เข้าใจ ‘6 ตุลา 2519’ ผ่านการเมืองระหว่างประเทศยุคสงครามเย็นกับ ‘สุรชาติ บำรุงสุข’
วันที่ 6 ตุลาคม 2569 เป็นวาระครบรอบ 50 ปีของเช้าแห่งความรุนแรง เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มฝ่ายขวาล้อมปราบผู้ชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คนหนุ่มสาวที่เคลื่อนไหวต่อสู้และถูกปิดล้อมในเช้าวันนั้น หลายคนกลายเป็นผู้อาวุโสวัยเกษียณ และเข้าสู่วัย 70 ปีแล้วในวันนี้
ประเด็นสำคัญ
- THE STANDARD: อาจารย์เริ่มทำกิจกรรมตั้งแต่เป็นนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอย่างไร
- THE STANDARD: ทำไมปีกขวาไทยจึงไม่มีทางเลือกแบบกัมพูชา ที่เจ้าสีหนุอยู่ฝ่ายเดียวกับคอมมิวนิสต์
- THE STANDARD: ในปี 2518 นิสิตนักศึกษาต่อต้านฐานทัพอเมริกาด้วยฐานคิดใด
- THE STANDARD: อาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม ถึงเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 สถานการณ์ในช่วงนั้นเป็นอย่างไร
- THE STANDARD: ที่ประชุมแกนนำนักศึกษาตกลงกันอย่างไร จึงส่งตัวแทน 6 คนไปบ้านนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช
- THE STANDARD: การเดินทางครั้งนั้นเป็นการไปเจรจาให้หยุดยิง ไม่ใช่การไปมอบตัวใช่หรือไม่
- THE STANDARD: เมื่อไปถึงบ้านนายกรัฐมนตรี เกิดอะไรขึ้น ก่อนถูกนำตัวไปกองปราบสามยอด
- THE STANDARD: คดี ‘18+1’ และผู้ถูกคุมขัง ‘6+1’ ที่เรือนจำบางขวาง มีที่มาอย่างไร
- THE STANDARD: ประสบการณ์ถูกตีตรวนในเรือนจำเป็นอย่างไร
- THE STANDARD: ภาพการขึ้นศาลทหารครั้งแรกในชุดนักโทษสีลูกวัวและถูกตีตรวน ส่งผลสะเทือนถึงรัฐบาลอย่างไร
- THE STANDARD: อาจารย์มีประสบการณ์อย่างไรในเรือนจำบางขวาง วันที่ พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ ถูกนำตัวไปยิงเป้า เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2520
- THE STANDARD: ระบบอาหารในเรือนจำแดนพิเศษที่อาจารย์รับผิดชอบเป็นอย่างไร
- THE STANDARD: ความไม่เป็นเอกภาพในกองทัพหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เป็นอย่างไร
- THE STANDARD: อาจารย์ได้รับอิสรภาพจากพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งประกาศวันที่ 16 กันยายน 2521 ในสมัย พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรี มองจุดเปลี่ยนครั้งนั้นอย่างไร
- THE STANDARD: ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มีการพบงูพิษระหว่างการชุมนุมที่สนามหลวง เหตุการณ์นั้นเกี่ยวข้องกับการย้ายเข้าไปชุมนุมในธรรมศาสตร์อย่างไร
- THE STANDARD: อาจารย์อธิบายความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 อย่างไร
- THE STANDARD: ในวาระ 50 ปี 6 ตุลาคม 2519 คนรุ่นหลังควรทำความเข้าใจเหตุการณ์นี้อย่างไร และผลสืบเนื่องของเหตุการณ์ยังอยู่กับสังคมไทยอย่างไร
ผู้รอดชีวิตจากเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 มีเส้นทางชีวิตแตกต่างกัน ทั้งถูกคุมขัง เข้าป่า และกลับมาเรียนต่อโดยไม่ถูกควบคุมตัวดำเนินคดี เพราะหลบหนีออกจากการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ได้
สำหรับผู้ที่เข้าป่า มีทั้งผู้เสียชีวิตและผู้รอดชีวิตที่ได้กลับเข้าเมืองหลังรัฐบาลดำเนินนโยบายตามคำสั่งที่ 66/2523 ซึ่งสุรชาติมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่การสิ้นสุดสงครามกับคอมมิวนิสต์ในปี 2526
ส่วนผู้ถูกคุมขัง 19 คนสุดท้ายตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปี ได้รับอิสรภาพจากการนิรโทษกรรมในปี 2521 ระหว่างนั้น 18 คนต้องขึ้นศาลทหาร และอีก 1 คนขึ้นศาลอาญา เป็นคดีที่เรียกกันว่า ‘18+1’ โดยในจำนวน 19 คนนี้ มี 6+1 คนถูกคุมขังในเรือนจำบางขวาง ส่วนอีก 12 คนถูกคุมขังในเรือนจำแห่งอื่น
เหตุการณ์สำคัญอย่างหนึ่งในเรือนจำบางขวางของผู้ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ คือการได้พบกับนายทหารกลุ่มที่พยายามทำรัฐประหารแต่ไม่สำเร็จ ก่อนผู้นำการก่อรัฐประหารคนหนึ่งจะถูกประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า
ก่อนถูกนำตัวไปประหารชีวิต นายทหารผู้นั้นกล่าวกับหนึ่งในนิสิตนักศึกษา 7 คนที่บางขวางว่า “เราคุยกับเขาแล้วนะ” ตามด้วยชื่อนายทหารชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ขณะที่นิสิตผู้เรียกเขาว่า ‘ลุง’ ไม่ทราบล่วงหน้าว่าลุงจะไม่ได้กลับมาพบกันในเรือนจำอีก และนั่นจะเป็นประโยคสุดท้ายจากเขา
THE STANDARD สัมภาษณ์ ‘ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข’ ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยุทธศาสตร์ทหาร และความมั่นคง ผู้เขียน ‘The October Journey: บันทึกการเดินทางเดือนตุลาฯ (จากจุฬาฯ สู่บางขวาง)’
สุรชาติเป็นหนึ่งในนิสิตนักศึกษา 7 คนในคดี 6 ตุลาฯ ที่ถูกคุมขังในเรือนจำบางขวาง และตามคำบอกเล่าของเขา เป็นผู้ที่อยู่กับ พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ เป็นคนสุดท้าย ก่อนเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว พล.อ.ฉลาด ออกจากแดนในบางขวางไปยิงเป้าในช่วงบ่ายวันที่ 21 เมษายน 2520
นอกจากนี้ สุรชาติยังเคยพบกับนายกรัฐมนตรี 2 ท่าน คือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ และ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เมื่อได้รับการปล่อยตัวหลังคดี 6 ตุลาฯ
แต่นายกรัฐมนตรีที่เขาต้องการพบในช่วงเวลาสำคัญที่สุดเหตุการณ์หนึ่ง คือเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 กลับไม่ได้พบตามนัด แม้จะเดินทางไปถึงบ้านของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นแล้วก็ตาม
สุรชาติตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ อาจสูญเสียอำนาจในการควบคุมสถานการณ์ไปแล้วตั้งแต่ช่วงเช้า ก่อนจะถูกยึดอำนาจอย่างเป็นทางการในเย็นวันเดียวกัน
THE STANDARD: อาจารย์เริ่มทำกิจกรรมตั้งแต่เป็นนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอย่างไร
สุรชาติ: ผมเข้าเรียนรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2516 เป็นสิงห์ดำรุ่น 26 ตรงกับปีที่มี ‘คดีทุ่งใหญ่’ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นก่อนนำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
การทำกิจกรรมสมัยนั้น ผมเริ่มต้นด้วยการเข้าร่วมการเคลื่อนไหวเรื่องทุ่งใหญ่ ต่อมาจึงเข้าร่วมเรื่องรัฐธรรมนูญที่นำไปสู่ 14 ตุลาคม 2516 และเข้าร่วมงานกับศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย หรือ ศนท.
