ คำถามคือ นี่คือความมั่นคงของใครเรียบร้อยเพื่อให้การจัดประชุมราบรื่นบนผลประโยชน์ของกลุ่มใดเราในฐานะผู้ได้รับผลกระทบคือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญ แต่เสียงของเราในเวทีที่รัฐจัดกติกาให้กลับไม่มีความหมาย เป็นเพียงข้ออ้างว่ามีภาคประชาชนเข้าร่วมเท่านั้น” สุภาภรณ์กล่าว
สุภาภรณ์กล่าวต่อไปว่า ในระหว่างวันประชุมครั้งนี้ เราจะเดินทางไปส่งเสียงที่หน้าศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยยืนยันว่า การจะเข้าไปอยู่ในกติกาตามกรอบของการประชุม ไม่ใช่เสียงที่เราจะพูดได้ และความมั่นคงที่เราต้องการคือความมั่นคงที่ครอบคลุมทุกชีวิต ไม่ใช่แค่คนบนโต๊ะเจรจา รัฐต้องอำนวยความสะดวกต่อการชุมนุมของประชาชนทุกกลุ่มในช่วงการประชุม และต้องอำนวยความสะดวกในทุกการชุมนุม
เธอทิ้งท้ายว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้มีการชุมนุมเพื่อต่อต้านการประชุมครั้งนี้เป็นเพราะเครือข่ายภาคประชาชนเห็นว่า ประชาชนเป็นผู้ได้รับผลกระทบในเหตุการณ์ และสิ่งที่ที่ประชุมดังกล่าวจะแลกเปลี่ยนกัน ไม่ได้มีผลกระทบเพียงในการประชุมครั้งนี้เท่านั้น ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นคนจนเมือง รัฐสวัสดิการ ผู้ให้บริการทางเพศ เป็นบทเรียนในอดีตจากการที่ธนาคารโลกและ IMF เข้ามามีบทบาทในไทย และสร้างผลกระทบที่ชาวบ้านไม่เคยได้รับการเยียวยา เครือข่ายภาคประชาชนอย่างน้อย 26 แห่ง จึงรวมตัวกันชุมนุมเพื่อส่งเสียงถึงผลกระทบจากการประชุมดังกล่าว และเชิญชวนให้ประชาชนสามารถติดตามผลกระทบและความเห็นต่อการประชุมประจำปีของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟได้ที่เฟซบุ๊กของ กป.อพช.
วิศรุตเองก็เล่าว่า เจ้าหน้าที่มักจะติดตามมาหาเขาในช่วงเวลาใกล้กับเวทีที่เกี่ยวข้องกับระดับสากล ก่อนหน้านี้ มีผู้อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่พยายามไปพบที่บ้านจำนวน 4 คน โดยไม่แนะนำตัว ได้เข้ามาสอบถามกรณีดังกล่าว โดยเขาตอบว่าอย่างไรก็ต้องไป และวิศรุตได้พยายามขอบัตรประจำตัวและถามข้อมูลจากผู้อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ดังกล่าวด้วย
ในขณะที่จำนงค์ถูกเจ้าหน้าที่โทรศัพท์มาสอบถามทุกวัน แม้กระทั่งในการประชุมที่กระทรวงคมนาคม โดยเขาตอบว่า ไปเข้าร่วม แต่ไม่ทราบในรายละเอียด
ขอรัฐปฏิบัติตามหลักการสากล-รัฐธรรมนูญ หยุดคุกคามผู้ชุมนุม
ในการเสวนาหัวข้อ “หลักนิติธรรมกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ” โดยมีผู้ร่วมเสวนาคือ อังคณา นีละไพจิตร ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปรานม สมวงศ์ จากองค์กร Protection International อัมรินทร์ สายจันทร์ จากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม และภัทรานิษฐ์ เยาดำ จากสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ
อังคณา นีละไพจิตร สว. กล่าวว่า เมื่อจันทร์ที่ผ่านมา มีการรำลึก 6 ตุลาฯ มันคึอการสลายการชุมนุมที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ล้อมปราบที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทำให้เห็นว่า ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มีการเยียวยาเปลี่ยนแปลงอะไรในประเทศไทยหรือไม่
