โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘สุรเดช’ ซัด หลายหน่วยงานไม่เตรียมการล่วงหน้า ทำน้ำท่วมกรุง ระบุ สมัย ‘บิ๊กป้อม’ไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้

เดลินิวส์

อัพเดต 29 กันยายน 2569 เวลา 3.32 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
'สุรเดช' ซัด หลายหน่วยงานไม่เตรียมการล่วงหน้า ทำน้ำท่วมกรุง ระบุ สมัย 'บิ๊กป้อม'ไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ เหตุให้ความสำคัญ พร่องน้ำ-ขุดลอกคูคลองตลอด ชง มาตรการระยะสั้น– กลาง–ยาว

เมื่อวันที่ 28 กย.69 นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ กทม.ว่า น้ำที่ท่วมในพื้นที่ กทม. มีสาเหตุมาจากฝนตกในปริมาณมากเพียงปัจจัยเดียว ซึ่งตามหลักแล้วรัฐบาลต้องเตรียมการล่วงหน้าเอาไว้ เพราะรู้อยู่แล้วว่าเป็นฤดูฝน เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลไม่ได้มีการเตรียมการเพียงพอ เพราะโดยปกติจะต้องมีการพร่องน้ำในลำคลองให้น้อยลงมากที่สุดก่อน แล้วจึงค่อยเกลี่ยน้ำออกจากเขื่อน โดยเรามีกรมชลประทาน ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งต้องทำงานเชิงรุกมากกว่านี้ ที่นอกจากดูแลเรื่องน้ำของเกษตรกรแล้วยังสามารถพร่องน้ำได้ รวมถึงการขุดลอกคูคลอง ซึ่งเป็นหน้าที่ของกรมเจ้าท่า ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคม นอกจากนี้ ยังมีสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ที่ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี หน่วยงานเหล่านี้ต้องทำงานแบบบูรณาการ ต้องเตรียมการไว้ล่วงหน้าเป็นเดือน เพราะรู้อยู่แล้วว่าฤดูฝนจะเข้ามาเดือนไหน ต้องพร่องน้ำในลำคลอง เขื่อน และกระจายไปตามแก้มลิงต่างๆ

'สมัย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นรองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแล สทนช. ได้มีการเกลี่ยน้ำ กระจายน้ำและพร่องน้ำอยู่ตลอด ทำให้ 8 ปีที่ผ่านมาไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเลย แม้ฝนจะตกหรือพายุจะเข้ามามากแค่ไหนก็ไม่เคยมีน้ำท่วมขังขนาดนี้ จึงต้องโทษหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดหรือไม่ ขณะที่รัฐบาลชุดปัจจุบันที่เพิ่งเข้ามาทำงานใหม่ ยังไม่มีประสบการณ์ทางด้านนี้ ส่วนผู้ว่าฯกทม.ทำงานมาก็ยังไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ ซึ่งผู้ว่าฯกทม. คนเดียวทำไม่ได้ ต้องประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบูรณาการงานกัน จะปล่อยปละเรื่องนี้เหล่านี้ไม่ได้ ครั้งนี้ต้องถือเป็นบทเรียนของรัฐบาลและผู้ว่าฯกทม.นายสุรเดชกล่าว

นายสุรเดช ยังกล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้น้ำระบายไม่ทัน เนื่องจากมีขยะในท่อระบายน้ำจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขัง ซึ่งเจ้าหน้าที่มักพบขยะพลาสติก ถุง ขวดน้ำ และเศษอาหารอุดตันอยู่เต็มท่อและหน้าตะแกรงระบายน้ำ รวมถึงขยะชิ้นใหญ่ในจุดสูบน้ำหรือคลองสายหลัก เช่น ฟูกและโซฟา ที่เคยพบมากถึง 5-10 ตันต่อวัน สิ่งเหล่านี้ทำให้น้ำไหลลงท่อไม่ได้ จนเกิดน้ำรอการระบายบนถนนแม้ฝนจะตกไม่นาน อีกทั้งยังเกิดภาวะน้ำเน่าเสีย ซึ่งมาจากขยะเหล่านี้ จนก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นและเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรค

นอกจากนี้นายสุรเดช เห็นว่า กทม.ต้องแก้ปัญหาแบบถาวรต้องอาศัยการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ โดยเตรียมรับมือกับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ น้ำฝน น้ำเหนือ และน้ำทะเลหนุน ในส่วนของแนวทางโครงสร้างพื้นฐานและวิศวกรรม จะต้องขยายและเชื่อมต่อเครือข่ายท่อระบายน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำฝนจริง ก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ให้ครบตามแผนเพื่อดึงน้ำจากพื้นที่ชั้นในลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาให้รวดเร็วขึ้น รวมถึงปิดจุดฟันหลอเขื่อนริมน้ำเจ้าพระยา โดยยกระดับแนวคันกั้นน้ำริมแม่น้ำ คลอง และพื้นที่จุดอ่อนแอไม่ให้น้ำล้นเข้าสู่ตัวเมือง พร้อมทั้งเพิ่มสถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำ โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำและประตูระบายน้ำอัตโนมัติให้ครอบคลุมคูคลองสายหลัก นอกจากนี้ ยังต้องปรับปรุงผังเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยควบคุมการก่อสร้างที่ไม่ขวางทางน้ำไหล และเพิ่มพื้นที่รับน้ำ หรือแก้มลิง หรือพื้นที่สีเขียวเพื่อซึมซับน้ำฝน ตลอดจนนำเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ มาใช้ตรวจวัดระดับน้ำและระบบประเมินสถานการณ์เพื่อพร่องน้ำในคลองล่วงหน้าก่อนฝนตก

อย่างไรก็ตาม นายสุรเดช ได้เสนอการแก้ปัญหาน้ำท่วมใน กทม.อย่างยั่งยืนแบ่งเป็น 3 ระยะคือ คือ สั้น กลาง ยาว โดย 1.ระยะสั้น ต้องพร่องน้ำในเขื่อน และคลอง ก่อนฤดูฝนปกติจะมาอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ ตรวจสอบและกำจัดขยะ ในท่อระบายน้ำทั้งหมด พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่มักง่ายทิ้งขยะไม่ถูกที่ รวมถึงตรวจสอบการขุดลอกคูคลองทั่วไปว่า ที่ผ่านมามีการกระทำกันจริงจังแค่ไหน 2.ระยะกลาง ต้องเร่งโครงการสร้างอุโมงค์ยักษ์ส่งน้ำเพิ่มเติมให้เสร็จเร็วที่สุด เร่งซ่อมเขื่อนแนวตลิ่งข้างคลองที่ชำรุดให้กลับมาสมบูรณ์ให้เร็วที่สุด และใช้เทคโนโลยี AI เชื่อมโยงกับดาวเทียมคำนวณเวลาและความรุนแรงของพายุ ระดับน้ำทะเลกับแม่น้ำอย่างแม่นยำล่วงหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมงโดยใช้อุปกรณ์ตรวจวัดที่ทันสมัยตรวจระดับน้ำอยู่สม่ำเสมอ และต้องเตรียมการเกลี่ยน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมขังในบางพื้นที่

3.ระยะยาว ต้องเร่งสร้างเขื่อนเก็บน้ำขนาดกลางรอบ กทม.เพื่อเตรียมเก็บกักปริมาณน้ำฝนที่ตกหนักต่อเนื่องยาวนานและปรับปรุงสภาพผังเมืองที่อาจมีการก่อสร้างที่ไปขัดขวางการระบายของน้ำ รวมถึงปลูกต้นไม้เพิ่ม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทุกบ้านเรือนที่อยู่บนดิน เพราะต้นไม้จะช่วยซับน้ำลงใต้ดินได้และยังเพิ่มอ๊อกซิเจน ดักจับฝุ่นละอองกรองมลพิษในอากาศได้อีกด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...