จนกลางปี 2517 ผมไปช่วยงานคนงานที่สหภาพแรงงานที่อ้อมน้อย และกลางปี 2518 จึงกลับเข้ามาช่วยงานในศูนย์นิสิตฯ อีกครั้ง โดยเริ่มรับผิดชอบการทำข้อมูลเรื่องฐานทัพสหรัฐฯ ในไทย
ผมเป็นหนึ่งในตัวแทน ศนท. ที่เข้าพบนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เพื่อทวงถามคำสัญญาเรื่องกำหนดเวลาถอนฐานทัพสหรัฐฯ ออกจากไทยภายใน 1 ปี ซึ่งครบกำหนดวันที่ 20 มีนาคม 2519 นายกฯ ให้คำตอบว่า “ถ้าสหรัฐฯ ไม่ถอนตามกำหนด ผมจะไปเดินขบวนกับพวกคุณ”
ปี 2519 เราจะเห็นเหตุการณ์ที่เป็นเส้นแบ่งใหญ่ คือการต่อต้านฐานทัพสหรัฐ เนื่องจากบรรดาปีกขวาในไทยเชื่อมากที่สุดว่า หลักประกันความมั่นคงของไทยคือการมีฐานทัพสหรัฐฯ อยู่ในประเทศ เพราะสหรัฐฯ จะไม่ปล่อยให้ไทยเป็นคอมมิวนิสต์ หรือจะไม่ยอมให้กองกำลังคอมมิวนิสต์รบชนะ เหมือนที่คอมมิวนิสต์ชนะในอินโดจีน คือกัมพูชา เวียดนาม และลาว
เพราะฉะนั้น การที่ขบวนการนักศึกษาต่อต้านฐานทัพสหรัฐฯ จึงเหมือนการทุบกล่องดวงใจของฝ่ายขวา
สมัยนั้นเราอาจจะไม่รู้สึก เมื่อผมไปเรียนปริญญาโทและเขียนวิทยานิพนธ์เรื่องความสัมพันธ์ทางทหารไทย-สหรัฐฯ จึงกลับมาถึงโจทย์นี้ สมัยนั้นเราไม่ได้ตระหนักว่าการต่อต้านฐานทัพมีนัยหรือผลกระทบขนาดใหญ่ และเป็นผลกระทบสำคัญทางจิตวิทยาจากปี 2518 ที่อินโดจีนแตก ทั้งกัมพูชา เวียดนามหรือไซ่ง่อน และลาว
ปี 2518 จึงเป็นเหมือนเส้นแบ่งเวลาที่ถูกขีดไว้แล้วว่า การเคลื่อนไหวของ ‘ขบวนการนักศึกษาฝ่ายซ้าย’ จะมีอายุยาวนานเท่าไร
ถ้าเราสามารถผลักดันฐานทัพอเมริกาออกไป ฝ่ายขวาเชื่อว่าอย่างไรไทยก็แพ้คอมมิวนิสต์ บรรดาปีกขวาจะไม่มีหลักประกันด้านความมั่นคง ขณะที่นิสิตนักศึกษามองว่า เมื่อฐานทัพออกไป เราก็หวังว่าไทยจะมีเอกราชและอธิปไตยในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ
พอถึงเดือนมีนาคม 2519 ผมว่าเริ่มเห็นชัดว่าการต่อต้านขบวนการนักศึกษาค่อนข้างรุนแรง คือเหตุระเบิดหน้าสยามสแควร์ วันที่ 21 มีนาคม 2519 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ
ผมมองย้อนกลับไป นับแต่การต่อต้านฐานทัพที่ครบกำหนดวันที่ 20 มีนาคม 2519 และการเดินขบวนวันที่ 21 มีนาคม ผมอยู่ในรถคันที่ 3 การเดินขบวนเริ่มต้นที่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เป้าหมายคือสถานทูตสหรัฐอเมริกา
พอผ่านสยามสแควร์ก็เกิดระเบิด เป็นระเบิดสังหารที่รุนแรงกว่าที่ผ่านมา ก่อนหน้านั้นมีการปะทะกับฝ่ายต่อต้านนักศึกษาบ้าง แต่กรณีสยามสแควร์ค่อนข้างชัดว่าเป็นระเบิดสังหาร เป็นระเบิดที่ใช้ในภารกิจสงคราม
ผมมองว่าเป็นการส่งสัญญาณว่าฝั่งรัฐรับไม่ได้กับขบวนการนักศึกษาแล้ว ซึ่งการที่ฝ่ายรัฐสู้กลับขบวนการนักศึกษา เราก็เห็นมาตั้งแต่ขบวนการนวพล กระทิงแดง และมีมาเรื่อยๆ
เมื่อถึงจุด 20-21 มีนาคม 2519 จึงเป็นเส้นเวลา มีคำถามที่ผมรู้สึกเมื่อย้อนกลับไปว่า ชีวิตของขบวนการนักศึกษาจะอยู่ได้อีกนานเท่าไร
ยิ่งมาเขียนหนังสือย้อนประวัติตัวเอง ยิ่งรู้สึกว่าเหมือนเราไปทุบกล่องดวงใจกล่องหนึ่งของฝ่ายขวา คือการต่อต้านฐานทัพอเมริกา
THE STANDARD: ทำไมปีกขวาไทยจึงไม่มีทางเลือกแบบกัมพูชา ที่เจ้าสีหนุอยู่ฝ่ายเดียวกับคอมมิวนิสต์
สุรชาติ: เพราะพรรคคอมมิวนิสต์ไทยไม่ได้มีลักษณะเหมือนพรรคในเวียดนาม ลาว และกัมพูชา เนื่องจากใน 3 ประเทศนั้น คอมมิวนิสต์เปิดการเคลื่อนไหวอยู่ภายในประเทศและมีพื้นที่ของตัวเอง
ขณะที่พรรคคอมมิวนิสต์ไทย เมื่อย้อนกลับไป เรายังไม่รู้เลยว่าใครเป็นผู้นำ เพราะใช้ชื่อจัดตั้ง แต่พรรคคอมมิวนิสต์ในเวียดนาม ลาว และกัมพูชา มีภาพผู้นำค่อนข้างชัดเจน
เมื่อย้อนกลับไปดูการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์ในไทย เปรียบเทียบกับอีก 3 ประเทศในอินโดจีน ผมมองว่าในไทยมีความต่าง
ดังนั้น โอกาสที่เราจะมีบทเรียนแบบในลาว คือจัดตั้งรัฐบาลปีกซ้ายขึ้นมาจับมือกับปีกอื่น ผมว่ามันไม่ไปถึงจุดนั้น เพราะฉะนั้น ในกรณีของไทยจึงเหลือทางเดียวในมุมมองของฝ่ายขวา คือถ้าเกิดสถานการณ์สงครามขึ้น คอมมิวนิสต์จะชนะตามทฤษฎีโดมิโน
ปีกขวาจึงรู้สึกว่า ถ้าฐานทัพถูกผลักดันจนต้องออกจากประเทศไทย เขาจะไม่มีหลักประกันเหลือ ไม่มีเงื่อนไขที่จะผูกมัดให้สหรัฐฯ ปกป้องประเทศไทย
พอเป็นอย่างนี้ เราก็เห็นชัดว่าเรื่องใหญ่กว่าที่เราคิดในสมัยนั้น เพราะโยงกับยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทั้งหมดของไทย
ขณะที่ยุทธศาสตร์สหรัฐฯ เองก็กำลังจะเปลี่ยน เพราะสงครามในเวียดนามจบ อเมริกันเองส่วนหนึ่งก็อยากถอนฐานทัพ เพราะแบกภาระสงครามไม่ไหว ตรงนี้จึงทับซ้อนกัน ทั้งการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาและยุทธศาสตร์ไทย ซึ่งคาดหวังให้อเมริกันดำรงอยู่ เพื่อสามารถปกป้องไทยจากคอมมิวนิสต์
ส่วนยุทธศาสตร์อเมริกันเอง เป็นยุทธศาสตร์ที่ต้องถอนออกเพื่อไปตั้งรับในตะวันออกกลาง แล้วกำลังอีกส่วนหนึ่งต้องกลับบ้าน
เมื่อเป็นแบบนี้ ต้องยอมรับว่าการเคลื่อนไหววันที่ 20–21 มีนาคม 2519 จึงเป็นเหมือนวันเวลาที่เขาเริ่มกำหนดแล้วว่า หลังจากนี้อายุของขบวนการนักศึกษาหรือการเคลื่อนไหวจะไปได้อีกนานเท่าไร
ผมคิดว่าช่วงไซ่ง่อนแตก โดยเฉพาะเดือนเมษายน 2518 หรือปี 1975 เข้ามาถึงปี 2519 หรือปี 1976 ฝ่ายขวาเริ่มจัดตั้งขบวน และมีลักษณะการต่อต้านขบวนการนักศึกษาอย่างเป็นระบบมากขึ้น เขามองเห็นภัยคุกคามและเขากลัว
ส่วนเหตุการณ์ที่กัมพูชาก็อยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน เป็นภาพเดียวกัน คือภาพของอินโดจีนทั้งหมด เวลาเราพูดว่าอินโดจีน หมายถึง 3 ประเทศที่ล้มและกลายเป็นคอมมิวนิสต์ แล้วถูกคาดการณ์ว่าโดมิโนตัวที่ 4 คือไทย
ชนชั้นนำปีกขวาจึงมองว่าขบวนการนักศึกษาเป็นภัยคุกคามภายในที่พวกเขาต้องจัดการ
THE STANDARD: ในปี 2518 นิสิตนักศึกษาต่อต้านฐานทัพอเมริกาด้วยฐานคิดใด
สุรชาติ: ผมคิดว่าตอนนั้นในหมู่พวกเราอาจไม่ได้มีทฤษฎีอะไรมาก เพียงแต่เห็นว่าฐานทัพเป็นสัญลักษณ์ของการเสียอธิปไตยของประเทศ ในมุมคนรุ่นผมช่วงเวลานั้น
เรามองว่าเรามีฐานทัพทางอากาศของสหรัฐฯ 7 แห่ง มีฐานทัพเรือบางส่วน และมีค่ายฝึกทหารเรือบางส่วน