อังคณายกตัวอย่างเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ที่ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลง โดยรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน ให้มีร่างรัฐธรรมนูญ 2540 เยียวยาผ่านกลไกการออกกฎหมาย และเยียวยาต่อครอบครัวผู้สูญหาย นอกจากนี้ ยังมีความพยายามเรียกร้องจากญาติ เพื่อให้สร้างอนุสรณ์สถานโดยรัฐ ซึ่งสำเร็จและเป็นอนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรมที่ถนนราชดำเนิน สำหรับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ไม่มีการสร้างอนุสรณ์โดยรัฐ จนสุดท้ายมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สร้างประติมากรรมรำลึกเหตุการณ์ดังกล่าว อีกทั้งหลังจากประเทศไทยเป็นภาคี ICCPR ก็มีหลักประกันในรัฐธรรมนูญว่าด้วยสิทธิในการชุมนุม
จนกระทั่งการชุมนุมช่วงปี 2563 สถานการณ์กลับกลายเป็นน่าเป็นห่วง เธอเล่าถึงเหตุการณ์การชุมนุมหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 ซึ่งเป็นวันที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน “ร่วมรื้อ ร่วมสร้าง ร่วมร่างรัฐธรรมนูญ” เข้าสู่การพิจารณาในวาระรับหลักการ จึงมีประชาชนไปร่วมชุมนุมเพื่อติดตามร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว โดยผู้ชุมนุมประกาศนัดชุมนุมเวลา 17:00 น. ในวันนั้น อังคณาต้องเข้าประชุมกรรมาธิการที่รัฐสภา แต่ก็พบว่ามีการปิดถนนสามเสน หลังแนวกั้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนอยู่ เธอจึงต่อรองว่าเธอจะเข้าไปประชุมกรรมาธิการ ขอให้เปิดทางให้เข้าไป แต่เจ้าหน้าที่ขีดเส้นว่า หากเข้ามาจะฉีดน้ำแรงดันสูง ซึ่งภายหลังมีการฉีดน้ำแรงดันสูงผสมสารเคมีจริง และเธอไม่สามารถเข้าประชุมกรรมาธิการดังกล่าวได้ เมื่อกลับบ้านมา เธอพบว่ามีอาการเลือดออกจมูก หายใจไม่สะดวก
อังคณายังแสดงความเป็นห่วงถึงกรณีการสลายการชุมนุมที่ดินแดงเมื่อปี 2564 จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้วาฤทธิ์ สมน้อย เยาวชน ถูกยิงบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งยุติการสอบสวนเนื่องจากไม่รู้ว่าใครทำ ทั้งที่วาฤทธิ์ถูกยิงที่หน้าสถานีตำรวจนครบาลดินแดง
หวังธนาคารโลก แสดงจุดยืน คุ้มครองการชุมนุม
ด้านปรานม สมวงศ์ จาก Protection International ระบุว่า สำหรับการประชุมธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟที่จะจัดขึ้นที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ รัฐไทยกำลังอำนวยความสะดวกให้กับธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ โดยบอกว่า ในแถลงการณ์ของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ฉบับภาษาอังกฤษระบุว่า ผู้ตัดสินใจว่าจะให้ชุมนุมแบบใด อย่างไร คือธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ
ที่ผ่านมา มีการชุมนุมต่อต้านการประชุมของทั้งสององค์กรในประเทศต่างๆ เช่น การชุมนุมต่อต้านการประชุมธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟเมื่อปี 2543 ที่วอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ศาลได้สั่งให้รัฐบาลแห่งเขตปกครองพิเศษ ดิสทริกต์ออฟโคลัมเบีย ซึ่งดูแลวอชิงตัน ดี.ซี. ชดใช้เยียวยาต่อผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บ หรือการชุมนุมต่อต้านการประชุมธนาคารโลก-ไอเอ็มเอฟ ที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปี 2551 เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบได้เข้าสลายการชุมนุม ดังนั้น ในการมาที่ประเทศไทยธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า จะไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ข่มขู่คุกคามประชาชน
