โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สนค. กางแผนที่ “ตลาดไอศกรีม” หมื่นล้าน ชี้เป้า 4 เทรนด์เด็ด มัดใจผู้บริโภคยุคใหม่

AEC10NEWs

อัพเดต 6 ตุลาคม 2569 เวลา 21.11 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • AEC10NEWS

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เผยข้อมูลการส่งออกสินค้าไอศกรีมในปี 2568 พบว่า ไทยมีมูลค่าการส่งออก 136.3 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 4,477 ล้านบาท) แม้จะปรับตัวลดลงเล็กน้อยที่ร้อยละ 0.77 แต่ไทยยังคงรักษาตำแหน่งผู้ส่งออกไอศกรีมอันดับ 1 ของเอเชียไว้อย่างแข็งแกร่ง และรั้งอันดับ 12 ของโลก ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่โดดเด่น

เมื่อพิจารณาว่าประเทศในกลุ่มผู้นำตลาดล้วนเป็นมหาอำนาจฝั่งยุโรปและสหรัฐอเมริกา ได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส เบลเยียม อิตาลี เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ สเปน สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ฮังการี และสโลวีเนีย ตามลำดับ ปัจจุบันไทยมีส่วนแบ่งร้อยละ 1.9 ของมูลค่าการส่งออกไอศกรีมทั่วโลก โดยอาศัยความแข็งแกร่งในตลาดส่งออกหลัก 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และเกาหลีใต้

ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่าศักยภาพของอุตสาหกรรมไอศกรีมไทยยังคงเป็นที่ยอมรับและสามารถแข่งขันกับผู้เล่นระดับโลกได้อย่างน่าจับตา

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) ให้มุมมองว่า สมรภูมิไอศกรีมในปัจจุบันไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องความเย็นดับร้อนอีกต่อไป ผู้ประกอบการไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะกระแสการดูแลสุขภาพที่มาแรง ผู้บริโภคยุคใหม่คาดหวังให้ไอศกรีมตอบโจทย์ทั้งความอร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการ

ดังนั้น การจะคว้าโอกาสและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้ ผู้ผลิตจึงต้องศึกษาความต้องการของตลาดอย่างลึกซึ้งและพร้อมปรับตัวให้ทันกับเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สำหรับทิศทางตลาดในประเทศ ข้อมูลจาก Euromonitor International บริษัทสำรวจข้อมูลทางการตลาดระดับโลก คาดการณ์ว่า ตลาดไอศกรีมไทยในปี 2569 จะฟื้นตัวอย่างโดดเด่นจนมีมูลค่าแตะ 1.26 หมื่นล้านบาท หรือเติบโตขึ้นร้อยละ 4 ปัจจัยหนุนหลักมาจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดจากอิทธิพลของเอลนีโญ (El Niño)

รวมถึงกำลังซื้อที่เริ่มฟื้นตัว สิ่งที่น่าสนใจคือ ไอศกรีมแบบรับประทานทันที (Impulse Ice Cream) ครองสัดส่วนยอดขายสูงถึงกว่าร้อยละ 90 ของตลาดรวม สะท้อนพฤติกรรมคนไทยที่นิยมซื้อไอศกรีมเพื่อเติมความสดชื่นระหว่างวันผ่านร้านสะดวกซื้อและร้านโชห่วยที่กระจายอยู่ทุกชุมชน นอกจากนี้ รายงานยังชี้ให้เห็นถึง 4 เทรนด์สำคัญที่จะเป็นกุญแจขับเคลื่อนธุรกิจไอศกรีม ได้แก่

1. การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยพลังแฟนคลับ: การแข่งขันไม่ได้หยุดอยู่แค่รสชาติหรือราคา แต่เน้น

การสร้าง “ประสบการณ์” ให้กับกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ที่ชอบทดลองสินค้าใหม่และพร้อมแชร์