เรามีความรู้สึกร่วมกับพี่น้องในเวียดนามว่า ฐานทัพในไทยกลายเป็นเครื่องมือการทำสงครามของสหรัฐฯในเวียดนาม
แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับอีกมุมหนึ่งว่า มันผูกโยงกับยุทธศาสตร์ของพรรคคอมมิวนิสต์ เนื่องจากพรรคคอมมิวนิสต์ในเวียดนามก็สู้รบกับอเมริกาอยู่ ซึ่งในกัมพูชาและลาวก็ไม่ต่างกัน
ในไทยเองก็มีพรรคคอมมิวนิสต์ไทย จึงเกิดวิวาทะเรื่องการเชื่อมต่อระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับขบวนการนักศึกษา ซึ่งกลายเป็นวิวาทะที่เถียงกันถึงปัจจุบัน
THE STANDARD: อาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม ถึงเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 สถานการณ์ในช่วงนั้นเป็นอย่างไร
สุรชาติ: จริงๆ แล้ววันที่ 5 ตุลาคม 2519 ผมอยู่ธรรมศาสตร์ ช่วงบ่ายหนังสือพิมพ์ดาวสยามเริ่มออกเผยแพร่ จำได้ว่ามีคนวิ่งถือมาให้ผมดู ถามว่าเห็นหรือยัง ผมก็ตกใจ
ตอนเย็นตัดสินใจกลับมาที่ตึกจักรพงษ์ จุฬาฯ เพราะที่จุฬาฯ มีผู้ปฏิบัติงานของพรรคจุฬาประชาชน พวกเราที่เป็นนักกิจกรรมยังอยู่กันเต็ม มีส่วนหนึ่งไปอยู่ที่ธรรมศาสตร์
ผมกลับมาจุฬาฯ เพื่อพบกับพี่เอนก เหล่าธรรมทัศน์ นายกฯ สจม. มาถึงก็เล่าเหตุการณ์ที่ธรรมศาสตร์ เรารู้แล้วว่าเหตุการณ์ไม่ดี
น้องที่อยู่ตึกจักรพงษ์วิ่งมาบอกว่า วิทยุยานเกราะพูดน่ากลัว ตึกจักรพงษ์เป็นตึกกิจกรรมนักศึกษา ผมใช้ชีวิตที่นั่นเหมือนเป็นบ้าน ชีวิตผมผูกพันกับตึกจักรฯ คนที่ทำกิจกรรมยุคนั้นจะมีคำเรียกอีกอย่างว่า ‘พวกตึกจักรฯ’ คือคนที่ทำงานในตำแหน่งและทีมงาน
ผมนั่งคุยกับรุ่นน้อง จนกระทั่งจะกลับธรรมศาสตร์ มีโทรศัพท์เข้ามา เป็นอาจารย์ผมท่านหนึ่ง ท่านบอกว่าขอเจอ 2 คน คือพี่เอนกกับผม
อาจารย์ขับรถมารับหน้าหอนาฬิกา แล้วขับวนในจุฬาฯ ค่ำวันที่ 5 ตุลาฯ ประมาณ 1 ทุ่ม อาจารย์ให้ไปเตรียมว่าจะเอาอย่างไรกับน้องๆ ที่ทำกิจกรรมทั้งหมด
อาจารย์เตือนว่า พรุ่งนี้ วันที่ 6 ตุลาคม 2519 เขาจะยึดอำนาจ
ผมยังจำความอ่อนหัดของตัวเองได้ ผมถามกลับว่า อาจารย์บอกได้ไหมว่าใครจะยึดอำนาจพรุ่งนี้ ขณะนั้นทหารมีหลายกลุ่ม เราก็เริ่มเห็นสถานการณ์ในซีกฝั่งอำนาจรัฐ
จำได้ว่าอาจารย์บอก “สุรชาติไม่ต้องรู้ แต่ให้ไปเตรียม” ยังจำคำพูดได้จนถึงวันนี้
ผมก็บอกพี่เอนกว่า พี่อยู่ที่นี่ดูแลน้องๆ ส่วนผมไปธรรมศาสตร์ดีกว่า เพราะเดี๋ยวจะมีประชุมศูนย์นิสิตฯ ตอนค่ำ
ที่จริงถ้าเรามีความรู้ทางการเมืองมาก คำเตือนขนาดนี้แปลว่าการชุมนุมอันตรายมากแล้ว สุดท้ายผมไปธรรมศาสตร์ก็ได้แต่เตือน ซึ่งเตือนอย่างไรเราก็ยังไม่รู้ว่าหน้าตาการรัฐประหารจะออกมาอย่างไร
เราอาจคิดอย่างไร้เดียงสาแบบเด็ก เช่น เขาอาจปิดล้อมธรรมศาสตร์ แล้วประกาศให้ผู้นำนักศึกษามอบตัว ก็คิดอยู่นะว่า ถ้ามีการบอกให้มอบตัว เราก็มอบตัว แล้วกันผู้ชุมนุมให้ออกเดินทางกลับบ้าน จะได้ปลอดภัย
ส่วนแกนนำก็ต้องถูกจับไป เพราะถ้าเขาจับก็ต้องจับเจ้าภาพจัดงาน เขาไม่น่าจะจับคนร่วมงาน
แต่ในความเป็นจริง เขาไม่ได้ปิดล้อมแล้วประกาศผ่านโทรโข่งให้เราไปมอบตัวและจบในแบบที่เราคิด เผอิญรอบนั้นเขาจับทั้งเจ้าภาพและคนร่วมงาน
พอเกิดเหตุการณ์ ระหว่างถูกคุมขังที่เรือนจำบางขวาง ผมถูกนำตัวออกมาสอบ จึงรู้ว่ามีบัญชีจับ แสดงว่ามีการทำบัญชีรายชื่อบรรดากรรมการศูนย์นิสิตฯ ที่ต้องถูกจับกุมไว้หมด เพียงแต่ของผมมีข้อความสีแดงกำกับอยู่บนปกว่า ‘ตัวแสบ’ ผมคิดว่าทำบัญชีเอาไว้นานแล้ว
คืนวันที่ 5 ตุลาคม 2519 ผมกลับไปถึงธรรมศาสตร์ คุณประยูร อัครบวร เพิ่งแถลงข่าวเสร็จ พร้อมอภินันท์ บัวหภักดี เรื่องละครแขวนคอที่ลานโพธิ์ ซึ่งแสดงวันที่ 4 ตุลาคม 2519
วันที่ 5 ตุลาฯ พอยิ่งค่ำก็ยิ่งน่ากลัว คนเริ่มบอกว่าม็อบข้างนอกรั้วธรรมศาสตร์มีอาการแปลกๆ ในขณะเดียวกันเราก็พบว่า การยุติการชุมนุมในธรรมศาสตร์คงยากแล้ว เพราะการแยกย้ายการชุมนุมสองทุ่มหรือสามทุ่มสมัยก่อน ไม่ใช่อย่างในยุคปัจจุบัน
หากยุคหลังใครมาเขียนเล่าว่าตัวเองเสนอให้ยุติการชุมนุมแล้ว แต่กรรมการศูนย์นิสิตฯ ไม่รับข้อเสนอนั้น ก็บอกได้เลยว่าไม่จริง
สมัยนั้นการเดินทางลำบาก จึงตัดสินใจว่าอย่างช้าที่สุดก็ยุติการชุมนุมกันเช้าวันรุ่งขึ้น คือวันที่ 6 ตุลาคม 2519 แต่อย่างที่ทุกคนทราบ โอกาสยุติการชุมนุมในทางปฏิบัติไม่เกิด เพราะพอสี่ทุ่มเริ่มเห็นอาการบางอย่าง
สักสี่ทุ่มเริ่มไม่ดี เริ่มมีความเสี่ยง ออกไปก็ไม่รู้ว่าจะถูกทำร้ายหรือไม่ ย้อนกลับไปตอนนั้น เราก็เหมือนฝันๆ นิดหนึ่งว่า ถ้าเช้าวันที่ 6 ตุลาฯ มาถึง จะเป็นจังหวะให้เราสามารถประกาศยุติการชุมนุม และให้ผู้ร่วมชุมนุมเดินทางกลับบ้าน
คืนนั้นผมวิ่งขึ้น-ลงตึก อมธ. เพราะบนตึกเป็นที่ประชุมแกนนำนักศึกษา โดยแกนนำหลายคนคืนนั้นไม่ได้นอน
พอสี่ทุ่มแล้วขยับไปเที่ยงคืน สถานการณ์ก็ไม่ดีมาก ผมเข้าใจว่าระเบิด M79 ลูกแรกยิงประมาณตี 3 ก็เริ่มยิง มีเสียงปืนก่อนตี 5 จำได้ว่าหลัง M79 ลง ก็เริ่มเห็นความสูญเสียแล้ว มีคนวิ่งมาบอกว่าตรงตึกคณะบัญชีมีคนเจ็บ และหน่วยพยาบาลพยายามทำหน้าที่
ผมยังคลานไปดูสุดขอบหัวมุมตึกคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ด้านที่จะออกไปทางประตูสนามหลวง อยู่เยื้องหอประชุมใหญ่นิดเดียว
ผมหมอบอยู่ที่ตึกคณะนิติศาสตร์ มองออกไปจึงเห็นเพื่อนนักศึกษา 3 ชีวิตนอนนิ่งอยู่ไม่ไกล รู้ว่าเขาเสียชีวิตแล้ว เขานอนอยู่ข้างหน้าเรา
ระหว่างที่ผมนอนหมอบ กระสุนก็โดนตัวตึกบ้าง ดีที่ไม่ตัดสินใจวิ่งออกไป เพราะถ้าวิ่งออกไป วันนี้คงไม่ได้มาให้สัมภาษณ์ แต่อาจได้เห็นชื่อผมอยู่ในรายชื่อผู้เสียชีวิตเช้าวันนั้น
ตอนที่เห็นเพื่อนเสียชีวิต เป็นตอนรุ่งสางมากขึ้น เพราะเห็นชัด คือหลังจาก M79 ลูกแรกลงแล้ว เสียงปืนและเสียงอาวุธก็หนักขึ้น
THE STANDARD: ที่ประชุมแกนนำนักศึกษาตกลงกันอย่างไร จึงส่งตัวแทน 6 คนไปบ้านนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช
สุรชาติ: ฝ่ายนักศึกษาพยายามติดต่อไป กระทั่งติดต่อได้แล้ว เขาบอกให้พานักแสดงละครไปด้วย จึงมีการจัดคน เป็นตัวแทนศูนย์นิสิตฯ 3 คน ประกอบด้วย
- สุธรรม แสงประทุม เลขาธิการ ศนท.
