โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ผัก-เนื้อหมู-ไข่ แพงขึ้น ร้านอาหาร-โชห่วยเจอศึกหนัก คนซื้อรัดเข็มขัดยอดขายวูบ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 59 นาทีที่แล้ว

ต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคและวัตถุดิบอาหารกดดันผู้ประกอบการรายย่อย ผักโหระพาพุ่งเกือบ 10 เท่า แตะกิโลกรัมละ 200 บาท ขณะที่โชห่วยยอดขายลดกว่าครึ่ง ร้านอาหารเร่งปรับวิธีจัดซื้อ ลดใช้วัตถุดิบแพง ประคองราคาเดิม ด้านกระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างพิจารณาคำขอปรับราคาสินค้าควบคุมบางรายการ

ราคาสินค้าขยับ กำลังซื้อหด โชห่วยยอดวูบ ร้านอาหารกัดฟันตรึงราคา

ราคาสินค้าและวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นกำลังเพิ่มแรงกดดันให้ร้านค้าปลีกขนาดเล็กและร้านอาหาร ท่ามกลางกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวและผลกระทบจากน้ำท่วมที่ซ้ำเติมรายได้ของผู้ประกอบการ โดยการสำรวจของผู้สื่อข่าว “ฐานเศรษฐกิจ” ในย่านเมืองทองธานีเมื่อต้นเดือนตุลาคม 2569 พบว่า วัตถุดิบอาหารหลายชนิดปรับราคาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ร้านโชห่วยมียอดขายลดลงจากวันละ 5,000-10,000 บาท เหลือ 3,000-4,000 บาท ส่วนร้านอาหารต้องรับมือทั้งลูกค้าที่ลดลงและต้นทุนที่สูงขึ้น โดยยังพยายามตรึงราคาขายเพื่อรักษาฐานลูกค้า

สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกรมการค้าภายในเพิ่มความเข้มงวดในการดูแลราคาสินค้า หลังราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวสูงขึ้นจากปัญหาสงครามและน้ำท่วม ได้จัดทำบัญชีติดตามสินค้าและบริการ 3 ระดับ โดยมี "สินค้าอ่อนไหว" (Sensitive List) ที่ต้องติดตามทุกวันจำนวน 17 รายการ สินค้าอ่อนไหว 17 รายการที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่ เนื้อสุกร ไก่สด ไข่ไก่ ปุ๋ยเคมี อาหารสัตว์ น้ำมันพืช และข้าวสารบรรจุถุง เป็นต้น ปัจจุบันยังไม่มีผู้ผลิตขอปรับขึ้นราคาสินค้า และได้รับการขอความร่วมมือให้ตรึงราคาไว้ก่อน

ผักสดแพงกระทบร้านอาหาร เนื้อสัตว์-ไข่ขยับตาม

จากการสำรวจราคาวัตถุดิบในพื้นที่เมืองทองธานี พบว่าผักสดเป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าที่ปรับราคาขึ้นแรง โดยโหระพาจากเดิมกิโลกรัมละ 20 บาท เพิ่มเป็น 180-200 บาท หรือประมาณ 9-10 เท่า ขณะที่ต้นหอมและผักชีซึ่งเดิมรวมกันไม่เกินกิโลกรัมละ 70 บาท ขยับขึ้นเป็น 200-300 บาท ส่วนถั่วฝักยาวเพิ่มจากกิโลกรัมละ 40-50 บาท เป็น 100 บาท

ผัก-เนื้อหมู-ไข่ แพงขึ้น ร้านอาหาร-โชห่วยเจอศึกหนัก คนซื้อรัดเข็มขัดยอดขายวูบ

ด้านเนื้อสัตว์ เนื้ออกไก่ปรับจากกิโลกรัมละ 60-70 บาท เป็น 100 บาท ส่วนเนื้อหมูเพิ่มจากกิโลกรัมละ 115-130 บาท เป็น 150-160 บาท ขณะที่ไข่ไก่จากเดิมแผงละ 120 บาท ขยับขึ้นเป็น 135-150 บาท โดยมีผู้ประกอบการบางรายระบุว่าราคาอาจสูงถึงแผงละ 300 บาท ขึ้นอยู่กับแหล่งซื้อและชนิดสินค้าที่จำหน่าย

ราคาวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นส่งผลโดยตรงต่อร้านอาหารที่ต้องซื้อสินค้าเป็นประจำ แต่การปรับราคาขายในช่วงที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมีความเสี่ยงทำให้ลูกค้าลดลง ผู้ประกอบการจึงต้องเลือกระหว่างการรับภาระต้นทุนเอง การปรับปริมาณวัตถุดิบ หรือการเปลี่ยนแหล่งจัดซื้อเพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย

โชห่วยยอดขายหายกว่าครึ่ง สินค้าบางรายการขยับราคา

ด้านร้านโชห่วยเผชิญแรงกดดันจากราคาสินค้ารับเข้าที่สูงขึ้น โดยกาแฟสำเร็จรูปชนิด 3 in 1 ปรับจากแพ็กละ 109 บาท เป็น 125 บาท สบู่จากราคา 35-45 บาท เป็น 40-50 บาท ไข่ไก่จากแผงละ 120 บาท เป็น 150 บาท และน้ำมันพืชขนาด 1 ลิตรจากขวดละ 45-50 บาท เป็น 48-55 บาท ทั้งนี้ ราคาจำหน่ายแตกต่างกันตามยี่ห้อ ขนาดบรรจุ และแหล่งรับสินค้า