ปรานมตั้งข้อสังเกตถึงรูปแบบการกระทำของเจ้าหน้าที่ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ จากการสลายการชุมนุมในไทย 5 รูปแบบ คือ 1) มีคำสั่งด้วยวาจา โดยที่ไม่มีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อจะเอาผิดจึงไม่สามารถสาวถึงตัวผู้สั่งการได้ 2) ดำเนินการสอบสวนด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยกันเอง ทำให้ผลการสอบสวนออกมาในลักษณะว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติถูกต้องแล้ว 3) ผู้บังคับบัญชาไม่ปรากฏตัวเมื่อถูกเรียกชี้แจงโดยองค์กรต่างๆ โดยที่ผู้ชี้แจงเป็นเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ 4) ผู้เสียหายแบกภาระเองทั้งค่ารักษาพยาบาลกรณีได้รับบาดเจ็บ และภาระในการต้องต่อสู้คดี และ 5) เจ้าหน้าที่อ้าง “ภาพลักษณ์ของประเทศ” ในการสลายการชุมนุม
อมรินทร์ สายจันทร์ จากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม มองว่า เสรีภาพการชุมนุมโดยสงบปราศจากความรุนแรงได้รับการรองรับในรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด เจ้าหน้าที่จะต้องเคารพเสรีภาพนี้ และการประชุมครั้งนี้ไม่ใช่อภิสิทธิ์ใดที่จะยกเว้นการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และประชาชนต้องได้รับการสันนิษฐานก่อนว่ามาชุมนุมโดยสงบ โดยต้องไม่ทำให้ประชาชนเป็นอาชญากรดังที่เกิดการข่มขู่คุกคาม
อมรินทร์ได้ยืนยันหลักการเสรีภาพในการชุมนุมและการแสดงความคิดเห็น ในประเด็นการแจ้งชุมนุม พ.ร.บ. ชุมนุมฯ เขียนไว้ว่าเป็นการ “แจ้ง” การชุมนุม ไม่ใช่การขออนุญาตชุมนุม ซึ่งความเข้าใจว่าเป็นการอนุญาตชุมนุมนั้นเป็นความเข้าใจที่ผิด เมื่อประชาชนแจ้งการชุมนุมล่วงหน้า 24 ชั่วโมงถูกต้องแล้วก็ต้องใช้เสรีภาพการชุมนุมได้ เว้นเสียแต่อยู่ในเขต 150 เมตรจากพระราชวังหรือวัง หรือ 50 เมตรจากสถานที่ราชการ ก็อาจมีการแจ้งและขอเปลี่ยนแปลง โดยส่วนของการประชุมประจำปีธนาคารโลก-ไอเอ็มเอฟนั้น ไม่ใช่พื้นที่ต้องห้ามตามมาตรา 7 และ 8 ของพ.ร.บ. ชุมนุมฯ สามารถชุมนุมได้โดยไม่รบกวน กีดขวางการปฏิบัติงานในสถานที่นั้นๆ ซึ่งที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ข้อห้ามตามมาตรากว้างขวางเกินตัวบท
อัมรินทร์ เห็นว่า บนเว็บไซต์ของการจัดการประชุมธนาคารโลกระบุว่า การประชุมดังกล่าวได้ให้พื้นที่การชุมนุมของประชาชนที่สวนเบญจกิติ ซึ่งการที่รัฐหรือผู้จัดประชุมจัดพื้นที่ให้ ไม่เป็นข้อผูกพันว่า ต้องใช้ที่นั้นในการชุมนุม เป็นเสรีภาพของประชาชนที่จะเลือกพื้นที่ชุมนุมที่เหมาะสม ส่วนกรณีการคุกคามประชาชนนั้น เมื่อเกิดเหตุ ประชาชนมีสิทธิที่จะถามถึงรายละเอียดของเจ้าหน้าที่ดังกล่าว ขอดูบัตร รวมถึงถ่ายภาพหรือถ่ายวีดิโอ หากค้นบ้านต้องมีหมาย หากไม่มีหมายก็สามารถใช้สิทธิปฏิเสธได้ รวมถึงขอดูหลักฐานได้ หรือระหว่างการเดินทาง หากขอค้นรถ หรือสกัดกั้น ต้องเป็นเหตุที่น่าเชื่อว่ามีสิ่งผิดกฎหมายหรืออาวุธ แต่โดยพื้นฐานไม่สามารถทำได้ และประชาชนที่ถูกคุกคามสามารถถ่ายภาพ ถ่ายวีดิโอ เป็นหลักฐานได้