- ประพนธ์ วังศิริพิทักษ์
- สุรชาติ บำรุงสุข
เดิมไม่ใช่ผมที่ต้องไปบ้านนายกฯ แต่เป็นอีกคนหนึ่ง เผอิญเขาเกิดอาการเหมือนคนอยู่ในสนามรบ คือคุมสติไม่ได้ เพราะระเบิดลงจริงๆ
พอเขาคุมสติตัวเองไม่ได้ เกิดอาการแบบในสนามรบที่เรียกว่า Shell Shock อย่างที่ทหารบางคนเจอ ก็มีคนบอกว่า ถ้าอย่างนั้นให้สุรชาติไป ผมก็โอเค ผมไป ผมเอาของออกจากตัวแล้วฝากเพื่อนไว้
นั่นคือเหตุการณ์หลังจากผมกลับจากหัวมุมตึกคณะนิติศาสตร์ที่หมอบอยู่ และเห็นเพื่อนเสียชีวิตแล้ว 3 คน ผมกลับขึ้นมาตึก อมธ. แล้วตกลงไปบ้านนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช
ตอนนั้นมีอีก 3 คนจากคณะละครไปด้วย ประกอบด้วย
- อนุพงษ์ พงษ์สุวรรณ ประธานชมรมฯ
- วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ นักแสดง
- อภินันท์ บัวหภักดี นักแสดง
ศูนย์นิสิตฯ 3 คน บวกกับคณะละคร 3 คน รวมเป็น 3+3 คือ 6 คน
THE STANDARD: การเดินทางครั้งนั้นเป็นการไปเจรจาให้หยุดยิง ไม่ใช่การไปมอบตัวใช่หรือไม่
สุรชาติ: เมื่อมีการนัดหมายไปบ้านนายกฯ เสนีย์ ฝ่ายนายกฯ แจ้งว่าเดี๋ยวจะมีรถตำรวจมารับ พอถึงตรงนี้ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ผมไม่ได้มอบตัว
เนื่องจากนิทรรศการที่จัดขึ้นในยุคหลัง บางครั้งเขียนว่าผู้นำนักศึกษา 6 คนไปมอบตัว จึงเกิดปัญหาข้อมูลระหว่างคนที่รับรู้อีกส่วนหนึ่งกับพวกที่เดินทางไปจริงๆ แล้วถูกจับ 6 คน
ผมยังยืนยันว่าการติดต่อนั้น เป็นการติดต่อเพื่อขอเข้าชี้แจง และขอให้รัฐบาลออกคำสั่งหยุดยิง
ผมยืนยันได้ว่าถูกขอให้ไปเพื่อเจรจา เราอยู่ในสถานะที่จะไปเจรจากับรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ไม่ใช่การไปมอบตัว
THE STANDARD: เมื่อไปถึงบ้านนายกรัฐมนตรี เกิดอะไรขึ้น ก่อนถูกนำตัวไปกองปราบสามยอด
สุรชาติ: รถตำรวจมารอหน้าประตูท่าพระจันทร์ แล้วพาเราขึ้นรถไป จำนวนตำรวจไม่ได้มีมาก มีตำรวจนิดหน่อย เป็นสารวัตรจากสถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม
ตอนขึ้นรถตำรวจจากธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เป็นรถปิกอัพมีหลังคา สมัยก่อนตำรวจใช้รถปิกอัพแบบนี้เยอะ ผมก็นั่งไป
เมื่อไปถึงบ้านนายกฯ เสนีย์ ได้เข้าไปในลานจอดรถภายในบ้านเรียบร้อย ไม่ใช่หน้าประตูบ้านชั้นนอก แต่พอจะลง มีตำรวจมาบอกว่าไม่ต้องลง ให้เราอยู่ในรถ เหมือนให้คอยสักครู่
สักพักมีคนมาบอกว่าให้ไปอีกที่หนึ่ง บรรยากาศเริ่มเปลี่ยน เพราะตำรวจคุมหลังเรา คือนั่งประกบ แล้วมีรถตำรวจวิ่งตาม ผมก็ไม่คิดว่าจะมีอะไรมากกว่านั้น
ตำรวจบอกว่าจะพาไปอีกที่หนึ่ง ตอนนั้นเรายังไม่รู้ว่าเขาหมายถึงที่ไหน เขาพาเราออกจากบ้านอาจารย์เสนีย์ ซึ่งอยู่เอกมัย วิ่งผ่านสยามเซ็นเตอร์ ผมยังเห็นเพื่อนนักศึกษาบางคนเดินอยู่ ส่วนรถก็จอดติดไฟแดง
ความแปลกคือ ตอนนั่งรถจากท่าพระจันทร์ไปบ้านนายกฯ ไม่มีการคุมตัว แต่ขาออกจากบ้านนายกฯ เราเริ่มถูกประกบ ก็รู้แล้วว่าสงสัยจะไม่ค่อยดี ตำรวจเริ่มนั่งประกบปิดหลังเรา และมีรถตำรวจขับตาม
ตอนแรกเราคิดว่าจะพากลับธรรมศาสตร์ แต่ปรากฏว่าตำรวจพาไปกองปราบสามยอด
เมื่อไปถึงตรงนั้น อธิบดีตำรวจในสมัยนั้นออกคำสั่งที่ผมล้อเล่นว่าเป็นคำสั่งที่ผมชอบที่สุด เพราะพูดคำเดียว คือ “จับ” ด้วยเสียงดังฟังชัด ไม่มีคำพูดอื่น จากนั้นตำรวจซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาก็จับจริงๆ
ตำรวจกรูเข้ามาล็อกแขนล็อกตัวพวกเรา เราถูกจับขังในห้องขังตำรวจกองปราบ พออยู่ที่กองปราบครบ 7 วัน ถูกฝากขังต่อ ก็ถูกส่งเข้าเรือนจำบางขวาง
สุดท้ายเราทั้ง 6 คนถูกจับที่กองปราบสามยอดเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ขณะที่ธรรมศาสตร์ถูกปราบ
พวกผมถูกจับ แล้วเกิดการปล่อยข่าวว่ากรรมการศูนย์นิสิตฯ และคณะละครรวม 6 คนนี้ ‘ขายตัว’ เป็นการปล่อยข่าวในวันนั้น ซึ่งคนรุ่นหลังอาจไม่เคยได้ยิน ฝ่ายขวาคือฝ่ายที่ได้ประโยชน์จากข่าวปลอมชิ้นนี้
ส่วนผมจะไปขายตัวได้อย่างไร ผมถูกจับ ไม่ได้มอบตัว
ขณะเดียวกันก็อาจมีเงื่อนงำที่เราตอบไม่ได้ ตอนแรกหลายคนคิดว่าพวกผม 6 คนอาจถูกสังหารทิ้งหรือเปล่า เพราะตรวจสอบไม่ได้ ถูกอุ้มไปหรือเปล่า เนื่องจากที่ธรรมศาสตร์ก็มีคนถูกจับ ทีนี้รายชื่อสับสนไปหมด
พวกผม 6 คนเป็นชุดที่ติดต่อกับรัฐบาล เพื่อจะไปพูดคุยขอให้รัฐบาลยุติการยิง
จนกระทั่งสื่อมวลชนเผยแพร่ข่าวว่า 6 คนนี้ถูกจับ ผมมาทราบภายหลังว่า พอพ่อกับแม่ที่บ้านรู้ข่าวและเห็นชื่อว่าถูกจับ เขาก็ดีใจ เพราะหมายความว่ายังมีชีวิตอยู่ ไม่ได้ถูกนำไปฆ่าทิ้ง
ทุกคนในเช้าวันนั้น ถ้าใครดูข่าวก็รู้ว่าสถานการณ์ที่ธรรมศาสตร์รุนแรง แต่พอมีข่าวว่าถูกจับ แปลว่าอย่างไรก็ยังอยู่ตรงนั้น
เราจึงล้อกันเล่นว่า เป็นการเดินทางไปบ้านนายกฯ ที่ยาวไกลที่สุด เพราะจนกระทั่งอาจารย์เสนีย์ถึงแก่อสัญกรรมไปแล้ว ก็ไม่มีโอกาสได้เจอ
สิ่งที่เป็นคำถามคือ ตกลงเช้าวันนั้นอาจารย์เสนีย์ถูกจับด้วยใช่ไหม คือถูกจับในความหมายทางการเมือง
ผมเขียนในหนังสือ ‘The October Journey: บันทึกการเดินทางเดือนตุลาฯ (จากจุฬาฯ สู่บางขวาง)’ ว่า House Arrest คือการถูกควบคุมตัวในบ้าน เพราะเงื่อนไขการรัฐประหารมาแล้ว
ถ้ารัฐบาลอาจารย์เสนีย์จะจับเราดำเนินคดี ก็ประกาศจับกุมพวกเราง่ายที่สุด ประกาศให้แกนนำนักศึกษาทั้งหมดเข้ามอบตัวแล้วจับกุม
แต่ลักษณะที่เกิดขึ้นจริง เมื่อย้อนกลับไปดูด้วยความรู้ที่เรามีในปัจจุบัน พอจะอธิบายได้ว่าอาจารย์เสนีย์น่าจะถูกควบคุมตัว เพื่อให้การใช้อำนาจของรัฐบาลไม่อยู่ในมือรัฐบาล ต่อจากนั้นจึงเกิดรัฐประหารตอนเย็นวันที่ 6 ตุลาคม 2519
ตรงนี้เป็นรอยต่อของเหตุการณ์ที่จะพาไปสู่ความยุ่งยากของการเมืองไทยอีกแบบหนึ่ง ไม่ใช่เพียงเรื่อง 6 ตุลาฯ แต่พันกลับไปที่เรื่องบรรดาฝั่งทหาร
ในหนังสือผมเขียนอีกส่วนว่า มีทหารไปอยู่กับเราในเรือนจำ ผมเรียกว่า ‘นักศึกษาบางขวางรุ่น 2’ ส่วนพวกเราเป็นรุ่นแรก เพราะเข้าไปก่อน แต่เสียดายที่ไม่สามารถรับน้องใหม่พี่ๆ ทหารได้ (หัวเราะ)
THE STANDARD: คดี ‘18+1’ และผู้ถูกคุมขัง ‘6+1’ ที่เรือนจำบางขวาง มีที่มาอย่างไร
สุรชาติ: พวกผมชุดแรกมี 6 คนที่ถูกจับ ต่อมา บุญชาติ เสถียรธรรมมณี ซึ่งมีภาพในข่าวการแสดงละครวันที่ 4 ตุลาคม 2519 ถูกจับเป็นคนที่ 7 แล้วถูกขังที่เรือนจำบางขวางด้วย
แต่บุญชาติขึ้นศาลอาญา ไม่ได้ขึ้นศาลทหาร คดี 6 ตุลาฯ จึงมีจำเลยจำนวน 18+1 คน
เราติดคุกใหญ่ มีกำหนดเวลาที่ญาติจะมาหาได้ ภาษาคนคุกเรียกว่า ‘เราไปเยี่ยมญาติ’ ไม่ใช่ญาติมาเยี่ยมเรา พวกผมก็ใช้คำนี้กัน เยี่ยมญาติคือญาติมารอแล้ว