ผัก-เนื้อหมู-ไข่ แพงขึ้น ร้านอาหาร-โชห่วยเจอศึกหนัก คนซื้อรัดเข็มขัดยอดขายวูบ

ส่วนสินค้าบางรายการยังจำหน่ายในระดับราคาเดิม ขณะที่ซอสปรุงรสและซีอิ๊วมีราคาขวดละ 35-65 บาท ซอสหอยนางรม 26-44 บาท น้ำอัดลม 15-30 บาท ยาสีฟัน 15-60 บาท เบียร์ 40-70 บาท และเหล้า 135-410 บาท ตามยี่ห้อและขนาดบรรจุ

เจ้าของร้านโชห่วยในพื้นที่เปิดเผยว่า แม้สินค้าบางรายการมีต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่พบปัญหาสินค้าขาดตลาด สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือกำลังซื้อที่อ่อนตัวลง โดยยอดขายจากเดิมวันละ 5,000-10,000 บาท ลดเหลือเพียง 3,000-4,000 บาทต่อวัน สะท้อนว่าผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายและเลือกซื้อเฉพาะสินค้าที่จำเป็นมากขึ้น

นอกจากนี้ ร้านโชห่วยบางแห่งในย่านคอนโดมิเนียมเมืองทองธานีต้องปิดร้านนาน 3-4 วัน เนื่องจากน้ำท่วมสูง ทำให้สูญเสียรายได้ในช่วงที่ไม่สามารถเปิดให้บริการได้ แม้มีมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” แต่ผู้ประกอบการยังไม่เห็นแรงกระตุ้นยอดขายชัดเจนเพียงพอที่จะชดเชยรายได้ที่หายไป

ร้านอาหารยอดหดทั้งหน้าร้าน-เดลิเวอรี เลี่ยงขึ้นราคา

ผลกระทบจากน้ำท่วมและกำลังซื้อที่ลดลงเห็นได้ชัดในธุรกิจร้านอาหาร โดยคุณไก่และคุณเนตร เจ้าของร้านอาหารใต้ “ตำหรับย่า” ระบุว่า แม้บริเวณร้านไม่มีน้ำท่วมขัง แต่เส้นทางโดยรอบและปากซอยมีน้ำท่วมสูง ทำให้ลูกค้าเดินทางไม่สะดวก ไรเดอร์บางส่วนไม่รับงาน และงานจัดเลี้ยงที่จองไว้ถูกยกเลิกทั้งหมด

ส่งผลให้ยอดขายหน้าร้านจากเดิมวันละ 4,000-5,000 บาท ลดลงจนแทบไม่มีลูกค้า ส่วนยอดขายเดลิเวอรีจากวันละ 3,000-4,000 บาท เหลือเพียง 500-1,000 บาทต่อวัน แม้รายได้ลดลงสวนทางกับต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น แต่ร้านยังคงจำหน่ายอาหารในราคาเดิม ขณะที่เครื่องแกงใต้ซึ่งสั่งตรงจากภูเก็ตยังมีราคาเท่าเดิม หากต้นทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อาจพิจารณาลดปริมาณวัตถุดิบบางส่วนลงเล็กน้อยแทนการปรับขึ้นราคา

ด้านร้าน “ต.ต๋องเตี๋ยวตุ๋น” ของคุณอ้อม ต้องรับมือทั้งออเดอร์เหมาที่ถูกยกเลิกและลูกค้าที่ไม่สามารถเดินทางมารับประทานอาหารได้ เจ้าของร้านต้องเดินลุยน้ำเพื่อนำอาหารไปส่งให้ลูกค้าตามคอนโดมิเนียมในย่านเมืองทองธานีด้วยตนเอง

ขณะเดียวกัน ร้านปรับวิธีจัดซื้อวัตถุดิบเพื่อควบคุมต้นทุน โดยซื้อเนื้อสัตว์จากโรงเชือดโดยตรง และเลือกซื้อผักกับไข่ด้วยตนเองที่ตลาดสี่มุมเมือง แม้มีค่าเดินทางเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังงดซื้อโหระพาชั่วคราว เนื่องจากราคาสูงเกินไป พร้อมยืนยันว่าจะยังไม่ปรับขึ้นราคาก๋วยเตี๋ยว เพื่อรักษาฐานลูกค้าในช่วงที่กำลังซื้ออ่อนตัว

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้ประกอบการรายย่อยกำลังเผชิญแรงกดดันทั้งจากต้นทุนสินค้าและวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น กับรายได้ที่ลดลงจากกำลังซื้อที่ชะลอตัวและผลกระทบน้ำท่วม ขณะที่การปรับราคาขายอาจทำให้ลูกค้าหายไปอีก จึงต้องหันมาควบคุมต้นทุนตั้งแต่การเลือกแหล่งซื้อ ลดการใช้วัตถุดิบราคาแพง และบริหารสินค้าให้เหมาะสมกับยอดขาย

หากต้นทุนยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่กำลังซื้อไม่ฟื้นตัว การตรึงราคาเพื่อรักษาฐานลูกค้าอาจช่วยพยุงยอดขายในระยะสั้น แต่จะเพิ่มภาระต่อกำไรและความสามารถในการดำเนินธุรกิจของร้านอาหารและร้านโชห่วยในระยะต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...