ในประเด็นหลักการสิทธิมนุษยชนสากลต่อการชุมนุม ภัทรานิษฐ์ เยาดำ จากสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า สิทธิในการชุมนุมนั้นมีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 และยังมีปรากฏในกฎหมายระหว่างประเทศด้วย สิทธิเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ แต่มีขึ้นเนื่องจากประเทศเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศหลายฉบับ หนึ่งในนั้น คือ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)
ส่วนข้อที่ว่า การควบคุมการชุมนุมเป็นไปเพื่อความมั่นคงของชาติหรือความมั่นคงของรัฐซึ่งเป็นข้อที่ถูกหยิบใช้เสมอนั้น เอกสารของสหประชาชาติ โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนที่ดูแลการใช้ ICCPR ระบุว่า หากจะนำหลักความมั่นคงของรัฐมาใช้ ต้องพิสูจน์ว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่ต้องปกป้องประเทศจากภัยอันตรายที่เกิดขึ้นได้จากการชุมนุมและเป็นอันตรายต่อความมั่นคงปลอดภัย เอกราช บูรณภาพแห่งดินแดนจริง จึงเป็นเรื่องยากที่การชุมนุมโดยสงบจะเป็นเงื่อนไขให้เกิดการจำกัดสิทธิดังกล่าว รัฐต้องสันนิษฐานไว้ก่อน และต้องไม่เหมารวมในการดำเนินคดีต่อผู้ใช้ความรุนแรง และไม่ได้เป็นเหตุผลอัตโนมัติให้จัดการต่อการชุมนุมอย่างรุนแรง หลักการสิทธิมนุษยชน การชุมนุมที่ถูกประกาศว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้หมายว่าเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบ และต่อให้เป็นการชุมนุมที่ไม่สงบไม่ได้เป็นเหตุยกเว้นในการไม่คุ้มครองสิทธิอื่นๆ ของผู้ชุมนุม
สุดท้ายแล้ว หน้าที่ของรัฐในการคุ้มครองเป็นหน้าที่เชิงบวก คือ อำนวยความสะดวกให้เกิดการชุมนุมนั้น ซึ่งหมายรวมถึงการชุมนุมนั้นบรรลุวัตถุประสงค์ การกำหนดสถานที่และรูปแบบการชุมนุม จะต้องไม่อยู่ในระยะที่เกินการรับรู้และมองเห็น
แถลงการณ์จุดยืนเครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ
ช่วงท้ายของการเสวนา เป็นการแถลงจุดยืนของเครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ดังนี้
“จับตารัฐบาลระบอบสีน้ำเงิน หลังพบปฏิบัติการข่มขู่คุกคามประชาชนทั่วประเทศ ส่อเจตนาสกัดกั้นและสลายการชุมนุมเครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ
เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟขอยืนยันว่าผลพวงอันเลวร้ายของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟจากการล่าอาณานิคมทางเศรษฐกิจในประเทศซีกโลกใต้ด้วยการให้เงินกู้ในโครงการพัฒนาและเป็นผู้กำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจกว่าหกสิบปีที่ผ่านมา โดยสร้างเงื่อนไขบังคับให้ตลาดหรือนายทุนมีอำนาจและอิทธิพลเหนือรัฐและสังคมของประเทศต่าง ๆ ส่งผลทำให้รัฐทั้งหลายต้องลดการใช้จ่ายเพื่อประโยชน์สาธารณะและสวัสดิการต่าง ๆ ของประชาชน เปิดเสรีทางการค้า เปิดเสรีการเงิน ลดภาษีนำเข้า ส่งเสริมการลงทุนทั้งในและต่างประเทศที่ทำลายสิ่งแวดล้อม แปลงธรรมชาติให้เป็นสินทรัพย์ ลดการช่วยเหลือและอุดหนุนเกษตรกร แรงงาน คนชายขอบ คนเล็กคนน้อยและคนยากจน แปรรูปรัฐวิสาหกิจ และอื่น ๆ