THE STANDARD: ประสบการณ์ถูกตีตรวนในเรือนจำเป็นอย่างไร
สุรชาติ: พอเข้าเรือนจำ เราอยู่ในกระบวนการเหมือนผู้ต้องขังปกติ ถูกตีตรวน ผมจำได้ว่าพี่คนตีตรวนกระซิบว่าเลือกตรวนตัวเล็กให้ เพราะเรายังไม่คุ้น เราถูกตีตรวนตั้งแต่เข้าเรือนจำ
ตรวนอยู่ติดตัวเราตลอดวัน ไม่ว่าจะเดิน กิน นอน หรือนั่ง ที่ขาก็มีตรวนพันธนาการอยู่
คำถามเล่นๆ ที่เราต้องไปเรียนรู้เป็นสิ่งแรก คือจะถอดกางเกงนักโทษเพื่ออาบน้ำอย่างไร เพราะไม่อย่างนั้นกางเกงออกจากตรวนไม่ได้ สิ่งแรกที่พี่นักโทษสอนคือวิธีถอดกางเกงผ่านตรวน ต้องถอดทีละขา
ตรวนที่ขาถูกปลดออกวันที่ 23 ตุลาคม วันปิยมหาราช เขาใช้สัญลักษณ์เลิกทาสในการปลดตรวน
เพราะฉะนั้น เราอยู่กับตรวนหลายวัน นับจากวันที่ 6 ตุลาคม 2519 บวกไป 7 วันที่อยู่กองปราบสามยอด หลังจากนั้นจึงเข้าเรือนจำบางขวาง
THE STANDARD: ภาพการขึ้นศาลทหารครั้งแรกในชุดนักโทษสีลูกวัวและถูกตีตรวน ส่งผลสะเทือนถึงรัฐบาลอย่างไร
สุรชาติ: ภาพข่าววันที่เราขึ้นศาลทหารครั้งแรกที่กระทรวงกลาโหม เพราะเป็นคดีใหญ่ การขึ้นศาลทหาร 2 ครั้งแรกจึงต้องไปที่กลาโหม แต่ช่วงหลังถูกนำตัวไปขึ้นศาลทหารที่สนามบินน้ำ ไม่ได้ไปกระทรวงกลาโหม
รอบที่ 2 จำได้เลยว่า ขณะถูกตีตรวนแล้วและกำลังจะถูกคุมตัวออกจากเรือนจำบางขวาง มีเสียงผู้บังคับบัญชาเรือนจำตะโกนออกคำสั่งให้ถอดตรวนออก เปลี่ยนเครื่องแบบทั้งหมด ไม่อนุญาตให้เราแต่งชุดนักโทษแบบเดิมไปขึ้นศาล ซึ่งมีสื่อมวลชนรอทำข่าวอยู่
ผมเข้าใจว่าภาพขึ้นศาลทหารครั้งแรก เมื่อถูกเผยแพร่ออกต่างประเทศ มีนัยสำคัญ เพราะพวกเราเป็นนักศึกษา ไม่ใช่อาชญากร แล้วมาอยู่ในชุดนักโทษ ที่สำคัญยังถูกตีตรวนด้วย
ภาพลักษณ์รัฐบาลไทยที่ถูกเผยแพร่ผ่านภาพพวกเราที่กระทรวงกลาโหมจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่
ความแปลกของผมอีกส่วนหนึ่งคือ เมื่อนั่งดูภาพขึ้นศาลทหารครั้งแรก ซึ่งเป็นครั้งเดียวที่ถูกตีตรวน ผมยิ้มให้กับตัวเอง เพราะวันหนึ่งหลังจากนั้นหลายปี ผมได้กลับไปบรรยายที่กระทรวงกลาโหมในฐานะวิทยากรด้านความมั่นคง
จำได้ว่าไปบรรยายเกี่ยวกับประชาคมอาเซียน ปีที่ไปบรรยายคือปีที่ภูมิภาคเรากำลังจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน แล้วทางสำนักปลัดกระทรวงกลาโหมจัดงานบรรยาย
ภาพการขึ้นศาลทหารครั้งแรก เป็นครั้งเดียวที่มีภาพถูกตีตรวนออกมา ตอนนั้นกระแสสิทธิมนุษยชนยังเป็นเรื่องใหม่ แต่กระแสนี้ก็เริ่มมีแล้ว และมีส่วนกดดันรัฐบาลไทย มิเช่นนั้นการขึ้นศาลครั้งที่ 2 คงไม่ต้องให้เปลี่ยนเครื่องแบบ
ภาพแต่งชุดขึ้นศาลครั้งที่ 2 คือใส่กางเกงขาสั้นและไม่มีตรวน จำได้ว่าเป็นภาพถือแฟ้ม แต่ถูกใส่กุญแจมือคู่กับสุธรรม
จำได้ว่าตอนออกจากเรือนจำมาขึ้นศาลครั้งที่ 2 ใส่เสื้อขาว กางเกงขาสั้นสีน้ำเงินเหมือนกางเกงนักเรียนผู้ชาย
THE STANDARD: อาจารย์มีประสบการณ์อย่างไรในเรือนจำบางขวาง วันที่ พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ ถูกนำตัวไปยิงเป้า เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2520
สุรชาติ: ผมเขียนไว้ในหนังสือ ‘The October Journey: บันทึกการเดินทางเดือนตุลาฯ (จากจุฬาฯ สู่บางขวาง)’ จะเห็นได้ว่าในปี 2520 การเมืองไทยมีความพยายามรัฐประหารทั้งหมด 3 ครั้ง ทำสำเร็จ 1 ครั้ง คือครั้งที่ 3 ส่งผลให้ พล.อ.เกรียงศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี
การเคลื่อนไหวครั้งแรกนำโดย พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ เกิดขึ้นวันที่ 26 มีนาคม 2520 แต่ทำรัฐประหารไม่สำเร็จ กลายเป็น ‘กบฏ 26 มีนาคม 2520’ เนื่องจากถูกเทจากนายทหารที่ไม่มาตามนัด และมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด คือ พล.ต.อรุณ ทวาทศิน ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ ถูกยิงเสียชีวิตในช่วงเช้าวันนั้น
หลังจากนั้น ครั้งที่ 2 เป็นความพยายามรัฐประหารที่คนข้างนอกไม่รู้ เป็นรัฐประหารที่พยายามเคลื่อนโดยปีกยังเติร์กจริงๆ มีการเคลื่อนไหวในระดับยุทธวิธีวันที่ 3 มิถุนายน 2520 แต่ไม่สำเร็จทางยุทธศาสตร์ คือไม่สามารถยึดอำนาจรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร ได้สำเร็จ
กระทั่งมีเหตุการณ์รัฐประหารในเดือนตุลาคม ครั้งนี้ยึดอำนาจสำเร็จ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 15 ของไทย โดยต่อมา พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีบทบาทยุติสงครามคอมมิวนิสต์
ผมคุ้นกับ พล.อ.ฉลาด พอสมควรช่วงอยู่ในบางขวาง ตั้งแต่ พล.อ.ฉลาด หรือที่เราเรียกว่า ‘ลุงหลาด’ ถูกนำมาขังที่เรือนจำบางขวาง พวกเราจำเลยคดี 6 ตุลาฯ ได้ขึ้นไปพบบ้าง
ลุงถูกขังบนชั้น 2 ของบ้านไม้โบราณใน ‘แดนพิเศษ’ อยู่ใจกลางเรือนจำบางขวาง
เดิมบ้านหลังนี้ใช้ขังนักโทษที่ป่วยจิตเวช แต่พอนักโทษการเมืองคดี 6 ตุลาฯ จำนวน 6 คนแรกถูกนำไปขัง ทางเรือนจำย้ายนักโทษที่ป่วยจิตเวชออก แล้วใช้ขังพวกเราแทน
เรียกเล่นๆ กันว่า พวกเราคดี 6 ตุลาฯ เป็นนักโทษการเมืองรุ่น 1 ส่วนคดีกบฏ 26 มีนาฯ เป็นนักโทษการเมืองรุ่นน้อง หรือรุ่น 2 เพราะมาทีหลัง แต่ความจริงทุกท่านอายุมากกว่าเรา
คุณสุธรรมเคยไปคุยกับลุงหลาด ส่วนผมต้องไปเจอลุงทุกวัน เพราะผู้คุมให้มีหน้าที่ยกอาหารไปให้ลุงรับประทาน อาจเพราะผมเป็นคนจัดการเรื่องอาหาร จึงเหมาะกับหน้าที่นี้
มื้อแรกถืออาหารขึ้นไปชวนลุงหลาดรับประทาน เขาไม่ยอมรับประทาน คงรับประทานอะไรไม่ลง ตอนหลังก็ตกลงกัน เพราะอย่างไรก็ต้องอยู่ในนี้ด้วยกัน เราเรียก พล.อ.ฉลาด ว่าลุง ส่วนเขาเรียกเราว่าหลาน
ผมยกอาหารไปให้ พอคุ้นเคยมากขึ้น บางทีท่านขอให้นวดไหล่ เป็นเหมือนผู้ใหญ่ในบ้าน แล้วลุงก็คุยเล่นบ้าง
สิ่งที่เสียดายในชีวิตผมคือ ถ้าเก็บข้อมูลการเมืองจาก พล.อ.ฉลาด ผมอาจได้หนังสืออีกเล่มหนึ่ง
ด้วยความที่มีหน้าที่ชวนผู้อาวุโสรับประทานอาหาร พอตกบ่ายลุงให้นวดไหล่ ก็มีโอกาสได้คุยกัน
วันหนึ่ง คือวันที่ 21 เมษายน 2520 หลังมื้อเที่ยง ช่วงบ่าย ผมนวดไหล่อยู่ มีผู้คุมมาเรียกมาตาม ผมแซวลุงว่า “ลุงแต่งตัวได้แล้ว”
แต่ก่อนลุงจะไป ลุงพูดกับผมประโยคหนึ่งว่า “เราคุยกับเขาแล้วนะ…” ตามด้วยชื่อนายทหารชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง แล้วเดินไป
พล.อ.ฉลาด มีบุคลิกอย่างหนึ่ง คือท่านชอบลูบศีรษะตัวเอง ท่านลูบศีรษะเดินออกไป คำแซวสุดท้ายของผมคือ “ลุงแต่งตัว”
ตอนแรกคิดว่าลุงคงถูกนำตัวไปสอบปากคำ แล้วนำกลับมาคุมขังอย่างที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น 1-2 ครั้ง