ลงโซเชียลมีเดีย แบรนด์ไอศกรีมจึงหันมาใช้กลยุทธ์ดึงตัวศิลปิน T-Pop นักแสดงวัยรุ่น และอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังมาร่วมแคมเปญ เพื่อสร้างกระแสและกระตุ้นยอดขาย ซึ่งสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและสร้างการมีส่วนร่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. นวัตกรรมและความแปลกใหม่ที่ไม่หยุดนิ่ง: ผู้ผลิตต้องแข่งขันกันนำเสนอประสบการณ์ใหม่ ๆ

เพื่อดึงดูดใจผู้บริโภค นอกเหนือจากไอศกรีมแท่งหรือโคนแบบดั้งเดิม ตลาดเริ่มเปิดรับสินค้าทางเลือกใหม่ ๆ เช่น ไอศกรีมสไตล์เกล็ดน้ำแข็ง ไอศกรีมโมจิ ไอศกรีมแซนด์วิช หรือการสร้างเนื้อสัมผัสแบบหลายชั้นที่ผสมทั้งช็อกโกแลต ผลไม้ และครีมไว้ในชิ้นเดียว รวมถึงการหมุนเวียนออกรสชาติใหม่แบบลิมิเต็ด (Limited Edition) อย่างสม่ำเสมอ เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคอยากทดลองและกลับมาซื้อซ้ำ

3. ตลาดพรีเมียมที่จับต้องได้ (Affordable Premium) โตต่อเนื่อง: แม้สภาพเศรษฐกิจจะท้าทาย

แต่ผู้บริโภคยังคงต้องการให้ “รางวัลเล็ก ๆ” กับตนเอง ผู้บริโภคยินดีที่จะจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอีกนิด เพื่อแลกกับไอศกรีมที่มีคุณภาพดี รสชาติพรีเมียม หรือบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม สินค้าในกลุ่ม Affordable Premium

จึงกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยผลักดันให้มูลค่าตลาดขยายตัวได้เร็วกว่าปริมาณการขาย

4. รสชาติต้องมาก่อน แม้กระแสสุขภาพจะมาแรง: ผู้บริโภคเริ่มมองหาตัวเลือกที่ลดน้ำตาล ลดไขมัน หรือมีส่วนผสมของผลไม้มากขึ้น แต่ท้ายที่สุดแล้ว ความอร่อย ความหอมมัน และเนื้อสัมผัส” ก็ยังเป็นปัจจัย

ชี้ขาดในการตัดสินใจซื้อ หรืออาจกล่าวได้ว่า “สินค้าที่จะประสบความสำเร็จคือสินค้าที่ให้ความรู้สึกผิดน้อยลงเมื่อรับประทาน (Guilt-manageable Indulgence) แต่ยังคงความอร่อยไว้ได้” ขณะที่ไอศกรีมที่เน้นสรรพคุณทางสุขภาพมากเกินไป เช่น ไอศกรีมแพลนต์เบส (Plant-based) ยังคงมีข้อจำกัดในการขยายตลาด

เข้าสู่กลุ่มผู้บริโภคกระแสหลัก

ผอ. สนค. กล่าวทิ้งท้ายว่า “เกมการแข่งขันของตลาดไอศกรีมยุคใหม่ ได้ก้าวข้ามการต่อสู้ด้วยราคาและรสชาติแบบเดิม ๆ ไปแล้ว ผู้ประกอบการไทยจึงต้องพร้อม “Shift” ปรับกลยุทธ์ธุรกิจ มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นการนำนวัตกรรมมาใช้ ดึงพลังจากโซเชียลมีเดีย และรักษาสมดุลระหว่างความอร่อย ความคุ้มค่า และสุขภาพให้ลงตัว ธุรกิจที่สามารถต่อยอดเพิ่มมูลค่า พัฒนาสินค้าได้ฉับไวทันเทรนด์ และชูเอกลักษณ์ของแบรนด์ให้โดดเด่น จะสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน เปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส และเติบโตในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : เปิดตลาดสินค้าเกษตรสหกรณ์นิคมลานสัก จำกัด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...