บังคับให้ตลาดหรือนายทุนมีอำนาจและอิทธิพลเหนือรัฐและสังคมของประเทศต่าง ๆ ส่งผลทำให้รัฐทั้งหลายต้องลดการใช้จ่ายเพื่อประโยชน์สาธารณะและสวัสดิการต่าง ๆ ของประชาชน เปิดเสรีทางการค้า เปิดเสรีการเงิน ลดภาษีนำเข้า ส่งเสริมการลงทุนทั้งในและต่างประเทศที่ทำลายสิ่งแวดล้อม แปลงธรรมชาติให้เป็นสินทรัพย์ ลดการช่วยเหลือและอุดหนุนเกษตรกร แรงงาน คนชายขอบ คนเล็กคนน้อยและคนยากจน แปรรูปรัฐวิสาหกิจ และอื่น ๆ ได้ส่งผลทำให้ประเทศไทยและเพื่อนบ้านประสบปัญหาใหญ่จากการละเมิดและกดปราบสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และระบอบประชาธิปไตยอ่อนแอ ซึ่งนโยบายเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อเคารพสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจึงมิอาจเรียกว่าการพัฒนาได้ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของประชาชนต้องต่อต้านการประชุมของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟที่เปรียบเสมือน ‘บ่อนกาสิโนระดับโลก’ ระหว่างวันที่ 12 – 18 ตุลาคมนี้
แต่จากการติดตามการเคลื่อนไหวของรัฐบาลระบอบสีน้ำเงินในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เครือข่ายฯพบว่าเจ้าหน้าที่รัฐหลายหน่วยงานได้เริ่มปฏิบัติการจิตวิทยาเพื่อข่มขู่และคุกคามประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ จากเหนือจรดใต้ให้กลัวหลายรูปแบบ อาทิเช่น 22 กันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงไปบ้านนักกิจกรรมทางสังคมที่เชียงใหม่ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเจ้าตัวไม่อยู่บ้าน โดยมีเจตนาไปกดดันญาติแทน โดยสอบถามว่าจะไปร่วมชุมนุมต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟหรือไม่ อย่างไร, 24 กันยายน ตำรวจสันติบาลไปหานักกิจกรรมทางสังคมที่เชียงใหม่อีกรายเพื่อสอบถามเรื่องเดียวกัน, 6 ตุลาคม มีการเผยแพร่ข้อความจากเพจหนึ่งเพื่อกล่าวหานักกิจกรรมทางสังคมในพื้นที่ปาตานีว่าการเข้าร่วมต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟมีการเชื่อมโยงกับต่างชาติ เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการต่อต้านรัฐและเกี่ยวข้องกับภัยความมั่นคง, ในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ กอ.รมน. จังหวัดหนองบัวลำภูไปกดดันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่เพื่อให้พาไปหาชาวบ้านที่ต่อสู้คัดค้านการทำเหมืองหินปูน เพื่อสอบถามเรื่องการเข้าร่วมชุมนุมต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟว่าจะมีมวลชนในพื้นที่นี้ไปร่วมกี่คน และรายละเอียดอื่น ๆ, 7 ตุลาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจจังหวัดขอนแก่น เดินทางไปที่บ้านของนักกิจกรรมทางสังคมถึงสองครั้ง เมื่อไม่พบตัวครั้งแรก ได้กลับมาคุกคามมารดาแทน โดยสอบถามว่าลูกทำงานที่ไหน ทำงานอะไร สถานที่ทำงานชื่ออะไรและอยู่ที่ไหน, 8 ตุลาคม ตำรวจชุดสืบสวนจังหวัดหนองบัวลำภู 6 คน บุกไปหาชาวบ้านพื้นที่เดิมถึงที่ทำงาน พร้อมสอบถามเรื่องเดิมว่าจะไปเข้าร่วมชุมนุมต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟหรือไม่ อย่างไร เป็นต้น