แต่สัญญาณที่ไม่ปกติเกิดขึ้นไม่กี่นาทีหลังจากนั้น กระทั่งมารู้ชัดเจนในเวลาต่อมาว่า ลุงหลาดไม่สามารถกลับมาเปิดเผยข้อมูลหรือต่อสู้ทางการเมืองได้อีกตลอดกาล
พอลุงหลาดถูกคุมตัวออกไปไม่นาน สิ่งที่ผิดสังเกตคือผมถูกสั่งขึ้นขังเร็ว รู้แล้วว่าผิดปกติ เราถูกสั่งให้รับประทานอาหารเร็วกว่าปกติ เรารู้ว่ามีเรื่อง แต่ยังไม่รู้ว่าเรื่องอะไร
เรารู้ว่าเหตุการณ์ไม่ปกติตั้งแต่บ่ายวันที่ 21 เมษายน 2520 แล้วคืนนั้นลุงหลาดไม่ได้กลับเข้ามาในแดนที่คุมขัง
ถ้าถูกนำตัวไปสอบสวน เย็นวันนั้นก็ต้องกลับเข้ามาตามปกติ เมื่อไม่ได้กลับมา ก็เดากันได้กลายๆ ว่าคงไม่ได้กลับ
เพียงแต่เมื่อนึกถึงในชีวิตปุถุชนด้วยกัน ก็ตกใจเหมือนกัน เพราะยังแซวกันเล่น ผมยังบอกให้ลุงแต่งตัว ส่วนลุงหลาดยังหันมายิ้มให้ผม
“เราคุยกับเขาแล้ว” เป็นคำพูดสุดท้ายที่คุยกับผม ผมเข้าใจว่าแปลว่าการเมืองเคลียร์กันไม่จบ จึงเกิดผลสืบเนื่องจากนั้น ก่อนหน้านั้นไม่มีข่าวลือ ไม่มีสัญญาณล่วงหน้าว่าจะถึงขั้นยิงเป้า
พอทีมกบฏ 26 มีนาคม 2520 เข้ามาในบางขวางแทน ก็ทราบชัดเจนแล้วว่าลุงหลาดถูกยิงเป้าเสียชีวิต
ตกเย็นวันที่ 21 เมษายน 2520 มีคนมาเปิดประตูเหล็ก ตัวล็อกเป็นกุญแจเหล็ก เสียงดังเพราะในคุกเงียบเชียบ เห็นคนมา 4 คน คือกลุ่มกบฏ 26 มีนาคม 2520 ประกอบด้วย
- พันโทสนั่น ขจรประศาสน์
- พันตรีบุญเลิศ แก้วประสิทธิ์
- พันตรีวิศิษฐ์ คงประดิษฐ์
- พันตรีอัศวิน หิรัญศิริ
เช้าวันรุ่งขึ้น เขาอนุญาตให้พันตรีอัศวิน ซึ่งเป็นลูกชายของลุงหลาด ไปเคารพศพ ส่วนพันโทสนั่นขออนุญาตไปด้วย แต่ไม่ได้รับอนุญาต
หลังจากนั้น ผู้ก่อการ 26 มีนาฯ คือพิชัย วาสนาส่ง ซึ่งเป็นพลเรือน รวมถึงตำรวจและนายทหารจาก พล.ร.9 ถูกนำมาขังที่บางขวางเพิ่ม
กลุ่มกบฏ 26 มีนาคม 2520 ได้ออกจากเรือนจำวันที่ 3 ธันวาคม 2520 ก่อนจำเลยคดี 6 ตุลาฯ จะได้รับการนิรโทษกรรมและออกจากเรือนจำในเดือนกันยายน 2521 จากนั้นกลุ่มคดี 6 ตุลาฯ ได้พบกับ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรี
THE STANDARD: ระบบอาหารในเรือนจำแดนพิเศษที่อาจารย์รับผิดชอบเป็นอย่างไร
สุรชาติ: ผมเป็นคนดูแลเรื่องอาหาร ในภาษาทหารคือเป็นคนคุมงานส่งกำลังบำรุง มีหน้าที่จัดสรรอาหาร ต้องจัดการให้ได้ว่าจะกินอะไรในแต่ละมื้อ
ญาติจะมาส่งอาหารได้ตอนเย็นครั้งเดียว ที่สำคัญคือต้องจัดระบบ เพราะเสาร์-อาทิตย์ ญาติมาเยี่ยมไม่ได้ เราอยู่แบบคนคุก อะไรที่เก็บได้ต้องเก็บ
จนถึงจุดหนึ่ง ผู้คุมก็ใจดีกับเรา คุณประพนธ์ วังศิริพิทักษ์ นักเรียนวิศวะ หนึ่งใน 6 คนที่ถูกจับตั้งแต่เช้า 6 ตุลาฯ เอาขดลวดมาทำเตาไฟฟ้า เราจึงเริ่มอุ่นอาหารได้
สิ่งนี้มีนัยสำคัญ ทำให้เราเก็บอาหารบางส่วนโดยการอุ่นแล้วเก็บ ตื่นเช้ามามีอาหารกิน วันรุ่งขึ้นจะมีของกิน 2 มื้อ คือเช้าและกลางวัน โดยมื้อเย็นญาติมาส่งอาหาร
แต่วันเสาร์-อาทิตย์ต้องจัดการให้ได้ เพราะเท่ากับ 3 วัน ไม่ใช่แค่ 2 วัน ต้องบวกอีก 2 มื้อของวันจันทร์ รวมเป็น 8 มื้อ ผมเป็นคนจัดการเรื่องอาหาร
ตอนลุงหลาดถูกนำตัวมาขังที่บางขวาง ผมจึงมีหน้าที่นำอาหารไปชวนลุงรับประทาน เพราะผู้คุมส่งผมไป ตอนนั้นอายุเรายังเด็ก ผู้คุมให้เราเอาอาหารขึ้นไปง่ายกว่า
และผมเป็นคนคุมระบบอาหารของจำเลย 6+1 คน เหมือนสร้างระบบครัว ต้องเก็บอาหารไว้
พอไปอยู่ก็ต้องปรับชีวิต ต้องใช้ชีวิตแบบนักโทษ การไปอยู่บางขวางต้องยอมรับว่าเราเป็นนักโทษ แม้จะอยู่ในฐานะผู้ต้องขัง เป็นจำเลย แต่ใช้ชีวิตเหมือนนักโทษ กินข้าวแดง กินอาหาร ต้องจัดระบบชีวิต ต้องอยู่กับมันให้ได้
THE STANDARD: ความไม่เป็นเอกภาพในกองทัพหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เป็นอย่างไร
สุรชาติ: ผมคิดว่าการเมืองช่วงหลัง 6 ตุลาฯ มีเส้นเวลาคือวันที่ 6 ตุลาคม โดยวันนั้นมี 2 ช่วงเวลา คือเช้ากับค่ำ เช้าปราบนักศึกษา ส่วนค่ำยึดอำนาจ
แต่ในการยึดอำนาจมีรอยร้าวอยู่ภายใน รอยร้าวส่วนหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือกรณี พล.อ.ฉลาด เพราะหลังเหตุการณ์ค่ำวันที่ 6 ตุลาฯ พล.อ.ฉลาด ตัดสินใจออกบวช แล้วมีรอยร้าวต่อมาถึงวันที่ 26 มีนาคม 2520
แปลว่าหลังจากวันที่ 26 มีนาคม 2520 เราจะเห็นชุดของความขัดแย้งสืบเนื่อง ซึ่งสุดท้ายทั้งหมดขมวดปมกลับมาที่ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง กับทหาร
เป็นโจทย์ที่เราไม่ค่อยเห็น เพราะเรามักพูดถึงความขัดแย้งระหว่างกองทัพกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่รอบนั้นเป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลที่มาจากรัฐประหารกับทหาร
รัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร กับปีกทหาร ซึ่งในกองทัพบกอาจมีหลายกลุ่ม แต่เริ่มมีเอกภาพในการไม่รับนโยบายรัฐบาลธานินทร์ และไม่ยอมรับการมีบทบาทของผู้นำทหารที่เป็นทหารเรือ คือ พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ หัวหน้าคณะรัฐประหารค่ำวันที่ 6 ตุลาคม 2519
เพราะฉะนั้น เหมือนมีการขบกันทั้งในบริบทนโยบายและบริบทที่เป็นเรื่องทหารจริงๆ ระหว่างกองทัพบกกับกองทัพเรือ
THE STANDARD: อาจารย์ได้รับอิสรภาพจากพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งประกาศวันที่ 16 กันยายน 2521 ในสมัย พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรี มองจุดเปลี่ยนครั้งนั้นอย่างไร
สุรชาติ: เราอยู่ในคุกและรู้ว่ามีรัฐประหารจากพวกพี่ๆ ทหารกบฏ 26 มีนาฯ เพราะพี่ๆ เขาเล่า เขาไม่ได้ปิดบังเรา แล้วผมทราบเพิ่มเติมเมื่อออกมาเริ่มค้นคว้า
ปี 2520 เป็นปีของการรัฐประหารจริงๆ ผมว่าไม่มีปีไหนที่มีความพยายามรัฐประหารถึง 3 ครั้ง แล้วจึงสำเร็จในวันที่ 20 ตุลาคม 2520 โดย พล.อ.เกรียงศักดิ์
ต่อมาในเดือนธันวาคม รัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ นิรโทษกรรมให้กลุ่มทหารกบฏ 26 มีนาฯ ซึ่งกลุ่มนี้บอกกับพวกเราว่า ออกไปแล้วอย่างไรเดี๋ยวจะมาเอาพวกเราออกไปด้วย
เขาเชื่อว่าสุดท้ายนโยบายต้องเปลี่ยน แล้วพอถึงจุดหนึ่งเราค่อยเห็นนโยบายเปลี่ยนจริงๆ
เมื่อเปลี่ยนเป็นรัฐบาลที่ไม่ใช่รัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร นโยบายที่เคยขวามากๆ ต้องถูกถอย เพื่อประคองสถานการณ์ของประเทศไทย ไม่ให้ประเทศเดินไปจนขวาสุด เพราะไม่เป็นประโยชน์
หนึ่งในการถอยที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งส่งสัญญาณว่าประเทศไทยจะไม่ใช้นโยบายขวาจัดมากๆ คือการนิรโทษกรรม แต่จะนิรโทษกรรมอย่างไรเพื่อให้เป็นหนทางแก้ปัญหา ก็นิรโทษแบบเหมาเข่ง
การนิรโทษแบบเหมาเข่งเกิดในคดี 6 ตุลาคม 2519 คือนิรโทษทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ เหมากันไปหมด ไม่ต้องมาเถียงกัน
ตอนนั้นมีข้อถกเถียงจากฝ่ายขวาจัดว่า นิรโทษคนกลุ่มนี้จะทำให้พวกคอมมิวนิสต์ได้ใจ และจะไม่หยุดการเคลื่อนไหว นี่คือความเห็นจากฝ่ายขวาจัด
เขาบอกว่าถ้าปล่อยนักศึกษาอย่างนี้ เหมือนปล่อยเสือเข้าป่า เพราะตอนนั้นคนรุ่นผมเข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แล้ว เขาคาดการณ์ว่าถ้าออกจากคุก เราเข้าป่าแน่ๆ
อีกมุมหนึ่ง ฝ่ายพวกเราบางส่วนก็ไม่ยอม เพราะการนิรโทษกรรมทำให้คดีจบ ไม่สามารถนำไปฟ้องใหม่
ผมเรียกว่า ‘นิรโทษสุดซอย’ คำที่เคยพูดกัน เคยเกิดขึ้นแล้วกับพวก 6 ตุลาฯ นี่ล่ะ ของจริง นิรโทษสุดซอยล้างการกระทำทั้ง 2 ฝั่ง
จะวิจารณ์ข้อดีข้อเสียอย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าการนิรโทษกรรมของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ เป็นจุดเปลี่ยนทางการเมือง และเป็นจุดเปลี่ยนเชิงนโยบายของรัฐไทยในสงครามคอมมิวนิสต์
การนิรโทษกรรมครอบคลุมตั้งแต่วันที่ 4-6 ตุลาคม 2519 ตัวกฎหมายถือว่าออกละเอียด เพราะการชุมนุมไม่ได้อยู่แค่วันที่ 6 ตุลาฯ วันเดียว
THE STANDARD: ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มีการพบงูพิษระหว่างการชุมนุมที่สนามหลวง เหตุการณ์นั้นเกี่ยวข้องกับการย้ายเข้าไปชุมนุมในธรรมศาสตร์อย่างไร
[Error: Image 16 not found]
สุรชาติ: ที่จริงการจัดม็อบรอบนั้นมีข้อถกเถียง ถ้าย้อนกลับไป กรรมการศูนย์นิสิตฯ คุยกันว่าระหว่างจุฬาฯ กับธรรมศาสตร์ จะจัดม็อบที่ไหน
เดิมมีแนวคิดจัดชุมนุมที่จุฬาฯ แต่เงื่อนไขที่ไม่ได้มาชุมนุมจุฬาฯ คือปัญหาเรื่องการเดินทาง เมื่อเทียบกับธรรมศาสตร์ การเดินทางไปสนามหลวงสะดวกกว่า เพราะมีรถเมล์และระบบขนส่งสะดวกกว่า
ถ้าย้อนกลับไปปี 2519 ยังไม่มี MRT และ BTS รวมถึงที่จุฬาฯ ไม่มีท่าเรืออย่างท่าพระจันทร์
มีการคุยกันว่าถ้าจัดชุมนุมที่สนามใหญ่หน้าเสาธงของจุฬาฯ คงดูแลความปลอดภัยได้ยาก เพราะจุฬาฯ มีพื้นที่ใหญ่ อาจควบคุมสถานการณ์ต่างๆ ได้ยาก
ตอนนั้นยังไม่ได้ตกลงว่าจะชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ เพียงแต่เริ่มที่สนามหลวงวันที่ 4 ตุลาฯ พอวันที่ 5 ตุลาฯ ก็มาถึงประเด็นที่เป็นจุดเริ่มต้นส่วนหนึ่ง คือภาพข่าวการแสดงละครที่ลานโพธิ์
การชุมนุมที่สนามหลวงวันที่ 4 ตุลาคม 2519 มีปัญหา เพราะเป็นพื้นที่โล่ง อีกเรื่องคือระหว่างการชุมนุมตอนกลางคืนเจองู ก็มีข้อถกเถียงว่าเป็นงูที่นำมาปล่อย หรือเป็นงูที่อยู่ในพื้นที่จริงๆ
อย่างไรก็ตาม มีการตัดสินใจว่าถ้าเป็นแบบนี้ ความปลอดภัยที่สนามหลวงก็ไม่มีแล้ว คงต้องบุกเข้าไปในธรรมศาสตร์ เพราะตอนนั้นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เอาโซ่คล้องประตู ไม่ให้นักศึกษาเข้าไปชุมนุมใหญ่
สุดท้ายเราฝ่าเข้าไป พอฝ่าเข้าไปก็รับกับเรื่องการแสดงละครที่ลานโพธิ์วันที่ 4 ตุลาคม 2519 และรับกับสถานการณ์รอบๆ ของเหตุการณ์ทั้งหมด
ที่เจองูคือเจองูจริงๆ และเป็นงูพิษ ถ้ามีคนนำมาปล่อย หมายความว่าหวังผลให้มีคนได้รับอันตราย หรือให้ผู้ชุมนุมกลัวจนไม่สามารถเข้ามาร่วมชุมนุมได้
สนามหลวงเมื่อก่อนเป็นพงหญ้า พอตกค่ำก็ดูน่ากลัว ไฟและความสว่างสมัยโน้นไม่ได้เหมือนปัจจุบัน
จึงมาสู่คำตอบเดียวว่าอย่างไรก็ต้องเข้าธรรมศาสตร์ เราไม่สามารถเสี่ยงชุมนุมที่สนามหลวง
ผมคิดว่าการเจองูเป็นเงื่อนไขสำคัญ ส่วนการปะทะกับกระทิงแดงและนวพลก็ส่วนหนึ่ง แต่ของจริงคือเจองู อย่างไรก็อยู่สนามหลวงไม่ได้ เพราะการชุมนุมมีความเสี่ยงแล้ว
เราก็เชื่อว่าฝ่ายต่อต้านนักศึกษาน่าจะเป็นคนนำมาปล่อย ไม่ใช่งูในพื้นที่สนามหลวง
THE STANDARD: อาจารย์อธิบายความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 อย่างไร
[Error: Image 17 not found]
สุรชาติ: ผมคิดว่ามุมมองของปีกขวาคงมองว่าการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาเป็นภัยคุกคามแล้ว อาจยังไม่เห็นในปี 2516 แต่ปี 2517 ต้องยอมรับว่ามีสัญญาณว่าขบวนการนักศึกษามีลักษณะเอียงซ้าย คือการจัดงานปีใหม่หรือการจัดนิทรรศการจีนที่ธรรมศาสตร์
คนรุ่นหลังต้องเข้าใจว่า ความสัมพันธ์ไทย-จีนยุคนั้นยังไม่ได้เปิดความสัมพันธ์ทางการทูต จีนเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ จึงมีกฎหมายและข้อห้ามเยอะ
นั่นเป็นช่วงก่อน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ไปเยือนจีน เพราะนี่คือปี 2517 นิทรรศการนั้นใช้ชื่อว่า ‘นิทรรศการจีนใหม่’ พูดง่ายๆ คือนิทรรศการจีนที่เป็นคอมมิวนิสต์ เท่ากับสะท้อนว่าขบวนการนักศึกษาเกิดอาการเอียงซ้ายแล้ว
พอปี 2518 ขบวนการก็เอียงมากขึ้น การเห็นชัยชนะของสงครามปฏิวัติในอินโดจีนมีส่วนทำให้ขบวนการเอียงซ้ายมากขึ้น เพราะมองว่าถ้าสงครามในอินโดจีนเป็นแบบนั้น ก็อาจมีส่วนผลักดันความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย
แต่ลืมไปว่าการทำแบบนั้นไปกระตุ้นต่อมความกลัวของปีกอนุรักษนิยม ส่งผลให้โจทย์เป็นอีกแบบหนึ่ง
ผมว่ามันเป็นการสะสมความกลัว ผมคิดว่า 6 ตุลาฯ สะท้อนภาพความรุนแรงทางการเมือง ถ้าเรามองจุดอื่นทั่วโลก มีความคล้ายกัน เช่น ลักษณะการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
แต่วันที่ 6 ตุลาฯ เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นักศึกษา ในความหมายที่ผมใช้อธิบาย ไม่ใช่ลักษณะการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา ซึ่งเป็นมิติชาติพันธุ์อย่างที่เห็นในต่างประเทศ
วันที่ 6 ตุลาฯ เป็นการฆ่าเพื่อต้องการหยุดขบวนการนักศึกษาให้ได้ สิ่งที่เขาสู้มาตั้งแต่กลางปี 2518 จึงเห็นชัด คือการสร้างความกลัว พ่วงกับอีกสิ่งหนึ่งคือความเกลียดชัง
แปลว่า 6 ตุลาฯ คือความกลัวบวกกับความเกลียดชังที่เกิดขึ้น ไม่ต่างจากที่คนรุ่นใหม่ใช้คำว่า Hate Speech
ความเกลียดชังทางการเมืองถูกสะสมจนกระทั่งเชื่อว่านักศึกษาเป็นคอมมิวนิสต์ นักศึกษาไม่ใช่คนไทย แต่เป็นคอมมิวนิสต์จากประเทศเพื่อนบ้านแฝงตัวเข้ามา มีข้อกล่าวหาต่างๆ จนไปถึง ‘ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป’
มาถึงปัจจุบัน เมื่อมองย้อนกลับไปด้วยวุฒิภาวะ ย้อนกลับไปดูรัฐศาสตร์ในชีวิตจริงของตัวเอง ตอนที่ยังไม่ได้เป็นอาจารย์ จึงเขียนหนังสือเล่มนี้เพื่ออธิบายมุมของปัญหา
มีคนบอกว่าเป็นงานกึ่งวิชาการเรื่อง 6 ตุลาฯ ที่อธิบายหลายแง่มุม เราจะเห็นทั้งเรื่อง 6 ตุลาฯ เรื่องความแตกแยกของอำนาจรัฐ และแรงเสียดทานภายในกองทัพหลัง 6 ตุลาฯ ที่นำไปสู่กบฏ 26 มีนาคมฯ และกบฏยังเติร์ก