เครือข่ายฯสังเกตว่าการข่มขู่และคุกคามดังกล่าวมีรูปแบบคล้าย ๆ กับการข่มขู่และคุกคามนักกิจกรรมทางสังคมและพี่น้องประชาชนในช่วงก่อนการประชุมเอเปคเมื่อปี 2565 ซึ่งส่งผลต่อมาทำให้เกิดการสกัดกั้นผู้ชุมนุมไม่ให้เดินเท้าไปยังสถานที่จัดประชุม และถึงขั้นทำการสลายการชุมนุมจนเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บรุนแรงหลายราย และหนึ่งรายต้องสูญเสียการมองเห็นไปอย่างถาวร
บทเรียนจากเหตุการณ์เอเปคไม่ได้มีเพียงการใช้กำลังสลายการชุมนุมจนประชาชนได้รับบาดเจ็บและสูญเสียการมองเห็นเท่านั้น แต่ยังสะท้อนปัญหาการไม่ต้องรับผิดของผู้ใช้อำนาจรัฐ เมื่อประชาชนได้รับบาดเจ็บ กลับไม่มีการเปิดเผยอย่างชัดเจนว่าใครเป็นผู้สั่งการ ใครต้องรับผิดชอบ และผู้เสียหายจะได้รับความเป็นธรรมเมื่อใด เครือข่ายฯ จึงขอประกาศล่วงหน้าว่า รัฐบาลและผู้บังคับบัญชาที่รับผิดชอบการควบคุมสถานการณ์ต้องไม่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำอีก และไม่อาจปฏิเสธความรับผิดโดยอ้างว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการเท่านั้น
เครือข่ายฯ ขอยืนยันว่านโยบายเศรษฐกิจและการพัฒนาใด ๆ ก็ตามต้องตั้งอยู่บนฐานของสิทธิ เสรีภาพและประชาธิปไตย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของบ้านเมือง และรากฐานเหล่านี้จะแข็งแกร่งและมั่นคงได้ก็ด้วยปฏิบัติการการใช้สิทธิและเสรีภาพของประชาชนเพื่อทวงถาม คัดค้าน ต่อต้านรัฐและนายทุนอย่างตรงไปตรงมาเท่านั้น ไม่มีหนทางและทางลัดอื่นที่จะทำให้บ้านเมืองเราพัฒนาไปโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จึงขอย้ำเตือนรัฐบาลระบอบสีน้ำเงินว่า อย่าเดินตามรอยเท้าของรัฐบาลที่สืบทอดจากการรัฐประหารของ คสช. ด้วยการสกัดกั้นและสลายการชุมนุมประชาชนจนได้รับบาดเจ็บและพิการเหมือนดังเช่นประยุทธ์ จันทร์โอชา และพวกกระทำ
เครือข่ายฯ เรียกร้องให้รัฐบาลยุติการติดตามข่มขู่คุกคามประชาชนและครอบครัวทันที ไม่ตั้งด่านสกัดกั้นการเดินทางเพื่อเข้าร่วมชุมนุมโดยสงบ เปิดเผยผู้มีอำนาจสั่งการและผู้รับผิดชอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงาน และรับรองว่าจะไม่ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมโดยสงบ ไม่ใช้ความรุนแรงต่อประชาชน และไม่ใช้อาวุธหรืออุปกรณ์ควบคุมฝูงชนในลักษณะที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและร่างกาย รวมทั้งเปิดทางให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สื่อมวลชน สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติและผู้สังเกตการณ์อิสระสามารถติดตามตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐได้อย่างเต็มที่
จุดหมายของการชุมนุมต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟครั้งนี้อยู่ที่หน้าศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เท่านั้น ดังนั้น สิ่งที่เจ้าหน้าที่หรือพนักงานตามกฎหมายชุมนุมสาธารณะพึงกระทำ คือ การอำนวยความสะดวกและคุ้มครองการชุมนุมให้เกิดความปลอดภัย เพื่อให้การชุมนุมได้ใช้สิทธิและเสรีภาพอย่างสมบูรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และบรรลุเป้าหมายในการต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ
ด้วยความเคารพ
เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ
9 ตุลาคม 2569”