สุดท้ายทั้งหมดไปขมวดปมใหญ่กับสงครามปฏิวัติในชนบท ถ้าไทยจะสู้เพื่อไม่ให้เป็นโดมิโนตัวที่ 4 คำถามใหญ่คือรัฐบาลไทยหรือบรรดาอำนาจรัฐไทยจะสู้อย่างไร ซึ่งอยู่ในตอนที่ 3 ของหนังสือ
THE STANDARD: ในวาระ 50 ปี 6 ตุลาคม 2519 คนรุ่นหลังควรทำความเข้าใจเหตุการณ์นี้อย่างไร และผลสืบเนื่องของเหตุการณ์ยังอยู่กับสังคมไทยอย่างไร
[Error: Image 18 not found]
สุรชาติ: วันนี้หนังสือเกี่ยวกับ 6 ตุลาฯ มีมากพอสมควร หลายคนเขียนออกมา ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เขียน เพราะฉะนั้น 6 ตุลาฯ มีหลายแง่มุม ต้องยอมรับว่าการมีหลายแง่มุมก็เปิดโอกาสให้ตีความได้หลายแง่มุมเช่นเดียวกัน
ความสนุกของคนเรียนสายสังคมศาสตร์ โดยเฉพาะรัฐศาสตร์ คือเมื่ออ่านแล้วได้ตีความ
วันนี้ถ้าสนใจ 6 ตุลาฯ เหมือนเรียน Interpretative History หรือประวัติศาสตร์เชิงตีความ ที่เปิดโอกาสให้ทำความเข้าใจเหตุการณ์ในอดีต แล้วลองดูว่าเราจะตีความหรือมีมุมมองอย่างไร หลังเห็นเรื่องราวเหล่านั้น
ต้องยอมรับว่าต่อให้บันทึกอย่างไร รายละเอียดทั้งหมดก็ไม่ครบ การบันทึกทำได้บางส่วน สิ่งที่ผมเขียนก็ยังมีหลายส่วนที่ไม่ได้เขียน ถ้าเขียนเกินกว่านี้ หนังสือเล่มใหญ่ก็ขายยาก แล้วพอหนังสือหนามากก็ไม่มีใครอยากอ่าน
สำหรับคนรุ่นใหม่ที่สนใจ น่าลองอ่านหนังสือดูว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วคำถามใหญ่ที่สุดคือมีพัฒนาการทางการเมืองและทางสังคมต่อประเทศไทยอย่างไร
โดยเฉพาะยุคนั้น พัฒนาการหลัง 6 ตุลาฯ เป็นเรื่องใหญ่ เพราะไปโยงกับการสิ้นสุดสงครามปฏิวัติ นัยคือเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ สุดท้ายโยงไปที่การเมืองโลก ขณะเดียวกัน 6 ตุลาฯ ก็เกิดจากการเมืองโลกเช่นกัน เพราะมีความเปลี่ยนแปลงในอินโดจีน
เมื่อมองอย่างนี้ จะเหมือนคำที่คนรุ่นใหม่ชอบพูดในปัจจุบัน คือ ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ แปลว่าวันนี้ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ทำให้เราคิดต่อ
เพียงแต่วันนี้ถ้าย้อนกลับไปดู 6 ตุลาฯ มองภูมิรัฐศาสตร์ก็เห็น มองการเมืองระดับภูมิภาคก็เห็น มองการเมืองภายในประเทศก็เห็น
โจทย์บริบททางสังคมไทยมีอะไรให้ตีความ ตั้งประเด็นชวนคุยได้เยอะ อยากให้เห็นข้อมูลหลายๆ ด้าน เพื่อเห็นภาพใหญ่
คนรุ่นหลังไม่มีทางเห็นรายละเอียดทั้งหมด เพราะไม่ใช่คนรุ่นนั้น แม้คนในรุ่นนั้นเองที่ไม่ได้อยู่ในจุดตัดสินใจ ก็อาจเห็นไม่หมด เช่นเดียวกับวันที่คนรุ่นผมอ่านประวัติศาสตร์ 2475 ผมก็เห็นภาพใหญ่ๆ
เผอิญผมเป็นตัวละครใน 6 ตุลาฯ จึงเห็นรายละเอียด แต่วันนี้ 50 ปีผ่านไป คนรุ่นหลังมาอ่าน อาจไม่ต่างจากคนรุ่นผมอ่านประวัติศาสตร์ 2475 หรือไม่ต่างจากวันที่ผมสนใจเรื่องเสรีไทย
ตัวคดี 6 ตุลาฯ พูดในมุมกฎหมาย มันจบโดยการนิรโทษกรรม แต่คนละประเด็นกับผลพวงของคดี ผลสืบเนื่องและบริบทต่างๆ ก็คงเคลื่อนไปตามเงื่อนไขทางการเมือง
แต่ขณะเดียวกัน คนเดือนตุลาจบแล้ว เพราะคนรุ่นผมเติบโตจากยุค 14 ตุลาคม 2516 แล้วมาถูกปราบที่ 6 ตุลาคม 2519 หลายคนเข้าป่า และสุดท้ายตุลาคม 2526 คือปีสิ้นสุดสงครามคอมมิวนิสต์ในไทย
เพราะฉะนั้น 10 ปีหลัง 14 ตุลาคม 2516 สงครามคอมมิวนิสต์จบ หรือถ้านับในระยะยาวทั้งหมด สงครามคอมมิวนิสต์ในไทยรบอยู่ 18 ปี นับจากปี 2508 ถึงปี 2526
ส่วนปี 2523 ซึ่งมีคำสั่งที่ 66/2523 ยังไม่จบ เพราะคนยังทยอยออกจากป่า
เหตุที่ใช้ปี 2526 เป็นเกณฑ์ เพราะรัฐบาล พล.อ.เปรม ประกาศว่ารัฐบาลได้รับชัยชนะจากการสู้กับคอมมิวนิสต์ คือมีการประกาศอย่างเป็นทางการถึงการสิ้นสุดสงคราม หรือที่ผมใช้คำว่า ‘เดือนตุลาปิดฉากลงแล้ว’
แปลว่าชีวิตคนเดือนตุลาหลังตุลาคม 2526 ที่จริงคนรุ่นผมออกจากป่าตั้งแต่ปี 2523-2525 แม้บางคนจะออกมาหลังจากนั้นก็ตาม
ชีวิตคนเดือนตุลาหลังจากนั้นไม่ได้ผูกพันกับสงครามปฏิวัติ เพราะไม่มีสงครามปฏิวัติ ส่วนพรรคคอมมิวนิสต์ก็ไม่มีสภาพพรรคเหลือ
คนยุคผมจะมีคำหนึ่งคือ ‘อยู่ภายใต้การจัดตั้ง’ ซึ่งต่อมาก็ไม่มีการจัดตั้งเหลือ คือพรรคคอมมิวนิสต์ไม่เหลือ
แต่ชีวิตหลังตุลาคม 2526 จะมีก็แต่สงครามชีวิต ไม่ใช่สงครามปฏิวัติ เป็นสงครามชีวิตในชีวิตจริงของแต่ละคน
คนรุ่นผมกลับมาเรียนหนังสือ หลายคนเริ่มสร้างครอบครัว บางคนพอเรียนจบก็เริ่มใช้ชีวิตประกอบธุรกิจเพื่อเลี้ยงชีพ
แปลว่าชีวิตจริงหลังสงครามปฏิวัตินี่ต่างหาก ที่เป็นชีวิตของคนเดือนตุลาอีกชุดหนึ่ง
ผมจึงบอกว่า สุดท้ายแล้วความเป็นเดือนตุลาผูกกับ 3 ตุลา คือ
- ชัยชนะในตุลาคม 2516
- การถูกล้อมปราบในตุลาคม 2519
- การสิ้นสุดสงครามปฏิวัติในตุลาคม 2526
สถานะคนเดือนตุลาเป็นประสบการณ์ที่ติดตัวเรา แต่ในความเป็นจริง ‘เดือนตุลา’ จบแล้ว เพราะเราไม่ผูกพันกับชุดความคิดทางการเมืองแบบเดิม เท่ากับเราก้าวเข้าสู่ชีวิตทางการเมืองอีกแบบหนึ่ง
เราจะเห็นการทะเลาะกันของคนเดือนตุลา เห็นสิ่งที่เรียกว่าสายน้ำที่แยกออกจากกัน ‘ไผ่แยกกอ น้ำแยกสาย’ ก็เป็นเรื่องปกติในชีวิตคน
เพราะฉะนั้น สิ่งที่เกิดตามมาคือเราเห็นคนเดือนตุลาที่ไม่ได้คิดเหมือนกัน บางคนอยู่เสื้อแดง บางคนอยู่เสื้อเหลือง จะเรียกว่าซ้ายหรือขวาก็ไม่ได้ เพราะซ้าย-ขวาก็เปลี่ยนไปแล้ว
ที่จริงยังมีผลสืบเนื่องในมิติทางความคิดจนถึงปัจจุบัน
ในทางคดี คดี 6 ตุลาฯ จบจริง แต่ผลสืบเนื่องทางการเมืองยังมี และผลสืบเนื่องอีกส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละคนเช่นกันว่า แต่ละคนมีมุมมองต่อชีวิตที่มีนัยต่อ 6 ตุลาฯ อย่างไร
หรือในทางกลับกัน แต่ละคนมีประเด็น 6 ตุลาฯ ฝังอยู่ในตัว เป็นบาดแผล เป็นสะเก็ด หรือจะเป็นอะไรก็ไม่รู้นะ คนรุ่นผมมีทั้งนั้น
ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนผ่านชีวิตและเหตุการณ์ขนาดนั้น มากบ้างน้อยบ้าง ย่อมมีนัยกับชีวิตจนถึงปัจจุบัน
เพราะฉะนั้น เวลาดูเรื่องราว ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นสายธารประวัติศาสตร์ยาวๆ ของการเมืองไทยซึ่งไม่เคยสิ้นสุด เป็นแม่น้ำทางการเมืองสายยาวสายหนึ่ง
ก่อน 14 ตุลาคม 2516 เราก็เห็นการต่อสู้ของคนรุ่นก่อน โดยเฉพาะก่อนรัฐประหารปี 2500 เราเห็นการเคลื่อนไหวของฝ่ายปัญญาชนมาก หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีเสรีไทย ก่อนหน้านั้นมี 2475
เป็นสายธารทางการเมืองที่ทอดยาวไปเรื่อยๆ ในสายน้ำประวัติศาสตร์การเมืองไทย
เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ จึงเป็นดังหินก้อนใหญ่ที่ฝังรากอยู่ในลำน้ำ เพื่อบ่งบอกหมุดหมายสำคัญหนึ่งในสายธารแห่งประวัติศาสตร์การเมืองของบ้านเมืองนี้